LOGINความอบอุ่นคือสัมผัสแรกที่ร่างกายรู้สึกได้ เปลือกตาค่อย ๆ ถูกยกขึ้น ดวงตากลมโตกะพริบถี่ ก่อนจะมองเห็นเพดานเรือนที่ไม่คุ้นตา
ที่นี่ที่ไหน?
ไม่ใช่เรือนชิงหนิงนี่นา...
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามตนเองในใจอย่างสับสน พลางกลอกนัยน์ตากวาดมองเพดานไปมา ก่อนที่จะค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ทำให้ผ้าห่มผืนหนาร่วงหล่นลงมา นางจึงได้เห็นสภาพห้องนอนที่นางกำลังนอนอยู่
ผนังห้องสีขาวเรียบที่ประดับเพียงภาพวาดหมึกม้วนเล็ก ๆ ภาพหนึ่ง เครื่องเรือนในห้องล้วนแต่เป็นไม้เคลือบเงาโทนเข้ม มีหน้าต่างบานเล็กที่สายลมพัดกลิ่นอับชื้นของโรงม้าเข้ามาในห้อง
หีบไม้สำหรับเก็บเสื้อผ้าส่วนตัว ตั้งอยู่ข้างโต๊ะไม้ขนาดเล็กสำหรับอ่านหนังสือ และเก้าอี้ไม้แข็งหนึ่งตัว บนโต๊ะมีเพียงคันฉ่องทองแดงบานเล็ก ๆ ตั้งอยู่ พื้นห้องเป็นพื้นไม้ปูด้วยพรมทอลวดลายสีสดใสแบบอุยกูร์
นี่มัน... ห้องนอนของลี่ลี่นี่?
เหตุใดข้าจึงมานอนในห้องของลี่ลี่ได้เล่า?
หากข้านอนอยู่ที่นี่ แล้วลี่ลี่จะนอนที่ใดเล่า?
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งคิดอย่างสงสัย หรือว่าท่านแม่ใหญ่จะให้ท่านลุงท่านป้าพาข้ามาดูแลถึงเรือนเฉิ่งจี้ของพวกเขา แต่ข้าก็ไม่สมควรที่จะนอนบนเตียงของลี่ลี่สิ...
จวนเหรินอี้โหวออกจะกว้างใหญ่ ส่วนนาง... แม้ว่าจะเป็นเพียงบุตรอนุ แต่ก็เป็นบุตรสาวของอนุคนโปรดของบิดาอย่างอวี้ฮุ่ยฟางที่เสียชีวิตไปแล้ว ท่านแม่ใหญ่ก็ยังพอจะมีเมตตาจัดเตรียมเรือนส่วนตัวและสาวใช้คนสนิทให้พวกนางทุกคน
จากเหตุการณ์เมื่อคืนที่นางผลัดตกลงไปในสระบัว เพราะเจิ่งหย่าหลินตั้งใจผลักนางลงไปในน้ำจนไม่สบาย อย่างน้อยก็ควรให้นางได้พักผ่อนที่เรือนชิงหนิงของนางสิ จะให้นางมานอนพักรบกวนที่เรือนเฉิ่งจี้ของท่านลุงท่านป้าได้อย่างไร
แม้ว่าตี๋ลี่เสวี่ยจะเป็นมากกว่าสาวใช้คนสนิท เป็นสหายรู้ใจของนางเพียงคนเดียวในจวนเหรินอี้โหวแห่งนี้ก็ตาม
แต่เดิม หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และตี๋ลี่เสวี่ยก็มิใช่คนรับใช้ในจวนแต่แรกแล้ว พวกเขาเป็นพ่อค้าม้าชาวอุยกูร์ที่ถูกโจรบุกปล้นระหว่างทาง ก่อนที่จะควบม้าหนีการไล่ล่ามาไกลถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งในสภาพสะบักสะบอม
สามคนพ่อแม่ลูกไร้ของมีค่าติดตัว ได้แต่จำใจต้องขายม้าที่ควบหนีมาแลกอาหารประทังชีวิต ในขณะที่พวกเขากำลังคุดคู้อยู่ที่กำแพงเมือง ม้าศึกชั้นยอดที่เหรินอี้โหวกำลังควบเกิดอาการตื่นกลัวอย่างรุนแรงจนเกือบจะเกิดอันตรายต่อชาวบ้านในบริเวณนั้น
โชคดีที่หนู่เอ๋อร์เจียงผู้เป็นบิดามีทักษะควบคุมและดูแลม้าติดกาย อยู่ตรงนั้นพอดี จึงสามารถเข้าไปปลอบโยนและควบคุมม้าให้สงบลงได้ในพริบตา
เหรินอี้โหวนึกทึ่งกับความสามารถนั้น จึงได้ไต่ถามความเป็นมา ก่อนที่จะว่าจ้างให้หนู่เอ๋อร์เจียงมาเป็นผู้จัดการคอกม้าทั้งหมดของจวน ด้วยเหรินอี้โหวนั้นมีความโปรดปรานม้าเป็นอย่างมาก จึงเฝ้าตามหาผู้ที่ความสามารถและเชี่ยวชาญในการดูแลม้ามาโดยตลอด
หนู่เอ๋อร์เจียงที่กำลังไร้หนทางจึงตอบตกลงในทันที และยื่นข้อตกลงว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่จวนเหรินอี้โหวจนกว่าจะสามารถติดต่อกับสหายชาวอุยกูร์ได้ หากพวกเขาสามารถกลับเผ่าได้เมื่อใด พวกเขาก็จะจากไปในทันที
