LOGINความอบอุ่นคือสัมผัสแรกที่ร่างกายรู้สึกได้ เปลือกตาค่อย ๆ ถูกยกขึ้น ดวงตากลมโตกะพริบถี่ ก่อนจะมองเห็นเพดานเรือนที่ไม่คุ้นตา
ที่นี่ที่ไหน?
ไม่ใช่เรือนชิงหนิงนี่นา...
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งถามตนเองในใจอย่างสับสน พลางกลอกนัยน์ตากวาดมองเพดานไปมา ก่อนที่จะค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ทำให้ผ้าห่มผืนหนาร่วงหล่นลงมา นางจึงได้เห็นสภาพห้องนอนที่นางกำลังนอนอยู่
ผนังห้องสีขาวเรียบที่ประดับเพียงภาพวาดหมึกม้วนเล็ก ๆ ภาพหนึ่ง เครื่องเรือนในห้องล้วนแต่เป็นไม้เคลือบเงาโทนเข้ม มีหน้าต่างบานเล็กที่สายลมพัดกลิ่นอับชื้นของโรงม้าเข้ามาในห้อง
หีบไม้สำหรับเก็บเสื้อผ้าส่วนตัว ตั้งอยู่ข้างโต๊ะไม้ขนาดเล็กสำหรับอ่านหนังสือ และเก้าอี้ไม้แข็งหนึ่งตัว บนโต๊ะมีเพียงคันฉ่องทองแดงบานเล็ก ๆ ตั้งอยู่ พื้นห้องเป็นพื้นไม้ปูด้วยพรมทอลวดลายสีสดใสแบบอุยกูร์
นี่มัน... ห้องนอนของลี่ลี่นี่?
เหตุใดข้าจึงมานอนในห้องของลี่ลี่ได้เล่า?
หากข้านอนอยู่ที่นี่ แล้วลี่ลี่จะนอนที่ใดเล่า?
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งคิดอย่างสงสัย หรือว่าท่านแม่ใหญ่จะให้ท่านลุงท่านป้าพาข้ามาดูแลถึงเรือนเฉิ่งจี้ของพวกเขา แต่ข้าก็ไม่สมควรที่จะนอนบนเตียงของลี่ลี่สิ...
จวนเหรินอี้โหวออกจะกว้างใหญ่ ส่วนนาง... แม้ว่าจะเป็นเพียงบุตรอนุ แต่ก็เป็นบุตรสาวของอนุคนโปรดของบิดาอย่างอวี้ฮุ่ยฟางที่เสียชีวิตไปแล้ว ท่านแม่ใหญ่ก็ยังพอจะมีเมตตาจัดเตรียมเรือนส่วนตัวและสาวใช้คนสนิทให้พวกนางทุกคน
จากเหตุการณ์เมื่อคืนที่นางผลัดตกลงไปในสระบัว เพราะเจิ่งหย่าหลินตั้งใจผลักนางลงไปในน้ำจนไม่สบาย อย่างน้อยก็ควรให้นางได้พักผ่อนที่เรือนชิงหนิงของนางสิ จะให้นางมานอนพักรบกวนที่เรือนเฉิ่งจี้ของท่านลุงท่านป้าได้อย่างไร
แม้ว่าตี๋ลี่เสวี่ยจะเป็นมากกว่าสาวใช้คนสนิท เป็นสหายรู้ใจของนางเพียงคนเดียวในจวนเหรินอี้โหวแห่งนี้ก็ตาม
แต่เดิม หนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และตี๋ลี่เสวี่ยก็มิใช่คนรับใช้ในจวนแต่แรกแล้ว พวกเขาเป็นพ่อค้าม้าชาวอุยกูร์ที่ถูกโจรบุกปล้นระหว่างทาง ก่อนที่จะควบม้าหนีการไล่ล่ามาไกลถึงเมืองหลวงของแคว้นต้าจิ้งในสภาพสะบักสะบอม
สามคนพ่อแม่ลูกไร้ของมีค่าติดตัว ได้แต่จำใจต้องขายม้าที่ควบหนีมาแลกอาหารประทังชีวิต ในขณะที่พวกเขากำลังคุดคู้อยู่ที่กำแพงเมือง ม้าศึกชั้นยอดที่เหรินอี้โหวกำลังควบเกิดอาการตื่นกลัวอย่างรุนแรงจนเกือบจะเกิดอันตรายต่อชาวบ้านในบริเวณนั้น
โชคดีที่หนู่เอ๋อร์เจียงผู้เป็นบิดามีทักษะควบคุมและดูแลม้าติดกาย อยู่ตรงนั้นพอดี จึงสามารถเข้าไปปลอบโยนและควบคุมม้าให้สงบลงได้ในพริบตา
