Masukรุ่งเช้าวันต่อมา ไป๋ฮวาตื่นขึ้นตั้งแต่ได้ยินเสียงไก่ขัน เพราะนางเองก็นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาแทบจะทั้งคืน นางค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วก็จัดหมอนหนุนที่นางหนุนนอนแล้วพับผ้าผืนบาง ๆ ที่นางใช้ห่มคลุมกายมาทั้งคืนเอาไว้ให้เรียบร้อย แล้วก็ค่อย ๆ ย่องไปที่หลังฉากกั้น พลางหันไปมองร่างสูงสง่าที่บัดนี้นอนหลับไหลยังไม่ได้สติ คงเพราะเมื่อคืนเขาเมามากด้วย นางได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอของเขา แต่แล้วก็พลันนึกได้ว่าไม่ควรหยุดจ้องมองเขาเช่นนี้ หากเขาตื่นมาพบเข้าจะต้องพูดจาร้ายกาจใส่นางเป็นแน่
ไป๋ฮวารีบเข้าไปรวบรวมอาภรณ์ของนางที่อยู่ภายในตู้และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ท่านย่าสั่งให้คนมาจัดเอาไว้ เพื่อจะได้ให้สาวใช้มาช่วยยกออกไปจากเรือนของเจ้าบ่าวที่ไม่ต้องการเจ้าสาวเช่นนางให้อยู่ร่วมเรือนกับเขา
นางค่อย ๆ ทำอย่างเงียบที่สุด แล้วก็หอบอาภรณ์และข้าวของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ก่อนในเช้าวันนี้ออกไปจากห้องนอนอย่างเงียบที่สุด แล้วก็เดินไปที่เรือนหลังข้าง ๆ ที่คุณชายน้อยออกคำสั่งให้นางไปพักที่เรือนนั้น ที่จริงแล้วไป๋ฮวาเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ร่วมเรือนกับเขา เพราะรู้ว่าเขาไม่ชอบนาง มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะอยู่ร่วมกัน
หลังมื้ออาหารเช้า ที่ไป๋ฮวาไปร่วมสำรับกับฮูหยินผู้เฒ่าเสร็จสิ้นดังเช่นปกติแล้ว
“หลันเอ๋อ เจ้าไปตามคุณชายมาบอกว่าให้มายกน้ำชาพร้อมกับไป๋ฮวาได้แล้ว” สาวใช้ของฮูหยินผู้เฒ่ารับคำแล้วก็เดินออกไปจากเรือนเพื่อทำตามคำสั่ง
แต่เพียงไม่นานนางก็กลับมาเพียงผู้เดียวแล้วก็รายงานว่า
“คุณชายบอกว่า การแต่งานจอมปลอมเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องยกน้ำชาเจ้าค่ะ เขาสั่งมาอีกว่าหากฮูหยินน้อย ต้องการยกน้ำชาก็ให้ยกไปเพียงลำพังเจ้าค่ะ”
สาวใช้ของท่านย่ารายงานด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยดีนัก ทำเอาท่านย่าและไป๋ฮวาต่างก็ใบหน้าเปลี่ยนสีไปทันที
ท่านย่านั้นไม่พอใจหลานชายที่ทำตัวดังเช่นเด็กยังไม่โต ส่วนไป๋ฮวานั้นแม้นางจะรู้ดีว่าตนเองต่ำต้อยเพียงใด จนบุรุษสูงศักดิ์เช่นคุณชายคนเดียวของจวนไม่อยากจะข้องแวะด้วย แต่นางก็มีหัวใจที่เจ็บเป็น และบัดนี้มันเจ็บปวดจนชาชินไปแล้ว นางเพียงหันไปยิ้มให้ท่านย่าอย่างอ่อนโยน แม้ในอกของนางจะเจ็บปวด แต่นางก็ตั้งใจว่าจะไม่แสดงให้ผู้ใดได้รู้โดยเฉพาะท่านย่า
“ไม่เป็นไรเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่า เอ่อ…ท่านย่าเจ้าคะ ไม่ต้องยกน้ำชาก็ได้เจ้าค่ะ”
