تسجيل الدخولเฮ้อ...แล้วอย่างไรเล่า เขาทำเพื่อนางถึงเพียงนี้ นางจะไม่รู้สึกอะไรได้จริงๆ น่ะหรือ?หญิงสาวกระแอมออกมาครั้งหนึ่ง“ไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นคนช่วยข้าไว้”พูดแล้วก็ทำท่าจะเดินออกไป ทว่าเสียงที่กล่าวออกมาจากด้านหลังก็ทำให้ชะงักฝีเท้าลง“เจ้ามิอยากรู้หรอกหรือว่าแท้จริงแล้วแม่ทัพมู่มีใจให้จ้าวซือซือคนไหนกันแน่”แววตาของจ้าวลี่อิงมีความไม่แน่ใจเกิดขึ้นมา ก็จริงอยู่ที่ตอนนี้มู่หรงเฉินปฏิบัติตัวดีกับนางมาก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเขายังคงเข้าใจว่านางคือจ้าวซือซือถึงแม้ว่าจ้าวซือซือตัวจริงจะเคยลงมือทำร้ายเขา ส่วนเขาเองก็เคยตั้งใจหย่าขาดกับนาง แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าสิ่งที่เขาทำลงไปเช่นนั้น ภายใต้ความโกรธแค้นนั้นเคยมีความรู้สึกอื่นให้กับจ้าวซือซือหรือไม่จ้าวซือซือเห็นความลังเลที่เกิดขึ้นในดวงตาของจ้าวลี่อิงแล้วก็รีบโต้แย้งออกมา“ท่านวางใจเถิด ที่ผ่านมาท่านแม่ทัพมิเคยแสดงกิริยาที่มีใจต่อข้า”“นั่นเป็นเพราะเจ้าไม่เคยสนใจต่างหาก”หมิงเจ๋อโต้แย้งคนที่ยืนเคียงอยู่ข้างกาย นัยน์ตาดำขลับมีครู่หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความชั่วร้ายออกมาแม่ทัพมู่ทำให้คนรักของเขาตกอยู่ในความทุกข์ทรมาน
”พี่หมิง”ทันทีที่จ้าวลี่อิงและเหมยตูกลับมาถึง พวกนางก็ตรงไปยังบ้านของหมิงเจ๋อทันทีด้วยความตื่นเต้น“พี่หมิง เปิดประตูให้พวกเราหน่อยเถิด”จ้าวลี่อิงเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งเมื่อพบว่าประตูบ้านหลังนั้นยังปิดเงียบ ไม่มีเสียงตอบรับออกมาจากภายใน“พี่หมิง...”ในขณะที่เหมยตูทำท่าจะร้องเรียกขึ้นมาอีกครั้ง ประตูก็ถูกแง้มออกมาอย่างระมัดระวังทันทีที่เหมยตูสบสายตากับคนที่ยืนอยู่หลังประตูทำให้นางสะอื้นไห้ มิหนำซ้ำมือยังสั่นคลอนขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้อีกด้วย“คุณหนู” เหมยตูรีบก้าวเข้าไปหาแล้วจับมืออีกฝ่ายเอาไว้อย่างตื้นตัน “คุณหนู...คุณหนูของข้าจริงๆ ด้วย”จ้าวซือซือระบายรอยยิ้มอ่อนโยน แม้กระทั่งแววตาก็ไม่มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่เลยนอกจากความยินดี จากนั้นจึงช้อนสายตาขึ้นมองคนที่อยู่เบื้องหลังในขณะที่จ้าวลี่อิงมีท่าทีกระอักกระอ่วนเกิดขึ้นเพราะไม่รู้ว่าต้องแนะนำตนเองกับอีกฝ่ายอย่างไร อีกทั้งจู่ๆ ก็มีคนที่หน้าตาเหมือนตัวเองขนาดนี้มายืนจ้องหน้าอยู่ราวกับมองกระจก ก็ทำให้นางทำตัวไม่ถูก“ท่านคงเป็นแม่นางลี่อิง?”“ข้าเอง”“พี่หมิงเล่าเรื่องของท่านให้ข้าฟังทั้งหมดแล้ว เหลือเชื่อนักว่าจะมีคนที่หน้าตาเหมือนข้าอยู่ด้วย”
