LOGIN“ข้ามีคนรักอยู่แล้ว และคนรักของข้าก็งดงามไม่ได้เป็นรองสตรีใด และข้าก็พอใจที่ได้นางเป็นคนรัก แม้ท่านย่าจะไม่ยินยอมแต่ข้ารักนาง และจะไปใช้ชีวิตนอกจวนกับนาง ส่วนสตรีนางนี้จะนอนกอดหนังสือสมรสก็ให้นางนอนกอดไป เพราะข้าไม่มีทางจะร่วมชีวิตกับนางอย่างแน่นอน”
เจ้าบ่าวหมาด ๆ เอ่ยขึ้นถึงสิ่งที่เขาตั้งใจเอาไว้แล้ว เพราะเขาจะไปซื้อเรือนขนาดปานกลางอีกหลัง แล้วให้ม่านอี้ไปอยู่ หากนางยินยอมเขาจะแต่งงานกับนางอีกครั้งโดยไม่เกี่ยวกับสกุลหลี่ และเขาจะเลี้ยงดูนางที่นั่น ใช้ชีวิตผัวเมียกับนางที่นั่น โดยที่จวนสกุลหลี่นี้ก็ทิ้งสตรีที่อยากจะเป็นฮูหยินของเขาจนตัวสั่นเอาไว้ที่นี่ ให้นอนแห้งเหี่ยวคาเรือนไปเลย แต่เรื่องนี้ย่อมจะให้ท่านย่ารู้ไม่ได้อย่างแน่นอน
เขาพูดถึงแผนที่เขาวางเอาไว้ ทำเอาสหายของเขาพากันอ้าปากค้าง และอึ้งงันกับสิ่งที่สหายวางแผนเอาไว้ อย่างไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เจ้าสาวของเขางดงามปานนี้แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงปักใจรักมั่นในซ่งม่านอี้ หากคิดกันอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีอคติแล้ว เหล่าสหายของเขาต่างก็คิดว่าม่านอี้นั้นงามก็จริง แต่เจ้าสาวในวันนี้งดงามกว่าหลายเท่านัก แต่เหตุใดคุณชายของจวนกลับมองไม่เห็นของใกล้มือที่งดงามปานกระเบื้องเคลือบเช่นนี้ได้หนอ
และแน่นอนว่าเจ้าบ่าวดื่มเหล้าอย่างหนักเพราะเสียใจที่ต้องมาแต่งงานกับสตรีที่เขาไม่ได้รัก แต่เขาก็ยังพอมีสติอยู่บ้าง เมื่อถูกสหายพามาส่งจนถึงหน้าประตูเรือนของตนเอง เขาก็เปิดประตูและก้าวเข้าไปในเรือนของเขา และเมื่อถึงหน้าประตูห้องหอเขาก็ผลักประตูออกอย่างแรง จนมันกระแทกกับบานประตูจนเกิดเสียงดัง ทำให้เจ้าสาวที่บัดนี้เปลี่ยนอาภรณ์ออกแล้ว เพราะนางเองก็รู้ดีว่าเจ้าบ่าวอาจจะไม่มาเข้าหอด้วยซ้ำ นางจึงไม่รอให้เขามาช่วยถอดมงกุฏหงส์และเครื่องประดับทั้งหลายของเจ้าสาว
นางให้สาวใช้ของนางคือชุ่ยหลิงที่ท่านย่ามอบให้กับนางก่อนวันแต่งงานไม่กี่วัน เพื่อจะให้นางมีสาวใช้ประจำตัวไว้คอยรับใช้ตามฐานะของฮูหยินน้อยจวนสกุลหลี่
แม้ชุ่ยหลิงจะคัดค้านเรื่องการเปลี่ยนอาภรณ์แต่ไป๋ฮวาก็ยืนยันให้นางช่วยเปลี่ยนให้จนเสร็จสิ้นแล้วจึงได้ให้ชุ่ยหลิงไปนอนที่เรือนของนาง เพราะเจ้าสาวหมาด ๆ เองก็จะเข้านอนเช่นกัน หลังจากที่นางกินผลไม้และขนมหวานรองท้องไปหนึ่งชิ้น เพราะว่าไม่อยากจะปล่อยให้ท้องว่างจนนอนไม่หลับ เพราะนางเองก็มีเรื่องที่ไม่สบายใจอยู่มากแล้ว
