Mag-log in“อา...ตรงนั้น แรงๆ หน่อย”
เสียงหวานกล่าวออกมา ดวงตาหลับพริ้มอย่างสุขสบาย ฝ่ามือของอีกฝ่ายก็เพิ่มแรงนวดคลึงขึ้นตามคำร้องขอ
“เมื่อคืนนี้...”
“ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี”
จ้าวลี่อิงเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่นางวางเอาไว้ แต่ไม่คิดเลยว่าร่างกายจะปวดเมื่อยราวกับออกกำลังกายติดต่อกันเป็นสิบชั่วโมงแบบนี้
แม้แต่ลัคกี้ที่นอนหมอบอยู่ข้างๆ ก็ยังอยากมีส่วนร่วม ลุกขึ้นมาใช้สองขาหน้านวดคลึงตักนุ่มนิ่ม
“วันนี้ข้าจะต้มซุปไก่บำรุงร่างกายให้คุณหนู ดีหรือไม่เจ้าคะ”
“ซุปไก่ของเจ้ารสชาติถูกปากข้าที่สุด”
เสียงสนทนาที่เต็มไปด้วยความสุขเช่นนั้นทำให้คนที่กำลังเดินออกมาแสดงความไม่สบอารมณ์
หงจื่อเดินตรงมาทางจ้าวลี่อิงทันที
“เจ้าเอาลูกของข้าไปไว้ที่ไหน”
ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ที่มู่หรงเฉินออกไป ก็ไม่กลับเข้ามาอีก...จนกระทั่งถึงตอนนี้แล้วนางก็ยังไม่เจอบุตรชายเลยด้วยซ้ำ
หญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะแสร้งทำหน้าตกใจ ยกมือขึ้นทาบอก
“ท่านแม่ทัพออกจากห้องของข้าไปตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง ยังมิกลับไปหาท่านอีกหรือเจ้าคะ”
“เหตุใดเฉิงเฉิงถึงไปอยู่ในห้องของเจ้า”
น้ำเสียงของคนพูดมีแต่ความร้อนรนเกิดขึ้น นี่ไม่ได้หมายความว่าบุตรชายของตนคงหลงกลสตรีผู้นี้เข้าแล้วหรอกหรือ
“หากท่านพบเจอท่านแม่ทัพก็ลองถามดูนะเจ้าคะว่าไปรอข้าในห้องเพื่ออะไร”
“ไม่จริง”
“จริงเจ้าค่ะ พวกเรากลับไปถึงห้องก็เห็นว่าท่านแม่ทัพอยู่ในห้องนอนคุณหนูของข้าน้อยแล้ว”
คราวนี้เหมยตูเอ่ยสำทับขึ้นมาบ้าง รู้สึกหมั่นไส้ตั้งแต่อาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพแล้ว ตอนนี้จะมาข่มเหงพวกนางไม่ได้อีกต่อไป
“เป็นเจ้าที่จงใจยั่วยวนลูกของข้าใช่หรือไม่”
แววตาของหงจื่อเต็มไปด้วยความคับแค้นใจ
“หากท่านเอ่ยวาจาที่รุนแรงตอนนี้ ไม่แน่ว่าหลานของท่านอาจจะเจ็บปวดไปด้วยนะเจ้าคะ”
หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้าท้องของตัวเองในขณะที่หงจื่ออ้าปากค้าง มองดูปฏิกิริยาของอีกฝ่ายแล้วยกมือทาบอก พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ แม้กระทั่งลมหายใจก็ติดขัดขึ้นมา
“เจ้า...เจ้าว่าอะไรนะ”
“ท่านแม่ ตื่นแล้วหรือขอรับ”
มู่หรงเฉินเดินเข้ามา มองดูใบหน้าของหญิงสาวที่ดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เฉินเฉิน เมื่อคืนนี้เจ้ากับนาง...เกิดอะไรขึ้น บอกข้ามา นางยั่วยวน หลอกลวงอะไรเจ้า”
ชายหนุ่มปรายตามองจ้าวลี่อิงที่หันมาสบตากับเขาอยู่เช่นกัน แววตาของนางดูคล้ายเรียบเฉย แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว
“เป็นการตัดสินใจของข้าเองขอรับ”
“เฉินเฉิน!”
