LOGIN“ข้ารอดูว่าเจ้าจะกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อใด เจ้าก็ยังนิ่งเฉย”
ประโยคนั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของคนฟังเหลอหลา นางก็คิดไปว่าเขาคงไม่พอใจที่นางกลั่นแกล้งมารดาเขาจนเกือบหมดสติไปรอบที่สอง แต่นี่ภายในใจของเขากลับรอนางเชิญชวนเข้าห้อง?
“ไม่ต้องแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร”
น้ำเสียงของเขาเค้นต่ำลงเมื่อนางเอ่ยปฏิเสธ สิ่งที่เขาทำลงไปทำให้นางไม่พอใจตรงไหน ในเมื่อเขาอุตส่าห์ลงแรงช่วยเหลือนางไม่ให้เจ็บปวดอีกด้วย
หากกล่าวว่าการร่วมอภิรมย์กับเขาไม่น่าประทับใจเท่าชายอื่น เห็นทีก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นทำให้เขามั่นใจว่านางเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว
“ครั้งเดียวก็เกินพอ”
ในเมื่อนางเป็นคนเลือกวันที่ตรงเป๊ะที่สุดแบบนั้นแล้ว เชื่อใจได้เลยว่าไม่มีพลาด เพราะฉะนั้นนางจะไม่ร่วมหลับนอนกับเขาซ้ำเป็นครั้งที่สองให้เจ็บตัวโดยเปล่าประโยชน์
แต่ดูเหมือนว่าทั้งหมดทั้งมวลนั่น ร่างสูงใหญ่ที่ทำท่าฮึดฮัดอยู่ตรงหน้าจะยังไม่เข้าใจ
“เจ้ามิพอใจขั้นตอนไหนกันแน่”
“ข้าไม่ได้ไม่พอใจขั้นตอนไหนทั้งนั้น”
“เหตุใดถึงมิยอมให้ข้าร่วมเตียงกับเจ้าอีก”
“เพราะว่ามันเจ็บ” จะถามเซ้าซี้อะไรนักหนา
“ครั้งต่อไปไม่เจ็บแล้ว!”
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ กลืนเสียงที่เตรียมจะเปล่งออกไปถกเถียงเขาจนหมด นางใช้มือตบหน้าผากของตัวเองแรงๆ ครั้งหนึ่งแล้วผ่อนลมหายใจออกมายืดยาวอย่างหนักอึ้ง
พวกนางจะพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังไปเพื่อ?
ในขณะที่หญิงสาวนวดขมับที่เต้นตุบๆ เสียงฝีเท้าอาชาก็ใกล้เข้ามาจนฝุ่นควันตลบ เรียกให้คนทั้งสองหันไปมอง
ชายที่อยู่บนหลังม้ากระโดดลงมาอย่างกระฉับกระเฉง ร่างสูงใหญ่แข็งแรงสวมใส่ชุดเกราะเหล็กอันหนักอึ้ง ผมของเขารวบตึงบนหนังศีรษะ ใบหน้ามันเยิ้ม มีคราบสีแดงเข้มปะปนอยู่บนนั้นด้วย
เขาเดินตรงมาทางมู่หรงเฉิน ขอบตาดำคล้ำ ดูเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก
“ท่านแม่ทัพ”
“มีเรื่องอะไร”
เงาร่างสูงใหญ่สวมใส่ชุดนักรบที่นางเคยเห็นในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงคุกเข่าลงทำความเคารพ ใบหน้าเต็มไปด้วยความตึงเครียด แม้แต่สีหน้าของมู่หรงเฉินเองก็ไม่ดีนัก
ก่อนที่เขาจะพามารดามาที่โรงหมอแห่งนี้ เขาได้สั่งให้พ่อบ้านนำจดหมายเขียนตำแหน่งที่อยู่ของเขาไปฝากไว้กับไฉฟาน ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทในกองทัพเอาไว้