เหรินอี้โหวนึกทึ่งกับความสามารถนั้น จึงได้ไต่ถามความเป็นมา ก่อนที่จะว่าจ้างให้หนู่เอ๋อร์เจียงมาเป็นผู้จัดการคอกม้าทั้งหมดของจวน ด้วยเหรินอี้โหวนั้นมีความโปรดปรานม้าเป็นอย่างมาก จึงเฝ้าตามหาผู้ที่ความสามารถและเชี่ยวชาญในการดูแลม้ามาโดยตลอด
หนู่เอ๋อร์เจียงที่กำลังไร้หนทางจึงตอบตกลงในทันที และยื่นข้อตกลงว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่จวนเหรินอี้โหวจนกว่าจะสามารถติดต่อกับสหายชาวอุยกูร์ได้ หากพวกเขาสามารถกลับเผ่าได้เมื่อใด พวกเขาก็จะจากไปในทันที
เหรินอี้โหวตอบรับข้อตกลงนั้น และได้ทำการว่าจ้างหนู่เอ๋อร์เจียงให้เป็นผู้จัดการคอกม้าทั้งหมดของจวน พร้อมทั้งจัดเตรียมเรือนพักส่วนตัวนามว่าเรือนเฉิ่งจี้ไว้ให้หนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวเป็นการเฉพาะ
อีกทั้งยังเห็นว่าตี๋ลี่เสวี่ย บุตรสาวของหนู่เอ๋อร์เจียงในวัยห้าหนาว อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจิ่งเสวี่ยอิ๋ง บุตรสาวคนรองของตน จึงได้จ้างตี๋ลี่เสวี่ยให้เป็นสาวใช้คนสนิทของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งตั้งแต่นั้นมา
เมื่อเวลาผ่านมานานนับสิบปี พวกนางสองคนก็เป็นมากกว่านายบ่าว กอปรกับแต่เดิมร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งนั้นไม่ค่อยแข็งแรง ตั้งแต่ที่อนุอวี้ มารดาของนางจากไป ก็ไม่ค่อยมีผู้ใดในจวนให้ความสนใจดูแล
หนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าเห็นเช่นนั้นก็อดสงสารไม่ได้ จึงได้ช่วยกันเลี้ยงดูเจิ่งเสวี่ยอิ๋งร่วมกับตี๋ลี่เสวี่ย ราวกับว่าเป็นบุตรสาวแท้ ๆ ของตนอีกคน
ด้วยกู่ลี่น่าที่พอมีความรู้ทางแพทย์ติดตัวและมียาบำรุงร่างกายตำรับอุยกูร์อยู่ในมือ จึงทำให้ร่างกายของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งดีขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ หากแต่เพื่อความปลอดภัยของนาง เจิ่งเสวี่ยอิ๋งยังคงต้องแสร้งอ่อนแอและเจ็บป่วยง่าย เพื่อตบตาผู้อื่นที่หวังจะกลั่นแกล้งนางในจวน
ก่อนที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งจะคิดสิ่งใดไปมากกว่านี้ บานประตูห้องนอนก็ถูกเลื่อนออก ปรากฏร่างของกู่ลี่น่า มารดาของตี๋ลี่เสวี่ยเดินเข้ามาพร้อมถ้วยยาในมือ
ดวงตาของกู่ลี่น่าเบิกกว้างขึ้นด้วยความดีใจ นางถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นนางฟื้นแล้วและสามารถลุกขึ้นมานั่งได้เอง แม้ว่าจะยังมีอาการสับสนและมึนงงไม่น้อย
“ท่านป้า...” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเรียกด้วยเสียงแผ่วเบาในลำคอ เมื่อเห็นรอยยิ้มอบอุ่นของกู่ลี่น่า
ช่างน่าอิจฉาลี่ลี่เสียจริง...
มารดายังมีชีวิตอยู่ บิดาทะนุถนอมราวกับแก้วในมือ ไม่เหมือนนาง...
