ANMELDEN“เฮ้อ...ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิดอีก”
อวิ๋นเทียนอี้บ่นขมุบขมิบจนฉีเหอกุมขมับด้วยความตึงเครียด ตอนนี้กลัวก็แต่ท่านแม่ทัพจะโกรธเด็กจนจับเขวี้ยงออกไปไกลๆ นึกไม่ถึงว่าใบหน้าของจ้าวเฟิงเยี่ยนยังเรียบเฉยได้อยู่อีก
ถึงแม้จะได้ยินทุกประโยค ทว่าคราวนี้จ้าวเฟิงเยี่ยนมิได้โต้ตอบ เขาเพียงแต่สำรวจใบหน้ากลมๆ และดวงตาสีเทามืดนั่น ถึงแม้เด็กคนนี้จะเป็นบุรุษทว่าดวงหน้ากลับได้เค้างดงามราวสตรี
รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
“มีใครรู้จักครอบครัวเด็กคนนี้บ้าง”
ฉีเหอเป็นฝ่ายตะโกนถาม เกรงว่าหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานกว่านี้จะถึงเมืองหลวงล่าช้ากว่ากำหนด อีกทั้งยังมีบรรดาทหารนับหลายร้อยชีวิตที่อยากจะกลับไปหาครอบครัวจะแย่อยู่แล้ว
ผู้คนบริเวณนั้นต่างหันมองหน้ากันแล้วมองพื้นคล้ายจะบอกว่าพวกข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!
อวิ๋นเทียนอี้ถอนลมหายใจออกมาแรงๆ ทำหน้าตาคล้ายครุ่นคิดอยู่บ้าง กิริยานั้นทำให้ฉีเหอแอบขำเล็กน้อย ท่าทีคิดไม่ตกนั่นเหมือนกับท่านแม่ทัพเวลามีเรื่องหนักใจไม่มีผิด
“พวกท่านจะรีบกลับไปหาท่านแม่สินะ อี้เอ๋อร์เองก็รีบเหมือนกัน” น้ำเสียงเล็กว่าก่อนจะโค้งตัวลงคำนับจ้าวเฟิงเยี่ยน "อี้เอ๋อร์ไปก่อนล่ะ ป่านนี้ท่านลุงหาตัวอี้เอ๋อร์แล้ว”
ไม่ว่าเปล่ายังหมุนกายวิ่งออกไปอย่างเร่งร้อน ปล่อยให้ผู้คนบริเวณนั้นมองตามไปอย่างโล่งอกที่เจ้าหนูนั่นไม่ได้รับโทษอะไร
จ้าวเฟิงเยี่ยนมองตามร่างเล็กนั่นที่หายไปในฝูงชน ริมฝีปากข้างหนึ่งกระตุกเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
แต่ก่อนที่จะเดินกลับไปขึ้นม้านั้นหางตากลับเห็นของบางอย่างกระทบแสงแดดจนสะท้อนแสงเปล่งประกายเงางาม
ลำตัวสูงใหญ่ก้มลงเก็บก่อนที่จะชะงักไปครู่หนึ่ง
ฉีเหอมองดูอีกฝ่ายถือบางอย่างไว้ในมือตัวแข็งทื่อนั่นอย่างเป็นปริศนา เมื่อครู่นี้ท่านแม่ทัพเก็บอะไรกัน
เพราะเสียเวลามามากแล้ว ฉีเหอจึงถามย้ำอีกครั้งเมื่ออีกฝ่ายยังไม่มีคำสั่งให้เดินทัพต่อเสียที
“โหวเหย่...เดินทางต่อเลยหรือไม่ขอรับ”
“อืม”
จ้าวเฟิงเยี่ยนเก็บของสิ่งนั้นไว้ภายในเสื้อตัวใหญ่ ดวงตาคมอดมองเข้าไปท่ามกลางผู้คนนั้นอย่างสงสัยไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นก็หันหลังตวัดกายขึ้นบนอาชาสีน้ำตาลแดงนั่นอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้นกองทัพหลวงจึงผ่านเมืองไห่ถังออกไปไกล...
