Masukความอบอุ่นคือสัมผัสแรกที่ร่างกายรู้สึกได้ เปลือกตาค่อย ๆ ถูกยกขึ้น ดวงตากลมโตกะพริบถี่ ก่อนจะมองเห็นเพดานเรือนที่ไม่คุ้นตา
ที่นี่ที่ไหน?
ไม่ใช่เรือนชิงหนิงนี่นา...
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามตนเองในใจอย่างสับสน พลางกลอกนัยน์ตากวาดมองเพดานไปมา ก่อนที่จะค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ทำให้ผ้าห่มผืนหนาร่วงหล่นลงมา นางจึงได้เห็นสภาพห้องนอนที่นางกำลังนอนอยู่
ผนังห้องสีขาวเรียบที่ประดับเพียงภาพวาดหมึกม้วนเล็ก ๆ ภาพหนึ่ง เครื่องเรือนในห้องล้วนแต่เป็นไม้เคลือบเงาโทนเข้ม มีหน้าต่างบานเล็กที่สายลมพัดกลิ่นอับชื้นของโรงม้าเข้ามาในห้อง
หีบไม้สำหรับเก็บเสื้อผ้าส่วนตัว ตั้งอยู่ข้างโต๊ะไม้ขนาดเล็กสำหรับอ่านหนังสือ และเก้าอี้ไม้แข็งหนึ่งตัว บนโต๊ะมีเพียงคันฉ่องทองแดงบานเล็ก ๆ ตั้งอยู่ พื้นห้องเป็นพื้นไม้ปูด้วยพรมทอลวดลายสีสดใสแบบอุยกูร์
นี่มัน... ห้องนอนของลี่ลี่นี่?
เหตุใดข้าจึงมานอนในห้องของลี่ลี่ได้เล่า?
หากข้านอนอยู่ที่นี่ แล้วลี่ลี่จะนอนที่ใดเล่า?
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งคิดอย่างสงสัย หรือว่าท่านแม่ใหญ่จะให้ท่านลุงท่านป้าพาข้ามาดูแลถึงเรือนเฉิ่งจี้ของพวกเขา แต่ข้าก็ไม่สมควรที่จะนอนบนเตียงของลี่ลี่สิ...
จวนเหรินอี้โหวออกจะกว้างใหญ่ ส่วนนาง... แม้ว่าจะเป็นเพียงบุตรอนุ แต่ก็เป็นบุตรสาวของอนุคนโปรดของบิดาอย่างอวี้ฮุ่ยฟางที่เสียชีวิตไปแล้ว ท่านแม่ใหญ่ก็ยังพอจะมีเมตตาจัดเตรียมเรือนส่วนตัวและสาวใช้คนสนิทให้พวกนางทุกคน
จากเหตุการณ์เมื่อคืนที่นางผลัดตกลงไปในสระบัว เพราะเจิ่งหย่าหลินตั้งใจผลักนางลงไปในน้ำจนไม่สบาย อย่างน้อยก็ควรให้นางได้พักผ่อนที่เรือนชิงหนิงของนางสิ จะให้นางมานอนพักรบกวนที่เรือนเฉิ่งจี้ของท่านลุงท่านป้าได้อย่างไร
แม้ว่าตี๋ลี่เสวี่ยจะเป็นมากกว่าสาวใช้คนสนิท เป็นสหายรู้ใจของนางเพียงคนเดียวในจวนเหรินอี้โหวแห่งนี้ก็ตาม
แต่เดิม หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และตี๋ลี่เสวี่ยก็มิใช่คนรับใช้ในจวนแต่แรกแล้ว พวกเขาเป็นพ่อค้าม้าชาวอุยกูร์ที่ถูกโจรบุกปล้นระหว่างทาง ก่อนที่จะควบม้าหนีการไล่ล่ามาไกลถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งในสภาพสะบักสะบอม
สามคนพ่อแม่ลูกไร้ของมีค่าติดตัว ได้แต่จำใจต้องขายม้าที่ควบหนีมาแลกอาหารประทังชีวิต ในขณะที่พวกเขากำลังคุดคู้อยู่ที่กำแพงเมือง ม้าศึกชั้นยอดที่เหรินอี้โหวกำลังควบเกิดอาการตื่นกลัวอย่างรุนแรงจนเกือบจะเกิดอันตรายต่อชาวบ้านในบริเวณนั้น
โชคดีที่หนู่เอ๋อร์เจียงผู้เป็นบิดามีทักษะควบคุมและดูแลม้าติดกาย อยู่ตรงนั้นพอดี จึงสามารถเข้าไปปลอบโยนและควบคุมม้าให้สงบลงได้ในพริบตา
