Masukยามซื่อในสองวันต่อมา (เก้าโมง) หลี่เหวินหยางขุนนางหนุ่ม เขาออกมายืนอยู่ที่หน้าเรือนใหญ่เพื่อรอให้บ่าวจัดการรถม้าให้แล้วเสร็จ เพราะเขากำลังจะออกไปราชการที่กรมการคลังเพราะวันนี้มีประชุมขุนนางที่นั่น แต่ก็เห็นร่างของไป๋ฮวาที่กำลังเดินออกมาจากเรือนของนางเสียก่อน เขาเฝ้ามองนางว่าจะเดินไปที่ใด ก็เห็นนางเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่าของเขา
จึงได้เดินตามเข้าไปในเรือนของท่านย่าบ้าง เพื่อจะดูว่านางจะไปหาท่านย่าของเขาด้วยเรื่องอันใด เมื่อเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่า ก็เห็นว่าเจ้าของเรือนกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ห้องโถงกลางในเรือนนั้น โดยมีสตรีนางนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้าง ๆ
เมื่อเขาเดินไปถึงแล้วทำความเคารพท่านย่าแล้ว ก็เอ่ยถามสตรีนางนั้นโดยที่ไม่ได้มองหน้าว่า
“เจ้ามารบกวนท่านย่าของข้าเรื่องอันใดอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าจะมาออดอ้อนขอเครื่องประดับหรือเงินทองจากท่านย่าของข้าอีกแล้ว ที่เจ้าได้ไปจากท่านย่ามันก็มากมายแล้วสำหรับกาฝากอย่างเจ้า "
ขุนนางหนุ่มเปิดฉากทันที เพราะเขาคิดว่าสตรีนางนั้นคงไม่วายมาออดอ้อนขอข้าวของจากท่านย่าของเขาอีก
ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปรามหลานชายขึ้นทันที” น้องไม่ได้มาขอเงินหรือเครื่องประดับจากย่าหรอก น้องแค่มาขออนุญาตไปงานเลี้ยงบ้านของสหายของนางที่เป็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพตระกูลจ้าวก็เท่านั้น ย่าก็อนุญาตไปแล้ว”
ขุนนางหนุ่มหนุ่มจึงได้พูดแก้เก้อว่า
” ถ้าอย่างนั้นก็แล้วไป นึกว่านางมาออดอ้อนขอเงินทองหรือเครื่องประดับเพิ่มเสียอีก ที่ท่านย่าเมตตาให้นางไปนั้นก็มากมายเกินกว่าฐานะของนางอยู่แล้ว เราเลี้ยงดูนางดีขนาดนี้ ทั้งให้ไปร่ำเรียนที่สถานศึกษาอีกด้วยก็มากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ ที่จริงเราต้องเลี้ยงนางเช่นบ่าวคนหนึ่งในจวน ไม่ใช่ยกฐานะของนางจนเกินตัวเช่นนี้
แถมท่านย่ายังให้นางมาแต่งงานกับข้าอีก ยิ่งจะทำให้นางหลงลืมตนคิดไปว่าตนเองเป็นนายคนหนึ่งในจวนนี้ แต่เจ้าก็อย่าหลงตัวเองคิดว่าข้าจะรับเจ้าเป็นภรรยาล่ะ ที่ข้ายอมแต่งงานกับเจ้าก็เพียงแค่แต่งงานในนามเท่านั้น วันหนึ่งก็ต้องหย่าขาดกัน อย่าได้คิดจริงจังไปล่ะ "
ขุนนางหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างต้องการย้ำเตือนให้นางรู้ถึงฐานะของตนเอง