เหรินอี้โหวตอบรับข้อตกลงนั้น และได้ทำการว่าจ้างหนู่เอ๋อร์เจียงให้เป็นผู้จัดการคอกม้าทั้งหมดของจวน พร้อมทั้งจัดเตรียมเรือนพักส่วนตัวนามว่าเรือนเฉิ่งจี้ไว้ให้หนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวเป็นการเฉพาะ
อีกทั้งยังเห็นว่าตี๋ลี่เสวี่ย บุตรสาวของหนู่เอ๋อร์เจียงในวัยห้าหนาว อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง บุตรสาวคนรองของตน จึงได้จ้างตี๋ลี่เสวี่ยให้เป็นสาวใช้คนสนิทของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งตั้งแต่นั้นมา
เมื่อเวลาผ่านมานานนับสิบปี พวกนางสองคนก็เป็นมากกว่านายบ่าว กอปรกับแต่เดิมร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งนั้นไม่ค่อยแข็งแรง ตั้งแต่ที่อนุอวี้ มารดาของนางจากไป ก็ไม่ค่อยมีผู้ใดในจวนให้ความสนใจดูแล
หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าเห็นเช่นนั้นก็อดสงสารไม่ได้ จึงได้ช่วยกันเลี้ยงดูเจิ่งเสวี่ยอิ๋งร่วมกับตี๋ลี่เสวี่ย ราวกับว่าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตนอีกคน
ด้วยกู่ลี่น่าที่พอมีความรู้ทางแพทย์ติดตัวและมียาบำรุงร่างกายตำรับอุยกูร์อยู่ในมือ จึงทำให้ร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งดีขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ หากแต่เพื่อความปลอดภัยของนาง เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยังคงต้องแสร้งอ่อนแอและเจ็บป่วยง่าย เพื่อตบตาผู้อื่นที่หวังจะกลั่นแกล้งนางในจวน
ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะคิดสิ่งใดไปมากกว่านี้ บานประตูห้องนอนก็ถูกเลื่อนออก ปรากฏร่างของกู่ลี่น่า มารดาของตี๋ลี่เสวี่ยเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาในมือ
ดวงตาของกู่ลี่น่าเบิกกว้างขึ้นด้วยความดีใจ นางถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นนางฟื้นแล้วและสามารถลุกขึ้นมานั่งได้เอง แม้ว่าจะยังมีอาการสับสนและมึนงงไม่น้อย
“ท่านป้า...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาในลำคอ เมื่อเห็นรอยยิ้มอบอุ่นของกู่ลี่น่า
ช่างน่าอิจฉาลี่ลี่เสียจริง...
มารดายังมีชีวิตอยู่ บิดาทะนุถนอมราวกับแก้วในมือ ไม่เหมือนนาง...
มารดาสิ้นชีพ บิดาทอดทิ้ง แม่เลี้ยงเมินเฉย พี่หญิงน้องหญิงในจวนก็ล้วนแต่กลั่นแกล้ง...
เมื่อใดข้าจึงจะได้รับความรักเช่นนี้บ้างนะ?
กู่ลี่น่าวางถ้วยยาลงบนเตียงไม้ ก่อนจะยกมือขึ้นวัดความร้อนในร่างกายของแม่นางตรงหน้าที่หน้าผาก เมื่อสัมผัสถึงความอุ่น นางจึงได้พยักหน้าอย่างเบาใจ “ไข้ลดลงแล้ว ดื่มยาอีกสักถ้วยก็แล้วกันนะ”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรับคำอย่างว่าง่าย “เจ้าค่ะ”
“ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่ตั้งใจจะรังแกให้ถึงชีวิตกันเลยหรือไร? จึงได้กล้าผลักคุณหนูรองให้ตกลงไปในสระบัวในยามเหมันต์เช่นนี้ ดูเถิด... ขนาดเจ้ายังนอนซมอยู่เป็นวัน”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเลิกคิ้วบางดั่งกิ่งหลิวขึ้นสูง เมื่อได้ยินคำพูดของกู่ลี่น่า
เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าคำพูดของท่านป้าดูย้อนแย้งอย่างไรชอบกล...
