تسجيل الدخول“พี่เยี่ยนกลับมาแล้ว” มู่ลี่เจินยืนชะเง้ออยู่หน้าประตูพลางตะโกนเสียงดังด้วยความดีใจ
ประตูนอกจวนแม่ทัพบูรพามีผู้คนออกมาต้อนรับมากมาย ฮูหยินผู้เฒ่า อนุภรรยาทั้งสองและสาวใช้ที่ต่างยืนรอด้วยความเบิกบานใจ เป็นเวลาห้าปีมาแล้วที่ไม่ได้พบกับจ้าวเฟิงเยี่ยน!
ชายหนุ่มควบม้ามาหยุดลงหน้าประตู หลังจากนั้นมู่ลี่เจินก็ปราดเข้ามาหาด้วยผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่ารั้งร่างองค์หญิงผิงหยางที่ถือน้ำเย็นฉ่ำให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กับตนเองที่สำรวจบุตรชายอย่างถี่ถ้วน
“เจ้าไปอยู่ที่นู้นคงจะลำบากมาก” เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บปวดใจ เห็นสภาพอิดโรยของบุตรชายแล้วใครบ้างจะไม่รู้สึกสงสาร
จ้าวเฟิงเยี่ยนเห็นดวงตาอีกฝ่ายสั่นระริก จึงเป็นฝ่ายโค้งตัวลง
“ลูกคำนับท่านแม่”
ฮูหยินผู้เฒ่ายกมือขึ้นแตะศีรษะมันๆ ของอีกฝ่ายเบาๆ
“เข้าไปชำระร่างกายแล้วพักผ่อนเถิด ให้เจินเอ๋อร์และองค์หญิงปรนนิบัติเจ้าให้สบายตัว” ว่าไปแล้วก็ชำเลืองไปยังสะใภ้ทั้งสอง
“เจ้าค่ะ”
มู่ลี่เจินกล่าวเบาๆ อย่างเหนียมอาย ในขณะที่องค์หญิงผิงหยางดูประหม่าอยู่บ้าง
จะไม่ให้ประหม่าได้อย่างไร ในเมื่อแต่งงานได้เพียงคืนเดียวอีกฝ่ายก็นำทัพออกศึกแล้วไม่กลับมาอีกเลย!
จ้าวเฟิงเยี่ยนสั่งให้คนในบ้านนำข้าวของเข้าไปเก็บก่อนที่ตัวเองจะเดินนำเข้าไปโดยมีสตรีรูปงามสองคนเดินขนาบไปคนละข้างโดยไม่พูดอะไร แต่เมื่อเดินผ่านไปจนถึงเรือนหอมหมื่นลี้นัยน์ตาคมวูบไหวเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านไปเรือนบูรพาอย่างรวดเร็ว
แต่ก่อนที่ขาทั้งสองจะก้าวผ่านธรณีประตูไป ร่างสูงก็หยุดลง กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พวกเจ้าสองคนไปพักเถิด”
“ต...แต่ข้าเต็มใจปรนนิบัติท่านพี่”
องค์หญิงผิงหยางมองมู่ลี่เจินพลางขบริมฝีปากเบาๆ “ข้าเองก็เช่นกัน”
จ้าวเฟิงเยี่ยนสูดลมหายใจ กล่าวอีกประโยค ทว่าครั้งนี้น้ำเสียงกลับดูห้วนตึงราวกับมิให้คนฟังปฏิเสธ
ในที่สุดจ้าวเฟิงเยี่ยนก็เข้ามาภายในเรือนบูรพาคนเดียว เขาถอดเสื้อเกราะเหล็กอันหนักอึ้งวางไว้บนโต๊ะตัวหนึ่ง หลังจากนั้นจึงหยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจากเสื้อ จับจ้องมันราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์
ปิ่นเงินประดับด้วยลวดลายเกล็ดหิมะ...
มือหยาบกร้านพลิกไปมาอย่างครุ่นคิด ปิ่นอันนี้ดูคล้ายคลึงกับของของเขาที่บิดาให้มาตั้งแต่วัยเยาว์ ทว่าครั้งหนึ่งเขาได้มอบมันให้อวิ๋นถิงไปแล้ว
จะว่าไปปิ่นปักจะมีลวดลายเหมือนกันบ้างย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก หลังจากวันที่เขียนหนังสือหย่าให้นางวันนั้น เขาก็ต้องไปออกศึกยาวนาน...และหลังจากเคลื่อนกองทัพ เขาก็ไม่ได้ติดตามข่าวเรื่องนางอีก
แต่จะให้เดาก็คงไม่ยากนัก สตรีเช่นนางจะมีที่ไปสักกี่ที่กัน ร่างกายนางอ่อนแอบอบบางถึงเพียงนั้นมีหรือที่จะเดินทางไปเมืองไห่ถังตามลำพัง
“โหวเหย่ขอรับ...”