มารดาสิ้นชีพ บิดาทอดทิ้ง แม่เลี้ยงเมินเฉย พี่หญิงน้องหญิงในจวนก็ล้วนแต่กลั่นแกล้ง...
เมื่อใดข้าจึงจะได้รับความรักเช่นนี้บ้างนะ?
กู่ลี่น่าวางถ้วยยาลงบนเตียงไม้ ก่อนจะยกมือขึ้นวัดความร้อนในร่างกายของแม่นางตรงหน้าที่หน้าผาก เมื่อสัมผัสถึงความอุ่น นางจึงได้พยักหน้าอย่างเบาใจ “ไข้ลดลงแล้ว ดื่มยาอีกสักถ้วยก็แล้วกันนะ”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรับคำอย่างว่าง่าย “เจ้าค่ะ”
“ไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่ตั้งใจจะรังแกให้ถึงชีวิตกันเลยหรือไร? จึงได้กล้าผลักคุณหนูรองให้ตกลงไปในสระบัวในยามเหมันต์เช่นนี้ ดูเถิด... ขนาดเจ้ายังนอนซมอยู่เป็นวัน”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเลิกคิ้วบางดั่งกิ่งหลิวขึ้นสูง เมื่อได้ยินคำพูดของกู่ลี่น่า
เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าคำพูดของท่านป้าดูย้อนแย้งอย่างไรชอบกล...
“ประเดี๋ยวแม่ว่าจะเอายาไปให้คุณหนูรองสักถ้วย เจ้าก็นอนพักให้ดีเถิดนะ ดิลลี่”
เจิ่งเสวี่ยอิ๋ง “!!!”
วันเวลาผ่านไป จนกระทั่งมาถึงวันแต่งงานของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งและอาซือหลัน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เจิ่งเสวี่ยอิ๋งมาถึงเมืองหนิงเปียน นางยังไม่เคยได้พบหน้าอาซือหลัน คู่หมั้นของตนเลยแม้แต่ครั้งเดียวหากแต่มีหีบของขวัญ เครื่องประดับ และเสื้อผ้าอาภรณ์มาส่งที่จวนอันจวี๋มิได้ขาดในนามว่าที่สามีของนาง ด้วยข้ออ้างที่ว่าแม่ทัพอาซือหลันติดภารกิจทางการทหารเร่งด่วนจึงไม่อาจปลีกตัวมาได้ และต้องเร่งภารกิจให้เสร็จสิ้นก่อนวันวิวาห์ดังนั้น ต้าปาถู หนู่เอ๋อร์เจียง และกู่ลี่น่าจึงเข้ามาเป็นเจ้าภาพคอยจัดแจงงานทุกอย่างอย่างเต็มตัว โดยพวกเขาตกลงกันว่าจะจัดงานเป็นสามช่วงหลัก คือ พิธีต้อนรับเจ้าสาวแบบจงหยวน พิธีนิกะห์ตามศาสนาของอุยกูร์ และพิธีทางการและงานเลี้ยงตอนค่ำแม้ว่าทั้งสองครอบครัวจะเป็นชาวอุยกูร์ หากแต่สถานะทางสังคมทางฝ่ายเจ้าบ่าวที่กึ่งรับราชการกับทางแคว้นต้าจิ้ง และมีผู้เข้าร่วมแสดงความยินดีในงานหลากหลายชนเผ่า ดังนั้น งานแต่งงานของอาซือหลันจึงจำเป็นต้องจัดแบบครบทุกพิธีการ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับแขกผู้มาเยือนทุกคนชุดเจ้าสาวของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งได้รับการสั่งทำข
ขบวนรถม้าของเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ผ่านซุ้มประตูเมืองหนิงเปียน ทิ้งความอึกทึกครึกโครมของการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ไว้เบื้องหลังเจิ่งเสวี่ยอิ๋งในร่างของตี๋ลี่เสวี่ยอดไม่ได้ที่จะเลื่อนม่านหน้าต่างออกมามองสองข้างทางอย่างตื่นเต้นนี่คือชีวิตที่นางได้เลือกไว้แล้ว โดยแลกกับการทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เพื่อเริ่มต้นใหม่ และนี่คือดินแดนแห่งใหม่ที่นางใฝ่ฝัน!