ไป๋ฮวารีบเอ่ยขึ้นเพื่อคลี่คลายบรรยากาศที่เริ่มจะคุกรุ่นขึ้นมาอีกแล้ว ทำให้ท่านย่าถอนหายใจออกมาในที่สุด
“ช่างมันเถอะนะ เจ้าหลานหัวดื้อนั่นก็เป็นเช่นนี้ เจ้าไม่เสียใจใช่หรือไม่” ท่านย่าหันมาถามไป๋ฮวาพร้อมกับสังเกตใบหน้างามของนางที่หม่นหมองไปเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านย่ากับข้าเองก็รู้ว่าคุณชายไม่ได้ต้องการจะแต่งงานกับข้า เขายอมทำเพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว เราอย่าไปบีบบังคับเขาให้มากเกินไปเลยเจ้าค่ะ”
ไป๋ฮวาพยายามยิ้มเพื่อให้ท่านย่าสบายใจว่านางไม่ได้รู้สึกอะไรที่ถูกสามีในนามปฏิบัติกับนางเช่นนี้
“อดทนไว้ก่อนนะ ฮวาเอ๋อ อีกไม่นานพี่ของเจ้าหากเขาคิดได้ เขาก็จะดีกับเจ้ามากกว่านี้ ตอนนี้น้ำมันกำลังไหลเชี่ยว เขากำลังหลงใหลบุตรีสกุลซ่งนั่นอย่างไม่ลืมหูลืมตา อีกไม่นานหากเขาคิดได้ เจ้ากับเขาก็จะได้ใช้ชีวิตคู่ผัวเมียได้อย่างมีความสุขมากกว่านี้ อดทนไว้ก่อนนะ”
ท่านย่าพยายามปลอบไป๋ฮวา นางเพียงยิ้มรับ แต่คิดในใจว่าคงไม่มีวันนั้นหรอกเจ้าค่ะ แต่ก็ไม่ได้พูดออกมาเพื่อให้ท่านย่าสบายใจ
ส่วนคุณชายหลี่เหวินหยางนั้นเมื่อรับอาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็รีบผลุนผลันออกจากเรือนไป แน่นอนว่าเขานัดพบกับซ่งม่านอี้เพื่อปลอบใจนาง เขารู้ว่าเมื่อคืนนางจะต้องนอนร้องไห้ทั้งคืนเพราะเสียใจที่เขาแต่งงานไปเป็นแน่ พวกเขานัดพบกันที่โรงเตี้ยมนอกเมือง และก็พร่ำพรอดกันอยู่ในห้องที่เช่าเอาไว้ เพื่อเป็นที่นัดพบปะกันโดยที่ผู้อื่นไม่ล่วงรู้
“ท่านพี่สัญญากับข้านะเจ้าคะ แม้ท่านพี่จะแต่งงานกับสาวใช้นั่นไปแล้ว แต่ท่านพี่จะต้องไม่เข้าหอกับนาง ไม่มีอะไรเกินเลยกับนางนะเจ้าคะ ท่านพี่สัญญากับข้านะเจ้าคะ เพราะเวลาหย่าขาดจากนางจะได้ง่ายเข้า และข้าไม่ต้องการให้ท่านพี่ถึงกับมีบุตรกับนาง ยิ่งจะทำให้นางมีข้ออ้างที่จะอยู่เป็นภรรยาของท่านพี่ได้มากขึ้น”
ม่านอี้ขอคำสัญญาจากคนรักของนาง เพราะนางรู้ว่าหลี่เหวินหยางเองก็ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับสตรีที่มีพื้นเพต่ำต้อยนั่นเสียหน่อย เขาถูกท่านย่าบังคับ ยิ่งทำให้นางเกลียดหญิงชราผู้ที่เห็นหน้าเพียงไม่กี่ครั้งนั่นจับใจเหลือเกิน
นางหวังเหลือเกินว่าตนเองจะได้แต่งงานกับหลี่เหวินหยาง และจะได้เป็นฮูหยินเอกของเขา เพื่อยกฐานะตนเองจากคุณหนูรองที่แทบไม่มีตัวตนในจวนสกุลซ่ง เพราะทั้งนางทั้งมารดาก็ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของท่านพ่อนัก และอีกอย่างท่านพ่อเป็นชายเจ้าชู้ที่มีภรรยาหลายคน และมีบุตรหลายคนอีกด้วย แถมฮูหยินใหญ่นั้นก็มีทั้งบุตรชายและบุตรสาวให้แก่บิดาของนาง ทำให้ลูกที่เกิดจากเมียน้อยทั้งหลายไม่ค่อยมีความหมายนัก