--------------------------------------------------------------------------------
ทางด้านอวิ๋นเทียนอี้ที่รีบวิ่งกลับมาบ้านอย่างคล่องแคล่วนั้นแอบหลบอยู่หลังกำแพง สายตาทอดมองไปยังหน้าบ้านที่ปิดไว้อย่างหวั่นเกรง เป็นเพราะคนตัวใหญ่แต่ชอบดื่มน้ำหวานคนนั้นแท้ๆ ที่ทำให้เขากลับมาช้า
ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านลุงจะฟ้องท่านแม่ไปหรือยังว่าเขาแอบวิ่งออกไปผู้เดียวอีก
“อี้เอ๋อร์”
เสียงเรียกด้านหลังทำให้เด็กชายสะดุ้ง รีบหันกลับไปทางต้นเสียงและก็พบว่าท่านลุงกำลังมองมายังเขาอย่างตื่นตระหนก ใบหน้าอาบไปด้วยเหงื่อ
“ท่านลุง อี้เอ๋อร์ขออภัย” อวิ๋นเทียนอี้ก้มตัวลง
“ท่านอย่าบอกท่านแม่นะว่าอี้เอ๋อร์หลงจากท่านอีกแล้ว”
หวงจื่อเซียงโบกมือไหวทั้งที่ในใจโล่งอกเต็มที ลืมคิดไปได้อย่างไรว่าเด็กคนนี้ฉลาดกว่าเด็กทั่วไปนัก เป็นเพราะเขาซุกซนและชอบหลงบ่อย จึงมีความสามารถพิเศษที่สามารถจำเส้นทางกลับบ้านได้แม่นยำ
“เจ้าปลอดภัยมาก็ดีแล้ว รีบเข้าบ้านเถอะ เดี๋ยวแม่ของเจ้าจะเป็นห่วง”
“อื้อ!”
อวิ๋นเทียนอี้รีบเข้าไปจูงมือท่านลุงอย่างเบิกบานในขณะที่เดินตรงไปที่บ้านด้วยกัน
ภาพแผ่นหลังของสตรีสองคนที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารกลิ่นคละคลุ้งนั่นทำให้หวงจื่อเซียงชะงักฝีเท้าลง ดวงตามองไปยังอวิ๋นถิงอย่างชื่นชมพร้อมกับปรากฏรอยยิ้มเบาบางอยู่บนหน้า
“พี่สาว ข้าบอกท่านแล้วอย่างไรเจ้าคะว่าจะนำผ้าปักไปส่งให้”
เหมยกั๋วบ่นอุบอิบ นับตั้งแต่วันที่เดินทางจากเมืองหลวงมาอวิ๋นถิงก็ให้นางเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยทั้งสิ้น
“ออกไปครู่เดียว ข้าดูแลตัวเองได้”
อวิ๋นถิงกล่าวยิ้มๆ พลางดึงแขนเสื้อขึ้น
“มาเถิด ให้ข้าช่วย”
เหมยกั๋วขยับให้อีกฝ่ายมายืนเคียงข้าง ทั้งสองต่างช่วยกันหั่นผัก จุดเตาอย่างขะมักเขม้น การที่หวงจื่อเซียงยินยอมให้พวกนางและอวิ๋นเทียนอี้พักอาศัยอยู่ด้วยก็เกรงใจจะแย่ อยากจะออกไปเช่าบ้านอยู่ตามลำพังแต่ก็ยังขัดสนเรื่องเงินทอง หวงจื่อเซียงจึงเกลี้ยกล่อมให้พวกนางอยู่ที่นี่ไปก่อน
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เหมยกั๋วและอวิ๋นถิงก็ช่วยทำงานบ้าน หุงหาข้าวปลาอาหาร ทำงานบ้านมิขาดตกบกพร่องเพื่อตอบแทนเช่นเดียวกัน
“ท่านแม่ อี้เอ๋อร์กลับมาแล้ว”
เด็กชายวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับกอดเอวบางแรงๆ ใบหน้าซุกลงบนหน้าท้องอีกฝ่ายว่าเสียงอู้อี้
“อี้เอ๋อร์หิว”
อวิ๋นถิงหัวเราะเบาๆ ดูท่าทางออดอ้อนของบุตรชายก่อนจะหยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งไปให้ตรงหน้า
“เช่นนั้นเจ้าก็กินนี่ไปก่อนก็แล้วกัน”
เด็กน้อยค่อยๆ ผละออกจากร่างมารดา ดวงตาประกายวาบ มือป้อมๆ หยิบหมั่นโถวจากมารดา รีบโค้งกายเคารพอย่างดีอกดีใจ
“อี้เอ๋อร์ขอบคุณท่านแม่!!”