“ตอนนี้แนวชายแดนด้านหลังเกิดสงครามขึ้นแล้ว แคว้นฟู่ส่งกำลังคนมาล้อมเอาไว้และจู่โจมทันทีโดยที่พวกเราไม่รู้ตัวมาก่อนขอรับ”
“ม้าเร็ว9 เล่า”
เป็นเพราะได้ข่าวคราวมาระยะหนึ่งแล้วว่าแคว้นฟู่กำลังรวบรวมกำลังพลเพื่อบุกเข้าโจมตี ไฉฟานนำกองกำลังส่วนหนึ่งไปเตรียมพร้อมอยู่ที่แนวชายแดนตั้งแต่สามเดือนก่อนแล้ว
แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ได้รับรายงานข่าวการเคลื่อนไหวจากม้าเร็ว จึงยังไม่ได้ขอกองทัพเสริมจากวังหลวงมารอรับมือ
“เขาทรยศพวกเรา”
ไฉฟานดวงตาแดงก่ำราวกับมีน้ำคลออยู่ที่หน่วยตา แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีน้ำตาออกมาสักหยดหนึ่ง เพราะคนผู้เดียวที่ทรยศหักหลัง ทำให้พี่น้องในกองทัพล้มตายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
มู่หรงเฉินลุกขึ้นยืนใบหน้าดำคล้ำ ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด คำรามเสียงต่ำออกมา
“พี่น้องของพวกเราเป็นอย่างไรบ้าง”
“คนที่แข็งแรงยืนหยัดรับมืออยู่ด่านหน้า คนบาดเจ็บซ่อนตัวอยู่ในค่าย ระหว่างที่เดินทางมาหาท่าน ข้าส่งคนนำเรื่องไปกราบทูลฝ่าบาทแล้ว แต่กว่าที่ทัพเสริมและหมอหลวงจะมาถึง ตอนนี้ท่านแม่ทัพโปรดออกคำสั่งด้วย”
ถึงแม้ตอนนี้มู่หรงเฉินจะยังไม่ได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นผู้ถือตราพยัคฆ์ครึ่งหนึ่ง เช่นนั้นแล้วในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ก็ต้องให้ท่านแม่ทัพตัดสินใจ
แนวชายแดนทางด้านหลังอยู่ห่างจากกำแพงเมืองราวห้าพันลี้ ซึ่งโรงหมอของจ้าวลี่อิงอยู่ระหว่างแนวชายแดนและเมืองหลวง แน่นอนว่าการเดินทางย่อมใกล้กว่าและอันตรายกว่าเช่นกัน
“ข้าจะไปชายแดนตอนนี้”
“ข้าไปด้วย”
“ไม่ได้”
เสียงที่พูดแทรกขึ้นมาทำให้ไฉฟานหันขวับไปมองด้วยความสงสัย แน่นอนว่าการตัดสินใจของท่านแม่ทัพไม่ได้ผิดแผกไปจากความคิด แต่เป็นเพราะเขาสงสัยว่าสตรีผู้นี้เป็นใครต่างหาก
ที่สำคัญท่านแม่ทัพดูสนใจนางไม่น้อยเลยทีเดียว!
“ท่านก็ได้ยินที่เขาพูดว่าในกองทัพมีคนบาดเจ็บ หมอหลวงก็ไม่รู้จะถึงเมื่อไหร่ ถ้าหากรักษาพวกเขาช้าเกินไป พวกเขาอาจจะไม่รอด”
“ที่นั่นมันอันตราย มิเหมาะกับสตรีเช่นเจ้า”
“แต่ข้าเป็นหมอที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุด”
อ้อ...เป็นท่านหมอที่ท่านแม่ทัพออกตามหาด้วยตนเองนี่เอง
มู่หรงเฉินสบสายตาที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นอย่างไม่พอใจที่นางไม่เชื่อฟังคำพูดของเขา นอกจากไม่เชื่อฟังแล้วยังต่อปากต่อคำเก่งเสียด้วย!