นางเพียงหลอกตนเองไปวัน ๆ ว่านางคือคุณหนูรองจวนสกุลซ่งที่มีหน้ามีตาไม่น้อย แม้สกุลซ่งจะมีชื่อเสียงที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีคนคบค้า บิดาก็ยังเป็นถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นางเองอาศัยที่งดงามไม่น้อย และก็หมั่นปรุงแต่งตนเองให้งดงามอยู่เสมอ ทำให้มีชายมากมายหมายปองนาง ทำให้อย่างน้อยนางก็มีดีที่ความงามที่จะใช้ในการปีนป่ายให้ตนและมารดามีโอกาสได้ขยับขยายออกมากจากจวนสกุลซ่งได้อย่างมีหน้ามีตา และใครก็จะมาดูถูกนางและมารดาไม่ได้อีก
แต่แล้วความฝันของนางก็พังทะลาย ทั้งหมดเป็นเพราะยายเฒ่านั่นแท้ ๆ เลย ม่านอี้ครุ่นคิดอย่างจงเกลียดจงชังท่านย่าของคนรัก ที่วางแผนขัดขวางนางมิให้แต่งเข้าสกุลหลี่ได้ นางรู้ทันยายเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นที่ให้หลานชายแต่งงานกับสาวใช้ของตนเองก็เพื่อสกัดไม่ให้นางได้แต่งเข้าจวนสกุลหลี่นั่นเอง
แต่ว่าม่านอี้ก็ยังไม่หมดหวัง เพราะนางรู้ว่านางมัดหัวใจชายเช่นหลี่เหวินหยางได้อยู่หมัดแล้ว เขาหลงใหลนางอย่างมาก แม้ว่าเขาเองก็หล่อเหลาถูกใจนาง แต่หากว่าเขาเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าตาดีธรรมดา นางเองก็จะไม่เล่นด้วยหรอก แต่นั้นเพราะเขาเป็นผู้สืบทอดสกุลหลี่เพียงผู้เดียว ฐานะร่ำรวย และหล่อเหลา จึงเป็นเป้าหมายแรกที่นางหมายตา
แต่นางเองก็ไม่ได้ประมาท ได้มองหาชายหนุ่มคนอื่น ๆ ที่นางจะจับเขาได้มั่นและเขาเองก็มีคุณสมบัติไม่ด้อยกว่าคุณชายหลี่ผู้นี้มากนักเอาไว้บ้างแล้ว และพร้อมที่จะโผไปหาคนผู้นั้น หากว่าแผนจับคุณชายหลี่เหวินหยางของนางล่มลง ไม่ใช่ว่านางไม่รักหลี่เหวินหยาง นางเองก็รักและหลงใหลเขาไม่น้อย แต่ความรักสำหรับนางมันกินไม่ได้
หากใครไม่เคยต้องเกิดมาและใช้ชีวิตเป็นบุตรของภรรยาน้อยที่ไม่มีความสำคัญใด ๆ ในจวน ก็จะไม่มีทางเข้าใจหัวอกของนาง ที่ถูกเหยียบย่ำมาทั้งชีวิต ย่อมต้องการชีวิตใหม่ที่ร่ำรวยและมั่นคง และหนทางนั้นก็ย่อมต้องมีบุรุษเป็นสะพานให้นางก้าวไปให้ถึงฝันของตนเอง โดยใช้ความงามที่นางเองได้มาจากมารดาที่เคยเป็นหญิงคณิกาอันดับต้น ๆ มาก่อน ปีนป่ายเพื่อให้สำเร็จ
แต่นางจะไม่ซ้ำรอยมารดาที่ไปเป็นหญิงคณิกาแล้วได้สามีที่รับนางเป็นเพียงภรรยาน้อยหรอกนะ ม่านอี้ได้เรียนรู้มาจากชีวิตของมารดาแล้ว นางไม่มีทางยอมเป็นภรรยาน้อย นอกจากว่าชายผู้นั้นร่ำรวยและมอบเงินทองให้นางได้มากพอเท่านั้น