ไป๋ฮวาหันไปมองบุรุษที่นางแอบหลงรักมาหลายปีอย่างเจ็บช้ำ นางไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดเขาจึงได้จงเกลียดจงชังนางมากมายเช่นนี้ เมื่อก่อนแม้จะเฉยชา แต่บัดนี้ยิ่งแสดงออกว่าเกลียดชังนางมากกว่าเดิมจนปิดไม่มิด เขาเกลียดนางมากนางรู้ดีแก่ใจ นางเคยพยายามทำดีกับเขาอย่างมาก แต่เขาไม่เคยคิดจะเปิดใจยอมรับนางเลย ไม่เคยให้โอกาสนางและมอบความเมตตาให้นางสักเสี้ยวเล็ก ๆ ก็ได้ เพียงเท่านั้นนางก็ดีใจมากแล้ว
และนางเองก็ไม่เคยคิดจะตีตนเสมอเขากับฮูหยินผู้เฒ่าเสียหน่อย นางรู้ตัวดีมาเสมอว่าตนเองเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ฮูหยินผู้เฒ่าเมตตานางเพราะท่านยายของนางนั้นเป็นคนสนิทและเป็นดังเช่นสหายของท่านย่าเท่านั้น และฮูหยินผู้เฒ่าก็เมตตาให้นางเรียกท่านย่าเพราะเอ็นดูนางก็เพียงเท่านั้น ไม่ได้คิดจะรับนางเป็นหลานสาวบุญธรรมเสียหน่อย
อีกอย่างนางเคยคิดว่าตนเองคงเป็นพวกที่ชอบเสพติดความเจ็บปวด นางแอบรักขุนนางหนุ่มผู้นี้ มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้เหมือนกัน จากความสำนึกในบุญคุณที่เขาเคยช่วยชีวิตนางครั้งหนึ่งแต่แล้วก็กลับกลายเป็นความประทับใจและในที่สุดก็กลายเป็นความรัก ทำไมนางถึงได้แอบรักคนที่เกลียดชังนางมากมายขนาดนี้ เพียงแค่เขาเคยช่วยชีวิตนางไว้เมื่อหลายปีก่อนเท่านั้น ทั้งที่หน้าของนาง เขาก็แทบไม่อยากจะมองด้วยซ้ำ พูดดีกับนางก็นับครั้งได้ แล้วมันเกิดจากอะไร
เหตุใดนางถึงได้เฝ้าแอบรักคนที่เกลียดชังนางเหลือเกินเช่นนี้ เกลียดชังนางมา ตั้งแต่เด็กจนโต แม้ทุกวันนี้เขาเติบโตเป็นหนุ่มเข้ารับราชการเป็นขุนนางแล้ว ก็ยังแสดงออกว่าเกลียดนาง ไม่ไว้ใจนางกลัวว่านางจะมาปอกลอกท่านย่าของเขาอยู่เช่นเดิม
คุณชายหลี่ผู้นี้แทบไม่เคยพูดดีกับนางเลย พบกันเมื่อใดก็คอยเปรียบเปรยว่ากระทบกระทั่งนางให้เจ็บช้ำน้ำใจอยู่เสมอ อย่างนี้แล้วนางจะมีความหวังอะไรกัน ที่จะหวังว่าเขาจะหันมารักนางเช่นนางรักเขาบ้าง ไป๋ฮวาได้แต่หวังว่านางคงจะเลิกรักเขาได้ในสักวันหนึ่ง จะได้ไม่ต้องทนเจ็บช้ำน้ำใจเช่นนี้
หลังจากแยกย้ายกันออกมาจากเรือนของท่านย่าแล้ว ไป๋ฮวานั้นขออนุญาตท่านย่าว่าจะออกไปที่ตลาดในช่วงสายวันนี้เพื่อไปซื้ออาภรณ์ใหม่เพื่อไปงานเลี้ยงในเย็นวันนี้เพราะนางถูกเชิญอย่างกระทันหัน และนางก็ไม่ได้ซื้ออาภรณ์ใหม่นานแล้ว และสหายรักก็มาเซ้าซี้ขอให้นางไปให้ได้ เพราะอยากจะให้นางไปช่วยเลือกอาภรณ์ใหม่ ๆ ของตนเองด้วย
ทั้งสองนัดพบกันที่หน้าร้านอาภรณ์เฉิดฉายที่อยู่ใจกลางตลาดใหญ่ของเมือง แล้วก็พากันเลือกซื้ออาภรณ์กันอย่างสนุกสนาน และไป๋ฮวาก็เลือกได้ชุดที่แสนสวยชุดหนึ่งเพราะเพื่อนสาวซื้อให้นางเป็นของขวัญวันเกิดที่ผ่านมาแล้ว