“ข้าออกคำสั่งห้ามมิให้เจ้าไปเหยียบกองทัพของข้า”
ในฐานะที่เขามีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจตอนนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรนางจะต้องเชื่อฟัง
“ท่านจะปล่อยให้พี่น้องของท่านเจ็บปวดอยู่แบบนั้นหรือ คิดบ้างหรือไม่ว่าพวกเขาก็มีครอบครัวที่รออยู่เช่นกัน”
“ไม่ว่าอย่างไรสงครามก็ต้องมีการสูญเสีย”
“ในเมื่อเกิดมาแล้วทุกคนก็ต้องตาย เช่นนั้นมารดาของท่านก็คงไม่จำเป็นต้องรักษากระมัง”
“เจ้า!”
“ข้าไม่กลัวตาย ท่านมีสิทธิ์อะไรมาคิดแทนข้า ไม่ว่าอย่างไรท่านก็ตั้งใจปล่อยให้ข้าตายไปแล้วตั้งแต่ตอนนั้น”
จ้าวลี่อิงสบตาเขาแน่นิ่ง เต็มไปด้วยความแข็งขืนและดื้อรั้น นับตั้งแต่จากโลกของตัวเองมา นางก็ไม่คิดว่าความตายเป็นเรื่องน่ากลัว
มู่หรงเฉินพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ สิ่งที่นางกล่าวออกมาล้วนเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด ในตอนนั้นเขาไม่แยแสชีวิตของนาง...ไม่คิดด้วยซ้ำว่านางจะเอาชีวิตรอดท่ามกลางหิมะที่หนาวเหน็บนั่นอย่างไร
“ถึงตายช้าลงอีกหน่อยจะเป็นอะไร”
จ้าวลี่อิงเห็นใบหน้าที่ดำคล้ำของเขาแล้วก็กระตุกมุมปากขึ้นมา
“เพราะฉะนั้นข้าจะไปร่วมสงครามกับท่านด้วย”
เหมยตูที่ถือถาดมาได้ยินประโยคนั้นพอดีรีบวิ่งเข้ามาหาด้วยท่าทางตื่นตกใจ แม้แต่เจ้าสุนัขตัวโตก็กระโดดเข้าหาหญิงสาวพร้อมกันกับที่นางอ้าแขนรับเอาไว้อย่างแม่นยำ
“คุณหนูจะไปที่ใด ข้าไปด้วยเจ้าค่ะ”
“อย่าเลย ข้าไปคนเดียวจะสะดวกกว่า”
อย่างน้อยเมื่อครั้งยังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย นางเคยแข่งขันขี่ม้าและยิงธนูมาก่อน คิดว่าน่าจะพอเอาตัวรอดได้ ถ้าหากเหมยตูไปด้วย นางก็จะพะวงหน้าพะวงหลังแล้วทำให้ตกอยู่ในอันตรายด้วยกันทั้งคู่
“แต่ว่าคุณหนู...”
“เจ้าจงแจ้งข่าวนี้ให้กับชาวบ้านลี้ภัยเข้าในเมืองหลวง ดูแลฮูหยินผู้เฒ่าจนถึงจวนแม่ทัพ”
มู่หรงเฉินมองเสี้ยวใบหน้าทางด้านข้างของอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่ากล่าวถึงมารดาของเขาด้วย
“ลัคกี้...”
