LOGINอันที่จริงตัวเขาเองก็หาใช่คนในแคว้นหมิงหลัน ตอนนั้นเขายังเด็กมาก จำได้ว่ามารดารีบพาเขาหนีออกจากแคว้นของตัวเองและหลบมาพักอาศัยอยู่ที่นี่ ตอนนั้นเขาทั้งหนาวทั้งหิว ทว่าโชคดีมีชายวัยฉกรรจ์ผู้หนึ่งยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ สุดท้ายจึงกลายเป็นบิดาบุญธรรมในที่สุด
แต่ในความโชคดีย่อมมีความโชคร้าย...หลังจากอาศัยอยู่ด้วยกันไม่นานบิดาบุญธรรมและมารดาก็จากไป ทิ้งเพียงสูตรหมักสุราต่างๆ เอาไว้ เขาก็เลยทำอาชีพหมักสุราขายต่อเพื่อเลี้ยงชีพ เวลาว่างก็ไปฝึกวิชายุทธจากอาจารย์ท่านหนึ่งในวัดเล็กๆ ที่อยู่แถบชนบท
หวงจื่อเซียงถอนหายใจออกมาหนักๆ รีบสาวเท้าเข้าไปในฝูงชน วันนี้เพื่อหวังเรียกคะแนนจากเด็กน้อยและแม่ของเขาก็เลยอาสาพาอวิ๋นเทียนอี้ออกมาเที่ยวเล่นในตลาด แต่การเลี้ยงเด็กมันวุ่นวายกว่าที่คิด ขืนหาเด็กน้อยไม่เจอมีหวังอวิ๋นถิงเกลียดเขาจนตายแน่
นี่เขายังอยู่ในช่วงเกี้ยวนางอยู่นะ!
“อี้เอ๋อร์!”
ในที่สุดเวลาแห่งการรอคอยของผู้คนในเมืองไห่ถังก็มาถึง เสียงอาชาหลายร้อยตัวกำลังมุ่งหน้าเข้ามาพร้อมๆ กับประชาชนต่างหลบไปยืนอยู่ชิดกันเพื่อเปิดทางตรงกลางให้กองทัพหลวงผ่านไปได้โดยง่าย
ภาพของม้าแข็งแกร่งทรงพลังหลายตัวห้อตะบึงเข้ามาด้วยความฮึกเหิม แต่คิดไม่ถึงว่าในขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปยังเหล่าชายชาตรีในชุดเกราะเหล็กเพื่อหวังจะเห็นเพียงเสี้ยวใบหน้าของเป่ยเว่ยโหวผู้คุมทัพครั้งนี้ให้เป็นบุญตาเสียครั้งหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะตั้งใจเพ่งมองเพียงใดทุกคนก็ล้วนใบหน้าเปรอะเปื้อน แต่งกายเหมือนกันไปหมด
ฮี้...
หากแต่คิดไม่ถึงว่าในขณะที่ทุกคนต่างพ่นลมหายใจออกมาอย่างผิดหวัง กองทัพที่กำลังมุ่งหน้าอย่างคึกคะนองนั่น ม้าตัวหนึ่งจะยกขาหน้าทั้งสองขึ้นพร้อมกับร้องเสียงดัง ทั้งกองทัพจึงต้องกระตุกบังเหียนหยุดม้าของตัวเองตามไปด้วย!
เกิดอะไรขึ้น...
ผู้คนทั้งหลายต่างมองไปที่ด้านหน้าของกองทัพอย่างสนอกสนใจ ม้าตัวหน้าสุดที่หยุดนิ่งพร้อมๆ กับนายทหารผู้หนึ่งกระโดดลงจากม้าและก้มตัวลง ‘อุ้ม’ ของบางอย่างออกมาจากใต้ท้องม้าพร้อมกับเสียง...
“แง้!!”
อวิ๋นเทียนอี้ที่กำลังตกอยู่ในความตื่นเต้นเงยใบหน้ามองอาชาตัวใหญ่อย่างสนใจ ดวงตาบริสุทธิ์ถลึงตามองอย่างตื่นตะลึง เหตุใดวันนี้ถึงมีม้ามากมายถึงเพียงนี้เล่า! อยากจะอวดท่านแม่เหลือเกิน เขาได้ลอดอยู่ใต้ท้องม้าแล้ว!!