เมื่อได้ของที่ถูกใจแล้วอวิ๋นเทียนอี้ก็วิ่งไปนั่งขบกินขนมแป้งนึ่งในมืออย่างเอร็ดอร่อย หวงจื่อเซียงมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม ภาพตรงหน้าเป็นภาพที่วนเวียนมาตลอดห้าปี มันทำให้เขารู้สึกมีความสุข...อยากมีครอบครัว
ทว่าเขารู้ว่านางมิได้คิดเช่นนั้น
เหมือนอวิ๋นถิงจะรู้ว่ากำลังถูกจับตามอง ดวงตากลมโตช้อนขึ้นพลางคลี่ยิ้มสุภาพ สายตาที่มองมาทำให้นางรู้สึกหนักอึ้งอยู่บ้าง เหตุใดจะไม่รู้เล่าว่าเขาคิดเช่นไร หากแต่นางนับถือเขาเสมือนพี่ชายคนหนึ่งเท่านั้น
“พี่เซียงนั่งพักก่อนเถิด ข้ากับเหมยกั๋วใกล้จะเสร็จแล้ว”
“ใช่แล้วพี่เซียง ท่านไปนั่งรอให้สบายเถอะ”
เหมยกั๋วเอ่ยสำทับ มองดูผู้มีพระคุณด้วยความเคารพยิ่งด้วยแววตาชื่นชม หลังจากนั้นจึงได้ยินเสียงหวงจื่อเซียงรับคำแล้วถือขวดโหลเดินจากไป
โครม!!“ท...ท่านแม่ ท่านแม่ช่วยข้าด้วย พี่เยี่ยนทำร้ายข้า”“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเยี่ยนเอ๋อร์”ฮูหยินผู้เฒ่าประคองร่างของมู่ลี่เจินที่ใบหน้าบวมเป่ง ริมฝีปากข้างหนึ่งมีรอยคราบเลือดแห้งกรัง“ถามสะใภ้ของท่านเถิดว่าทำอันใดอี้เอ๋อร์”จ้าวเฟิงเยี่ยนว่าเสียงต่ำ ดวงตาแข็งกร้าวคล้ายพญาปีศาจไปทุกทีแค่เพียงคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ใจของเขาก็หนักอึ้ง เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากเขากลับมาที่จวนช้ากว่านี้หรือไม่ได้ยินเสียงดังโวยวายที่ริมสระน้ำ ป่านนี้บุตรชายเขาจะเป็นอย่างไร!มู่ลี่เจินโคลงศีรษะไปมา“ท่านแม่ พี่เยี่ยนกำลังเข้าใจผิด อวิ๋นถิงผู้นั้นต่างหากที่ใส่ร้ายข้า”“เจ้ายังกล้าใส่ร้ายผู้อื่นอีกหรือ!”ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธอย่างถึงที่สุดนั่นแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ยังแอบหวั่นใจ ประโยคที่เตรียมจะโต้เถียงแทนหลานสาวกลืนหายไปในลำคอ บุตรชายในยามนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกตะกุกตะกัก หากแต่บุตรชายกลับมองด้วยแววตาดุดัน“ลูกแต่งสตรีผู้นี้เข้ามา เพราะเห็นแก่ท่านแม่ที่ต้องการคนปรนนิบัติ...ที่ผ่านมาข้าล้วนปิดหูปิดตาเสียข้างหนึ่งเพราะยังเห็นแก่ท่านแม่ แต่ครั้งนี้ถึงกับมีเจตน
มู่ลี่เจินแอบมองอวิ๋นเทียนอี้ที่กำลังนั่งท่องหนังสือกับอาจารย์สอนหนังสือชื่อดังแห่งแคว้นหมิงหลันด้วยสายตาแข็งกร้าว นางได้แต่จิกเล็บลงบนผิวเนื้ออย่างต้องการระบายความโกรธนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง วันที่นางถูกจ้าวเฟิงเยี่ยนด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงราวกับนางมิใช่ภรรยาคนหนึ่งแล้ว นางก็อับอายเป็นอย่างมากต่อสายตาที่บรรดาสาวใช้มองมา อีกทั้งยายแก่นั่นยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกด้วยเฮอะ!คิดว่านางมองไม่ออกหรืออย่างไร หากยายแก่พูดถึงเรื่องนั้นก็เท่ากับขุดคุ้ยเรื่องต่ำช้าที่ทำต่อลูกตัวเอง!!ช่วงเวลาหลายวันมานี้นางถึงได้เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเก็บตัวอย่างสงบเสงี่ยม รวมไปถึงตัวมู่ลี่เจินเองที่ไม่กล้าออกมาเสนอหน้าให้พวกคนในจวนหัวเราะเยาะเอา!