แต่นางก็พลันตกใจตื่นขึ้นมาหลังจากเพิ่งจะข่มตานอนลงไปได้เพียงไม่นาน เพราะว่าประตูห้องนอนกระแทกอย่างแรง ทำให้นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นมานั่งจ้องมองเจ้าบ่าวที่บัดนี้เดินเซซังเข้ามาในห้องนอนและมุ่งตรงมาที่เตียงนอนที่นางกำลังนอนอยู่
“ลุกขึ้น แล้วไปนอนที่ตั่งโน่น เตียงนี้เป็นของข้า แล้วพรุ่งนี้เจ้าก็เก็บข้าวของ ๆ เจ้า แล้วย้ายไปอยู่ที่เรือนข้าง ๆ นี้ก็แล้วกัน เจ้าไม่ใช่ภรรยาของข้า อย่าคิดว่าแต่งงานกันแล้วข้าจะยอมรับเจ้าเป็นภรรยานะ ข้าทำเพื่อท่านย่าเท่านั้น”
ไป๋ฮวาได้ยินเสียงทุ้มที่ติดจะอ้อแอ้เล็กน้อยนั่นออกคำสั่งนางฉอด ๆ นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าหล่อคมคายของเขาที่บัดนี้แดงก่ำ เขาคงจะดื่มไปไม่น้อย ดวงตาคมกริบนั้นหรี่จวนจะปิด
“มองทำไมรีบไปสิ” เขาไม่วายตะวาดนางเสียงดังพลางปรือตาจ้องมองอย่างไม่พอใจ
ไป๋ฮวาจึงได้รีบลุกขึ้นจากเตียงนอนของเขา แล้วดึงหมอนใบหนึ่งขึ้นมากอดไว้ แล้วเดินไปที่ตั่งไม้ที่เขาชี้มือบอกนางอย่างไม่โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น นางไม่แปลกใจที่เขาทำเช่นนี้ เพราะเขาจ้องมองนางด้วยสายตาที่ไม่ปิดบังเลยสักนิดว่าเกลียดชังนางมากเพียงใด
ไป๋ฮวาวางหมอนหนุนใบนั้นลงบนตั่งไม้ริมหน้าต่าง แล้วก็หันไปมองร่างหนาที่บัดนี้ลงนอนเอนกายบนเตียงวิวาห์นั่นแล้ว นางถอนใจน้อย ๆ แล้วก็ค่อย ๆ เอนกายลงนอนบนหมอนหนุนแล้วยกมือก่ายหน้าผากจ้องมองเพดานนิ่งอยู่
เพียงไม่นานหยดน้ำใส ๆ ก็ไหลรินลงมาที่หางตาและค่อย ๆ ไหลลงไปที่ข้างแก้มนวลจนกระทั่งไหลซึมลงสู่หมอนที่นางหนุนนอน โดยไป๋ฮวาปล่อยให้ตนเองร่ำไห้เงียบ ๆ และพยายามอย่างเหลือเกินที่จะกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ เพราะเกรงว่าคนร่างสูงที่นอนอยู่บนเตียงวิวาห์นั่นจะได้ยินเข้า แล้วเขาจะพาลหมั่นไส้นางยิ่งขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่นี้อีก
ส่วนเจ้าบ่าวหมาด ๆ ที่บัดนี้นอนทอดกายอย่างตามสบายบนเตียงนอน อันเคยเป็นเตียงของตนเองที่บัดนี้ปูด้วยผ้าสีแดงสดรวมถึงปลอกหมอนหนุนและผ้าม่านที่คลุมเตียงเอาไว้ก็ล้วนเปลี่ยนเป็นสีแดง จะว่าไปทั้งห้องแห่งนี้ก็ล้วนตกแต่งด้วยสีแดงที่เป็นเครื่องหมายของค่ำคืนในวันวิวาห์ทั่วไป