ในขณะที่กำลังจินตนาการอย่างเพลิดเพลิน จู่ๆ ก็รู้สึกว่าร่างลอยหวือขึ้นเหมือนถูกมารดาอุ้ม หากแต่เมื่อหันไปมองชัดๆ ใบหน้าคนผู้หนึ่งเลอะโคลนดำปี๋กับผมเผ้ารุงรังทำให้เด็กน้อยยิ่งเบิกตากว้าง ริมฝีปากเล็กเบะออกจากกัน
“เด็กน้อย เจ้ามาขวางทางม้าเช่นนี้ หากข้าหยุดไม่ทันเจ้าจะไม่โดนทับตายหรือ!”
“แง้!! อี้เอ๋อร์กลัวผี”
“ข้ามิใช่ผีเสียหน่อย”
“แง้!! ท่านแม่ อี้เอ๋อร์กลัวผี ผีมาหลอกอี้เอ๋อร์”
ในขณะที่ฉีเหอใบหน้าเหวอ มองดูเด็กชายที่กำลังร้องห่มร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายตรงหน้าแล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลายเอือก สายตากวาดมองไปรอบๆ ก็มิเห็นวี่แววมารดาของเด็กคนนี้จะออกมาตามคำเรียกหา
จ้าวเฟิงเยี่ยนที่มองดูอยู่ไม่ไกลตวัดตัวลงจากหลังม้าคู่กาย เดินตรงไปยังฉีเหอด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ถึงกระนั้นก็ไร้ซึ่งโทสะ
“มีอะไร”
“เรียนโหวเหย่ เด็กคนนี้มาขวางทางกองทัพ กำลังจะจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เสียงรายงานที่ดังกึกก้องทำให้ผู้คนรอบข้างที่ได้ยินจับจ้องไปยัง ‘โหวเหย่’ อย่างไม่ละสายตา
บุรุษรูปร่างกำยำสมชาติทหารยืนสูงตระหง่านใต้เกราะเหล็กอยู่ตรงนั้น...ใบหน้าคมที่เลอะคราบดำและคราบเลือดเกรอะกรังไปทั่วเนื้อตัว หนวดเคราครึ้มที่ถูกละเลยการดูแลตัวเองทำให้จ้าวเฟิงเยี่ยนดูดุดันคล้ายพญามัจจุราช ดวงตาคมจ้องมองไปยังร่างในอุ้งมือของฉีเหออย่างพิจารณา
“แง้...ผีดูดเลือด ผีดูดเลือดจะมาดูดเลือดอี้เอ๋อร์แล้ว”
เสียงเล็กกึกก้องอยู่ในหูพร้อมๆ กับบรรดาทหารต่างก้มหน้าลงกลั้นลมหายใจในขณะที่ใบหน้าแม่ทัพบูรพาแดงก่ำ
คราวนี้เด็กน้อยที่ร้องไห้จ้าหยุดไปแล้ว เหลือเพียงเสียงสะอึกสะอื้น ตะกายตัวเองให้หลุดออกจากมือของฉีเหอแล้วเดินต้วมเตี้ยมมาหยุดตรงหน้า ‘ผีดูดเลือด’ หลังจากนั้นจึงใช้มือป้อมๆ เอื้อมไปจับที่ขาของอีกฝ่ายเบาๆ
จ้าวเฟิงเยี่ยนปล่อยให้อีกฝ่ายจับต้องตัวเองตามอำเภอใจ ก่อนจะเปล่งวาจาทุ้ม
“ท่านแม่ของเจ้าเล่า”
ใบหน้ากลมแหงนหน้าขึ้นมอง กระพริบตาปริบๆ ทั้งที่ขนตายังเปียกชุ่ม
“ท่านดื่มน้ำหวานหกใส่เสื้อเหมือนอี้เอ๋อร์หรือ ท่านถูกท่านแม่ดุหรือไม่”
เด็กน้อยถามด้วยความสงสัย เอียงคอมองคราบสีแดงคล้ำบนชุดของอีกฝ่าย
คำถามนั่นทำให้บรรดาทหารต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก บ้างก็หลุดหัวเราะออกมาก่อนจะรีบใช้มือปิดปาก เด็กชายคนนั้นมองอย่างไรถึงได้เห็นคราบเลือดเป็นรอยเปื้อนน้ำหวาน! ชักอยากจะเห็นหน้าบิดามารดาเด็กนั่นเสียแล้ว
จ้าวเฟิงเยี่ยนหลุบตาต่ำลงอย่างคาดเดาอารมณ์ไม่ถูก
“ข้ามิได้ดื่มน้ำหวาน”
อวิ๋นเทียนอี้กระพริบตาปริบๆ อย่างไม่เชื่อถือ
“แสดงว่าท่านถูกท่านแม่ดุเหมือนกันน่ะสิ!”