“ประเดี๋ยวแม่ว่าจะเอายาไปให้คุณหนูรองสักถ้วย เจ้าก็นอนพักให้ดีเถิดนะ ดิลลี่”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง “!!!”
ยามเช้าของวันถัดมา ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกไปตรวจตราทหารตามปกติ อาซือหลันในร่างของ ‘ตี๋ลี่เสวี่ย’ ก็แต่งกายเรียบร้อยมิดชิด เพื่อที่จะได้ตามนางออกไปตรวจตราด้วยหากแต่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ยื่นชุดคลุมแขนยาวให้เขาด้วยสีหน้าจริงจัง “ท่านแต่งกายมิดชิดได้ดีแล้ว แต่ข้าคิดว่าท่านสวมชุดคลุมนี้อีกชั้นเถิด ประเดี๋ยวผิวของข้าจะดำเสียหมด”อาซือหลัน “...”แต่เดิมผิวเจ้าก็มิได้ขาวผ่องเป็นยองใยเช่นสาวชาวฮั่นอยู่แล้วนะ แต่ก็สวยคมเข้มเช่นชาวอุยกูร์อย่างเจ้า แบบนั้นต่างหากที่ข้าชอบ…ความคิดที่น่าตกใจแวบผ่านเข้ามาอีกครั้ง อาซือหลันได้แต่เบิกตากว้าง แต่ต้องรีบกลบเกลื่อนด้วยการรับเสื้อนั้นมาสวม ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจว่าจะปฏิเสธอาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งพากันเดินออกจากกระโจมหลัก หลังจากที่ตรวจตราเหล่าทหารเรียบร้อยแล้ว อาซือหลันจึงให้คนสนิทจัดเตรียมลานฝึกซ้อมส่วนตัว เพื่อให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้ฝึกซ้อมดาบกับเขาอีกครั้งยามนี้คนสนิททั้งสามคนของอาซือหลันล้วนรู้เรื่องการสลับร่างของพวกเขาเรียบร้อยแล้ว บาคียาร์จึงได้ใช้ผ้าผืนใหญ่มาขึงเ
“ระวัง!!”ในเสี้ยวพริบตาที่มือสังหารพุ่งเข้ามากรีดอากาศด้วยมีดสั้น อาซือหลันที่อยู่ในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยก็ฉวยดาบของอาซือหลันออกจากฝักอย่างรวดเร็ว แม้ว่าในใจจะกรีดร้องว่ามันหนักมากก็ตามเขาใช้พลังทั้งหมดที่มีในร่างบอบบางแทงสวนกลับไปยังลำตัวของคนร้ายอย่างแม่นยำและรุนแรง!ฉึก!! เสียงคมมีดเสียดแทงเข้าไปในร่างของอีกฝ่ายเสียงดัง!คนร้ายล้มลงทันทีพร้อมกับมีดสั้นที่หลุดจากมือ เป็นจังหวะเดียวกับที่อาซือหลันใช้มืออีกข้างจับข้อมือหนาของ ‘อาซือหลัน’ ตวัดรั้งร่างกำยำเข้ามาในอ้อมแขนราวกับต้องการปกป้องอีกฝ่ายให้พ้นจากอันตรายทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึงจนนิ่งงัน กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินคาด โดยเฉพาะภาพที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าร่างสูงใหญ่กำยำของท่านแม่ทัพกำลังตกอยู่ในอ้อมแขนบอบบางของฮูหยิน โดยที่มือข้างหนึ่งของฮูหยินยังคงกำดาบที่เปื้อนเลือดของมือสังหารไว้อยู่ทหารแต่ละนายล้วนอ้าปากค้างกับภาพที่ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้เห็น “!!!”ไม่ใช่เพียงคนสนิทและทหารที่ตกตะลึง ‘อาซือหลัน&rsq
น้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงเร้นไปด้วยไอสังหารและอำนาจสะกดขวัญที่ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีนั้น เปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของมู่หนี่ลา จนร่างทั้งร่างของนางเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง ห้วงจังหวะหัวใจพลันสะดุดกึกด้วยความหวาดหวั่น... น้ำเสียงที่ทรงพลังและเยือกเย็นถึงเพียงนี้ เหตุใดนางจะจำไม่ได้กัน!!แม่ทัพใหญ่เย่! เย่อี้หมิง!!