Se connecterเช้าวันต่อมา
มู่หลิงอวิ๋นและฮูหยินได้เข้ามาเยี่ยมบุตรสาวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังเพราะเมิ่งเซียงบอกว่าอาการดีขึ้นแล้วแต่ยังคงมีปัญหาเรื่องความทรงจำเล็กน้อย
“ท่านพ่อ ท่านแม่” มู่หรงเซียวเรียกคนตรงหน้าคลายความกังวลใจของพวกเขา ยิ่งเห็นหน้าตาอิดโรยก็เข้าใจได้ว่าเป็นห่วงบุตรสาวถึงขั้นนอนไม่หลับ “ข้าไม่เป็นอันใดมากแล้วเจ้าค่ะ”
มารดาโอบกอดนางด้วยความห่วงใย ลูบแผ่นหลังเบา ๆ “แม่เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก ไม่เป็นอันใดก็ดีมากแล้วแต่ว่าเมิ่งเซียงบอกว่ายังมีบางสิ่งที่เจ้ายังจำไม่ได้ใช่หรือไม่”
มู่หรงเซียวพยักหน้าตอบไปตามตรง ต่อให้อ่านนิยายจนจำได้ขึ้นใจแต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงคำบรรยายในหนังสือ ป่านนี้แล้วนางยังนึกหน้าหยางเสวี่ยเฟยไม่ออกเลยว่าเป็นเช่นไร เหตุใดบุตรสาวแม่ทัพใหญ่จึงได้หลงใหลมากเพียงนั้น
“อย่างน้อยเจ้าจำพ่อกับแม่ได้ก็พอแล้วเซียวเอ๋อร์” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความโล่งใจ
หญิงสาวยิ้มให้พวกเขาทั้งสองพลางทานอาหารร่วมกันเป็นครั้งแรก น่าแปลกนักที่นางรู้สึกว่าคุ้นเคยกับคนตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก กระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ปกติ ทั้งคำพูด กิริยาท่าทาง ลักษณะนิสัย ไม่มีใครสงสัยเลยว่านางไม่ใช่มู่หรงเซียวตัวจริง
หากแต่เจ้าตัวกลับคิดว่า ข้านี่เก่งจริง ๆ สงสัยอ่านนิยายเรื่องนี้หลายครั้งจนจำขึ้นใจแล้วกระมังจึงสวมบทบาทนางร้ายบทจางได้อย่างไม่มีที่ติ
ครั้นใช้เวลานั่งเล่นพูดคุยกับบิดามารดาตลอดทั้งวันจนหมดแรงจึงขอตัวกลับมาพักผ่อน ถอนหายใจเฮือกใหญ่คิดว่าจะเอาตัวไม่รอดเสียแล้วพลันคิดถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้แล้วส่ายหน้าทันควัน
เหตุการณ์ตกสระบัวที่ตำหนักองค์หญิงกำลังสร้างความวุ่นวายให้ชีวิตของมู่หรงเซียว คนที่จะตามมารังควานนางเป็นคนแรกคงหนีไม่พ้นหยางเสวี่ยเฟย
“ข้าจำได้คร่าว ๆ ว่ามู่หรงเซียวถูกใครบางคนผลักตกน้ำ เวลานั้น ใคร ๆ ต่างพูดกันว่าเสิ่นอวี้หลานเป็นคนทำแต่เพราะข้าอ่านนิยายจึงรู้ว่านางไม่ได้ทำ” หญิงสาวพึมพำคนเดียวแล้วครุ่นคิดว่าควรทำอย่างไร ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสวมบทบาทมู่หรงเซียวหรืออย่างไรจึงมีความทรงจำบางส่วนของนางติดมาด้วย
ช่วงเวลาที่หญิงสาวกำลังหงายหลังตกน้ำ นางเห็นใบหน้าเจ้าเล่ห์ขององค์หญิงเยว่หลิง รอยยิ้มบางผุดขึ้น สายตามองไปทางเสิ่นอวี้หลานและนางกำนัลที่คอยติดตาม