ร่างสูงสง่าของท่านขุนนางกรมการคลังบัดนี้นอนทอดร่างตามสบาย ขาของเขากางออกกว้างเต็มพื้นที่ของเตียงอย่างเต็มที่ เรื่องอันใดที่จะให้สตรีที่เขาไม่ชอบขี้หน้า ขึ้นมานอนสบายอยู่บนเตียงของเขา ช่างกล้านักนะ ที่ขึ้นมานอนรอเขาอยู่บนเตียง คิดหรือว่าเขาจะพิศวาสนางได้ลง ขุนนางหนุ่มหันหน้าไปมองร่างแน่งน้อยที่บัดนี้นอนหันหลังให้กับเขาอย่างไม่ชอบใจ
ส่วนร่างบอบบางที่บัดนี้ไหล่ของนางไหวเป็นระยะ เพราะแรงสะอื้นไห้ที่เจ้าตัวพยายามอย่างเหลือเกินที่จะกลั้นเสียงสะอื้นไห้เอาไว้ ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงสุภาษิตจีนบทหนึ่งอยู่
“หากมีวาสนาแม้ห่างไกลกันพันลี้ก็ยังได้พบหน้า หากแม้ไร้วาสนาแม้นอยู่ตรงหน้าก็มิอาจจะพานพบ”
สุภาษิตจีนบทนี้คงจะบ่งบอกถึงเรื่องราวระหว่างนางกับคุณชายหลี่เหวินหยางได้ดีที่สุด คนที่ไม่มีวาสนาต่อกัน แม้อยู่ร่วมห้องก็ประหนึ่งว่าห่างกันนับพันลี้ ความเฉยชาและห่างเหินที่เขามีต่อนางนั้นบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขารังเกียจนางมากเพียงใด
ส่วนคนบนเตียงนั้นก่อนจะหลับตาลง ใจของเขาก็ประหวัดไปถึงสตรีนางหนึ่งที่เมื่อคืนเขาแอบลอบออกไปพบนางและนางนั้นเมื่อรู้ว่าเขากำลังจะแต่งงานกับเด็กในอุปการะของท่านย่า นางก็ร่ำไห้จนตัวโยนแล้วโผเข้าซบอกแกร่งของเขา ปกติแล้วเขาไม่เคยเห็นน้ำตาของม่านอี้มาก่อน ครั้งนี้นางคงจะทั้งตกใจและเสียใจเป็นอย่างมาก นางร้องไห้และโอบกอดเขาเอาไว้แน่น
“พี่เหวินหยาง เหตุใดท่านย่าใจร้ายนัก ให้ท่านพี่แต่งงานกับสตรีอื่น ทั้ง ๆ ที่ท่านกับข้ารักกัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ฮือ ๆๆๆ "
เหวินหยางเองก็โอบกอดนางเอาไว้แนบอก พร่ำปลอบโยนนางว่าเขารักเพียงนาง แต่ที่จำต้องแต่งงานกับเด็กที่ท่านย่าอุปการะมาตั้งแต่เล็กก็เพราะเป็นความต้องการของท่านย่า แต่เขาละไว้เสียว่าเพราะท่านย่ารังเกียจสกุลซ่ง ไม่ต้องการให้นางมาเป็นหลานสะใภ้ เพราะเขาเกรงว่าหากบอกไปเช่นนี้ม่านอี้ยิ่งจะเสียใจมากยิ่งไปกว่านี้
และเขากับนางก็พร่ำพรอดกันตลอดทั้งคืน เหวินหยางล่วงเกินม่านอี้แค่เพียงกอดจูบกันเฉกเช่นคนรักกัน แต่ไม่ได้ถึงกับเกินเลยจนนางตกเป็นของเขา เพราะเขาตั้งใจว่าจะให้นางเข้าพิธีแต่งงานเล็ก ๆ กับเขาก่อน แล้วจึงรับเลี้ยงดูนางที่เรือนที่เขาคิดจะซื้อใหม่ในภายหลัง