พญามัจจุราชแห่งสมรภูมิ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพชาวฮั่นที่ประจำการ ณ เมืองหนิงเปียนแห่งแคว้นต้าจิ้ง ชายผู้มีฐานะอันสูงส่งเกินกว่าที่ใครจะกล้าต่อกรนอกจากจะเป็นเจ้าตระกูลเย่ ตระกูลแม่ทัพที่สืบทอดสายเลือดนักรบปกป้องแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคนแล้ว เขายังมีฐานะเป็นถึงพระมาตุลาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน และเป็นอนุชาสุดที่รักของเย่ไทเฮา ผู้กุมอำนาจกึ่งหนึ่งของราชสำนัก!!แม่ทัพใหญ่เย่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนมานานเกือบสิบปี โดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สาเหตุว่าเขาขอย้ายตนเองมาประจำการที่เมืองชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ทำไมด้วยความที่เขาเป็นถึงเจ้าตระกูลเย่และเป็นอนุชาเพียงคนเดียวของเย่ไทเฮา แล้วเหตุใดจึงต้องมาทนทรมานกายที่ชา
“ตายแล้ว! อาซือหลันตายแล้ว!!” เสียงสาวใช้ในเรือนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานในห้องด้วยสีหน้ายินดีปรีดา “สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ! คนของเราส่งข่าวกลับมาบอกว่าอาซือหลันตายแล้ว!”ดวงตาของผู้ที่ได้รับรายงานเปล่งประกายแห่งชัยชนะเจือความอำมหิต ก่อนจะหัวเราะเสียงแหลมออกมาอย่างควบคุมไม่ได้“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุด! ในที่สุดข้าก็สามารถฆ่าอาซือหลันได้สักที! เพราะมัน! มันจึงทำให้ข้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้!” เจ้าของเรือนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ สองมือกำแน่นใต้ชายแขนเสื้อ“ใช่แล้วเจ้าค่ะ! เพราะอาซือหลันยกทัพมาบุกตีเผ่าของเราจนแตกพ่าย หากนายท่านมาห์มุดไม่ยอมจำนนและยกท่านให้เป็นอนุของมัน มันก็คงไม่เลิกรา” กาซีพูดออกมาด้วยความคับแค้นใจดวงตาของมู่หนี่ลาฉายแววเหี้ยมเกรียม เชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง “สามปี! สามปีที่ข้าต้องอดทนอยู่ในจวน ยอมเสียสละเรือนร่างให้มันเชยชม แสร้งทำเป็นว่ารักทั้งที่ขยะแขยงสัมผัสของมันเป็นยิ่งนัก!”“บุตรสาวหัวหน้าเผ่าคาร์ลุกอย่างข้าน่ะหรือ? จำต้องมาเป็นอนุในจวนผู้อื่น สิ่งนี้คู่ควรกับข้าหรือ
แม้ว่าเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะออกอาการงอแงเพราะนอนไม่พอไปบ้าง แต่สุดท้ายก็จำต้องลุกขึ้นตามแรงลากจูงของอาซือหลัน เพื่อไปเดินตรวจตราลานฝึกซ้อมตามหน้าที่ของแม่ทัพใหญ่อยู่ดีกลางลานฝึกซ้อมของค่ายเหยี่ยวดำ แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบร่างของทหารม้าหลายสิบนายที่กำลังเปลือยกายท่อนบนฝึกซ้อมอย่างหนัก เพื่อให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างคล่องตัวผิวกายส่วนบนของพวกเขามีสีแทนเข้มจากการกรำแดดและลมหนาวมานานหลายปี เหงื่อไหลอาบเป็นทางลงไปตามร่องกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ชัดเจนจนมันวาวราวกับทาด้วยน้ำมันกล้ามเนื้อแต่ละมัดที่ต้นแขนและไหล่ เกร็งกระตุกและยืดหดตัวทุกครั้งที่พวกเขาเหวี่ยงดาบหนัก หรือยกกระสอบทรายขนาดใหญ่เสียง ‘ฮึบ’ จากการออกแรงดังสลับกับเสียงกระทบของโลหะและหนังที่ใช้ในการฝึกซ้อม ทั่วร่างของหลายคนมีรอยแผลเป็นสีจาง ๆ พาดผ่านหน้าอกและซี่โครงในระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น ดวงตาคู่คมของ ‘อาซือหลัน’ ก็ตาลุกวาวขึ้นมาทันทีด้วยความสนใจในเรือนร่างกำยำของบุรุษนักรบ“อื้อหืม...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดลากเสียงในลำคอไม่ได้ พร้อมทั้งกลืนน้