เสียงทุ้มหนึ่งเรียกขึ้นที่หน้าประตูก่อนจะปรากฏร่างของพ่อบ้านคนหนึ่งยืนก้มหน้าก้มตามองพื้น
“เป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าน้อยสอบถามชาวบ้านแถวนั้น เขาลือกันว่าขุนนางเก่าที่ถูกปลดต่างทยอยออกจากเมืองหลวงไปจนหมด ไม่เว้นคนสกุลอวิ๋นด้วยขอรับ”
จ้าวเฟิงเยี่ยนฟังคำนั้นด้วยใบหน้าที่ไม่สื่ออารมณ์ หลังจากนั้นจึงเข้ามาทิ้งกายนั่งลงบนเตียง เป็นไปได้ว่าหลังจากที่นางถือใบหย่ากลับไปที่บ้านเดิม ครอบครัวของนางตัดสินใจพากันย้ายออกไป
แต่เหตุใดถึงได้รู้สึกวูบในอกน่าแปลกประหลาด...เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วอย่างไร อวิ๋นหยางคงจะได้บทเรียนแสนแพงไปแล้ว หลังจากวันนั้นเขาก็ไม่คิดจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้นอีก
“โหวเหย่ มีคนมาขอพบขอรับ”
ในขณะที่ดวงตาอ่อนล้าพริ้มลง เสียงเรียกที่หน้าประตูก็ดังขึ้นอีกกระแสหนึ่ง เป็นเช่นนั้นจึงได้แต่ตอบรับแล้วผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ชำระร่างกายพอดูสะอาดสะอ้านขึ้นบ้างก่อนจะเดินออกไป
คนที่มาเยือนหาใช่ฉีเหอหรือคนจากวังหลวงอย่างที่คิด
หากแต่ภาพที่เห็นกลับเป็นชายสูงวัยคนหนึ่งนั่งรออยู่ มือทั้งสองบีบเข้าหากัน ดวงตาทั้งคู่เผยแววประกายเจิดจ้าอย่างถึงที่สุด
อวิ๋นหยาง!
เพียงแค่เห็นร่างแม่ทัพบูรพาก้าวเข้ามาหา อีกฝ่ายยืดตัวตรงพร้อมกับโน้มตัวลง
“คารวะโหวเหย่”
จ้าวเฟิงเยี่ยนไม่ตอบอะไร หากแต่ตวัดชายเสื้อนั่งลง ทว่าในใจกลับรู้สึกกระตุกอย่างน่าประหลาด
“ข้าทราบข่าวว่าท่านย้ายออกไปจากเมืองหลวงแล้ว”
อวิ๋นหยางกระตุกยิ้มบาง
“ขอรับ ข้าน้อยพาครอบครัวย้ายออกไปเพราะตั้งใจจะตั้งรกรากฐานใหม่ จนกระทั่งครอบครัวพอลืมตาอ้าปากได้ วันนี้เลยอยากกลับมาเยี่ยมอวิ๋นถิง...” ว่าแล้วดวงตาก็เหม่อเล็กน้อย “ข้าน้อยทราบข่าวว่าโหวเหย่กลับมาแล้ว จึงถือโอกาสมายินดีด้วย”
อวิ๋นหยางยิ้มขมขื่นเล็กน้อย เมื่อเจ็ดปีที่แล้วเขาและภรรยาพยายามใช้ความรู้ที่มีสร้างอาชีพ ทว่าการดำเนินชีวิตในเมืองหลวงกลับลำบากยิ่ง รวมไปถึงระหว่างนั้นเหล่าขุนนางที่ถูกปลดต่างตัดสินใจย้ายไปอาศัยอยู่ตามชนบทบ้าง แถบชานเมืองบ้าง เขาจึงตัดสินใจพาภรรยาและบุตรชายย้ายออกไปโดยไม่ได้แจ้งข่าวให้อวิ๋นถิง
เขาเพียงแต่ฝากจดหมายมาให้อวิ๋นถิงโดยโกหกว่างานยุ่งจนไม่มีเวลามาเยี่ยมเยียนเท่านั้น เพราะเกรงว่าบุตรสาวจะเป็นห่วง
จ้าวเฟิงเยี่ยนที่ได้ยินประโยคแรกหาได้สนใจประโยคที่สองไม่ เขาเพียงนั่งตัวเกร็ง สูดลมหายใจเข้าลึก เอ่ยวาจาคล้ายเลื่อนลอยอยู่บ้าง
“อวิ๋นถิงมิได้อยู่กับท่าน”
“โหวเหย่ล้อเล่นแล้ว ถิงถิงแต่งให้ท่านก็ต้องอยู่ที่จวนแม่ทัพ นางจะไปอยู่กับข้าน้อยได้อย่างไร”
