Masuk“ท่านพี่เทียนซานเจ้าคะ ท่านพี่ ท่านพี่รอง ยังอยู่หรือไม่!!”
น้องสาวของเขาต้องตะโกนเข้ามาในหูของเขาจนเขาได้สติ น้องสาวของเขาที่ก้าวลงจากรถม้าตามหลังมาเรียกเขาอยู่หลายครั้งแล้ว แต่เขากลับไม่ได้ยิน
“เจ้าจะตะโกนเข้ามาในหูของข้าทำไมกันเล่า เรียกเบา ๆ ข้าก็ได้ยิน”
เขาหันไปเอ็ดน้องสาวของเขา แล้วหันมาเหลือบมองสาวเจ้าด้วยใบหน้าเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด
“ได้ยินที่ไหนกันเล่า ข้าเรียกท่านตั้งนาน ท่านก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวอยู่ได้ เป็นอย่างไรเล่าตะลึงมองสหายของข้า ตาเยิ้มเสียขนาดนี้ ยอมรับมาเสียดี ๆ ว่าตกหลุมรักนางเข้าให้แล้ว”
น้องสาวของเขาหยอกเย้าแล้วหัวเราะเสียงดังที่เห็นพี่ชายตะลึงมองสหายของนาง รองแม่ทัพจ้าวเทียนซานยิ้มให้ทั้งสองอย่างเก้อเขิน เขาเสยกมือขึ้นเกาศีรษะแล้วก็หัวเราะน้อย ๆ แล้วจึงได้ชักชวนทั้งสองขึ้นรถม้าเพื่อไปงานกันได้แล้ว
ไป๋ฮวาก้าวขึ้นรถม้า ตามหลังคุณหนูจ้าวโดยมีรองแม่ทัพหนุ่มช่วยพยุงนางขึ้นรถม้าอย่างทะนุถนอม นางยิ้มเอียงอายให้เขาและเอ่ยขอบคุณเบา ๆ ส่วนรองแม่ทัพหนุ่มนั้นยิ้มหน้าบานที่ได้ขึ้นรถม้ากับสาวที่เขาพึงใจ
เมื่อขึ้นไปในรถม้า ต่างก็สนทนากันอย่างถูกคอ รองแม่ทัพจ้าวจ้องมองไป๋ฮวาไม่วางตา พูดคุยกับนางด้วยดวงตาหวานฉ่ำอย่างไม่ปิดบังว่าเขาหลงรักนางมากเพียงใด
ขณะนั้นรถม้าของเสนาบดีหนุ่มก็แล่นมาจอดพอดี เขาเห็นเหตุการณ์ที่บุรุษหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา รูปร่างสูงสง่าท่าทางดี และแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรา มารับไป๋ฮวาแถมยังช่วยพยุงนางขึ้นรถม้า ก่อนนั้นเขาก็ยังทันเห็นพวกเขาสนทนากันเล็กน้อยที่ข้างรถม้าอย่างสนิทสนมหัวเราะหัวใคร่กันน่าเกลียดยิ่งนัก
เขาจ้องมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยอย่างไม่มีสาเหตุ เขาไม่รู้ว่าเหตุเขาจึงหงุดหงิดเมื่อเห็นนางยืนพูดคุยกับบุรุษหนุ่มผู้นั้น แต่เขารู้แค่เพียงว่าไม่ชอบให้แม่สาวใช้ตัวดีนั่นยืนคุยกับบุรุษอย่างสนิทสนมชิดเชื้อจนเกินงามขนาดนั้น
เพราะแม้ผู้อื่นนอกจวนจะไม่รู้ว่าเขาแต่งงานกับนางแล้ว แต่ทุกคนในจวนรวมถึงบ่าวไพร่ทุกคนต่างก็ทราบว่าเขากับนางคือสามีภรรยากันแล้ว วันนี้เขาเห็นนางแต่งกายเสียหรูหรางดงาม หากเขาไม่ทราบมาก่อนว่านางเป็นแค่เพียงสาวใช้ในจวนของเขา เขาก็คงจะคิดไปได้ว่านางคือคุณหนูในจวนสกุลใดสกุลหนึ่งอย่างแน่นอน