สตรีนางนั้นวันนี้แต่งกายเสียงดงาม ลอกคราบจากลูกเป็ดขี้เหร่กลายเป็นนางหงส์ผู้งดงามและหรูหรา จนแม้แต่สตรีเช่นนางยังอดที่จะมองอย่างตะลึงไม่ได้ แล้วบุรุษเล่าจะไม่หวั่นไหวบ้างเลยหรือ มิน่าถึงได้มีชายมากหน้าเข้าไปรุมล้อมสนทนากับนาง ดังเช่นดาวล้อมเดือนก็มิปาน แล้วนี่พี่เหวินหยางเป็นอะไร จู่ ๆ ก็วางจอกสุราเสีียงดัง หรือว่าเขาจะเกิดไม่พอใจขึ้นมาไหนเขาบอกว่ารังเกียจไป๋ฮวายิ่งกว่าอะไร ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับนางเลยสักนิด แต่ต้องจำใจทำก็เพราะท่านย่าบังคับไม่ใช่หรือแล้วนี่อะไรกัน พอมาถึงยังไม่ทันได้กินอะไรกี่มากน้อย ก็เอาแต่จับจ้องมองไปที่สตรีนางนั้นอยู่ได้ เหมือนสนใจนางเสียมากมาย เมื่ออดรนทนต่อไปไม่ไหว ม่านอี้จึงได้เอ่ยขึ้น“ ท่านพี่หึงนางหรือเจ้าคะ อย่างไร นางก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของท่าน แม้จะเป็นเพียงในนาม แต่เอ….บุรุษมากมายที่กำลังรุมล้อมนางคงไม่ทราบกระมังเจ้าคะ ว่านางนั้นแต่งงานเสียแล้ว หรือท่านพี่จะไปป่าวประกาศความเป็นสามีให้ผู้อื่นได้รับทราบกันให้ทั่วเล่าเจ้าค่ะ จะได้ไม่มีบุรุษใดกล้ามารุมล้อมนางเช่นนี้อีก " ม่านอี้กล่าวประชดประชันคนรักที่นางเริ่มจะเห็นว่าเขานั้นเอ
“ท่านพี่เทียนซานเจ้าคะ ท่านพี่ ท่านพี่รอง ยังอยู่หรือไม่!!”น้องสาวของเขาต้องตะโกนเข้ามาในหูของเขาจนเขาได้สติ น้องสาวของเขาที่ก้าวลงจากรถม้าตามหลังมาเรียกเขาอยู่หลายครั้งแล้ว แต่เขากลับไม่ได้ยิน“เจ้าจะตะโกนเข้ามาในหูของข้าทำไมกันเล่า เรียกเบา ๆ ข้าก็ได้ยิน”เขาหันไปเอ็ดน้องสาวของเขา แล้วหันมาเหลือบมองสาวเจ้าด้วยใบหน้าเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด“ได้ยินที่ไหนกันเล่า ข้าเรียกท่านตั้งนาน ท่านก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวอยู่ได้ เป็นอย่างไรเล่าตะลึงมองสหายของข้า ตาเยิ้มเสียขนาดนี้ ยอมรับมาเสียดี ๆ ว่าตกหลุมรักนางเข้าให้แล้ว”น้องสาวของเขาหยอกเย้าแล้วหัวเราะเสียงดังที่เห็นพี่ชายตะลึงมองสหายของนาง รองแม่ทัพจ้าวเทียนซานยิ้มให้ทั้งสองอย่างเก้อเขิน เขาเสยกมือขึ้นเกาศีรษะแล้วก็หัวเราะน้อย ๆ แล้วจึงได้ชักชวนทั้งสองขึ้นรถม้าเพื่อไปงานกันได้แล้วไป๋ฮวาก้าวขึ้นรถม้า ตามหลังคุณหนูจ้าวโดยมีรองแม่ทัพหนุ่มช่วยพยุงนางขึ้นรถม้าอย่างทะนุถนอม นางยิ้มเอียงอายให้เขาและเอ่ยขอบคุณเบา ๆ ส่วนรองแม่ทัพหนุ่มนั้นยิ้มหน้าบานที่ได้ขึ้นรถม้ากับสาวที่เขาพึงใจเมื่อขึ้นไปในรถม้า ต่างก็สนทนากันอย่างถูกคอ รองแม่ทัพจ้าวจ้องมอง