โครม!!“ท...ท่านแม่ ท่านแม่ช่วยข้าด้วย พี่เยี่ยนทำร้ายข้า”“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเยี่ยนเอ๋อร์”ฮูหยินผู้เฒ่าประคองร่างของมู่ลี่เจินที่ใบหน้าบวมเป่ง ริมฝีปากข้างหนึ่งมีรอยคราบเลือดแห้งกรัง“ถามสะใภ้ของท่านเถิดว่าทำอันใดอี้เอ๋อร์”จ้าวเฟิงเยี่ยนว่าเสียงต่ำ ดวงตาแข็งกร้าวคล้ายพญาปีศาจไปทุกทีแค่เพียงคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ใจของเขาก็หนักอึ้ง เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากเขากลับมาที่จวนช้ากว่านี้หรือไม่ได้ยินเสียงดังโวยวายที่ริมสระน้ำ ป่านนี้บุตรชายเขาจะเป็นอย่างไร!มู่ลี่เจินโคลงศีรษะไปมา“ท่านแม่ พี่เยี่ยนกำลังเข้าใจผิด อวิ๋นถิงผู้นั้นต่างหากที่ใส่ร้ายข้า”“เจ้ายังกล้าใส่ร้ายผู้อื่นอีกหรือ!”ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธอย่างถึงที่สุดนั่นแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ยังแอบหวั่นใจ ประโยคที่เตรียมจะโต้เถียงแทนหลานสาวกลืนหายไปในลำคอ บุตรชายในยามนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกตะกุกตะกัก หากแต่บุตรชายกลับมองด้วยแววตาดุดัน“ลูกแต่งสตรีผู้นี้เข้ามา เพราะเห็นแก่ท่านแม่ที่ต้องการคนปรนนิบัติ...ที่ผ่านมาข้าล้วนปิดหูปิดตาเสียข้างหนึ่งเพราะยังเห็นแก่ท่านแม่ แต่ครั้งนี้ถึงกับมีเจตน
มู่ลี่เจินแอบมองอวิ๋นเทียนอี้ที่กำลังนั่งท่องหนังสือกับอาจารย์สอนหนังสือชื่อดังแห่งแคว้นหมิงหลันด้วยสายตาแข็งกร้าว นางได้แต่จิกเล็บลงบนผิวเนื้ออย่างต้องการระบายความโกรธนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง วันที่นางถูกจ้าวเฟิงเยี่ยนด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงราวกับนางมิใช่ภรรยาคนหนึ่งแล้ว นางก็อับอายเป็นอย่างมากต่อสายตาที่บรรดาสาวใช้มองมา อีกทั้งยายแก่นั่นยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกด้วยเฮอะ!คิดว่านางมองไม่ออกหรืออย่างไร หากยายแก่พูดถึงเรื่องนั้นก็เท่ากับขุดคุ้ยเรื่องต่ำช้าที่ทำต่อลูกตัวเอง!!ช่วงเวลาหลายวันมานี้นางถึงได้เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเก็บตัวอย่างสงบเสงี่ยม รวมไปถึงตัวมู่ลี่เจินเองที่ไม่กล้าออกมาเสนอหน้าให้พวกคนในจวนหัวเราะเยาะเอา!นางเห็นเด็กคนนั้นหัวเราะคิกคักแล้วก็ได้แต่เก็บงำโทสะ รอจนกระทั่งอาจารย์ผู้นั้นลุกขึ้นเพื่อไปถ่ายเบาแล้วนางถึงได้ตัดสินใจก้าวออกไปอวิ๋นเทียนอี้ท่องหนังสือเสียงดังอย่างเบิกบาน แต่แล้วร่างของผู้มาใหม่ก็ทำให้เด็กน้อยหยุดกิริยา ลุกขึ้นคำนับอย่างที่เคยถูกมารดาอบรม ถึงแม้จะไม่ชอบ ‘ปีศาจสาว’ คนนี้เท่าไหร่นักก็ตาม“อี้เอ๋อร์คารวะท่านอาหญิงขอรับ”มู่ลี่เจินพยักหน้าด้วยรอยยิ