แล้วนางยังทำตัวราวกับสตรีในชนชั้นสูงอีกด้วย มีรถม้าหรูหราประทับตราจวนสกุลจ้าวที่เป็นสกุลแม่ทัพใหญ่ แถมยังมีบุรุษกับสตรีสองคนมารับนาง เขาจำได้ว่าบุรุษผู้นั้นก็ดูจะคุ้นตาอยู่ เหมือนจะเป็นบุตรชายของสกุลจ้าวนั่นแหละ ส่วนสตรีน้อยนางนั้นก็คงจะเป็นบุตรสาวคนเล็กของสกุลจ้าว ที่ได้ยินนางขอกับท่านย่าเมื่อตอนช่วงเช้าว่าจะไปงานเลี้ยงที่จวนของสหาย ก็คงจะเป็นที่สกุลจ้าวนั่นเอง
ขุนนางหนุ่มยืนจ้องมองรถม้าคันนั้นที่แล่นจากไปจนลับตา อยู่ ๆ เขาก็คิดว่าเขาน่าจะไปร่วมงานเลี้ยงนี้บ้าง ตอนแรกเขาก็ไม่คิดจะสนใจไปร่วมงาน แต่เมื่อเห็นว่าสตรีนางนั้นไป เขาเองก็คิดว่าเขาควรจะไปบ้าง เพราะก็ได้รับเทียบเชิญเช่นกัน
งานเลี้ยงนี้เป็นงานเลี้ยงฉลองรับตำแหน่งใหม่ของบุตรชายคนโตของท่านแม่ทัพจ้าว ในทีแรกเขาก็คิดว่าจะไม่ไป เพราะไปร่วมงานเลี้ยงฉลองการรับตำแหน่งของเหล่าแม่ทัพนายกองและขุนนางหลายคนที่ได้รับการเลื่อนขั้นไปแล้วเมื่อหลายวันก่อน ที่บุตรชายคนโตของสกุลจ้าวก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
แต่คราวนี้สกุลจ้าวจัดงานเลี้ยงกันเป็นการภายใน เชิญหมู่สหายของเหล่าทหารในบังคับบัญชารวมถึงเหล่าขุนนางที่พอจะสนิทสนมกัน และเขาเองก็พอจะคุ้นเคยกับท่านแม่ทัพจ้าวอยู่บ้าง เพราะได้พบปะกันหลายครั้งเรื่องเกี่ยวกับค่าเบี้ยหวัดและค่าสเบียงของกองทัพที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของกรมการคลัง จึงพอจะคุ้นเคยกัน และเขาเองก็ได้รับเทียบเชิญงานนี้เช่นกัน
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาจึงได้เขียนจดหมายน้อยแล้วให้บ่าวรีบนำไปส่งให้คุณหนูรองซ่งม่านอี้คนรักของเขา เพื่อนัดพบกันที่จวนสกุลจ้าวในอีกครึ่งชั่วยาม เขาจะพานางไปออกงานนี้ด้วย เมื่อให้บ่าวถือจดหมายไปแล้ว เขาก็รีบไปอาบน้ำแต่งกายเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงนี้
เมื่อไปถึงที่หน้าประตูใหญ่จวนสกุลจ้าวแล้ว เขาก็ต้องไปยืนรอม่านอี้คนรักของเขา อีกกว่าครึ่งชั่วยามเพราะนางเองไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนย่อมจะมาสายกว่าบุรุษอย่างเขา แม้จะหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เขาก็สลัดมันทิ้งไปเสีย พร้อมกับยิ้มรับนาง แล้วควงคู่คุณหนูซ่งม่านอี้เดินเข้าไปในงานเลี้ยงทันที
เมื่อได้ไปพบปะทักทายเจ้าภาพพร้อมกับมอบของขวัญเพื่อแสดงความยินดีที่ในคราแรกเขาจะให้คนนำมามอบให้ แต่เขาเปลี่ยนใจกระทันหันถือมันมามอบให้กับเจ้าภาพของงานด้วยตนเอง เมื่อทักทายปราศัยกันได้เพียงครู่ ก็มีแขกเหรื่อผู้ใหญ่อื่น ๆ เดินเข้ามาทักทายเจ้าภาพกันหลายคน ทำให้คุณชายหลี่เหวินหยางถือโอกาสขอตัวออกมาจากวงสนทนาของเหล่าเจ้าภาพ