ยามซื่อในสองวันต่อมา (เก้าโมง) หลี่เหวินหยางขุนนางหนุ่ม เขาออกมายืนอยู่ที่หน้าเรือนใหญ่เพื่อรอให้บ่าวจัดการรถม้าให้แล้วเสร็จ เพราะเขากำลังจะออกไปราชการที่กรมการคลังเพราะวันนี้มีประชุมขุนนางที่นั่น แต่ก็เห็นร่างของไป๋ฮวาที่กำลังเดินออกมาจากเรือนของนางเสียก่อน เขาเฝ้ามองนางว่าจะเดินไปที่ใด ก็เห็นนางเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่าของเขาจึงได้เดินตามเข้าไปในเรือนของท่านย่าบ้าง เพื่อจะดูว่านางจะไปหาท่านย่าของเขาด้วยเรื่องอันใด เมื่อเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่า ก็เห็นว่าเจ้าของเรือนกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ห้องโถงกลางในเรือนนั้น โดยมีสตรีนางนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้าง ๆเมื่อเขาเดินไปถึงแล้วทำความเคารพท่านย่าแล้ว ก็เอ่ยถามสตรีนางนั้นโดยที่ไม่ได้มองหน้าว่า“เจ้ามารบกวนท่านย่าของข้าเรื่องอันใดอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าจะมาออดอ้อนขอเครื่องประดับหรือเงินทองจากท่านย่าของข้าอีกแล้ว ที่เจ้าได้ไปจากท่านย่ามันก็มากมายแล้วสำหรับกาฝากอย่างเจ้า "ขุนนางหนุ่มเปิดฉากทันที เพราะเขาคิดว่าสตรีนางนั้นคงไม่วายมาออดอ้อนขอข้าวของจากท่านย่าของเขาอีกฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปรามหลานชายขึ้นทันที” น้องไม่ได้มาขอเงินหรือเครื่องประดับจาก
รุ่งเช้าวันต่อมา ไป๋ฮวาตื่นขึ้นตั้งแต่ได้ยินเสียงไก่ขัน เพราะนางเองก็นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาแทบจะทั้งคืน นางค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วก็จัดหมอนหนุนที่นางหนุนนอนแล้วพับผ้าผืนบาง ๆ ที่นางใช้ห่มคลุมกายมาทั้งคืนเอาไว้ให้เรียบร้อย แล้วก็ค่อย ๆ ย่องไปที่หลังฉากกั้น พลางหันไปมองร่างสูงสง่าที่บัดนี้นอนหลับไหลยังไม่ได้สติ คงเพราะเมื่อคืนเขาเมามากด้วย นางได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอของเขา แต่แล้วก็พลันนึกได้ว่าไม่ควรหยุดจ้องมองเขาเช่นนี้ หากเขาตื่นมาพบเข้าจะต้องพูดจาร้ายกาจใส่นางเป็นแน่ไป๋ฮวารีบเข้าไปรวบรวมอาภรณ์ของนางที่อยู่ภายในตู้และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ท่านย่าสั่งให้คนมาจัดเอาไว้ เพื่อจะได้ให้สาวใช้มาช่วยยกออกไปจากเรือนของเจ้าบ่าวที่ไม่ต้องการเจ้าสาวเช่นนางให้อยู่ร่วมเรือนกับเขานางค่อย ๆ ทำอย่างเงียบที่สุด แล้วก็หอบอาภรณ์และข้าวของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ก่อนในเช้าวันนี้ออกไปจากห้องนอนอย่างเงียบที่สุด แล้วก็เดินไปที่เรือนหลังข้าง ๆ ที่คุณชายน้อยออกคำสั่งให้นางไปพักที่เรือนนั้น ที่จริงแล้วไป๋ฮวาเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ร่วมเรือนกับเขา เพราะรู้ว่าเขาไม่ชอบนาง มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะอยู่ร่วมกันหลังมื