“ข้าขอจ่ายค่าอาภรณ์นี้เองได้ไหม”
ไป๋ฮวาต่อรองนางไม่อยากจะรบกวนหมานหมานสหายของนาง เพราะอาภรณ์ที่นางถูกใจนี้ราคาแพงไม่น้อย และอีกอย่างคุณหนูจ้าวผู้นี้ ชอบมอบสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้นางไม่ได้ขาด คงเพราะสงสารที่นางกำพร้า
เหตุเพราะว่าไป๋ฮวาไม่ได้ปิดบังสหายที่สถานศึกษาคนใดเลย ว่านางนั้นเป็นเพียงคนอาศัยในจวนสกุลหลี่เท่านั้น แต่ว่าเหล่าสหายที่นางคบหาอยู่สี่ห้านางนั้นล้วนเป็นคนจิตใจดี ไม่ได้รังเกียจชาติกำเนิดของไป๋ฮวาเลย จึงได้คบค้ากันมาตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนที่สถานศึกษาจนกระทั่งจบการศึกษากันตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว
วันเกิดที่ผ่านมาของไป๋ฮวานั้น สหายรักของนางไม่ได้อยู่ที่เมืองหลวงเพราะไปเที่ยวต่างเมืองกับครอบครัว จึงคิดจะมอบของขวัญให้นางย้อนหลัง จึงถือโอกาสซื้อชุดหรูหราสำหรับไปออกงานครั้งนี้ให้กับไป๋ฮวา เมื่อสวมแล้วนางงดงามบาดใจมาก ทำเอาคุณหนูจ้าวหมานหมานสหายสนิทถึงกับตาค้าง
“เจ้าซื้อชุดนี้แหละฮวาเอ๋อ รับรองว่าหากเจ้าสวมชุดนี้ไปงานเลี้ยงค่ำวันนี้ บุรุษหลายคนจะต้องตกตะลึงตาค้างกันแน่ๆ เพราะเจ้าสวยสุดใจเลยรู้ตัวหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ข้ารับรองเลยว่าบุรุษหนึ่งในนั้นคือพี่รองของข้าเอง”
เมื่อพูดจบแล้วคุณหนูจ้าวก็ยกมือปิดปากหัวเราะ เพราะนางคิดไปถึงใบหน้าของพี่รองของนางที่คงจะอ้าปากหวอเมื่อได้พบหน้าไป๋ฮวาที่จะต้องงดงามดุจเทพเซียนในค่ำวันนี้แน่ ๆ
หมานหมานรู้ว่าพี่รองของนางหลงรักไป๋ฮวาตั้งแต่แรกเห็นแล้ว และตั้งใจว่าหากไป๋ฮวาเรียนจบเขาจะขอท่านพ่อกับท่านแม่ไปสู่ขอนาง แต่หมานหมานเองก็ไม่แน่ใจว่าว่าทั้งบิดาและมารดาจะยินยอมหรือไม่ เพราะฮวาเอ๋อสหายที่แสนดีของนางนั้นเป็นเพียงเด็กกำพร้า
แม้จะอยู่ในจวนใหญ่โตและเก่าแก่เช่นสกุลหลี่แต่นางก็เป็นเพียงคนอาศัย หาได้ใช่คนในสกุลหลี่ไม่ หากพี่รองคิดจะสู่ขอนางเพื่อมาเป็นฮูหยิน หมานหมานเองก็ยินดี แต่ว่ามันจะสำเร็จหรือไม่ นางเองก็ขอเอาใจช่วยพี่รองของตนเองเช่นกัน
เมื่อใกล้ถึงเวลาที่จะต้องไปร่วมงานเลี้ยง รถม้าของคุณหนูจ้าวหมานหมาน ก็แล่นมาจอดตรงประตูจวนสกุลหลี่ แล้วพี่ชายของคุณหนูจ้าวหมานหมาน นามว่าจ้าวเทียนซานก็ก้าวลงมาจากรถม้านั้น เขาทักทายสหายรักของน้องสาวอย่างต้องการให้นางแปลกใจที่เขามารับนางด้วยตนเองและแน่นอนว่าเขาจ้องมองไป๋ฮวาตาค้าง ดวงตาเป็นประกายดังพบเจอของที่ถูกใจหนักหนา เขาตะลึงมองใบหน้าที่งดงามปานจะล่มเมืองของไป๋ฮวาคนงามด้วยความหลงใหลดังเช่นที่น้องสาวของเขาทำนายไว้ไม่ผิดเพี้ยน