เมืองหนิงเปียนไม่ได้เป็นเมืองที่มีบรรยากาศเคร่งขรึมหรือต้องระมัดระวังสงวนวาจาท่าทางให้อยู่ในกรอบคุณธรรมอันดีเฉกเช่นที่เมืองหลวง แต่ที่นี่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวเสียงตะโกนห้าว ๆ เพื่อขายเนื้อแกะย่างของพ่อค้าชาวอุยกูร์ดังสลับกับสำเนียงจงหยวนที่กำลังต่อรองราคาผ้าไหมอย่างสนุกสนาน สองข้างทางเต็มไปด้วยภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจผ้าไหมหรูหราจากเมืองหลวงถูกวางเคียงคู่กับเครื่องเทศสีสันสดใสจากดินแดนตะวันตก และพรมทอขนสัตว์หนานุ่มจากชนเผ่าต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง แล้วนำมาวางขายแลกเปลี่ยนกันชาวเมืองสวมเสื้อผ้าที่ผสมผสานกันอย่างอิสระ ทั้งชุดยาวแบบจงหยวนและเสื้อคลุมขนสั
เสียงของจาฟฟาร์ร้องบอกขึ้นนอกรถม้า เจิ่งเสวี่ยอิ๋งเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นดีใจรีบเลิกม่านขึ้นมาทันใด ในขณะที่กู่ลี่น่าตรวจสอบความเรียบร้อยของผ้าคลุมผมอีกครั้ง “ดิลลี่ เจ้าติดดอปป้าดีแล้วรึ?”“ดีแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่” เจิ่งเสวี่ยอิ๋งรีบตอบด้วยน้ำเสียงสดใส ก่อนจะหันหน้ากลับไปมองบรรยากาศที่นอกรถม้าต่ออย่างสนอกสนใจขบวนคุ้มกันเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ จนมาหยุดที่หน้ากำแพงเมืองหนิงเปียน ทันทีที่ล้อเกวียนหยุดลง กลองศึกขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนป้อมปราการก็ถูกตีขึ้นมาสามครั้งตึง! ตึง! ตึง!เบื้องหน้าประตูเมืองหนิงเปียน ปรากฏขบวนทหารม้าและหน่วยองครักษ์ในชุดเกราะที่สะอาดตาและเครื่องแบบแบบอุยกูร์ผสมจงหยวนอย่างสง่างามแม่ทัพต้าปาถู ผู้มีรูปร่างสูงใหญ่และมีเคราดกดำแบบชายชาวอุยกูร์ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงกลาง เขาสวมชุดแม่ทัพที่เต็มยศ แสดงถึงอำนาจและเกียรติยศที่สั่งสมมาจากสงครามอย่างช้านานเขาก้าวออกมาจากแถวทหารด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างจริงใจ เขาเดินตรงไปยังรถม้าที่หนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวกำลังก้าวลงมา“หนู่เอ๋อร์เจียง! ในที่สุด ข้าก็ตามหาเจ้าจนเจอเสี
จากเดิมที่อัยย์จามัล ภรรยาของต้าปาถูมีแผนการที่จะขยายสาขาของโรงเตี๊ยมหงเหอออกไปตามจุดสำคัญบนเส้นทางสายไหมที่เชื่อมระหว่างชายแดนกับเมืองหลวง เพื่อสร้างศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข่าวสารและจุดพักของกองทัพเหยี่ยวเพลิงของสามีต้าปาถูจึงได้อาศัยแผนการขยายสาขาของโรงเตี๊ยมหงเหอนี้ในการตามหาครอบครัวของสหายไปในตัว ด้วยโรงเตี๊ยมหงเหอมีความหมายถึงหงส์นกกระเรียนดังนั้น สำหรับโรงเตี๊ยมหงเหอสาขาย่อยต่าง ๆ อัยย์จามัลจึงให้เพิ่มสีสันต่อท้ายชื่อของโรงเตี๊ยมหงเหอ จึงเกิดขึ้นเป็นโรงเตี๊ยมหงเหอชิง โรงเตี๊ยมหงเหอหลัน โรงเตี๊ยมหงเหอไป๋ และโรงเตี๊ยมหงเหอหลากหลายสีสันตามเมืองต่าง ๆในเมืองต่าง ๆ โรงเตี๊ยมหงเหอสาขาย่อยจะกลายเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข่าวสารทางการทหาร อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นในการตามหาครอบครัวของหนู่เอ๋อร์เจียงในพื้นที่ใกล้เคียงนั้นอีกด้วยก่อนที่จะขยายพื้นที่ออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นโรงเตี๊ยมหงเหอจินที่เป็นสาขาย่อยสาขาสุดท้ายที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองหลวงมากที่สุด คนของต้าปาถูก็สามารถตามหาหนู่เอ๋อร์เจียงและครอบครัวจนพบ แม้ว่าจะต้องใช้เวลาถึงสิบปีก็ตามนับได้ว