“ข้ามีคนรักอยู่แล้ว และคนรักของข้าก็งดงามไม่ได้เป็นรองสตรีใด และข้าก็พอใจที่ได้นางเป็นคนรัก แม้ท่านย่าจะไม่ยินยอมแต่ข้ารักนาง และจะไปใช้ชีวิตนอกจวนกับนาง ส่วนสตรีนางนี้จะนอนกอดหนังสือสมรสก็ให้นางนอนกอดไป เพราะข้าไม่มีทางจะร่วมชีวิตกับนางอย่างแน่นอน”เจ้าบ่าวหมาด ๆ เอ่ยขึ้นถึงสิ่งที่เขาตั้งใจเอาไว้แล้ว เพราะเขาจะไปซื้อเรือนขนาดปานกลางอีกหลัง แล้วให้ม่านอี้ไปอยู่ หากนางยินยอมเขาจะแต่งงานกับนางอีกครั้งโดยไม่เกี่ยวกับสกุลหลี่ และเขาจะเลี้ยงดูนางที่นั่น ใช้ชีวิตผัวเมียกับนางที่นั่น โดยที่จวนสกุลหลี่นี้ก็ทิ้งสตรีที่อยากจะเป็นฮูหยินของเขาจนตัวสั่นเอาไว้ที่นี่ ให้นอนแห้งเหี่ยวคาเรือนไปเลย แต่เรื่องนี้ย่อมจะให้ท่านย่ารู้ไม่ได้อย่างแน่นอนเขาพูดถึงแผนที่เขาวางเอาไว้ ทำเอาสหายของเขาพากันอ้าปากค้าง และอึ้งงันกับสิ่งที่สหายวางแผนเอาไว้ อย่างไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เจ้าสาวของเขางดงามปานนี้แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงปักใจรักมั่นในซ่งม่านอี้ หากคิดกันอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีอคติแล้ว เหล่าสหายของเขาต่างก็คิดว่าม่านอี้นั้นงามก็จริง แต่เจ้าสาวในวันนี้งดงามกว่าหลายเท่านัก แต่เหตุใดคุณชายของจวนกลับมองไม่เห็นของใกล้มื
หลังจากวันนั้นที่นางได้ยินถ้อยคำโต้เถียงกันของนายทั้งสองภายในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็กำลังจะหันหลังกลับเพราะไม่กล้าเดินเข้าไปภายในห้องที่มีการโต้เถียงกันโดยมีชื่อของนางอยู่ในการโต้เถียงนั้นด้วย แต่แล้วเพียงนางเดินออกจากเรือนมาได้เพียงเล็กน้อย คุณชายน้อยของจวนก็เดินตามหลังนางมาทัน“น่าชื่นชมนะ สิ่งที่เจ้าเพียรทำมาหลายปีสำเร็จจนได้ ในที่สุดเจ้าก็ได้ไต่เต้าจากสาวใช้ต่ำต้อยภายในจวนนี้ จนได้มาแต่งงานเป็นฮูหยินของข้าจนได้ เจ้าคิดหรือว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแอบมีใจให้ข้า เวลาเจ้าแอบจ้องมองข้าด้วยสายตาหยาดเยิ้มนั้น ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงใด แม้ท่านย่าจะหลงคิดว่าเจ้านั้นเป็นสตรีที่แสนดีและใสซื่อไม่ทันคน แต่ข้ารู้ว่าเจ้ามันแพศยาและซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ แต่เจ้าคิดว่าหากได้แต่งงานกับข้าแล้ว ข้าจะหันมาสนใจสตรีเช่นเจ้าหรือ ขอบอกเลยว่าไม่มีทาง ชาตินี้ข้าไม่มีทางรักใคร่สตรีต่ำต้อยเช่นเจ้าได้ลงหรอก”คุณชายน้อยของจวนหยุดพ่นวาจาร้ายกาจใส่คนต้นเรื่องที่ทำให้เขาต้องจำแต่งงานกับสาวใช้ต่ำต้อยเช่นนาง จนสาแก่ใจแล้ว จึงได้เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ร่างบางยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ด้านหลัง เขาคิดว่าหรือว่านางอยากจ