นางเห็นเด็กคนนั้นหัวเราะคิกคักแล้วก็ได้แต่เก็บงำโทสะ รอจนกระทั่งอาจารย์ผู้นั้นลุกขึ้นเพื่อไปถ่ายเบาแล้วนางถึงได้ตัดสินใจก้าวออกไปอวิ๋นเทียนอี้ท่องหนังสือเสียงดังอย่างเบิกบาน แต่แล้วร่างของผู้มาใหม่ก็ทำให้เด็กน้อยหยุดกิริยา ลุกขึ้นคำนับอย่างที่เคยถูกมารดาอบรม ถึงแม้จะไม่ชอบ ‘ปีศาจสาว’ คนนี้เท่าไหร่นักก็ตาม“อี้เอ๋อร์คารวะท่านอาหญิงขอรับ”มู่ลี่เจินพยักหน้าด้วยรอยยิ
“เจ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่”นางเห็นดวงตาคมดุดันนั่นจ้องมองมายังนาง มืดมิดไม่เห็นแม้กระทั่งก้นบึ้งของหุบเหว ใบหน้าเขาเรียบเฉยเสียจนนางคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ด้วยซ้ำถึงกระนั้นอวิ๋นถิงกลับกระตุกริมฝีปาก“ข้าทำขนมให้อี้เอ๋อร์ จึงนำมาฝากท่าน”จ้าวเฟิงเยี่ยนฟังคำนั้นตากระตุก หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็มิใคร่คิดสงสัย ทว่าในเวลานี้นางที่เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ชวนสงสัยก่อนหน้านี้จะมิทำให้เขานึกระแวงได้อย่างไรแม่ทัพบูรพามองนางด้วยแววตาอึมครึ้ม“ขอบใจเจ้า”อวิ๋นถิงหลบดวงตาคู่นั้นที่มองมาอย่างคาดคั้น“ข้าขอตัวกลับก่อน”“ถิงถิง...”เสียงทุ้มเรียกนางอ่อนโยน ทำให้คนที่กำลังจะหมุนตัวจากไปหยุดฝีเท้าลง แต่ถึงเป็นดังนั้นก็มิได้หันมามองหน้าเขา“ท่านโหวมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”เมื่อเห็นนางไม่ยอมหันมาสนทนา ร่างกำยำจึงเป็นฝ่ายเดินอ้อมไปหยุดตรงหน้านาง“เจ้าโกรธแค้นข้ามากหรือไม่”อวิ๋นถิงกลืนน้ำลายลำตัวสั่นเทิ้ม ไม่กล้าแม้กระทั่งจะช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าเขาตอนนี้ ดวงตากลมโตที่สั่นระริกถึงได้จับจ้องอยู่บนแผงอกกว้างที่ห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว“เรื่องใดกันเจ้าคะ”นางตอบเสียงสั่น“หนังสือหย่าที่ข้ามอบ
หวงจื่อเซียงเดินนำมาก่อนจะหยุดลงในซอยแคบๆ ซอยหนึ่งอวิ๋นถิงหันมองซ้ายขวาอย่างไม่เข้าใจนัก ในซอยนี้ค่อนข้างเปลี่ยว รวมไปถึงผู้คนผ่านไปมาหากไม่สังเกตดีๆ ก็ยากต่อการมองเห็นนักว่านางอยู่ที่นี่“พี่เซียงมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”นางถามเสียงค่อย เห็นใบหน้าเขาตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหวงจื่อเซียงมองนางนิ่ง“เจ้าได้ยินเรื่ององค์รัชทายาทแคว้นซูแล้วหรือไม่”อวิ๋นถิงก้มหน้าลงอย่างขบคิดจะว่าไปตอนที่นางออกจากจวนแม่ทัพมานางก็ได้ยินผู้คนพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง รวมไปถึงมีป้ายประกาศแปะอยู่ตามฝาผนัง หากแต่นางมิได้สนใจ“พวกคนเหล่านั้นเข้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว ทางการยังตามจับมิได้...”หวงจื่อเซียงพยักหน้าเบาๆ ลอบมองดวงหน้าของนางอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงกลืนน้ำลายเสียอึกหนึ่ง“ข้าคือองค์รัชทายาทที่พวกเขากล่าวถึง”สิ้นประโยคคนฟังก็เบิกตาโพลง ละล่ำละลักถามอย่างไม่มั่นใจ“เป็นท่าน?”หวงจื่อเซียงเห็นแววตาคล้ายไม่ไว้วางใจนั่นก็รีบเอื้อมมือไปคว้ามือบอบบางทั้งคู่ของนางไว้“ข้ามิได้มีเจตนาปิดบังเจ้า...ข้าเองก็เพิ่งรู้ก่อนหน้านี้ไม่นานเท่านั้น” ว่าไปแล้วก็ยิ้มขมขื่น เขาเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ก่อนที่เป่ยเว