หงจื่ออ้าปากค้าง มองบุตรชายด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว ความเดือดพล่านพุ่งอยู่ในอก อยากจะกล่าวออกไปอีกสักหลายประโยคแต่ก็ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
จ้าวลี่อิงเองก็เลิกคิ้วขึ้น อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาจะตอบออกไปว่าอะไร
“เป็นความต้องการของข้าเอง”
“นี่เจ้า...”
ลมหายใจของหงจื่อหอบกระชั้นขึ้นมา ทำให้หญิงสาวแสร้งกระแอมออกมาครั้งหนึ่งเพื่อปิดบังเสียงขบขันของตัวเอง ได้ยินจากปากลูกชายสุดที่รักของตัวเองแบบนี้แล้วไม่หน้ามืดสิแปลก!
“ท่านแม่ทัพ หลังจากให้อาหารไก่เสร็จแล้วก็ตามข้าไปทำหน้าที่ของท่านด้วย”
มู่หรงเฉินถลึงตาใส่นางอย่างข่มขู่ รังสีอันตรายกำจายไปทั่วบริเวณ ถ้าหากเป็นผู้อื่นก็คงจะอกสั่นขวัญแขวน แต่สำหรับหญิงสาวแล้วเขาก็เหมือนกับลัคกี้ในเวอร์ชันที่โตกว่าเท่านั้น
ใบหน้าของหงจื่อยิ่งบิดเบี้ยวไปใหญ่
“เฉินเฉิน เหตุใดเจ้าจะต้องทำตามที่นางบอกด้วย”
“เป็นความต้องการของข้าเอง”
เขาเอ่ยประโยคนั้นมาเป็นครั้งที่สอง ทว่าครั้งนี้ดูเหมือนจะดูเหี้ยมเกรียมกว่าเมื่อครู่อยู่บ้าง
“เหมยตู”
“เจ้าค่ะ”
“พวกเราไปเปิดโรงหมอกันดีกว่า ตรงนี้ให้แม่ลูกเขาจัดการกันเองเถิด”
ร่างบอบบางเดินผ่านไปอย่างสบายใจในขณะที่มู่หรงเฉินมองตามไปอย่างค่อนขอด เห็นก็รู้ว่านางต้องการกลั่นแกล้งมารดาของเขา ได้แต่กล่าวโทษตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรนางได้ตอนนี้เพราะเกรงว่านางจะไม่ยอมรักษามารดา
ไม่ว่าจะเอนเอียงไปทางไหน เขาก็ล้วนแต่น้ำเต็มปาก8
เมื่อผ่านพ้นคนทั้งสองมาแล้ว จ้าวลี่อิงก็หัวเราะออกมาเสียงดัง มือข้างหนึ่งวางลงบนหน้าท้องที่สั่นสะเทือน
“ถ้าหากฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ที่นี่นานกว่านี้สักหน่อย นางคงจะกระอักโลหิตเข้าสักวัน”
เหมยตูกล่าวออกมาอย่างชื่นชม ถ้าหากอีกฝ่ายสามารถรับมือกับผู้อื่นได้ดีเช่นนี้ตั้งแต่แรก ก็อาจจะไม่ต้องมีชีวิตที่ลำบากและเสี่ยงตายถึงเพียงนั้น
บางทีก็อาจจะจริงที่ว่าเมื่อยามที่ใกล้จะสิ้นลมขึ้นมาจริงๆ ก็จะเกิดความฮึกเหิมต่อสู้ให้มีชีวิตรอดจนเปลี่ยนเป็นคนละคนได้ ที่ผ่านมาฮูหยินผู้เฒ่าเองก็สร้างความเจ็บช้ำให้กับพวกนางไม่น้อยเลยทีเดียว
“พวกเราไปรับคนกันเถิด ป่านนี้คงมารอคิวกันแล้ว”
--------------------------------------------------------------------------
การตรวจรักษาโรคของหมอหญิงจ้าวในวันนี้เป็นไปอย่างเรียบง่ายอย่างเช่นทุกวัน ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองอย่างตั้งใจ แม้กระทั่งมู่หรงเฉินเองก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นผู้ช่วยของนางไปแล้วจริงๆ
แม้กระทั่งตอนนี้ ในมือใหญ่โตโอบอุ้มหม้อดินเผาใบหนึ่งเอาไว้ ใช้ผ้าเช็ดถูไปพลาง สายตาก็จ้องมองจ้าวลี่อิงที่จัดเก็บเครื่องมือไปด้วย
ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่ได้พูดอะไรออกมา ทว่าการที่ถูกสายตาหนึ่งจับจ้องอยู่ทุกอิริยาบถก็ทำให้นางประหม่าขึ้นมา การหยิบจับอะไรจึงเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
“มองอะไรนักหนา”
เหตุใดวันนี้นางถึงได้รู้สึกว่าสายตาของเขาไม่เหมือนเดิม ถึงแม้จะยังมีความโกรธแฝงอยู่ในบางครั้งที่นางพูดจาไม่เข้าหูอยู่บ้าง แต่ในบางครั้งก็มีความร้อนรุ่มที่ทำให้นางขนลุกทุกครั้ง
“คืนนี้เจ้าจะให้ข้าไปหาเมื่อไหร่”
เคร้ง!