เขาควงคู่กับซ่งม่านอี้เดินไปทักทายคนรู้จักอีกสามสี่คนแล้ว จึงได้นั่งลงกินอาหารและร่ำสุราตามที่นั่งที่ทางเจ้าภาพจัดเตรียมเอาไว้ให้ เขาพาม่านอี้นั่งลงและก็หันมองไปรอบ ๆ งานเลี้ยง แต่แล้วสายตาคมกริบของเขาก็พบเข้ากับร่างบางที่เขากำลังมองหา นางกำลังอยู่ในวงล้อมของเหล่าบุรุษมากหน้าหลายตา และเหมือนกำลังสนทนากันอย่างสนุกสนานอีกด้วย
เพราะเขาเห็นกลุ่มคนเหล่านั้นเหมือนกำลังหัวเราะกัน ในวงสนทนานั้นมีเพียงนางกับสหายของนางที่เป็นสตรีเพียงสองนางเท่านั้น นอกนั้นเป็นบุรุษทั้งหมด นางทำบ้าอะไรกัน กำลังหว่านเสน่ห์บุรุษเช่นนั้นหรือ ทำให้ดวงตาคมของสามีในความลับเช่นเขาจ้องมองนางอย่างไม่พอใจสักนิด จริงอยู่ไม่มีคนภายนอกรับรู้ว่าเขากับนางเข้าพิธีแต่งงานกันแล้ว แต่นางเป็นสตรีไม่ควรหรือที่จะรู้ตัวว่าตนเองแต่งงานแล้ว จะมาเที่ยวหว่านเสน่ห์ชายไปทั่วเช่นนี้มันถูกต้องหรือไม่
แม้เขาจะบอกตัวเองว่าเขาไม่ใช่สามีของนางจริง ๆ แต่มันก็ยังคงรู้สึกไม่ดีนัก ตะกอนขุ่นมัวเริ่มก่อตัวขึ้นภายในใจ มันเหมือนตนเองเป็นคนโง่เง่าที่ถูกสวมเขาเช่นไรก็ไม่รู้ได้ เขาจึงไม่ค่อยจะมีอารมณ์ร่ำสุราและลิ้มลองอาหารที่จัดแต่งอย่างสวยงาม ที่มีสาวใช้ทะยอยนำอาหารในจวนเล็กจานน้อยเหล่านั้นมาวางลงตรงหน้าเขากับม่านอี้
“พี่เหวินหยางเจ้าคะ ลองชิมอาหารจานนี้ดูสิเจ้าคะ น้องว่าอร่อยมากเลย พ่อครัวที่งานนี้ฝีมือดีไม่น้อยนะเจ้าคะ”
ม่านอี้ชี้ชวนชายข้างกาย ให้ลองชิมอาหารที่นางเองก็เพิ่งได้ชิมไป พบว่ามันอร่อยมาก
หลี่เหวินหยางหันมาพยักหน้ารับ แล้วก็ลงมือคีบอาหารนั้นชิมไปคำหนึ่งเพื่อเอาใจคนรัก แล้วเขาก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวหมด
แล้วก็พลันวางจอกลงดังกึก ทำเอาสตรีข้างกายตกใจ นางหันขวับมาจ้องมองเขา แล้วก็มองตามสายตาของเขาไปก็พบกับร่างอันงดงามที่วันนี้แต่งกายเสียหรูหรา และกำลังอยู่ในวงสนทนากับบุรุษมากหน้าหลายตา
“ท่านพี่เจ้าคะ นั่นมันไป๋ฮวามิใช่หรือเจ้าคะ นางมาร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วยหรือ แล้วยังสนทนากับบุรุษมากหน้าอีกด้วย น้องไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเจ้าคะ ว่านางนั้นจะชอบมางานเลี้ยงเช่นนี้ด้วย”
ม่านอี้หันไปจ้องมองและกล่าวขึ้น แม้คำพูดของนางจะดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ดวงตาของนางนั้นแทบจะลุกเป็นไฟด้วยความริษยา และที่เอ่ยขึ้นว่าสตรีนางนั้นไม่น่าจะชอบมางานเลี้ยงเช่นนี้ นางต่อประโยคภายในใจด้วยว่า ก็มีฐานะเพียงแค่สาวใช้จะมีหน้าเสนอหน้าไปตามงานเลี้ยงของเหล่าชนชั้นสูงได้เช่นไร เพียงแต่นางไม่พูดมันออกมาเท่านั้น