" สิ่งที่เจ้าพูดมามันก็จริงอยู่ แต่ว่าซ่งม่านอี้ เป็นบุตรสาวของสกุลซ่ง เจ้าเองก็รู้ว่าชื่อเสียงของสกุลนั้นเป็นเช่นไร มีสกุลดี ๆ ที่ไหนบ้างต้องการคบหา แม้บัดนี้ยังไม่มีเรื่องให้ต้องเดือนร้อน แต่ภายหน้านั้นไม่แน่ หรือเจ้าต้องการตามใจตนเองจนลากสกุลหลี่เข้าไปพัวพันกับเรื่องต่ำช้าที่เจ้าซ่งเหลียงนั่นทำเล่า หากต่อไปสกุลซ่งได้รับโทษทัณฑ์ เจ้าคิดดูว่าสกุลหลี่ของเราจะไม่ต้องติดร่างแหไปด้วยหรือ อย่างเลวที่สุดเราอาจจะต้องพลอยเสียชื่อเสียงเพราะสิ่งเลวร้ายที่เจ้าซ่งเหลียงนั่นทำชื่อเสียงและคุณธรรมของบรรพชนที่สร้างสมกันมาหลายชั่วอายุคน ถึงเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ความมีคุณธรรมของสกุลหลี่มิพังทลายลงในรุ่นของเจ้าหรอกหรือ เจ้าลองตรึกตรองดูให้ดี "เหวินหยางนิ่งงัน เพราะอับจนคำพูดที่จะโต้เถียงท่านย่า“หากท่านย่าต้องการให้ข้าแต่งงานกับไป๋ฮวา ข้าก็คงจะยอมแต่งกับนางเพียงในนามเท่านั้น เพราะข้าไม่ได้รัก ไม่ได้ต้องการนาง หากไม่เพราะท่านย่าชีวิตนี้ข้าไม่มีทางชายตาแลนางอย่างเด็ดขาด”เหวินหยางยอมแต่งแต่เขาจะไม่ยอมใช้ชีวิตคู่ร่วมกับสตรีแพศยาที่คิดยกฐานะตนเองอย่างแนบเนียนเช่นนางหรอก“ก็ได้ หากเจ้ายอมแต่งงานกับไป๋
ในเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าหลิง ตระกูลหลี่เป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์และคุณธรรม หลี่เหวินหยาง หลานชายคนเดียวของท่านย่าหลี่ซื่อเหนียง ทายาทรุ่นปัจจุบัน เป็นชายหนุ่มรูปงาม ฉลาดหลักแหลม แต่กลับมีใจให้กับหญิงสาวจากตระกูลซ่ง ซึ่งเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงในทางลบเรื่องคดโกงและเล่ห์เหลี่ยมเขากับนางนั้นได้พบกันที่งานเลี้ยงงานหนึ่งและก็แอบติดต่อคบหากันเรื่อยมาจนตกลงคบหาเป็นคนรัก ฝ่ายหญิงนามว่าซ่งม่านอี้นั้นพยายามอย่างมาก ที่จะเปิดเผยให้ผู้อื่นได้รับรู้อยู่ตลอดว่านางกำลังคบหากับคุณชายหลี่เหวินหยาง ขุนนางหนุ่มอนาคตไกลแห่งกรมการคลัง แม้ฝ่ายชายจะไม่ค่อยอยากจะเปิดเผยนักเพราะเกรงว่าท่านย่าของตนเองจะรู้เข้าเขาอยากจะให้คนรักได้มีโอกาสไปพบปะท่านย่าและก็เอาอกเอาใจท่าน ไปมาหาสู่ให้ท่านย่าได้เอ็นดูนางก่อน ด้วยเขาทราบว่าท่านย่านั้นไม่ค่อยชอบสกุลซ่งนัก และแน่นอนว่าย่อมจะรวมถึงม่านอี้บุตรีคนรองของสกุลซ่งด้วยเช่นกัน อีกทั้งนางนั้นเป็นเพียงบุตรีของฮูหยินรอง นั่นยิ่งไม่เหมาะสมกับตำแหน่งของฮูหยินน้อยหลี่อยู่แล้วแต่เขารักนาง เพราะนางนั้นงดงามและเย้ายวนอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะไปงานเลี้ยงที