“โฮ่ง” เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเรียกชื่อก็รีบตอบรับในทันที
“ฝากดูแลทุกคนด้วย ข้าจะรีบกลับมา”
“ข้ารอดูว่าเจ้าจะกล่าวถึงเรื่องนี้เมื่อใด เจ้าก็ยังนิ่งเฉย”ประโยคนั่นยิ่งทำให้ใบหน้าของคนฟังเหลอหลา นางก็คิดไปว่าเขาคงไม่พอใจที่นางกลั่นแกล้งมารดาเขาจนเกือบหมดสติไปรอบที่สอง แต่นี่ภายในใจของเขากลับรอนางเชิญชวนเข้าห้อง?“ไม่ต้องแล้ว”“หมายความว่าอย่างไร”น้ำเสียงของเขาเค้นต่ำลงเมื่อนางเอ่ยปฏิเสธ สิ่งที่เขาทำลงไปทำให้นางไม่พอใจตรงไหน ในเมื่อเขาอุตส่าห์ลงแรงช่วยเหลือนางไม่ให้เจ็บปวดอีกด้วยหากกล่าวว่าการร่วมอภิรมย์กับเขาไม่น่าประทับใจเท่าชายอื่น เห็นทีก็คงไม่ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้นทำให้เขามั่นใจว่านางเป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว“ครั้งเดียวก็เกินพอ”ในเมื่อนางเป็นคนเลือกวันที่ตรงเป๊ะที่สุดแบบนั้นแล้ว เชื่อใจได้เลยว่าไม่มีพลาด เพราะฉะนั้นนางจะไม่ร่วมหลับนอนกับเขาซ้ำเป็นครั้งที่สองให้เจ็บตัวโดยเปล่าประโยชน์แต่ดูเหมือนว่าทั้งหมดทั้งมวลนั่น ร่างสูงใหญ่ที่ทำท่าฮึดฮัดอยู่ตรงหน้าจะยังไม่เข้าใจ“เจ้ามิพอใจขั้นตอนไหนกันแน่”“ข้าไม่ได้ไม่พอใจขั้นตอนไหนทั้งนั้น”“เหตุใดถึงมิยอมให้ข้าร่วมเตียงกับเจ้าอีก”“เพราะว่ามันเจ็บ” จะถามเซ้าซี้อะไรนักหนา“ครั้งต่อไปไม่เจ็บแล้ว!”หญิงสาวกะพริบตาปร
“อา...ตรงนั้น แรงๆ หน่อย”เสียงหวานกล่าวออกมา ดวงตาหลับพริ้มอย่างสุขสบาย ฝ่ามือของอีกฝ่ายก็เพิ่มแรงนวดคลึงขึ้นตามคำร้องขอ“เมื่อคืนนี้...”“ไม่ต้องห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยดี”จ้าวลี่อิงเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจ ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการที่นางวางเอาไว้ แต่ไม่คิดเลยว่าร่างกายจะปวดเมื่อยราวกับออกกำลังกายติดต่อกันเป็นสิบชั่วโมงแบบนี้แม้แต่ลัคกี้ที่นอนหมอบอยู่ข้างๆ ก็ยังอยากมีส่วนร่วม ลุกขึ้นมาใช้สองขาหน้านวดคลึงตักนุ่มนิ่ม“วันนี้ข้าจะต้มซุปไก่บำรุงร่างกายให้คุณหนู ดีหรือไม่เจ้าคะ”“ซุปไก่ของเจ้ารสชาติถูกปากข้าที่สุด”เสียงสนทนาที่เต็มไปด้วยความสุขเช่นนั้นทำให้คนที่กำลังเดินออกมาแสดงความไม่สบอารมณ์หงจื่อเดินตรงมาทางจ้าวลี่อิงทันที“เจ้าเอาลูกของข้าไปไว้ที่ไหน”ตั้งแต่เมื่อคืนนี้ที่มู่หรงเฉินออกไป ก็ไม่กลับเข้ามาอีก...จนกระทั่งถึงตอนนี้แล้วนางก็ยังไม่เจอบุตรชายเลยด้วยซ้ำหญิงสาวเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะแสร้งทำหน้าตกใจ ยกมือขึ้นทาบอก“ท่านแม่ทัพออกจากห้องของข้าไปตั้งแต่ยังไม่รุ่งสาง ยังมิกลับไปหาท่านอีกหรือเจ้าคะ”“เหตุใดเฉิงเฉิงถึงไปอยู่ในห้องของเจ้า”น้ำเสียงของคนพูดมีแต่ความร้อนรนเกิดขึ้น นี่ไม่ได้