“ข้ามีคนรักอยู่แล้ว และคนรักของข้าก็งดงามไม่ได้เป็นรองสตรีใด และข้าก็พอใจที่ได้นางเป็นคนรัก แม้ท่านย่าจะไม่ยินยอมแต่ข้ารักนาง และจะไปใช้ชีวิตนอกจวนกับนาง ส่วนสตรีนางนี้จะนอนกอดหนังสือสมรสก็ให้นางนอนกอดไป เพราะข้าไม่มีทางจะร่วมชีวิตกับนางอย่างแน่นอน”เจ้าบ่าวหมาด ๆ เอ่ยขึ้นถึงสิ่งที่เขาตั้งใจเอาไว้แล้ว เพราะเขาจะไปซื้อเรือนขนาดปานกลางอีกหลัง แล้วให้ม่านอี้ไปอยู่ หากนางยินยอมเขาจะแต่งงานกับนางอีกครั้งโดยไม่เกี่ยวกับสกุลหลี่ และเขาจะเลี้ยงดูนางที่นั่น ใช้ชีวิตผัวเมียกับนางที่นั่น โดยที่จวนสกุลหลี่นี้ก็ทิ้งสตรีที่อยากจะเป็นฮูหยินของเขาจนตัวสั่นเอาไว้ที่นี่ ให้นอนแห้งเหี่ยวคาเรือนไปเลย แต่เรื่องนี้ย่อมจะให้ท่านย่ารู้ไม่ได้อย่างแน่นอนเขาพูดถึงแผนที่เขาวางเอาไว้ ทำเอาสหายของเขาพากันอ้าปากค้าง และอึ้งงันกับสิ่งที่สหายวางแผนเอาไว้ อย่างไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เจ้าสาวของเขางดงามปานนี้แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงปักใจรักมั่นในซ่งม่านอี้ หากคิดกันอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีอคติแล้ว เหล่าสหายของเขาต่างก็คิดว่าม่านอี้นั้นงามก็จริง แต่เจ้าสาวในวันนี้งดงามกว่าหลายเท่านัก แต่เหตุใดคุณชายของจวนกลับมองไม่เห็นของใกล้มื
หลังจากวันนั้นที่นางได้ยินถ้อยคำโต้เถียงกันของนายทั้งสองภายในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็กำลังจะหันหลังกลับเพราะไม่กล้าเดินเข้าไปภายในห้องที่มีการโต้เถียงกันโดยมีชื่อของนางอยู่ในการโต้เถียงนั้นด้วย แต่แล้วเพียงนางเดินออกจากเรือนมาได้เพียงเล็กน้อย คุณชายน้อยของจวนก็เดินตามหลังนางมาทัน“น่าชื่นชมนะ สิ่งที่เจ้าเพียรทำมาหลายปีสำเร็จจนได้ ในที่สุดเจ้าก็ได้ไต่เต้าจากสาวใช้ต่ำต้อยภายในจวนนี้ จนได้มาแต่งงานเป็นฮูหยินของข้าจนได้ เจ้าคิดหรือว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแอบมีใจให้ข้า เวลาเจ้าแอบจ้องมองข้าด้วยสายตาหยาดเยิ้มนั้น ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงใด แม้ท่านย่าจะหลงคิดว่าเจ้านั้นเป็นสตรีที่แสนดีและใสซื่อไม่ทันคน แต่ข้ารู้ว่าเจ้ามันแพศยาและซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ แต่เจ้าคิดว่าหากได้แต่งงานกับข้าแล้ว ข้าจะหันมาสนใจสตรีเช่นเจ้าหรือ ขอบอกเลยว่าไม่มีทาง ชาตินี้ข้าไม่มีทางรักใคร่สตรีต่ำต้อยเช่นเจ้าได้ลงหรอก”คุณชายน้อยของจวนหยุดพ่นวาจาร้ายกาจใส่คนต้นเรื่องที่ทำให้เขาต้องจำแต่งงานกับสาวใช้ต่ำต้อยเช่นนาง จนสาแก่ใจแล้ว จึงได้เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ร่างบางยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ด้านหลัง เขาคิดว่าหรือว่านางอยากจ