สตรีนางนั้นวันนี้แต่งกายเสียงดงาม ลอกคราบจากลูกเป็ดขี้เหร่กลายเป็นนางหงส์ผู้งดงามและหรูหรา จนแม้แต่สตรีเช่นนางยังอดที่จะมองอย่างตะลึงไม่ได้ แล้วบุรุษเล่าจะไม่หวั่นไหวบ้างเลยหรือ มิน่าถึงได้มีชายมากหน้าเข้าไปรุมล้อมสนทนากับนาง ดังเช่นดาวล้อมเดือนก็มิปาน แล้วนี่พี่เหวินหยางเป็นอะไร จู่ ๆ ก็วางจอกสุราเสีียงดัง หรือว่าเขาจะเกิดไม่พอใจขึ้นมาไหนเขาบอกว่ารังเกียจไป๋ฮวายิ่งกว่าอะไร ไม่ได้อยากจะแต่งงานกับนางเลยสักนิด แต่ต้องจำใจทำก็เพราะท่านย่าบังคับไม่ใช่หรือแล้วนี่อะไรกัน พอมาถึงยังไม่ทันได้กินอะไรกี่มากน้อย ก็เอาแต่จับจ้องมองไปที่สตรีนางนั้นอยู่ได้ เหมือนสนใจนางเสียมากมาย เมื่ออดรนทนต่อไปไม่ไหว ม่านอี้จึงได้เอ่ยขึ้น“ ท่านพี่หึงนางหรือเจ้าคะ อย่างไร นางก็ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของท่าน แม้จะเป็นเพียงในนาม แต่เอ….บุรุษมากมายที่กำลังรุมล้อมนางคงไม่ทราบกระมังเจ้าคะ ว่านางนั้นแต่งงานเสียแล้ว หรือท่านพี่จะไปป่าวประกาศความเป็นสามีให้ผู้อื่นได้รับทราบกันให้ทั่วเล่าเจ้าค่ะ จะได้ไม่มีบุรุษใดกล้ามารุมล้อมนางเช่นนี้อีก " ม่านอี้กล่าวประชดประชันคนรักที่นางเริ่มจะเห็นว่าเขานั้นเอ
“ท่านพี่เทียนซานเจ้าคะ ท่านพี่ ท่านพี่รอง ยังอยู่หรือไม่!!”น้องสาวของเขาต้องตะโกนเข้ามาในหูของเขาจนเขาได้สติ น้องสาวของเขาที่ก้าวลงจากรถม้าตามหลังมาเรียกเขาอยู่หลายครั้งแล้ว แต่เขากลับไม่ได้ยิน“เจ้าจะตะโกนเข้ามาในหูของข้าทำไมกันเล่า เรียกเบา ๆ ข้าก็ได้ยิน”เขาหันไปเอ็ดน้องสาวของเขา แล้วหันมาเหลือบมองสาวเจ้าด้วยใบหน้าเก้อเขินอย่างเห็นได้ชัด“ได้ยินที่ไหนกันเล่า ข้าเรียกท่านตั้งนาน ท่านก็ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คนเดียวอยู่ได้ เป็นอย่างไรเล่าตะลึงมองสหายของข้า ตาเยิ้มเสียขนาดนี้ ยอมรับมาเสียดี ๆ ว่าตกหลุมรักนางเข้าให้แล้ว”น้องสาวของเขาหยอกเย้าแล้วหัวเราะเสียงดังที่เห็นพี่ชายตะลึงมองสหายของนาง รองแม่ทัพจ้าวเทียนซานยิ้มให้ทั้งสองอย่างเก้อเขิน เขาเสยกมือขึ้นเกาศีรษะแล้วก็หัวเราะน้อย ๆ แล้วจึงได้ชักชวนทั้งสองขึ้นรถม้าเพื่อไปงานกันได้แล้วไป๋ฮวาก้าวขึ้นรถม้า ตามหลังคุณหนูจ้าวโดยมีรองแม่ทัพหนุ่มช่วยพยุงนางขึ้นรถม้าอย่างทะนุถนอม นางยิ้มเอียงอายให้เขาและเอ่ยขอบคุณเบา ๆ ส่วนรองแม่ทัพหนุ่มนั้นยิ้มหน้าบานที่ได้ขึ้นรถม้ากับสาวที่เขาพึงใจเมื่อขึ้นไปในรถม้า ต่างก็สนทนากันอย่างถูกคอ รองแม่ทัพจ้าวจ้องมอง