“เจ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่”นางเห็นดวงตาคมดุดันนั่นจ้องมองมายังนาง มืดมิดไม่เห็นแม้กระทั่งก้นบึ้งของหุบเหว ใบหน้าเขาเรียบเฉยเสียจนนางคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ด้วยซ้ำถึงกระนั้นอวิ๋นถิงกลับกระตุกริมฝีปาก“ข้าทำขนมให้อี้เอ๋อร์ จึงนำมาฝากท่าน”จ้าวเฟิงเยี่ยนฟังคำนั้นตากระตุก หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็มิใคร่คิดสงสัย ทว่าในเวลานี้นางที่เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ชวนสงสัยก่อนหน้านี้จะมิทำให้เขานึกระแวงได้อย่างไรแม่ทัพบูรพามองนางด้วยแววตาอึมครึ้ม“ขอบใจเจ้า”อวิ๋นถิงหลบดวงตาคู่นั้นที่มองมาอย่างคาดคั้น“ข้าขอตัวกลับก่อน”“ถิงถิง...”เสียงทุ้มเรียกนางอ่อนโยน ทำให้คนที่กำลังจะหมุนตัวจากไปหยุดฝีเท้าลง แต่ถึงเป็นดังนั้นก็มิได้หันมามองหน้าเขา“ท่านโหวมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”เมื่อเห็นนางไม่ยอมหันมาสนทนา ร่างกำยำจึงเป็นฝ่ายเดินอ้อมไปหยุดตรงหน้านาง“เจ้าโกรธแค้นข้ามากหรือไม่”อวิ๋นถิงกลืนน้ำลายลำตัวสั่นเทิ้ม ไม่กล้าแม้กระทั่งจะช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าเขาตอนนี้ ดวงตากลมโตที่สั่นระริกถึงได้จับจ้องอยู่บนแผงอกกว้างที่ห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว“เรื่องใดกันเจ้าคะ”นางตอบเสียงสั่น“หนังสือหย่าที่ข้ามอบ
หวงจื่อเซียงเดินนำมาก่อนจะหยุดลงในซอยแคบๆ ซอยหนึ่งอวิ๋นถิงหันมองซ้ายขวาอย่างไม่เข้าใจนัก ในซอยนี้ค่อนข้างเปลี่ยว รวมไปถึงผู้คนผ่านไปมาหากไม่สังเกตดีๆ ก็ยากต่อการมองเห็นนักว่านางอยู่ที่นี่“พี่เซียงมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”นางถามเสียงค่อย เห็นใบหน้าเขาตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหวงจื่อเซียงมองนางนิ่ง“เจ้าได้ยินเรื่ององค์รัชทายาทแคว้นซูแล้วหรือไม่”อวิ๋นถิงก้มหน้าลงอย่างขบคิดจะว่าไปตอนที่นางออกจากจวนแม่ทัพมานางก็ได้ยินผู้คนพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง รวมไปถึงมีป้ายประกาศแปะอยู่ตามฝาผนัง หากแต่นางมิได้สนใจ“พวกคนเหล่านั้นเข้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว ทางการยังตามจับมิได้...”หวงจื่อเซียงพยักหน้าเบาๆ ลอบมองดวงหน้าของนางอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงกลืนน้ำลายเสียอึกหนึ่ง“ข้าคือองค์รัชทายาทที่พวกเขากล่าวถึง”สิ้นประโยคคนฟังก็เบิกตาโพลง ละล่ำละลักถามอย่างไม่มั่นใจ“เป็นท่าน?”หวงจื่อเซียงเห็นแววตาคล้ายไม่ไว้วางใจนั่นก็รีบเอื้อมมือไปคว้ามือบอบบางทั้งคู่ของนางไว้“ข้ามิได้มีเจตนาปิดบังเจ้า...ข้าเองก็เพิ่งรู้ก่อนหน้านี้ไม่นานเท่านั้น” ว่าไปแล้วก็ยิ้มขมขื่น เขาเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ก่อนที่เป่ยเว