“เปล่า”
ยิ่งมองก็ยิ่งคล้ายตัวเองกำลังฝันเฟื่อง นอกจากเด็กนั้นจะพูดจาฉะฉาน กล้าสบตาท่านแม่ทัพตรงๆ เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายก็คืออีกฝ่ายเถียงเด็กที่ไม่รู้จักกาลเทศะนั่นอีกด้วย!
แถม...
“เฮ้อ...ทำผิดแล้วยังไม่ยอมรับผิดอีก”
โครม!!“ท...ท่านแม่ ท่านแม่ช่วยข้าด้วย พี่เยี่ยนทำร้ายข้า”“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเยี่ยนเอ๋อร์”ฮูหยินผู้เฒ่าประคองร่างของมู่ลี่เจินที่ใบหน้าบวมเป่ง ริมฝีปากข้างหนึ่งมีรอยคราบเลือดแห้งกรัง“ถามสะใภ้ของท่านเถิดว่าทำอันใดอี้เอ๋อร์”จ้าวเฟิงเยี่ยนว่าเสียงต่ำ ดวงตาแข็งกร้าวคล้ายพญาปีศาจไปทุกทีแค่เพียงคิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ใจของเขาก็หนักอึ้ง เขาไม่กล้าจินตนาการเลยว่าหากเขากลับมาที่จวนช้ากว่านี้หรือไม่ได้ยินเสียงดังโวยวายที่ริมสระน้ำ ป่านนี้บุตรชายเขาจะเป็นอย่างไร!มู่ลี่เจินโคลงศีรษะไปมา“ท่านแม่ พี่เยี่ยนกำลังเข้าใจผิด อวิ๋นถิงผู้นั้นต่างหากที่ใส่ร้ายข้า”“เจ้ายังกล้าใส่ร้ายผู้อื่นอีกหรือ!”ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธอย่างถึงที่สุดนั่นแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเองก็ยังแอบหวั่นใจ ประโยคที่เตรียมจะโต้เถียงแทนหลานสาวกลืนหายไปในลำคอ บุตรชายในยามนี้ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกตะกุกตะกัก หากแต่บุตรชายกลับมองด้วยแววตาดุดัน“ลูกแต่งสตรีผู้นี้เข้ามา เพราะเห็นแก่ท่านแม่ที่ต้องการคนปรนนิบัติ...ที่ผ่านมาข้าล้วนปิดหูปิดตาเสียข้างหนึ่งเพราะยังเห็นแก่ท่านแม่ แต่ครั้งนี้ถึงกับมีเจตน
มู่ลี่เจินแอบมองอวิ๋นเทียนอี้ที่กำลังนั่งท่องหนังสือกับอาจารย์สอนหนังสือชื่อดังแห่งแคว้นหมิงหลันด้วยสายตาแข็งกร้าว นางได้แต่จิกเล็บลงบนผิวเนื้ออย่างต้องการระบายความโกรธนับตั้งแต่วันที่เกิดเรื่อง วันที่นางถูกจ้าวเฟิงเยี่ยนด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงราวกับนางมิใช่ภรรยาคนหนึ่งแล้ว นางก็อับอายเป็นอย่างมากต่อสายตาที่บรรดาสาวใช้มองมา อีกทั้งยายแก่นั่นยังทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกด้วยเฮอะ!คิดว่านางมองไม่ออกหรืออย่างไร หากยายแก่พูดถึงเรื่องนั้นก็เท่ากับขุดคุ้ยเรื่องต่ำช้าที่ทำต่อลูกตัวเอง!!ช่วงเวลาหลายวันมานี้นางถึงได้เห็นฮูหยินผู้เฒ่าเก็บตัวอย่างสงบเสงี่ยม รวมไปถึงตัวมู่ลี่เจินเองที่ไม่กล้าออกมาเสนอหน้าให้พวกคนในจวนหัวเราะเยาะเอา!นางเห็นเด็กคนนั้นหัวเราะคิกคักแล้วก็ได้แต่เก็บงำโทสะ รอจนกระทั่งอาจารย์ผู้นั้นลุกขึ้นเพื่อไปถ่ายเบาแล้วนางถึงได้ตัดสินใจก้าวออกไปอวิ๋นเทียนอี้ท่องหนังสือเสียงดังอย่างเบิกบาน แต่แล้วร่างของผู้มาใหม่ก็ทำให้เด็กน้อยหยุดกิริยา ลุกขึ้นคำนับอย่างที่เคยถูกมารดาอบรม ถึงแม้จะไม่ชอบ ‘ปีศาจสาว’ คนนี้เท่าไหร่นักก็ตาม“อี้เอ๋อร์คารวะท่านอาหญิงขอรับ”มู่ลี่เจินพยักหน้าด้วยรอยยิ