เหรินอี้โหวนึกทึ่งกับความสามารถนั้น จึงได้ไต่ถามความเป็นมา ก่อนที่จะว่าจ้างให้หนู่เอ๋อร์เจียงมาเป็นผู้จัดการคอกม้าทั้งหมดของจวน ด้วยเหรินอี้โหวนั้นมีความโปรดปรานม้าเป็นอย่างมาก จึงเฝ้าตามหาผู้ที่ความสามารถและเชี่ยวชาญในการดูแลม้ามาโดยตลอด
หนู่เอ๋อร์เจียงที่กำลังไร้หนทางจึงตอบตกลงในทันที และยื่นข้อตกลงว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่จวนเหรินอี้โหวจนกว่าจะสามารถติดต่อกับสหายชาวอุยกูร์ได้ หากพวกเขาสามารถกลับเผ่าได้เมื่อใด พวกเขาก็จะจากไปในทันที
เหรินอี้โหวตอบรับข้อตกลงนั้น และได้ทำการว่าจ้างหนู่เอ๋อร์เจียงให้เป็นผู้จัดการคอกม้าทั้งหมดของจวน พร้อมทั้งจัดเตรียมเรือนพักส่วนตัวนามว่าเรือนเฉิ่งจี้ไว้ให้หนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวเป็นการเฉพาะ
อีกทั้งยังเห็นว่าตี๋ลี่เสวี่ย บุตรสาวของหนู่เอ๋อร์เจียงในวัยห้าหนาว อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง บุตรสาวคนรองของตน จึงได้จ้างตี๋ลี่เสวี่ยให้เป็นสาวใช้คนสนิทของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งตั้งแต่นั้นมา
เมื่อเวลาผ่านมานานนับสิบปี พวกนางสองคนก็เป็นมากกว่านายบ่าว กอปรกับแต่เดิมร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งนั้นไม่ค่อยแข็งแรง ตั้งแต่ที่อนุอวี้ มารดาของนางจากไป ก็ไม่ค่อยมีผู้ใดในจวนให้ความสนใจดูแล
หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าเห็นเช่นนั้นก็อดสงสารไม่ได้ จึงได้ช่วยกันเลี้ยงดูเจิ่งเสวี่ยอิ๋งร่วมกับตี๋ลี่เสวี่ย ราวกับว่าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตนอีกคน
ด้วยกู่ลี่น่าที่พอมีความรู้ทางแพทย์ติดตัวและมียาบำรุงร่างกายตำรับอุยกูร์อยู่ในมือ จึงทำให้ร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งดีขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ หากแต่เพื่อความปลอดภัยของนาง เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยังคงต้องแสร้งอ่อนแอและเจ็บป่วยง่าย เพื่อตบตาผู้อื่นที่หวังจะกลั่นแกล้งนางในจวน
ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะคิดสิ่งใดไปมากกว่านี้ บานประตูห้องนอนก็ถูกเลื่อนออก ปรากฏร่างของกู่ลี่น่า มารดาของตี๋ลี่เสวี่ยเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาในมือ
ดวงตาของกู่ลี่น่าเบิกกว้างขึ้นด้วยความดีใจ นางถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นนางฟื้นแล้วและสามารถลุกขึ้นมานั่งได้เอง แม้ว่าจะยังมีอาการสับสนและมึนงงไม่น้อย
“ท่านป้า...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาในลำคอ เมื่อเห็นรอยยิ้มอบอุ่นของกู่ลี่น่า
ช่างน่าอิจฉาลี่ลี่เสียจริง...