ของที่อยู่ในมือของเหมยตูร่วงหล่น มองดูคนทั้งสองสลับกันไปมาอย่างเลิ่กลั่ก
“ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าจะนำของไปเก็บก่อน”
จ้าวลี่อิงเลียริมฝีปากที่แห้งผากก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“บางเรื่องท่านไม่ต้องพูดมากก็ได้”
“ข้ารอดูว่าเจ้าจะกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อใด เจ้าก็ยังนิ่งเฉย”
“ข้ารอดูว่าเจ้าจะกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อใด เจ้าก็ยังนิ่งเฉย”ประโยคนั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของคนฟังเหลอหลา นางก็คิดไปว่าเขาคงไม่พอใจที่นางกลั่นแกล้งมารดาเขาจนเกือบหมดสติไปรอบที่สอง แต่นี่ภายในใจของเขากลับรอนางเชิญชวนเข้าห้อง?“ไม่ต้องแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”น้ำเสียงของเขาเค้นต่ำลงเมื่อนางเอ่ยปฏิเสธ สิ่งที่เขาทำลงไปทำให้นางไม่พอใจตรงไหน ในเมื่อเขาอุตส่าห์ลงแรงช่วยเหลือนางไม่ให้เจ็บปวดอีกด้วยหากกล่าวว่าการร่วมอภิรมย์กับเขาไม่น่าประทับใจเท่าชายอื่น เห็นทีก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นทำให้เขามั่นใจว่านางเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว“ครั้งเดียวก็เกินพอ”ในเมื่อนางเป็นคนเลือกวันที่ตรงเป๊ะที่สุดแบบนั้นแล้ว เชื่อใจได้เลยว่าไม่มีพลาด เพราะฉะนั้นนางจะไม่ร่วมหลับนอนกับเขาซ้ำเป็นครั้งที่สองให้เจ็บตัวโดยเปล่าประโยชน์แต่ดูเหมือนว่าทั้งหมดทั้งมวลนั่น ร่างสูงใหญ่ที่ทำท่าฮึดฮัดอยู่ตรงหน้าจะยังไม่เข้าใจ“เจ้ามิพอใจขั้นตอนไหนกันแน่”“ข้าไม่ได้ไม่พอใจขั้นตอนไหนทั้งนั้น”“เหตุใดถึงมิยอมให้ข้าร่วมเตียงกับเจ้าอีก”“เพราะว่ามันเจ็บ” จะถามเซ้าซี้อะไรนักหนา“ครั้งต่อไปไม่เจ็บแล้ว!”หญิงสาวกะพริบตาปร
“อา...ตรงนั้น แรงๆ หน่อย”เสียงหวานกล่าวออกมา ดวงตาหลับพริ้มอย่างสุขสบาย ฝ่ามือของอีกฝ่ายก็เพิ่มแรงนวดคลึงขึ้นตามคำร้องขอ“เมื่อคืนนี้...”“ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี”จ้าวลี่อิงเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่นางวางเอาไว้ แต่ไม่คิดเลยว่าร่างกายจะปวดเมื่อยราวกับออกกำลังกายติดต่อกันเป็นสิบชั่วโมงแบบนี้แม้แต่ลัคกี้ที่นอนหมอบอยู่ข้างๆ ก็ยังอยากมีส่วนร่วม ลุกขึ้นมาใช้สองขาหน้านวดคลึงตักนุ่มนิ่ม“วันนี้ข้าจะต้มซุปไก่บำรุงร่างกายให้คุณหนู ดีหรือไม่เจ้าคะ”“ซุปไก่ของเจ้ารสชาติถูกปากข้าที่สุด”เสียงสนทนาที่เต็มไปด้วยความสุขเช่นนั้นทำให้คนที่กำลังเดินออกมาแสดงความไม่สบอารมณ์หงจื่อเดินตรงมาทางจ้าวลี่อิงทันที“เจ้าเอาลูกของข้าไปไว้ที่ไหน”ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ที่มู่หรงเฉินออกไป ก็ไม่กลับเข้ามาอีก...จนกระทั่งถึงตอนนี้แล้วนางก็ยังไม่เจอบุตรชายเลยด้วยซ้ำหญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะแสร้งทำหน้าตกใจ ยกมือขึ้นทาบอก“ท่านแม่ทัพออกจากห้องของข้าไปตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง ยังมิกลับไปหาท่านอีกหรือเจ้าคะ”“เหตุใดเฉิงเฉิงถึงไปอยู่ในห้องของเจ้า”น้ำเสียงของคนพูดมีแต่ความร้อนรนเกิดขึ้น นี่ไม่ได้