“ถิงถิงขอสิ้นวาสนากับท่านนับตั้งแต่วันนี้เช่นกัน...”เสียงของนางแผ่วเบานักแต่ก็ดังอยู่ในใจของเขา เพียงแค่เห็นนางกล่าวตัดวาสนาแล้วภายในอกก็บีบรัดเสียจนปวดหนึบเขาเห็นมารดาและมู่ลี่เจินลอบยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วก็ได้แต่เพิกเฉย หลายปีที่ผ่านมาแม้ปากจะบอกว่าแค้นเคืองสกุลอวิ๋น อยากให้นางได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ ทนเห็นครอบครัวเขารังแกนางครั้งแล้วครั้งเล่ากลับเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวหลายคราที่เขาเห็นนางแอบร้องไห้เงียบๆ แต่กลับคลี่ยิ้มอย่างจริงใจต่อหน้าเขามันทำให้ในใจรู้สึกผิดมหันต์ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นหนึ่งเดียวในใจเขา...อวิ๋นถิงและสาวใช้ของนางเดินออกไปจากเรือนเซียงอี้อย่างเร่งรีบในขณะที่ดวงตาชำเลืองตามไปอย่างอาลัย“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าก้าวเข้ามาหาพร้อมกับใช้มือแตะไหล่กำยำ “ในที่สุดเจ้าก็คิดได้ว่าสตรีผู้นั้นมิมีอันใดเหมาะที่จะเป็นฮูหยินเอกของเจ้า ในเมื่อเจ้าหย่านางแล้ว เจ้าก็แต่งตั้งเจินเอ๋อร์เป็นสะใภ้เอกของแม่ได้แล้ว”นัยน์ตาคนพูดพราวระยับในขณะที่จ้าวเฟิงเยี่ยนขบกรามแน่น“เวลานี้หาใช่เวลามงคล วันพรุ่งนี้ลูกต้องออกเดินทางไปชายแดนเพื่อทำศึก ยังมิทราบว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด”กล่าวจบก็ห
ร่างกายเขาเริ่มคลายลงแล้ว...จ้าวเฟิงเยี่ยนใช้มือกุมขมับ เป็นเวลาร่วมสี่ชั่วยามที่เขาทนทรมานอยู่กับยาปลุกกำหนัดที่เล่นงานเสียจนร่างกายอ่อนล้าไปหมด จากความรู้สึกรุ่มร้อนดั่งถูกไฟลามเลียเมื่อคืนเริ่มเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บจากการนอนแช่ในน้ำอยู่ทั้งคืนเรือนร่างกำยำยืดตัวขึ้นลุกจากอ่าง เสียงน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว รวมไปถึงกางเกงตัวในที่เปียกน้ำจนหยดลงกับพื้นเขาถอดกางเกงที่ชุ่มด้วยน้ำออก จากนั้นจึงไปหยิบชุดคลุมของอวิ๋นถิงขึ้นมาถือไว้อย่างครุ่นคิด สุดท้ายจึงตัดสินใจหยิบมันมาสวมใส่อย่างทุลักทุเล ถึงแม้จะตัวเล็กจนแทบผูกเชือกไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ปิดบังร่างกายได้อยู่บ้างทันทีที่ออกมาจากหลังฉากกั้น เขาเห็นร่างบอบบางนั่งพิงอยู่ที่หัวเตียงด้วยใบหน้าอ่อนเพลีย ริมฝีปากหยักจึงกระตุกยิ้มขึ้นครั้งหนึ่งร่างเล็กถูกอ้อมแขนแข็งแรงช้อนขึ้นอุ้ม วางนางลงนอนในท่วงท่าที่แสนสบายอย่างอ่อนโยน ทว่ายังไม่ทันจะได้ผละออก ดวงตากลมโตก็ลืมขึ้นมอง ขาของนางถีบเขาออกไปแรงๆ อย่างลืมตัว!โครม!!“ท่าน”อวิ๋นถิงลุกขึ้นนั่งเลิ่กลั่ก มองดูร่างสูงใหญ่ที่หงายหลังล้มตึงจนเสื้อคลุมของนางเปิดออก เสื้อคลุมที่แสนเล็กจนแทบปิดบังอะไรนั่นไม