มารดายังมีชีวิตอยู่ บิดาทะนุถนอมราวกับแก้วในมือ ไม่เหมือนนาง...
มารดาสิ้นชีพ บิดาทอดทิ้ง แม่เลี้ยงเมินเฉย พี่หญิงน้องหญิงในจวนก็ล้วนแต่กลั่นแกล้ง...
เมื่อใดข้าจึงจะได้รับความรักเช่นนี้บ้างนะ?
กู่ลี่น่าวางถ้วยยาลงบนเตียงไม้ ก่อนจะยกมือขึ้นวัดความร้อนในร่างกายของแม่นางตรงหน้าที่หน้าผาก เมื่อสัมผัสถึงความอุ่น นางจึงได้พยักหน้าอย่างเบาใจ “ไข้ลดลงแล้ว ดื่มยาอีกสักถ้วยก็แล้วกันนะ”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรับคำอย่างว่าง่าย “เจ้าค่ะ”
“ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่ตั้งใจจะรังแกให้ถึงชีวิตกันเลยหรือไร? จึงได้กล้าผลักคุณหนูรองให้ตกลงไปในสระบัวในยามเหมันต์เช่นนี้ ดูเถิด... ขนาดเจ้ายังนอนซมอยู่เป็นวัน”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเลิกคิ้วบางดั่งกิ่งหลิวขึ้นสูง เมื่อได้ยินคำพูดของกู่ลี่น่า
เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าคำพูดของท่านป้าดูย้อนแย้งอย่างไรชอบกล...
“ประเดี๋ยวแม่ว่าจะเอายาไปให้คุณหนูรองสักถ้วย เจ้าก็นอนพักให้ดีเถิดนะ ดิลลี่”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง “!!!”
แรงโยกไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอของรถม้าที่แล่นไปบนถนน แฝงไปด้วยความรู้สึกโคลงเคลงที่แสนคุ้นเคย เป็นตัวปลุกให้เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นอย่างเชื่องช้าทันทีที่สติเริ่มกลับคืนมา ความเมื่อยล้าสะสมก็แล่นปราดเข้าจู่โจมไปทั่วทุกตารางนิ้วของร่างกาย นางรู้สึกระบมราวกับกระดูกจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งเหตุผลของอาการเหล่านี้ นางย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจโดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหาจากใครที่ไหนนับตั้งแต่ราตรีนั้น... คืนที่ดวงดาวเต็มฟ้าและอาซือหลันนึกพิเรนทร์พานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ชมแสงดาวกลางทุ่งหญ้ากว้าง และดูเหมือนความรื่นรมย์ในคราวนั้นจะติดตรึงใจเขาจนเกินเยียวยาเพราะหลังจากนั้นมา หากคืนไหนที่ขบวนเดินทางต้องตั้งกระโจมพักค้างแรมท่ามกลางผืนทราย เขาก็จะใช้เล่ห์เหลี่ยมกึ่งชวนกึ่งบังคับพานางออกไป ‘ขี่ม้า’ ใต้แสงจันทร์ทุกคืน!ย้ำว่าทุกคืนจนนางแทบจะขาดใจตาย! ถึงขนาดที่นางต้องลอบภาวนาในใจ ขอให้ขบวนเดินทางถึงโรงเตี๊ยมหงเหอเร็ว ๆ เพื่อที่นางจะได้นอนหลับบนเตียงนุ่ม ๆ อย่างสงบสุขเสียทีทว่าคำอธิษฐานของนางกลับไร้ผล... ใช่ว่าเมื่อได้เข้าพักที่โรง