สตรีนางนั้นวันนี้แต่งกายเสียงดงาม ลอกคราบจากลูกเป็ดขี้เหร่กลายเป็นนางหงส์ผู้งดงามและหรูหรา จนแม้แต่สตรีเช่นนางยังอดที่จะมองอย่างตะลึงไม่ได้ แล้วบุรุษเล่าจะไม่หวั่นไหวบ้างเลยหรือ มิน่าถึงได้มีชายมากหน้าเข้าไปรุมล้อมสนทนากับนาง ดังเช่นดาวล้อมเดือนก็มิปาน แล้วนี่พี่เหวินหยางเป็นอะไร จู่ ๆ ก็วางจอกสุราเสีียงดัง หรือว่าเขาจะเกิดไม่พอใจขึ้นมาไหนเขาบอกว่ารังเกียจไป๋ฮวายิ่งกว่าอะไร ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับนางเลยสักนิด แต่ต้องจำใจทำก็เพราะท่านย่าบังคับไม่ใช่หรือแล้วนี่อะไรกัน พอมาถึงยังไม่ทันได้กินอะไรกี่มากน้อย ก็เอาแต่จับจ้องมองไปที่สตรีนางนั้นอยู่ได้ เหมือนสนใจนางเสียมากมาย เมื่ออดรนทนต่อไปไม่ไหว ม่านอี้จึงได้เอ่ยขึ้น“ ท่านพี่หึงนางหรือเจ้าคะ อย่างไร นางก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของท่าน แม้จะเป็นเพียงในนาม แต่เอ….บุรุษมากมายที่กำลังรุมล้อมนางคงไม่ทราบกระมังเจ้าคะ ว่านางนั้นแต่งงานเสียแล้ว หรือท่านพี่จะไปป่าวประกาศความเป็นสามีให้ผู้อื่นได้รับทราบกันให้ทั่วเล่าเจ้าค่ะ จะได้ไม่มีบุรุษใดกล้ามารุมล้อมนางเช่นนี้อีก " ม่านอี้กล่าวประชดประชันคนรักที่นางเริ่มจะเห็นว่าเขานั้นเอ
“ท่านพี่เทียนซานเจ้าคะ ท่านพี่ ท่านพี่รอง ยังอยู่หรือไม่!!”น้องสาวของเขาต้องตะโกนเข้ามาในหูของเขาจนเขาได้สติ น้องสาวของเขาที่ก้าวลงจากรถม้าตามหลังมาเรียกเขาอยู่หลายครั้งแล้ว แต่เขากลับไม่ได้ยิน“เจ้าจะตะโกนเข้ามาในหูของข้าทำไมกันเล่า เรียกเบา ๆ ข้าก็ได้ยิน”เขาหันไปเอ็ดน้องสาวของเขา แล้วหันมาเหลือบมองสาวเจ้าด้วยใบหน้าเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด“ได้ยินที่ไหนกันเล่า ข้าเรียกท่านตั้งนาน ท่านก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวอยู่ได้ เป็นอย่างไรเล่าตะลึงมองสหายของข้า ตาเยิ้มเสียขนาดนี้ ยอมรับมาเสียดี ๆ ว่าตกหลุมรักนางเข้าให้แล้ว”น้องสาวของเขาหยอกเย้าแล้วหัวเราะเสียงดังที่เห็นพี่ชายตะลึงมองสหายของนาง รองแม่ทัพจ้าวเทียนซานยิ้มให้ทั้งสองอย่างเก้อเขิน เขาเสยกมือขึ้นเกาศีรษะแล้วก็หัวเราะน้อย ๆ แล้วจึงได้ชักชวนทั้งสองขึ้นรถม้าเพื่อไปงานกันได้แล้วไป๋ฮวาก้าวขึ้นรถม้า ตามหลังคุณหนูจ้าวโดยมีรองแม่ทัพหนุ่มช่วยพยุงนางขึ้นรถม้าอย่างทะนุถนอม นางยิ้มเอียงอายให้เขาและเอ่ยขอบคุณเบา ๆ ส่วนรองแม่ทัพหนุ่มนั้นยิ้มหน้าบานที่ได้ขึ้นรถม้ากับสาวที่เขาพึงใจเมื่อขึ้นไปในรถม้า ต่างก็สนทนากันอย่างถูกคอ รองแม่ทัพจ้าวจ้องมอง