หมอนี่กำลังสั่งให้นางเป็นฝ่ายเริ่ม?ผิวเนื้อขาวเนียนรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาหลายส่วน การที่ถอดเสื้อผ้าออกจนหมดเช่นนี้ทำให้กระแสลมพัดผ่านผิวหนังโดยตรงจ้าวลี่อิงไม่เสียเวลาคิดนาน ก่อนที่จะตัวเองจะตากลมจนเป็นหวัด ก็ทิ้งความอับอาย หลับหูหลับตาร่วมหลับนอนกับเขาให้เสร็จโดยเร็วจะดีกว่าหญิงสาวเอื้อมมือออกไปปลดเสื้อผ้าของอีกฝ่ายออกอย่างรวดเร็ว แผ่นอกที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามใกล้ชิดสายตาถึงเพียงนี้ทำให้ปลายนิ้วของนางสั่นคลอนขึ้นมาบ้าง เมื่อครั้งที่ทำการผ่าตัดเขายังไม่ได้มองอย่างใกล้ชิดจนเห็นรูขุมขนขนาดนี้เลยเสื้อตัวนอกหล่นไปบนพื้น ก่อนที่ตัวถัดมาจะตามไป...ไม่เว้นแม้กระทั่งเบื้องล่างที่เผยให้เห็นแท่งหยกแข็งแรงที่เหยียดขยายออกหญิงสาวใช้มือแตะลงเบาๆ ก็ทำให้ร่างสูงใหญ่สะดุ้งเฮือก“ห้ามแตะต้องมัน!”ถ้านางแตะต้องมันตอนนี้ แน่นอนว่าความตั้งใจของเขาต้องพังทลาย ต้องเป็นฝ่ายโยนนางขึ้นเตียงอย่างแน่นอน“แผลผ่าตัดของท่านมิมีสิ่งใดน่าเป็นห่วงแล้ว”จ้าวลี่อิงระบายรอยยิ้มออกมา ในที่สุดก็ปิดการรักษาของเขาได้!ว่าแต่หลังจากนี้ถ้าหากเขายังไม่ทำอะไรสักอย่าง นางจะต้องเริ่มต้นอย่างไร...ตั้งแต่เกิดมานางไม่เคยมีความสัมพันธ
“นางจะผ่าท้องข้า...นางจะผ่าท้องข้า!”ร่างที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงจู่ๆ ก็ลุกพรวดขึ้นมาด้วยใบหน้าแตกตื่น นั่นทำให้มู่หรงเฉินรีบก้าวเข้าไปหาและปลอบประโลมเสียงเบา“ท่านแม่ ข้าเอง”“เฉินเฉิน เจ้าได้ยินหรือไม่ว่านางจะรักษาข้าด้วยการผ่าท้อง นั่นมิใช่การฆ่าคนหรอกหรือ!”ภายในใจของหงจื่อเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจนขนลุกชูชันไปหมดทั้งตัว สตรีที่กล้ากล่าวเรื่องฆ่าคนได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนั้นเป็นคนเดียวกันกับคนที่เคยอยู่ร่วมกันในจวนแม่ทัพจริงๆ น่ะหรือ“ท่านแม่วางใจเถิด นั่นเป็นวิธีการรักษาอย่างหนึ่ง”“เฉินเฉิน เจ้าสติเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร เจ้าควรจะแจ้งทางการว่านางเปิดโรงหมอหลอกลวงผู้คน เหตุใดเจ้าถึงได้เข้าข้างนางเล่า”หงจื่อเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนหน้านี้บุตรชายของนางคับแค้นใจคนสกุลจ้าวยิ่งกว่าอะไรดี มิหนำซ้ำยังเป็นฝ่ายออกคำสั่ง ยื่นหนังสือหย่าให้กับสตรีผู้นั้นโดยไม่สนใจชะตากรรมที่รออยู่ตรงหน้าแล้วนี่อะไร...หายออกจากจวนไปไม่กี่วันก็ยอมอ่อนข้อให้นาง แม้แต่สายตาที่มองนางก็ห่างไกลจากความชิงชังมู่หรงเฉินลอบผ่อนลมหายใจออกมา การที่จะอธิบายเป็นคำพูดให้มารดาเชื่อนั้นเห็นทีจะลำบาก เป็นเช่นนั้นเ