“นี่”“.....”“พวกเจ้าน่ะ”จ้าวลี่อิงนั่งอยู่บนพื้นเย็นๆ เอาแก้มแนบลงที่ซี่ลูกกรงแล้วยื่นมือออกไปกวักเร็วๆ เพื่อให้คนที่เฝ้าเวรยามอยู่ข้างหน้าสนใจ“เจ้ามีเรื่องอะไรอีกเล่า”นับตั้งแต่แม่นางผู้นี้ถูกคุมขังอยู่ในคุกมาสามวัน ดูเหมือนว่านอกจากนางจะไม่สลด ร้องห่มร้องไห้อย่างเศร้าโศก นางก็ขยันเรียกพวกเขาเหลือเกิน“ข้าอยากกินเนื้อย่าง”“ไม่มี”“ไม่มีได้ยังไง ข้าเห็นนะว่าพวกเจ้ากำลังกินเนื้อย่างอยู่”จ้าวลี่อิงชี้นิ้วไปบนโต๊ะของพวกเขาในขณะที่ชายคนนั้นถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทำท่าจะหมุนตัวเดินกลับไปและไม่สนใจนางอีก“ขอสักชิ้นสองชิ้นก็ไม่ได้หรือ”“......”“ถ้าหากเจ้ามิยอมให้ข้ากิน ข้าก็จะขอเจ้าไปแบบนี้เรื่อยๆ จนกว่าเจ้าจะเห็นใจผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่น่าสงสาร”“เอาไป”เพราะทนความรำคาญไม่ไหว ในที่สุดก็ยอมคีบเนื้อใส่จานมาส่งให้ที่หน้ากรง จากนั้นก็เดินกลับไปนั่งกินอาหารของตัวเองอย่างสงบสุขได้เสียทีจ้าวลี่อิงคีบเนื้อเข้าปาก เคี้ยวอย่างเชื่องช้าเพื่อต้องการซึมซับรสชาติได้อย่างเต็มที่ นับตั้งแต่วันที่ไปช่วยคนในสงครามครั้งนั้น นางยังไม่เจอเนื้อย่างเลยแม้แต่ชิ้นเดียวนายทหารคนนั้นมองท่าทางการกินของหญิงสาวแล
”ฝ่าบาท...”เสียงเรียกของขันทีทำให้ฮ่องเต้ลืมตาขึ้นมอง ขันทีสวมใส่เสื้อผ้าสีขาวทั้งบนและล่างก้าวเข้ามาหา“ตอนนี้หมอหญิงจ้าวถูกคุมขังอยู่ ฝ่าบาทมีคำสั่งออกมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ”ตามขนบธรรมเนียม หมอที่ถวายการดูแลองค์หญิงองค์ชาย ล้วนมีชีวิตผูกติดอยู่กับการรักษาด้วย ถึงแม้จ้าวลี่อิงจะไม่ได้เป็นหมอหลวง แต่ในเมื่อตัดสินใจถวายการรักษาแล้วก็ย่อมมีชะตากรรมที่ไม่ต่างกันทว่าฮ่องเต้กลับโบกมือไหว“รอจัดการเรื่ององค์หญิงเก้าให้เสร็จเสียก่อน”“แต่ว่า...”รอจัดการเรื่องพระศพเสร็จก่อนถึงจะลงโทษหมอที่ถวายการรักษาไม่เคยมีมาก่อนในขณะที่ขันทียังคงมีความกระอักกระอ่วนใจเกิดขึ้น นางกำนัลคนหนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง“ฝ่าบาท หมอหลวงขอเข้าเฝ้าเพคะ”“เข้ามา”ฮ่องเต้สะบัดแขนเสื้อของตน จากนั้นจึงโบกมือให้ขันทีถอยห่างออกไปก่อน ไม่นานหมอหลวงสูงวัย เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาทั้งหมดก็เดินเข้ามา“ถวายพระพรฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”“มีเรื่องอะไร”“จากการตรวจสอบตำหนักขององค์หญิงเก้า กระหม่อมคิดว่าหมอหญิงจ้าวยังไม่เริ่มต้นการรักษาด้วยมีด...”ประโยคนั่นทำให้ฮ่องเต้ลุกขึ้นยืนอย่างห้ามไม่ได้“เกิดอะไรขึ้นกับนาง”หมอหลวงลอบสูดลมหายใจ