“อื้อ!!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเด้งตัวขึ้นสุดแรง เมื่อถูกสามีบดเบียดแก่นกายเข้ามาจนสุด น้ำหวานที่ชื้นแฉะช่วยให้เขาถลำลึกเข้าไปอย่างที่หวังดวงตาของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไม่ได้มองเห็นแค่ดวงดาวที่พร่างพรายบนฟ้าอีกต่อไป นางรู้สึกว่าในสมองของนางตอนนี้ก็พร่างพรายไปด้วยดวงดาวนับล้านเช่นเดียวกัน“เราไปขี่ม้าเล่นกันเถิด เสวี่ยเอ๋อร์” อาซือหลันสอดสะโพกเข้าไปแนบชิดกับผิวบอบบางที่อ้ารับตัวตนของเขาไว้จนมิด ยกสองขาเรียวตวัดโอบรัดเอวสอบของเขาไว้แน่นแล้วจึงรั้งร่างบางที่นอนอยู่บนหลังม้าให้ลุกขึ้นนั่ง ดวงหน้าเนียนแดงระเรื่อด้วยพิษรักที่เขามอบให้ อาซือหลันจับสองแขนให้โอบรอบเอวของเขาไว้เช่นเดียวกับแขนข้างหนึ่งของเขาที่รัดเอวบางไว้ ส่วนอีกมือก็จับบังเหียนไว้แน่นเตะปลายเท้าส่งสัญญาณให้เจ้าต้าเฮยเบา ๆ เพียงเท่านั้น ม้าศึกคู่ใจของเขาก็พาทั้งคู่เดินเหยาะไปมาอย่างช้า ๆ หากแต่สำหรับคนที่นั่งอยู่ข้างบนอานม้า กลับไม่ได้รู้สึกเบาเลยสักนิด“อึก! ท่านพี่! อ่ะ อา...”ทุกแรงกระแทกจากที่เจ้าต้าเฮยเดินควบไปมาส่งตรงถึงแก่นกายของพวกเขาทั้งสิ้น จนอาซือหล
สิ้นเสียงประโยคคำถามที่หมายความว่าอนุญาต อาซือหลันก็ไม่รอช้า มือหนึ่งประคองเอวบาง พร้อมทั้งสอดมือไปใต้ขาเรียวข้างหนึ่งตวัดหมุนตัวบังคับให้นางหันมาประจันหน้ากับเขา“ท่านพี่!” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งร้องด้วยความตกใจ ภายในพริบตาเดียว ภาพทะเลทรายงดงามเบื้องหน้าก็กลับกลายเป็นแผงอกกำยำของสามีเสียแล้ว “ข้าตกใจหมด!”นางนึกว่าตนเองจะตกลงไปเสียแล้ว เจ้าเสี่ยวเฮยก็สูงมิใช่น้อย!“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีวันปล่อยให้ฮูหยินตกลงไปหรอก...” อาซือหลันยกยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้ “หากเจ้าตกลงไปบาดเจ็บ ข้าก็อดชวนเจ้าขี่ม้าน่ะสิ!”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งกลอกตามองบนกับความขยันชวนนางออกนอกลู่นอกทางเสียเหลือเกิน ชวนจนนางจะเสียคนหมดแล้ว “แล้วท่านพี่จะทำเช่นไรต่อไป?”เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามพลางก้มมองสภาพร่างกายของตนเอง รวมถึงของอาซือหลันด้วยที่ยามนี้ พวกเขาทั้งสองคนแต่งกายเรียบร้อยมิดชิดเช่นนี้ แล้วจะขี่ม้ากันได้อย่างไร?“ไม่ใช่เรื่องยาก” อาซือหลันพูดพลางล้วงมือหยิบมีดสั้นออกมา ประกายมีดสะท้อนแสงจันทร์จนเจิ่งเสวี่ยอิ๋งใจหายวาบ น