“เจ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่”นางเห็นดวงตาคมดุดันนั่นจ้องมองมายังนาง มืดมิดไม่เห็นแม้กระทั่งก้นบึ้งของหุบเหว ใบหน้าเขาเรียบเฉยเสียจนนางคาดเดาความรู้สึกไม่ได้ด้วยซ้ำถึงกระนั้นอวิ๋นถิงกลับกระตุกริมฝีปาก“ข้าทำขนมให้อี้เอ๋อร์ จึงนำมาฝากท่าน”จ้าวเฟิงเยี่ยนฟังคำนั้นตากระตุก หากเป็นเมื่อก่อนเขาก็มิใคร่คิดสงสัย ทว่าในเวลานี้นางที่เปลี่ยนไปถึงขนาดนี้ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่ชวนสงสัยก่อนหน้านี้จะมิทำให้เขานึกระแวงได้อย่างไรแม่ทัพบูรพามองนางด้วยแววตาอึมครึ้ม“ขอบใจเจ้า”อวิ๋นถิงหลบดวงตาคู่นั้นที่มองมาอย่างคาดคั้น“ข้าขอตัวกลับก่อน”“ถิงถิง...”เสียงทุ้มเรียกนางอ่อนโยน ทำให้คนที่กำลังจะหมุนตัวจากไปหยุดฝีเท้าลง แต่ถึงเป็นดังนั้นก็มิได้หันมามองหน้าเขา“ท่านโหวมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”เมื่อเห็นนางไม่ยอมหันมาสนทนา ร่างกำยำจึงเป็นฝ่ายเดินอ้อมไปหยุดตรงหน้านาง“เจ้าโกรธแค้นข้ามากหรือไม่”อวิ๋นถิงกลืนน้ำลายลำตัวสั่นเทิ้ม ไม่กล้าแม้กระทั่งจะช้อนสายตาขึ้นมองใบหน้าเขาตอนนี้ ดวงตากลมโตที่สั่นระริกถึงได้จับจ้องอยู่บนแผงอกกว้างที่ห่างจากนางเพียงไม่กี่ก้าว“เรื่องใดกันเจ้าคะ”นางตอบเสียงสั่น“หนังสือหย่าที่ข้ามอบ
หวงจื่อเซียงเดินนำมาก่อนจะหยุดลงในซอยแคบๆ ซอยหนึ่งอวิ๋นถิงหันมองซ้ายขวาอย่างไม่เข้าใจนัก ในซอยนี้ค่อนข้างเปลี่ยว รวมไปถึงผู้คนผ่านไปมาหากไม่สังเกตดีๆ ก็ยากต่อการมองเห็นนักว่านางอยู่ที่นี่“พี่เซียงมีเรื่องอันใดหรือไม่เจ้าคะ”นางถามเสียงค่อย เห็นใบหน้าเขาตึงเครียดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหวงจื่อเซียงมองนางนิ่ง“เจ้าได้ยินเรื่ององค์รัชทายาทแคว้นซูแล้วหรือไม่”อวิ๋นถิงก้มหน้าลงอย่างขบคิดจะว่าไปตอนที่นางออกจากจวนแม่ทัพมานางก็ได้ยินผู้คนพูดคุยกันถึงเรื่องนี้อยู่บ้าง รวมไปถึงมีป้ายประกาศแปะอยู่ตามฝาผนัง หากแต่นางมิได้สนใจ“พวกคนเหล่านั้นเข้ามาถึงเมืองหลวงแล้ว ทางการยังตามจับมิได้...”หวงจื่อเซียงพยักหน้าเบาๆ ลอบมองดวงหน้าของนางอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงกลืนน้ำลายเสียอึกหนึ่ง“ข้าคือองค์รัชทายาทที่พวกเขากล่าวถึง”สิ้นประโยคคนฟังก็เบิกตาโพลง ละล่ำละลักถามอย่างไม่มั่นใจ“เป็นท่าน?”หวงจื่อเซียงเห็นแววตาคล้ายไม่ไว้วางใจนั่นก็รีบเอื้อมมือไปคว้ามือบอบบางทั้งคู่ของนางไว้“ข้ามิได้มีเจตนาปิดบังเจ้า...ข้าเองก็เพิ่งรู้ก่อนหน้านี้ไม่นานเท่านั้น” ว่าไปแล้วก็ยิ้มขมขื่น เขาเพิ่งจะรู้เรื่องนี้ก่อนที่เป่ยเว