ยามซื่อในสองวันต่อมา (เก้าโมง) หลี่เหวินหยางขุนนางหนุ่ม เขาออกมายืนอยู่ที่หน้าเรือนใหญ่เพื่อรอให้บ่าวจัดการรถม้าให้แล้วเสร็จ เพราะเขากำลังจะออกไปราชการที่กรมการคลังเพราะวันนี้มีประชุมขุนนางที่นั่น แต่ก็เห็นร่างของไป๋ฮวาที่กำลังเดินออกมาจากเรือนของนางเสียก่อน เขาเฝ้ามองนางว่าจะเดินไปที่ใด ก็เห็นนางเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่าของเขาจึงได้เดินตามเข้าไปในเรือนของท่านย่าบ้าง เพื่อจะดูว่านางจะไปหาท่านย่าของเขาด้วยเรื่องอันใด เมื่อเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่า ก็เห็นว่าเจ้าของเรือนกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ห้องโถงกลางในเรือนนั้น โดยมีสตรีนางนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้าง ๆเมื่อเขาเดินไปถึงแล้วทำความเคารพท่านย่าแล้ว ก็เอ่ยถามสตรีนางนั้นโดยที่ไม่ได้มองหน้าว่า“เจ้ามารบกวนท่านย่าของข้าเรื่องอันใดอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าจะมาออดอ้อนขอเครื่องประดับหรือเงินทองจากท่านย่าของข้าอีกแล้ว ที่เจ้าได้ไปจากท่านย่ามันก็มากมายแล้วสำหรับกาฝากอย่างเจ้า "ขุนนางหนุ่มเปิดฉากทันที เพราะเขาคิดว่าสตรีนางนั้นคงไม่วายมาออดอ้อนขอข้าวของจากท่านย่าของเขาอีกฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปรามหลานชายขึ้นทันที” น้องไม่ได้มาขอเงินหรือเครื่องประดับจาก
รุ่งเช้าวันต่อมา ไป๋ฮวาตื่นขึ้นตั้งแต่ได้ยินเสียงไก่ขัน เพราะนางเองก็นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาแทบจะทั้งคืน นางค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วก็จัดหมอนหนุนที่นางหนุนนอนแล้วพับผ้าผืนบาง ๆ ที่นางใช้ห่มคลุมกายมาทั้งคืนเอาไว้ให้เรียบร้อย แล้วก็ค่อย ๆ ย่องไปที่หลังฉากกั้น พลางหันไปมองร่างสูงสง่าที่บัดนี้นอนหลับไหลยังไม่ได้สติ คงเพราะเมื่อคืนเขาเมามากด้วย นางได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอของเขา แต่แล้วก็พลันนึกได้ว่าไม่ควรหยุดจ้องมองเขาเช่นนี้ หากเขาตื่นมาพบเข้าจะต้องพูดจาร้ายกาจใส่นางเป็นแน่ไป๋ฮวารีบเข้าไปรวบรวมอาภรณ์ของนางที่อยู่ภายในตู้และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ท่านย่าสั่งให้คนมาจัดเอาไว้ เพื่อจะได้ให้สาวใช้มาช่วยยกออกไปจากเรือนของเจ้าบ่าวที่ไม่ต้องการเจ้าสาวเช่นนางให้อยู่ร่วมเรือนกับเขานางค่อย ๆ ทำอย่างเงียบที่สุด แล้วก็หอบอาภรณ์และข้าวของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ก่อนในเช้าวันนี้ออกไปจากห้องนอนอย่างเงียบที่สุด แล้วก็เดินไปที่เรือนหลังข้าง ๆ ที่คุณชายน้อยออกคำสั่งให้นางไปพักที่เรือนนั้น ที่จริงแล้วไป๋ฮวาเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ร่วมเรือนกับเขา เพราะรู้ว่าเขาไม่ชอบนาง มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะอยู่ร่วมกันหลังมื