ขบวนเกียรติยศของท่านแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายพักแรมกลางทะเลทรายที่ทอดยาวไร้ที่สิ้นสุด แสงไฟจากกองเพลิงนับสิบดวงส่องสว่างเป็นหย่อม ๆ ตัดกับความมืดมิดที่กดทับลงมาเสียงอื้ออึงของการเข้ายาม เสียงทหารพูดคุยกันอย่างแผ่วเบา และเสียงม้าหายใจอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานเดียวที่ยืนยันถึงการมีอยู่ของกองทัพใหญ่ในความเวิ้งว้างแห่งนั้นหลังจากที่ต่างฝ่ายร่วมรับประทานอาหารและแยกย้ายกันไปพักผ่อนที่กระโจมส่วนตัวแล้ว อาซือหลันก็เดินนำเจิ่งเสวี่ยอิ๋งออกมา โดยเขาเตรียมเจ้าต้าเฮย ม้าศึกคู่ใจของเขาไว้แล้วอาซือหลันช่วยดันเจิ่งเสวี่ยอิ๋งขึ้นนั่งด้านหน้า แล้วตัวเองจึงตามขึ้นไปโอบรัดจากด้านหลังเพื่อประคองตัวพวกเขาไม่ได้ควบม้าเร็วเกินไปนัก เพียงแต่เดินเหยาะ ๆ บนเม็ดทรายสีนวลที่ยังคงเก็บความร้อนระอุไว้เล็กน้อย เสียงกีบเท้าของม้าถูกดูดซับไปกับพื้นทรายจนเงียบสนิท เมื่อพวกเขาเคลื่อนตัวออกห่างจากแสงไฟของค่ายไปได้ราวครึ่งลี้เสียงอื้ออึงของทหารก็จางหายไป จนเหลือเพียงความเงียบที่บริสุทธิ์ของทะเลทรายยามค่ำคืน หากมองกลับไป ค่ายพักแรมนั้นก็เล็กลงจนเหลือเพียงนิดเดียว กลายเป็นแสงไฟเล็ก ๆ ท่าม
แต่การเดินทางไกลจากเมืองหนิงเปียนไปสู่เมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งนั้น มิใช่เรื่องที่จะบอกว่าออกเดินทางได้ก็สามารถออกเดินทางได้เลย สุดท้าย เจิ่งเสวี่ยอิ๋งก็ต้องร่วมเตียงชมลมวสันต์ที่เรือนจวิ้นเหอกับอาซือหลันอีกหลายคืน จนกว่าจะได้ออกเดินทางจริง ๆไม่เพียงแต่อาซือหลันและเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเท่านั้นที่ได้รับจดหมายเชิญจากหลิงอวิ๋นฟานไปเมืองหลวง ในวันที่อาซือหลันไปราชการ เพื่อทำเรื่องลาไปเมืองหลวงเขาก็ได้รับพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพ เพื่อรับพระราชทานรางวัลความชอบในการปราบปรามกบฏชายแดนในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ฮ่องเต้จะจัดขึ้นเป็นการส่วนพระองค์ ณ ท้องพระโรง โดยมีคำสั่งให้ออกเดินทางไปถึงเมืองหลวงโดยเร็วที่สุดมุมปากของอาซือหลันอดกระตุกไม่ได้...เขาก็อุตส่าห์หลอกล่อเสวี่ยเอ๋อร์อยู่ตั้งนาน... สุดท้าย ถ้าหากมีพระราชโองการเรียกตัวแม่ทัพเช่นนี้ อย่างไรเขาก็ต้องไปเมืองหลวงอย่างปฏิเสธไม่ได้นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงเขาเท่านั้น ต้าปาถู บิดาของเขาเองก็ต้องไปด้วยเช่นกัน ร่วมถึงเย่อี้หมิง แม่ทัพใหญ่เย่ที่ประจำการอยู่ที่เมืองหนิงเปียนนานเกือบสิบปีก็ถูกเรียกตัวกลับเมืองหลวงในครั
หลังจากคืนเข้าหอในวันนั้น อาซือหลันก็แทบจะไม่ห่างจากฮูหยินของตนเลยแม้แต่น้อย หลังกลับจากราชการหรือค่ายทหารแล้ว ไม่เกินยามซวี ประตูเรือนจวิ้นเหอก็ปิดลงดาลแน่นหนา ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าพบทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่บิดาบังเกิดเกล้าอย่างต้าปาถูก็ตาม...