หมอนี่กำลังสั่งให้นางเป็นฝ่ายเริ่ม?ผิวเนื้อขาวเนียนรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาหลายส่วน การที่ถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเช่นนี้ทำให้กระแสลมพัดผ่านผิวหนังโดยตรงจ้าวลี่อิงไม่เสียเวลาคิดนาน ก่อนที่จะตัวเองจะตากลมจนเป็นหวัด ก็ทิ้งความอับอาย หลับหูหลับตาร่วมหลับนอนกับเขาให้เสร็จโดยเร็วจะดีกว่าหญิงสาวเอื้อมมือออกไปปลดเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็ว แผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามใกล้ชิดสายตาถึงเพียงนี้ทำให้ปลายนิ้วของนางสั่นคลอนขึ้นมาบ้าง เมื่อครั้งที่ทำการผ่าตัดเขายังไม่ได้มองอย่างใกล้ชิดจนเห็นรูขุมขนขนาดนี้เลยเสื้อตัวนอกหล่นไปบนพื้น ก่อนที่ตัวถัดมาจะตามไป...ไม่เว้นแม้กระทั่งเบื้องล่างที่เผยให้เห็นแท่งหยกแข็งแรงที่เหยียดขยายออกหญิงสาวใช้มือแตะลงเบาๆ ก็ทำให้ร่างสูงใหญ่สะดุ้งเฮือก“ห้ามแตะต้องมัน!”ถ้านางแตะต้องมันตอนนี้ แน่นอนว่าความตั้งใจของเขาต้องพังทลาย ต้องเป็นฝ่ายโยนนางขึ้นเตียงอย่างแน่นอน“แผลผ่าตัดของท่านมิมีสิ่งใดน่าเป็นห่วงแล้ว”จ้าวลี่อิงระบายรอยยิ้มออกมา ในที่สุดก็ปิดการรักษาของเขาได้!ว่าแต่หลังจากนี้ถ้าหากเขายังไม่ทำอะไรสักอย่าง นางจะต้องเริ่มต้นอย่างไร...ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยมีความสัมพันธ
“นางจะผ่าท้องข้า...นางจะผ่าท้องข้า!”ร่างที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงจู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาด้วยใบหน้าแตกตื่น นั่นทำให้มู่หรงเฉินรีบก้าวเข้าไปหาและปลอบประโลมเสียงเบา“ท่านแม่ ข้าเอง”“เฉินเฉิน เจ้าได้ยินหรือไม่ว่านางจะรักษาข้าด้วยการผ่าท้อง นั่นมิใช่การฆ่าคนหรอกหรือ!”ภายในใจของหงจื่อเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจนขนลุกชูชันไปหมดทั้งตัว สตรีที่กล้ากล่าวเรื่องฆ่าคนได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนั้นเป็นคนเดียวกันกับคนที่เคยอยู่ร่วมกันในจวนแม่ทัพจริงๆ น่ะหรือ“ท่านแม่วางใจเถิด นั่นเป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่ง”“เฉินเฉิน เจ้าสติเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร เจ้าควรจะแจ้งทางการว่านางเปิดโรงหมอหลอกลวงผู้คน เหตุใดเจ้าถึงได้เข้าข้างนางเล่า”หงจื่อเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้บุตรชายของนางคับแค้นใจคนสกุลจ้าวยิ่งกว่าอะไรดี มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายออกคำสั่ง ยื่นหนังสือหย่าให้กับสตรีผู้นั้นโดยไม่สนใจชะตากรรมที่รออยู่ตรงหน้าแล้วนี่อะไร...หายออกจากจวนไปไม่กี่วันก็ยอมอ่อนข้อให้นาง แม้แต่สายตาที่มองนางก็ห่างไกลจากความชิงชังมู่หรงเฉินลอบผ่อนลมหายใจออกมา การที่จะอธิบายเป็นคำพูดให้มารดาเชื่อนั้นเห็นทีจะลำบาก เป็นเช่นนั้นเ