“องค์หญิงช่างร้ายกาจ คงจะใส่ร้ายเสิ่นอวี้หลานแล้วทำให้มู่หรงเซียวเกลียดนางในคราวเดียว”
หลังจากคิดไปคิดมาอยู่ครึ่งค่อนคืน มู่หรงเซียวได้ข้อสรุปว่านางคงไม่อาจกล่าวโทษองค์หญิงโดยไม่มีหลักฐานได้ อีกทั้งผู้คนคงไม่เชื่อว่าสตรีสูงศักดิ์จะมาอิจฉาบุตรสาวขุนนางระดับล่างเพราะเรื่องผู้ชาย
ดังนั้นแล้ว วิธีเดียวที่จะหลีกหนีจากความสัมพันธ์แสนวุ่นวาย ไม่เกี่ยวข้องกับหยางเสวี่ยเฟยคงทำได้แค่บอกว่านางลื่นล้มตกสระบัวไปเอง
กระนั้น สิ่งที่คิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม แม้ว่าหญิงสาวจะแก้ข่าวไปอย่างนั้นแต่ข่าวลือก็ยังแพร่สะพัดไม่หยุด
“ข้าบอกไปแล้วเจ้าค่ะ แต่ทุกคนเข้าใจว่าคุณหนูไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายจึงจำใจบอกไปเช่นนั้น ทั้งยังพูดอีกว่าคุณหนูช่างเป็นคนดีจริง ๆ เกือบจมน้ำตายแต่ก็พยายามปกป้องนางผู้นั้นทั้ง ๆ ที่นางเป็นศัตรูหัวใจของคุณหนู” เมิ่งเซียงเล่าข่าวลือที่บรรดาคุณหนูจวนต่าง ๆ พูดถึงเจ้านายในช่วงสองสามวันนี้
“ยากจริง ๆ” เสียงบ่นพึมพำพลางคิดว่าเหตุการณ์นี้น่าจะแก้ไขไปได้ง่าย ๆ แต่ดูท่าทางแล้วเนื้อเรื่องในนิยายก็คงดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็นพลางนับเวลาถอยหลัง “อีกสองสามวันข้าคงได้พบหน้าเขาแล้วสินะ”
“ใครหรือเจ้าคะ” สาวใช้รีบถามด้วยความอยากรู้
“รองแม่ทัพหยาง” มู่หรงเซียวส่ายหน้าแล้วกำชับเมิ่งเซียงว่า “หากเขามาขอพบข้า บอกไปว่าข้าไม่สบาย”
“ทำไมล่ะเจ้าคะ คุณหนูไม่อยากพบเขาหรือ ปกติข้าเห็นคุณหนูไปดักเจอเขาใกล้ ๆ จวนสกุลหยางแทบทุกวัน” เมิ่งเซียงเห็นความผิดแปลกไปของเจ้านายจึงถามด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้ดีว่านางรักหยางเสวี่ยเฟยมากแค่ไหน
“เวลานี้ข้าไม่อยากพบหน้าเขาอีกแล้ว” เมื่อเห็นว่าสาวใช้งุนงงมากกว่าเดิมจึงอธิบายให้เข้าใจ “เจ้าก็รู้ว่าข้ารอความรักจากเขามาเนิ่นนานมากแล้ว ทั้งยังทำทุกอย่างเพื่อให้เขารับรักข้า แต่เจ้าก็เห็นไม่ใช่หรือว่าใจของเขามีแค่เสิ่นอวี้หลาน”
“คุณหนู อย่าเพิ่งยอมแพ้สิเจ้าคะ” เมิ่งเซียงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “สักวันหนึ่ง รองแม่ทัพหยางต้องเห็นความดีของคุณหนู”
“เมิ่งเซียงเอ๋ย เจ้าช่างคิดอะไรเหมือนเด็กน้อยนัก คนจะรักต่อให้อยู่เฉย ๆ เขาก็รัก ความดีไม่ได้ทำให้เขารักข้าได้หรอก” นางพูดพลางคิดถึงเรื่องราวในนิยายแล้วสงสารนางร้ายจับใจ พึมพำคนเดียวว่า “นางทำดีกับเขาทั้งชีวิตยังไม่อาจแทรกเข้าไปอยู่ในใจของเขาได้เลย”