รถม้าของหนู่เอ๋อร์เจียง กู่ลี่น่า และเจิ่งเสวี่ยอิ๋งเคลื่อนออกมาได้ไม่นาน ก็เดินทางมาถึงโรงเตี๊ยมหงเหอจิน จุดนัดพบกับขบวนคุ้มกันของต้าปาถูบุรุษร่างกายกำยำหลายนายในชุดทะมัดทะแมงอย่างเช่นชาวอุยกูร์ต่างยืนรออยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยม ใบหน้าดุดัน ต่างมีอาวุธครบมือหนู่เอ๋อร์เจียงก้าวลงจากรถม้าเป็นคนแรก ก่อนจะเห็นบุรุษหน้าบากก้าวเท้าออกมาเป็นคนแรก“อัสสาลามู อะลัยคุม ท่านหนู่เอ๋อร์เจียง”หนู่เอ๋อร์เจียงตอบกลับ “วะอะลัยคุม อัสสาลาม”“ข้าชื่อจาฟฟาร์ เป็นคนสนิทของท่านแม่ทัพใหญ่ต้าปาถู ซึ่งท่านแม่ทัพได้มอบหมายให้ข้ามารับพวกท่านกลับเมืองหนิงเปียนขอรับ”แม้ว่าเขาจะมีใบหน้าที่ดุดัน หากแต่กลับมีมารยาททางสังคมที่ดีมาก“เช่นนั้น ข้าคงต้องขอรบกวนท่านจาฟฟาร์คอยดูแลพวกเราตลอดการเดินทางเสียแล้ว”จาฟฟาร์ไม่ตอบสิ่งใด เพียงแต่ก้มศีรษะรับ จากนั้นจึงหันไปตะโกนร้องสั่ง “ออกเดินทางได้!!”เพราะหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าได้บอกเจิ่งเสวี่ยอิ๋งไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เมื่อมาพบกับขบวนคุ้มกันของต้าปาถู พวกเขาจะเร่งออกเดินทางในทันที เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า
หนู่เอ๋อร์เจียงส่งยิ้มอ่อนโยน ในขณะที่กู่ลี่น่าปราดเข้ามาจับมือของนางอย่างปลอบประโลม “คุณหนู... ขอบคุณที่มาส่งพวกเราถึงที่นี่นะเจ้าคะ”ตี๋ลี่เสวี่ยจับมือกู่ลี่น่าไว้แน่นราวกับต้องการยื้อเวลาในตอนนี้ให้ได้นานที่สุด กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านมะ… ป้า นี่เป็นหน้าที่ที่ข้าควรทำ... พวกท่านเองก็... ดูแลตัวเองให้ดีนะเจ้าคะ”นางเงยหน้าไปมองหนู่เอ๋อร์เจียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ราวกับพยายามจดจำทุกรายละเอียดของผู้ให้กำเนิดนางมาให้ได้มากที่สุด “ท่านลุง… ท่านจะเดินทางไกล โปรดรักษาสุขภาพให้ดี... ลูก... ข้าขอให้ท่านเดินทางปลอดภัย”ตี๋ลี่เสวี่ยไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ความรู้สึกที่ตระหนักได้ว่านี่คือการอำลาครั้งสุดท้ายของชีวิตที่มีต่อบิดามารดาที่นางรัก ทำให้นางตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณของบุตรสาวนางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างกะทันหันบนพื้นหญ้าข้างประตูวัดหนู่เอ๋อร์เจียงและกู่ลี่น่าตกใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่คิดว่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จะคุกเข่าให้พวกเขา ซึ่งเป็นเพียงบ่าวใช้แรงงานในจวนหนู่เอ๋อร์เจียงรีบก้าวเข้ามาพยายามพยุง