จากการประชุมในช่วงสายวันนั้น ทำให้อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งทราบความคืบหน้าในหลายประเด็น โดยหมอทหารได้รายงานว่าทหารส่วนใหญ่ที่ถูกพิษได้รับการรักษาทันท่วงที เพียงแค่พักฟื้นก็หายดีดังเดิม โดยทหารที่มีอาการสาหัสนั้น มีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นส่วนเรื่องเสบียง จากเดิมที่ได้มีการขนส่งเสบียงไปที่แนวหน้าแล้วเมื่อวาน ทำให้ลดปัญหาการขาดแคลนเสบียงของด่านหน้าไปได้มาก นอกจากนี้ ทางเผ่าคีตันเอง ซุลฟิการ์ก็ได้สั่งให้กองทัพล่าถอยออกจากเขตชายแดนเป็นที่เรียบร้อยแล้วสายที่ส่งไปสืบที่กองทัพของเผ่าบาสมิลกลับมารายงานว่า อิสกันดาร์ ผู้นำของเผ่าบาสมิลเดือดดาลไม่น้อยที่อยู่ ๆ ซุลฟิการ์ก็กลับลำ ไม่ยอมให้ความร่วมมือมาสนับสนุนกองทัพ เขาจึงต้องระดมพลในเผ่าใหม่อีกครั้งเป็นจำนวนมากและจากที่สายสังเกตเห็น ก็พบว่ารายการเสบียง อาวุธ ยา และม้าศึกที่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกำลังตามหาว่าหายไปจากค่ายทหารได้อย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นล้วนแต่ปรากฏอยู่ในค่ายทหารของเผ่าบาสมิลทั้งสิ้นเพียงเท่านี้ก็ชัดเจนแล้วว่าทั้งจวนแม่ทัพและค่ายทหารของเขาล้วนแต่มีไส้ศึกซ่อนอยู่ทั้งนั้น ดวงตากลมโตของอาซือหลันเ
เมื่อถึงกลางแห่งยามโหย่ว บรรยากาศรอบจวนแม่ทัพที่ควรจะสงบเงียบกลับตึงเครียดขึ้นอย่างลับ ๆ อาซือหลันก้าวเท้ากลับเข้าสู่จวนด้วยความเหนื่อยล้าจากการทำงานในขณะที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง ผู้รอคอยเวลานี้มาทั้งวัน ยืนรอรับสามีอยู่บริเวณทางเดินหลักที่ทอดตัวยาวจากประตูใหญ่มุ่งสู่เรือนจวิ้นเหอนางจงใ
เมื่อเจิ่งเสวี่ยอิ๋งถูกว่านเฟยลี่หวังดี ช่วยแบ่งเบาหน้าที่ดูแลจวนไปแล้ว นางก็ไม่มีสิ่งใดให้ทำ ได้แต่ยืนเคว้งคว้างอยู่ในเรือนจวิ้นเหออย่างไร้จุดหมาย แม้ว่าจะมีสาวใช้สองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูก็ตามด้วยนางไม่ได้เรียกร้องขอสาวใช้คนสนิทประจำตัว ทำให้สาวใช้ที่มาดูแลจึงมีการผลัดเปลี่ยนกันไม่ซ้ำหน
เช้าตรู่วันที่สองของการเริ่มต้นชีวิตในฐานะชายาเอกแห่งจวนแม่ทัพมาถึง พร้อมกับบรรยากาศที่กดดันเกินบรรยาย แสงแดดรำไรที่พยายามสาดส่องผ่านม่านหมอกยามเช้ายังคงเย็นเยียบและมัวซัว ราวกับจะเตือนถึงมรสุมที่ยังไม่สงบลงเจิ่งเสวี่ยอิ๋งลุกขึ้นจากเตียงนอนด้วยความระมัดระวัง นางบรรจงสวมใส่ชุดที่ผ่านการเลื
เช้าวันที่สามตามธรรมเนียมของจงหยวนคือวันกลับเรือนเยี่ยมญาติของเจ้าสาว เจิ่งเสวี่ยอิ๋งตื่นแต่เช้ามาสวมชุดที่เรียบร้อยและสง่างามตามธรรมเนียม เพื่อเตรียมตัวกลับไปเยี่ยมหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าที่จวนอันจวี๋นางยืนรออาซือหลันอยู่ที่ลานเรือนจวิ้นเหอ โดยมีหีบของขวัญหลายสิบหีบวางอยู่เคียงข้าง ข