“คุณหนูช่างน่าสงสาร…”
“ข้าตัดใจแล้ว” จู่ ๆ หญิงสาวได้พูดขึ้นด้วยสีหน้าระรื่น “ใต้หล้ากว้างใหญ่ ใช่ว่าจะมีแค่รองแม่ทัพเสียเมื่อไหร่ ครานี้ข้าจะไม่เก็บตัวอยู่แต่ในจวน ไม่แน่ว่าเปิดประตูบานใหญ่ออกไป ข้าอาจจะได้เจอกับบุรุษตรงใจข้า”
“คุณหนูจะตัดใจจากรองแม่ทัพได้เร็วปานนั้นเลยหรือ คุณหนูบอกกับข้าว่าจะรักเพียงแค่เขาตลอดไป” เมิ่งเซียงส่ายหน้าไม่เชื่อสิ่งที่เจ้านายพูดและคิดว่านางกำลังหลอกตัวเองอยู่
“เมิ่งเซียง ข้าตัดใจจากเขาได้แล้วจริง ๆ” หญิงสาวพูดด้วยความมั่นใจ การเลิกรักหยางเสวี่ยเฟยง่ายดายปานปอกกล้วยพลันตอบสาวใช้ในใจว่า ข้าทำได้ง่ายก็เพราะข้าไม่ใช่มู่หรงเซียวตัวจริงอย่างไรเล่า ก่อนจะเอ่ยชวนคนตรงหน้า “ไปเที่ยวตลาดกันเถอะ ช่วงนี้ข้าอยู่แต่ในจวนจนรู้สึกเบื่อเสียแล้ว”
“แต่ว่าท่านหมอบอกให้คุณหนูพักผ่อนอีกสักสามสี่วัน…”
“เจ้าไม่ไปก็รออยู่ที่จวน ข้าจะไป...” นางไม่พูดเปล่าแต่ลุกขึ้นแล้วถือถุงเงินเดินออกไปข้างนอกทันที
“คุณหนู รอข้าด้วยเจ้าค่ะ คุณหนู!” เจ้าตัวรีบลุกขึ้นวิ่งตามไปติด ๆ
มู่หรงเซียวตัวปลอมได้เห็นบรรยากาศรื่นเริงรอบตัวก็รู้สึกสดชื่นขึ้น จูงแขนเมิ่งเซียงไปทางโน้นทางนี้ด้วยความสนุกสนานจนเหนื่อยหอบจึงพากันไปนั่งพักที่ชั้นสองของโรงน้ำชา
ดวงตาสีทับทิมมองภาพเบื้องหน้า ไม่คิดฝันว่าจะได้เข้ามาอยู่ในนิยายพลันสะดุดตาบุรุษผู้หนึ่งจึงมองไม่วางตาจนเมิ่งเซียงมองตามไปด้วย
“คุณหนูมองใครอยู่หรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถาม กลั้นยิ้ม เม้มปากแน่นเหมือนรู้อยู่แล้วว่าเจ้านายกำลังสนใจผู้ใด
มู่หรงเซียวมองบุรุษร่างสูง ผมสีน้ำตาลอ่อนสวมกวานสีเงินมัดเกล้าสูงครึ่งศีรษะแล้วคิดในใจดังเล็กน้อย “หล่อเหลาจริง ๆ”
“ใครหรือเจ้าคะ” เมิ่งเซียงกลั้นหัวเราะ
“ชายคนนั้นอย่างไรเล่า เห็นไหม... ข้าบอกแล้วว่าเพียงแค่เปิดประตูออกมาข้างนอกก็จะได้เจอบุรุษคนอื่นอีกตั้งมากมาย หนึ่งในนั้นต้องมีคนที่ตรงใจข้าบ้าง” มู่หรงเซียวยิ้มกว้าง ตาเป็นประกายชุ่มชื่นหัวใจ
“คนที่สวมชุดสีดำที่ยืนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมหรือเจ้าคะ”
“อืม… เจ้านี่ช่างรู้ใจข้า มองจากตรงนี้ยังเห็นเลยว่ารูปงามยิ่งนัก” หญิงสาวพูดจบแล้วดื่มน้ำชาไปพลางมองบุรุษผู้นั้นไปพลางก่อนจะสำลักน้ำชาเพราะคำพูดของสาวใช้คนสนิท
“ชายผู้นั้น อย่าบอกนะว่าคุณหนูตกหลุมรักรองแม่ทัพหยางอีกแล้วหรือเจ้าคะ” เมิ่งเซียงทำตาปริบ ๆ “คนที่สวมชุดดำผู้นั้น รองแม่ทัพหยางเสวี่ยเฟยนี่เจ้าคะ ไหนว่าจะตัดใจอย่างไรเล่าแต่มองไม่วางตาเช่นนี้ คุณหนูตัดใจไม่ได้อย่างแน่นอน”