“ตอนนี้ผ่านมาสี่วันแล้ว ท่านแม่ทัพยังมิกลับมา ไม่แน่ว่าอาจจะเปลี่ยนใจ...”ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอาชาและฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวล หลังจากนั้นจึงปรากฏให้เห็นรถม้าขนาดใหญ่มาจอดเทียบพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่กระโดดลงมาเพื่อรอรับร่างของอีกคนจ้าวลี่อิงนั่งขัดสมาธิพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก มองดูร่างที่ดูอ้วนท้วนกว่าแต่ก่อนอยู่บ้างค่อยๆ ลงมา ถึงแม้ผิวพรรณของอีกฝ่ายจะดูผุดผ่องเพราะไม่ได้ตรากตรำทำงาน แต่ใบหน้าของนางกลับดูทุกข์ใจและมีร่องรอยเหี่ยวเฉาตามวัยสตรีผู้นี้ดูแตกต่างจากหญิงที่สั่งให้คนลากนางออกจากห้องอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ผิดตัวแน่“ท่านแม่ทัพ กลับมาแล้วหรือ”จ้าวลี่อิงกระตุกมุมปากขึ้น เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา รู้สึกนึกสนุกอยู่บ้างแน่นอนว่าในทันทีที่หงจื่อมองเห็นคนที่กำลังสาวเท้าเข้ามาอย่างมั่นคงก็ตาหลีตาเหลือก กระตุกชายแขนเสื้อของบุตรชาย“เหตุใดถึงเป็นนาง”“นางก็คือหมอหญิงที่ผู้คนกล่าวถึงขอรับ”มู่หรงเฉินไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายความเป็นมาของนางอย่างไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อถ้าหากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองมาหลายวัน“นางคงหลอกลวงเจ้า คิดจะแก้แค้นพวกเรา”“ถ้าหากไม่มั่
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! พี่หมิงเขียนจดหมายมาแล้ว”“ไหน เอามาให้ข้าดูหน่อย”จ้าวลี่อิงรับจดหมายจากเหมยตูมาเปิดอ่านอย่างตื่นเต้น ทุกครั้งที่หมิงเจ๋อเดินทางไปตามหารากกุหลาบพันปีและมีจดหมายเขียนกลับมาบอกกล่าวความคืบหน้า พวกนางทั้งสองรวมถึงสุนัขหนึ่งตัวก็คอยลุ้นไปตามๆ กัน“เนื้อความในจดหมายมิดีนักใช่หรือไม่เจ้าคะ”เหมยตูถามเสียงอ่อนเมื่อเห็นรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าของจ้าวลี่อิงค่อยๆ เจื่อนลง“พี่หมิงบอกว่ามีคนนำดอกแก้วพันปีไปแล้ว เขาไปช้าเพียงไม่กี่วันเท่านั้น”“น่าเสียดายเหลือเกินเจ้าค่ะ พี่หมิงลำบากตามหามาตั้งหลายปี คลาดกันอีกจนได้”“เอาไว้วันหลังถ้ามีโอกาส ข้าจะช่วยเขาตามหาอีกแรง”ถึงแม้บทสนทนานี้จะมีเพียงสตรีสองคนที่พูดคุยกัน ทว่าร่างสูงใหญ่ที่ยืนโปรยข้าวให้ไก่อยู่กำลังยืนฟังอย่างเงียบๆ พยายามจับใจความว่าพวกนางกำลังพูดถึงผู้ใดกันแน่ เหตุใดจะต้องแสดงท่าทีดีอกดีใจเมื่อได้รับจดหมายอีกทั้งนางยังตั้งใจช่วยเหลือถึงเพียงนั้นอีกด้วย!“พวกเจ้ากำลังกล่าวถึงใครกัน”ในที่สุดมู่หรงเฉินก็อดถามออกมาไม่ได้ ตั้งแต่ได้ยินนางเอ่ยเรียกชื่อ พี่หมิง ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลเขาจำได้ว่านางไ