“ถิงถิงขอสิ้นวาสนากับท่านนับตั้งแต่วันนี้เช่นกัน...”เสียงของนางแผ่วเบานักแต่ก็ดังอยู่ในใจของเขา เพียงแค่เห็นนางกล่าวตัดวาสนาแล้วภายในอกก็บีบรัดเสียจนปวดหนึบเขาเห็นมารดาและมู่ลี่เจินลอบยิ้มอย่างพึงพอใจแล้วก็ได้แต่เพิกเฉย หลายปีที่ผ่านมาแม้ปากจะบอกว่าแค้นเคืองสกุลอวิ๋น อยากให้นางได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ ทนเห็นครอบครัวเขารังแกนางครั้งแล้วครั้งเล่ากลับเป็นเขาเองที่ทนไม่ไหวหลายคราที่เขาเห็นนางแอบร้องไห้เงียบๆ แต่กลับคลี่ยิ้มอย่างจริงใจต่อหน้าเขามันทำให้ในใจรู้สึกผิดมหันต์ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นหนึ่งเดียวในใจเขา...อวิ๋นถิงและสาวใช้ของนางเดินออกไปจากเรือนเซียงอี้อย่างเร่งรีบในขณะที่ดวงตาชำเลืองตามไปอย่างอาลัย“เยี่ยนเอ๋อร์...” ฮูหยินผู้เฒ่าก้าวเข้ามาหาพร้อมกับใช้มือแตะไหล่กำยำ “ในที่สุดเจ้าก็คิดได้ว่าสตรีผู้นั้นมิมีอันใดเหมาะที่จะเป็นฮูหยินเอกของเจ้า ในเมื่อเจ้าหย่านางแล้ว เจ้าก็แต่งตั้งเจินเอ๋อร์เป็นสะใภ้เอกของแม่ได้แล้ว”นัยน์ตาคนพูดพราวระยับในขณะที่จ้าวเฟิงเยี่ยนขบกรามแน่น“เวลานี้หาใช่เวลามงคล วันพรุ่งนี้ลูกต้องออกเดินทางไปชายแดนเพื่อทำศึก ยังมิทราบว่าจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด”กล่าวจบก็ห
ร่างกายเขาเริ่มคลายลงแล้ว...จ้าวเฟิงเยี่ยนใช้มือกุมขมับ เป็นเวลาร่วมสี่ชั่วยามที่เขาทนทรมานอยู่กับยาปลุกกำหนัดที่เล่นงานเสียจนร่างกายอ่อนล้าไปหมด จากความรู้สึกรุ่มร้อนดั่งถูกไฟลามเลียเมื่อคืนเริ่มเปลี่ยนเป็นความหนาวเหน็บจากการนอนแช่ในน้ำอยู่ทั้งคืนเรือนร่างกำยำยืดตัวขึ้นลุกจากอ่าง เสียงน้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว รวมไปถึงกางเกงตัวในที่เปียกน้ำจนหยดลงกับพื้นเขาถอดกางเกงที่ชุ่มด้วยน้ำออก จากนั้นจึงไปหยิบชุดคลุมของอวิ๋นถิงขึ้นมาถือไว้อย่างครุ่นคิด สุดท้ายจึงตัดสินใจหยิบมันมาสวมใส่อย่างทุลักทุเล ถึงแม้จะตัวเล็กจนแทบผูกเชือกไม่ได้ แต่มันก็ทำให้ปิดบังร่างกายได้อยู่บ้างทันทีที่ออกมาจากหลังฉากกั้น เขาเห็นร่างบอบบางนั่งพิงอยู่ที่หัวเตียงด้วยใบหน้าอ่อนเพลีย ริมฝีปากหยักจึงกระตุกยิ้มขึ้นครั้งหนึ่งร่างเล็กถูกอ้อมแขนแข็งแรงช้อนขึ้นอุ้ม วางนางลงนอนในท่วงท่าที่แสนสบายอย่างอ่อนโยน ทว่ายังไม่ทันจะได้ผละออก ดวงตากลมโตก็ลืมขึ้นมอง ขาของนางถีบเขาออกไปแรงๆ อย่างลืมตัว!โครม!!“ท่าน”อวิ๋นถิงลุกขึ้นนั่งเลิ่กลั่ก มองดูร่างสูงใหญ่ที่หงายหลังล้มตึงจนเสื้อคลุมของนางเปิดออก เสื้อคลุมที่แสนเล็กจนแทบปิดบังอะไรนั่นไม