“ตอนนี้ผ่านมาสี่วันแล้ว ท่านแม่ทัพยังมิกลับมา ไม่แน่ว่าอาจจะเปลี่ยนใจ...”ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอาชาและฝุ่นคละคลุ้งตลบอบอวล หลังจากนั้นจึงปรากฏให้เห็นรถม้าขนาดใหญ่มาจอดเทียบพร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่กระโดดลงมาเพื่อรอรับร่างของอีกคนจ้าวลี่อิงนั่งขัดสมาธิพร้อมกับยกมือขึ้นกอดอก มองดูร่างที่ดูอ้วนท้วนกว่าแต่ก่อนอยู่บ้างค่อยๆ ลงมา ถึงแม้ผิวพรรณของอีกฝ่ายจะดูผุดผ่องเพราะไม่ได้ตรากตรำทำงาน แต่ใบหน้าของนางกลับดูทุกข์ใจและมีร่องรอยเหี่ยวเฉาตามวัยสตรีผู้นี้ดูแตกต่างจากหญิงที่สั่งให้คนลากนางออกจากห้องอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ผิดตัวแน่“ท่านแม่ทัพ กลับมาแล้วหรือ”จ้าวลี่อิงกระตุกมุมปากขึ้น เป็นฝ่ายเดินเข้าไปหา รู้สึกนึกสนุกอยู่บ้างแน่นอนว่าในทันทีที่หงจื่อมองเห็นคนที่กำลังสาวเท้าเข้ามาอย่างมั่นคงก็ตาหลีตาเหลือก กระตุกชายแขนเสื้อของบุตรชาย“เหตุใดถึงเป็นนาง”“นางก็คือหมอหญิงที่ผู้คนกล่าวถึงขอรับ”มู่หรงเฉินไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายความเป็นมาของนางอย่างไร เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อถ้าหากไม่ได้เห็นด้วยตาตนเองมาหลายวัน“นางคงหลอกลวงเจ้า คิดจะแก้แค้นพวกเรา”“ถ้าหากไม่มั่
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ! พี่หมิงเขียนจดหมายมาแล้ว”“ไหน เอามาให้ข้าดูหน่อย”จ้าวลี่อิงรับจดหมายจากเหมยตูมาเปิดอ่านอย่างตื่นเต้น ทุกครั้งที่หมิงเจ๋อเดินทางไปตามหารากกุหลาบพันปีและมีจดหมายเขียนกลับมาบอกกล่าวความคืบหน้า พวกนางทั้งสองรวมถึงสุนัขหนึ่งตัวก็คอยลุ้นไปตามๆ กัน“เนื้อความในจดหมายมิดีนักใช่หรือไม่เจ้าคะ”เหมยตูถามเสียงอ่อนเมื่อเห็นรอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าของจ้าวลี่อิงค่อยๆ เจื่อนลง“พี่หมิงบอกว่ามีคนนำดอกแก้วพันปีไปแล้ว เขาไปช้าเพียงไม่กี่วันเท่านั้น”“น่าเสียดายเหลือเกินเจ้าค่ะ พี่หมิงลำบากตามหามาตั้งหลายปี คลาดกันอีกจนได้”“เอาไว้วันหลังถ้ามีโอกาส ข้าจะช่วยเขาตามหาอีกแรง”ถึงแม้บทสนทนานี้จะมีเพียงสตรีสองคนที่พูดคุยกัน ทว่าร่างสูงใหญ่ที่ยืนโปรยข้าวให้ไก่อยู่กำลังยืนฟังอย่างเงียบๆ พยายามจับใจความว่าพวกนางกำลังพูดถึงผู้ใดกันแน่ เหตุใดจะต้องแสดงท่าทีดีอกดีใจเมื่อได้รับจดหมายอีกทั้งนางยังตั้งใจช่วยเหลือถึงเพียงนั้นอีกด้วย!“พวกเจ้ากำลังกล่าวถึงใครกัน”ในที่สุดมู่หรงเฉินก็อดถามออกมาไม่ได้ ตั้งแต่ได้ยินนางเอ่ยเรียกชื่อ พี่หมิง ก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลเขาจำได้ว่านางไ