“ถิงถิงขอสิ้นวาสนากับท่านนับตั้งแต่วันนี้เช่นกัน...”เสียงของนางแผ่วเบานักแต่ก็ดังอยู่ในใจของเขา เพียงแค่เห็นนางกล่าวตัดวาสนาแล้วภายในอกก็บีบรัดเสียจนปวดหนึบเขาเห็นมารดาและมู่ลี่เจินลอบยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วก็ได้แต่เพิกเฉย หลายปีที่ผ่านมาแม้ปากจะบอกว่าแค้นเคืองสกุลอวิ๋น อยากให้นางได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ ทนเห็นครอบครัวเขารังแกนางครั้งแล้วครั้งเล่ากลับเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวหลายคราที่เขาเห็นนางแอบร้องไห้เงียบๆ แต่กลับคลี่ยิ้มอย่างจริงใจต่อหน้าเขามันทำให้ในใจรู้สึกผิดมหันต์ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นหนึ่งเดียวในใจเขา...อวิ๋นถิงและสาวใช้ของนางเดินออกไปจากเรือนเซียงอี้อย่างเร่งรีบในขณะที่ดวงตาชำเลืองตามไปอย่างอาลัย“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าก้าวเข้ามาหาพร้อมกับใช้มือแตะไหล่กำยำ “ในที่สุดเจ้าก็คิดได้ว่าสตรีผู้นั้นมิมีอันใดเหมาะที่จะเป็นฮูหยินเอกของเจ้า ในเมื่อเจ้าหย่านางแล้ว เจ้าก็แต่งตั้งเจินเอ๋อร์เป็นสะใภ้เอกของแม่ได้แล้ว”นัยน์ตาคนพูดพราวระยับในขณะที่จ้าวเฟิงเยี่ยนขบกรามแน่น“เวลานี้หาใช่เวลามงคล วันพรุ่งนี้ลูกต้องออกเดินทางไปชายแดนเพื่อทำศึก ยังมิทราบว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด”กล่าวจบก็ห
ร่างกายเขาเริ่มคลายลงแล้ว...จ้าวเฟิงเยี่ยนใช้มือกุมขมับ เป็นเวลาร่วมสี่ชั่วยามที่เขาทนทรมานอยู่กับยาปลุกกำหนัดที่เล่นงานเสียจนร่างกายอ่อนล้าไปหมด จากความรู้สึกรุ่มร้อนดั่งถูกไฟลามเลียเมื่อคืนเริ่มเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บจากการนอนแช่ในน้ำอยู่ทั้งคืนเรือนร่างกำยำยืดตัวขึ้นลุกจากอ่าง เสียงน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว รวมไปถึงกางเกงตัวในที่เปียกน้ำจนหยดลงกับพื้นเขาถอดกางเกงที่ชุ่มด้วยน้ำออก จากนั้นจึงไปหยิบชุดคลุมของอวิ๋นถิงขึ้นมาถือไว้อย่างครุ่นคิด สุดท้ายจึงตัดสินใจหยิบมันมาสวมใส่อย่างทุลักทุเล ถึงแม้จะตัวเล็กจนแทบผูกเชือกไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ปิดบังร่างกายได้อยู่บ้างทันทีที่ออกมาจากหลังฉากกั้น เขาเห็นร่างบอบบางนั่งพิงอยู่ที่หัวเตียงด้วยใบหน้าอ่อนเพลีย ริมฝีปากหยักจึงกระตุกยิ้มขึ้นครั้งหนึ่งร่างเล็กถูกอ้อมแขนแข็งแรงช้อนขึ้นอุ้ม วางนางลงนอนในท่วงท่าที่แสนสบายอย่างอ่อนโยน ทว่ายังไม่ทันจะได้ผละออก ดวงตากลมโตก็ลืมขึ้นมอง ขาของนางถีบเขาออกไปแรงๆ อย่างลืมตัว!โครม!!“ท่าน”อวิ๋นถิงลุกขึ้นนั่งเลิ่กลั่ก มองดูร่างสูงใหญ่ที่หงายหลังล้มตึงจนเสื้อคลุมของนางเปิดออก เสื้อคลุมที่แสนเล็กจนแทบปิดบังอะไรนั่นไม