ยิ่งประตูเรือนจวิ้นเหอปิดเร็วเท่าไหร่ เวลาตื่นของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในเช้าวันรุ่งขึ้นก็ยิ่งสายขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับรอยยิ้มของต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าที่กว้างขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อคิดว่าใกล้จะได้อุ้มหลานตัวน้อยแล้วแน่ ๆในยามเซินที่อากาศกำลังดี อาซือหลันก็กลับมาถึงจวนแม่ทัพพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง เขาตรงมาที่เรือนจวิ้นเหอด้วยความเคยชินตลอดหลายวันมานี้ ก่อนจะเห็นฮูหยินของตนกำลังนั่งปักลายผ้าอยู่บนเก้าอี้เงียบ ๆ“เห็นเจ้ายังมีแรงมานั่งปักผ้าเช่นนี้ พี่ก็สบายใจแล้ว...”เพียงเท่านั้นแหละ เขาก็ได้รับค้อนอันใหญ่จากฮูหยินเป็นรางวัลในการต้อนรับกลับจวน“เพลา ๆ ลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งอดที่จะบ่นไม่ได้ ลอบนึกยินดีที่ร่างนี้เป็นของตี๋ลี่เสวี่ย หากเป็นร่างบอบบางของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งจริง ๆ
เมื่อเห็นว่ามู่หนี่ลาและว่านเฟยลี่เดินออกไปแล้ว ประจวบเหมาะกับซินเซียงที่พาหมอโจวและหมอหญิงอีกท่านหนึ่งรีบเข้ามาอย่างพอดีโจวซื่ออัน หรือ หมอโจวชื่อดังแห่งซื่อไห่ถัง หนึ่งในธุรกิจของอัยย์จามัล มารดาของอาซือหลันรีบรุดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ด้วยพอเขาทราบว่าจะต้องมาตรวจอาการของนายหญิงคนใหม่
“นายหญิงมีอันใดจะสั่งสอนข้ารึเจ้าคะ?” แววตาของซินเซียงเย้ยหยันอย่างโจ่งแจ้ง พลางเบ้ปากอย่างน่าหมั่นไส้“เพลงที่เจ้าบรรเลงในวันนี้...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งพูดเสียงเรียบด้วยท่าทางของคนที่เหนือกว่า “เจ้ามิรู้หรือว่างานเลี้ยงในวันนี้เป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ท่านพี่
มู่หนี่ลา “!!!”ว่านเฟยลี่ “!!!”ซินเซียง “!!!”อนุภรรยาทั้งสามนางได้แต่อ้าปากค้าง เมื่อได้ยินประโยคคำถามแรกที่ไม่คาดคิดจากสามีที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา เขาไม่ได้ถามไถ่อาการของพวกนางเลย แต่กลับซักไซ้ความผิดที่พวกนางไปรุมตบเจิ่งเสวี่ยอิ๋งแทน!?มุมปากของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งกระตุกขึ้นสูง เมื่อเห็นใบหน้าแข็งทื่อของ
เปลือกตาหนาค่อย ๆ กะพริบถี่ขึ้น ท่ามกลางความเมื่อยล้าที่เกาะกุมไปทั่วสรรพางค์ เจิ่งเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ขยับปลายนิ้วมือที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนานุ่มหอมกรุ่นที่ได้รับการทำความสะอาดมาอย่างดีในเรือนจวิ้นเหอมีแต่ผ้าห่มผืนบางและเหม็นอับนี่ แล้วผ้าห่มผืนนี้มาจากที่ไหน?แล้วเพดานเรือนที่ไ