“ข้ามีคนรักอยู่แล้ว และคนรักของข้าก็งดงามไม่ได้เป็นรองสตรีใด และข้าก็พอใจที่ได้นางเป็นคนรัก แม้ท่านย่าจะไม่ยินยอมแต่ข้ารักนาง และจะไปใช้ชีวิตนอกจวนกับนาง ส่วนสตรีนางนี้จะนอนกอดหนังสือสมรสก็ให้นางนอนกอดไป เพราะข้าไม่มีทางจะร่วมชีวิตกับนางอย่างแน่นอน”เจ้าบ่าวหมาด ๆ เอ่ยขึ้นถึงสิ่งที่เขาตั้งใจเอาไว้แล้ว เพราะเขาจะไปซื้อเรือนขนาดปานกลางอีกหลัง แล้วให้ม่านอี้ไปอยู่ หากนางยินยอมเขาจะแต่งงานกับนางอีกครั้งโดยไม่เกี่ยวกับสกุลหลี่ และเขาจะเลี้ยงดูนางที่นั่น ใช้ชีวิตผัวเมียกับนางที่นั่น โดยที่จวนสกุลหลี่นี้ก็ทิ้งสตรีที่อยากจะเป็นฮูหยินของเขาจนตัวสั่นเอาไว้ที่นี่ ให้นอนแห้งเหี่ยวคาเรือนไปเลย แต่เรื่องนี้ย่อมจะให้ท่านย่ารู้ไม่ได้อย่างแน่นอนเขาพูดถึงแผนที่เขาวางเอาไว้ ทำเอาสหายของเขาพากันอ้าปากค้าง และอึ้งงันกับสิ่งที่สหายวางแผนเอาไว้ อย่างไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เจ้าสาวของเขางดงามปานนี้แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงปักใจรักมั่นในซ่งม่านอี้ หากคิดกันอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีอคติแล้ว เหล่าสหายของเขาต่างก็คิดว่าม่านอี้นั้นงามก็จริง แต่เจ้าสาวในวันนี้งดงามกว่าหลายเท่านัก แต่เหตุใดคุณชายของจวนกลับมองไม่เห็นของใกล้มื
หลังจากวันนั้นที่นางได้ยินถ้อยคำโต้เถียงกันของนายทั้งสองภายในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็กำลังจะหันหลังกลับเพราะไม่กล้าเดินเข้าไปภายในห้องที่มีการโต้เถียงกันโดยมีชื่อของนางอยู่ในการโต้เถียงนั้นด้วย แต่แล้วเพียงนางเดินออกจากเรือนมาได้เพียงเล็กน้อย คุณชายน้อยของจวนก็เดินตามหลังนางมาทัน“น่าชื่นชมนะ สิ่งที่เจ้าเพียรทำมาหลายปีสำเร็จจนได้ ในที่สุดเจ้าก็ได้ไต่เต้าจากสาวใช้ต่ำต้อยภายในจวนนี้ จนได้มาแต่งงานเป็นฮูหยินของข้าจนได้ เจ้าคิดหรือว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแอบมีใจให้ข้า เวลาเจ้าแอบจ้องมองข้าด้วยสายตาหยาดเยิ้มนั้น ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงใด แม้ท่านย่าจะหลงคิดว่าเจ้านั้นเป็นสตรีที่แสนดีและใสซื่อไม่ทันคน แต่ข้ารู้ว่าเจ้ามันแพศยาและซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ แต่เจ้าคิดว่าหากได้แต่งงานกับข้าแล้ว ข้าจะหันมาสนใจสตรีเช่นเจ้าหรือ ขอบอกเลยว่าไม่มีทาง ชาตินี้ข้าไม่มีทางรักใคร่สตรีต่ำต้อยเช่นเจ้าได้ลงหรอก”คุณชายน้อยของจวนหยุดพ่นวาจาร้ายกาจใส่คนต้นเรื่องที่ทำให้เขาต้องจำแต่งงานกับสาวใช้ต่ำต้อยเช่นนาง จนสาแก่ใจแล้ว จึงได้เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ร่างบางยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ด้านหลัง เขาคิดว่าหรือว่านางอยากจ