ยามซื่อในสองวันต่อมา (เก้าโมง) หลี่เหวินหยางขุนนางหนุ่ม เขาออกมายืนอยู่ที่หน้าเรือนใหญ่เพื่อรอให้บ่าวจัดการรถม้าให้แล้วเสร็จ เพราะเขากำลังจะออกไปราชการที่กรมการคลังเพราะวันนี้มีประชุมขุนนางที่นั่น แต่ก็เห็นร่างของไป๋ฮวาที่กำลังเดินออกมาจากเรือนของนางเสียก่อน เขาเฝ้ามองนางว่าจะเดินไปที่ใด ก็เห็นนางเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่าของเขาจึงได้เดินตามเข้าไปในเรือนของท่านย่าบ้าง เพื่อจะดูว่านางจะไปหาท่านย่าของเขาด้วยเรื่องอันใด เมื่อเดินเข้าไปในเรือนของท่านย่า ก็เห็นว่าเจ้าของเรือนกำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ห้องโถงกลางในเรือนนั้น โดยมีสตรีนางนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวข้าง ๆเมื่อเขาเดินไปถึงแล้วทำความเคารพท่านย่าแล้ว ก็เอ่ยถามสตรีนางนั้นโดยที่ไม่ได้มองหน้าว่า“เจ้ามารบกวนท่านย่าของข้าเรื่องอันใดอีกล่ะ อย่าบอกนะว่าจะมาออดอ้อนขอเครื่องประดับหรือเงินทองจากท่านย่าของข้าอีกแล้ว ที่เจ้าได้ไปจากท่านย่ามันก็มากมายแล้วสำหรับกาฝากอย่างเจ้า "ขุนนางหนุ่มเปิดฉากทันที เพราะเขาคิดว่าสตรีนางนั้นคงไม่วายมาออดอ้อนขอข้าวของจากท่านย่าของเขาอีกฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปรามหลานชายขึ้นทันที” น้องไม่ได้มาขอเงินหรือเครื่องประดับจาก
รุ่งเช้าวันต่อมา ไป๋ฮวาตื่นขึ้นตั้งแต่ได้ยินเสียงไก่ขัน เพราะนางเองก็นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาแทบจะทั้งคืน นางค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วก็จัดหมอนหนุนที่นางหนุนนอนแล้วพับผ้าผืนบาง ๆ ที่นางใช้ห่มคลุมกายมาทั้งคืนเอาไว้ให้เรียบร้อย แล้วก็ค่อย ๆ ย่องไปที่หลังฉากกั้น พลางหันไปมองร่างสูงสง่าที่บัดนี้นอนหลับไหลยังไม่ได้สติ คงเพราะเมื่อคืนเขาเมามากด้วย นางได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอของเขา แต่แล้วก็พลันนึกได้ว่าไม่ควรหยุดจ้องมองเขาเช่นนี้ หากเขาตื่นมาพบเข้าจะต้องพูดจาร้ายกาจใส่นางเป็นแน่ไป๋ฮวารีบเข้าไปรวบรวมอาภรณ์ของนางที่อยู่ภายในตู้และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวที่ท่านย่าสั่งให้คนมาจัดเอาไว้ เพื่อจะได้ให้สาวใช้มาช่วยยกออกไปจากเรือนของเจ้าบ่าวที่ไม่ต้องการเจ้าสาวเช่นนางให้อยู่ร่วมเรือนกับเขานางค่อย ๆ ทำอย่างเงียบที่สุด แล้วก็หอบอาภรณ์และข้าวของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้ก่อนในเช้าวันนี้ออกไปจากห้องนอนอย่างเงียบที่สุด แล้วก็เดินไปที่เรือนหลังข้าง ๆ ที่คุณชายน้อยออกคำสั่งให้นางไปพักที่เรือนนั้น ที่จริงแล้วไป๋ฮวาเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ร่วมเรือนกับเขา เพราะรู้ว่าเขาไม่ชอบนาง มันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะอยู่ร่วมกันหลังมื