หลังจากที่จัดการทุกอย่างจนเสร็จสิ้น มู่หรงเฉินก็เตรียมตัวจะออกเดินทางจากเมืองหลวงไปสู่โรงหมอของจ้าวลี่อิงที่ชายแดนทันทีเมื่อเช้าหลังจากการประชุมในท้องพระโรงเสร็จสิ้น ภายในวังหลวงก็เกิดการเคลื่อนไหวบางอย่าง ฮ่องเต้เองก็เหมือนจะมีเรื่องเร่งด่วนบางอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจทันทีที่ก้าวออกมาหน้าจวน ร่างบอบบางที่เดินหมุนไปหมุนมาอย่างลังเลนั่นก็ทำให้ชายหนุ่มชะงัก ในขณะเดียวกันเมื่อนางหันมาเห็นมู่หรงเฉินก็สะดุ้ง“เหตุใดถึงเป็นเจ้า”มู่หรงเฉินเค้นเสียงต่ำ มองดูเหมยตูที่ประสานมือกันไว้แน่นอย่างกระอักกระอ่วน“คุณหนูอยู่ที่นี่หรือไม่เจ้าคะ”“นางจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เพิ่งกลับไปกับพวกเจ้ามิใช่หรือ”ได้ยินแบบนั้นแล้วสีหน้าของเหมยตูก็ดูเคียดขึ้งขึ้นมาในทันที แววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลเช่นนั้นทำให้มู่หรงเฉินรู้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ปกติ“เกิดอะไรขึ้นกับนาง”“......”เหมยตูขยับริมฝีปาก แต่ก็ไม่ได้มีเสียงใดๆ หลุดออกมา เห็นทีเรื่องนี้ท่านแม่ทัพจะยังไม่รู้เรื่อง อีกทั้งการที่นางไม่แจ้งข่าวคราวให้ท่านแม่ทัพก็ดูเหมือนจะตั้งใจไม่บอกให้รู้อยู่แล้วมู่หรงเฉินเห็นแบบนั้นแล้วก็ขบกรามแน่น ดวงตาแข็งกร้าวขึ้นมา
หลังจากที่ได้รับกุหลาบพันปีแล้ว จ้าวลี่อิงก็ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า เพราะหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วยามหญิงสาวก็เริ่มการผ่าตัดทันทีนางเกรงว่าหากมัวแต่รีรอช้าไปกว่านี้แล้วมู่หรงเฉินรู้เข้า เขาอาจจะเข้ามาขัดขวางก็เป็นไปได้ตรงหน้านางตอนนี้ก็คือตำหนักขององค์หญิงเก้าที่นางเคยมาเยือนแล้วครั้งหนึ่ง ทว่าครั้งนี้กลับมีทหารเฝ้าอยู่โดยรอบตำหนัก แม้กระทั่งหมอหลวงอาวุโสหลายคนก็มารอชมการรักษาอยู่ห่างๆ เช่นกันภายในจัดวางเครื่องไม้เครื่องมือที่นางร้องขอเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรที่ทำให้องค์หญิงเก้าหมดสติให้มากพอสำหรับระยะเวลาในการผ่าตัดโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรที่ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้ผลมากที่สุด นี่คือเป้าหมายสำคัญในผู้ป่วยทุกรายที่เข้ารับการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยไหนก็ตามก่อนที่นางจะก้าวเข้าไปภายใน ฮ่องเต้ก็ก้าวออกมาด้วยใบหน้าที่ดูตึงเครียดกว่าก่อนหน้านี้หลายส่วนนัก“เจ้าคิดว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด”“อาจจะต้องใช้เวลาถึงสามชั่วยามเพคะ”การผ่าตัดก้อนเนื้อร้ายเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย นางจะต้องใช้ความแม่นยำตัดแต่งมันออกทั้งหมดไม่ให้เหลือแม้แต่นิดเดียวฮ่องเต้เอามือไพล่หลัง แววตาดูหม