“ข้ามีคนรักอยู่แล้ว และคนรักของข้าก็งดงามไม่ได้เป็นรองสตรีใด และข้าก็พอใจที่ได้นางเป็นคนรัก แม้ท่านย่าจะไม่ยินยอมแต่ข้ารักนาง และจะไปใช้ชีวิตนอกจวนกับนาง ส่วนสตรีนางนี้จะนอนกอดหนังสือสมรสก็ให้นางนอนกอดไป เพราะข้าไม่มีทางจะร่วมชีวิตกับนางอย่างแน่นอน”เจ้าบ่าวหมาด ๆ เอ่ยขึ้นถึงสิ่งที่เขาตั้งใจเอาไว้แล้ว เพราะเขาจะไปซื้อเรือนขนาดปานกลางอีกหลัง แล้วให้ม่านอี้ไปอยู่ หากนางยินยอมเขาจะแต่งงานกับนางอีกครั้งโดยไม่เกี่ยวกับสกุลหลี่ และเขาจะเลี้ยงดูนางที่นั่น ใช้ชีวิตผัวเมียกับนางที่นั่น โดยที่จวนสกุลหลี่นี้ก็ทิ้งสตรีที่อยากจะเป็นฮูหยินของเขาจนตัวสั่นเอาไว้ที่นี่ ให้นอนแห้งเหี่ยวคาเรือนไปเลย แต่เรื่องนี้ย่อมจะให้ท่านย่ารู้ไม่ได้อย่างแน่นอนเขาพูดถึงแผนที่เขาวางเอาไว้ ทำเอาสหายของเขาพากันอ้าปากค้าง และอึ้งงันกับสิ่งที่สหายวางแผนเอาไว้ อย่างไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เจ้าสาวของเขางดงามปานนี้แต่เขากลับไม่สนใจ ยังคงปักใจรักมั่นในซ่งม่านอี้ หากคิดกันอย่างเป็นธรรมโดยไม่มีอคติแล้ว เหล่าสหายของเขาต่างก็คิดว่าม่านอี้นั้นงามก็จริง แต่เจ้าสาวในวันนี้งดงามกว่าหลายเท่านัก แต่เหตุใดคุณชายของจวนกลับมองไม่เห็นของใกล้มื
หลังจากวันนั้นที่นางได้ยินถ้อยคำโต้เถียงกันของนายทั้งสองภายในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่า นางก็กำลังจะหันหลังกลับเพราะไม่กล้าเดินเข้าไปภายในห้องที่มีการโต้เถียงกันโดยมีชื่อของนางอยู่ในการโต้เถียงนั้นด้วย แต่แล้วเพียงนางเดินออกจากเรือนมาได้เพียงเล็กน้อย คุณชายน้อยของจวนก็เดินตามหลังนางมาทัน“น่าชื่นชมนะ สิ่งที่เจ้าเพียรทำมาหลายปีสำเร็จจนได้ ในที่สุดเจ้าก็ได้ไต่เต้าจากสาวใช้ต่ำต้อยภายในจวนนี้ จนได้มาแต่งงานเป็นฮูหยินของข้าจนได้ เจ้าคิดหรือว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าแอบมีใจให้ข้า เวลาเจ้าแอบจ้องมองข้าด้วยสายตาหยาดเยิ้มนั้น ข้ารู้สึกสะอิดสะเอียนเพียงใด แม้ท่านย่าจะหลงคิดว่าเจ้านั้นเป็นสตรีที่แสนดีและใสซื่อไม่ทันคน แต่ข้ารู้ว่าเจ้ามันแพศยาและซ่อนความร้ายกาจเอาไว้ แต่เจ้าคิดว่าหากได้แต่งงานกับข้าแล้ว ข้าจะหันมาสนใจสตรีเช่นเจ้าหรือ ขอบอกเลยว่าไม่มีทาง ชาตินี้ข้าไม่มีทางรักใคร่สตรีต่ำต้อยเช่นเจ้าได้ลงหรอก”คุณชายน้อยของจวนหยุดพ่นวาจาร้ายกาจใส่คนต้นเรื่องที่ทำให้เขาต้องจำแต่งงานกับสาวใช้ต่ำต้อยเช่นนาง จนสาแก่ใจแล้ว จึงได้เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ร่างบางยืนน้ำตาไหลพรากอยู่ด้านหลัง เขาคิดว่าหรือว่านางอยากจ