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ” มู่หรงเซียวถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าบอกว่าคนที่คุณหนูชมว่ารูปงามหล่อเหลานักหนาคือรองแม่ทัพหยางเสวี่ยเฟยเจ้าค่ะ” นางยิ้มกว้างแล้วบอกอีกว่า “คุณหนูจำเรื่องเขาไม่ได้แต่ว่าหัวใจยังจำได้ใช่หรือไม่เจ้าคะถึงได้ตกหลุมรักคนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
มู่หรงเซียวส่ายหน้าเรียกสติตนเองยืนกรานกระต่ายขาเดียว “ข้าแค่ชมไม่ได้คิดอะไรเลยจริง ๆ เจ้าอย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ ข้าเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นบอกว่าจะตัดใจก็คือตัดให้ขาด ไม่เหลือเยื่อใยใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วข้าจะหา…”
หญิงสาวรีบคว้าเมิ่งเซียงทรุดตัวหลบใต้โต๊ะทันทีเพราะคนที่กำลังถูกพูดถึงเงยหน้ามองมาทางโรงน้ำชา
“คุณหนู ทำไมไปนั่งใต้โต๊ะเล่า”
“แอบกลับออกไปเงียบ ๆ นะเมิ่งเซียง อย่าให้เขาจับได้” นางไม่อยากปะทะกับหยางเสวี่ยเฟยตอนนี้แต่ไม่ทันการ จู่ ๆ ก็รู้สึกได้ว่าแรงกดดันมหาศาลกำลังพุ่งเข้าหานางมากขึ้นเรื่อย ๆ
“คุณหนูสกุลมู่หายดีแล้วหรือ” น้ำเสียงที่ถามเหมือนห่วงใยแต่เมื่อฟังดูดี ๆ แล้วคล้ายตำหนิก็ไม่ปาน
หญิงสาวทำเป็นไม่ได้ยินแล้วบอกสาวใช้ว่า “เมิ่งเซียง ข้าหาต่างหูเจอแล้ว รีบกลับจวนกันดีกว่า ท่านพ่อท่านแม่คงรอข้าอยู่แน่ ๆ” พลันลุกขึ้นจูงแขนเมิ่งเซียงหนีออกมา
ทว่า ร่างสูงใหญ่กลับขวางทางเอาไว้ เอ่ยถามอีกครั้ง “เจ้าจะรีบไปที่ใดหรือ”
เมิ่งเซียงมองหน้าชายผู้นั้นสลับกับเจ้านายตัวเองเพราะไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร “คุณหนู รองแม่ทัพกำลังพูดกับคุณหนูอยู่เจ้าค่ะ”
“รองแม่ทัพ ใครกันหรือ” แววตามู่หรงเซียวราวกับไม่รู้จักคนตรงหน้า “เมิ่งเซียง ข้ารู้จักเขาด้วยหรือ”
“เอ่อ คุณหนู…” สาวใช้ทำหน้าแปลกใจที่เจ้านายพูดอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่ก็ยังพูดถึงเขาอยู่เลย
มู่หรงเซียวรู้ว่าเมิ่งเซียงสับสน ทำตัวไม่ถูกจึงแก้สถานการณ์ด้วยการบอกชายหนุ่มว่า “ข้าต้องขอโทษรองแม่ทัพด้วย เจ้าคงจะได้ยินเรื่องของข้ามาบ้างแล้ว ความทรงจำข้าหายไปบางส่วน อาจจะจำไม่ได้ว่าเจ้าเป็นผู้ใด”
“ร้ายแรงเพียงนั้นเลยหรือ” หยางเสวี่ยเฟยถามอีกครั้งด้วยแววตาเย็นชา “เงยหน้ามองข้าให้ชัด ๆ ดีหรือไม่ เผื่อจะจำได้ว่าเราสองคนมีเรื่องต้องสะสาง”
นั่นไง ข้านึกแล้วว่าเขาจะต้องมาพูดเรื่องข่าวลือของข้ากับเสิ่นอวี้หลาน มู่หรงเซียวคิดในใจพลันทำหน้าพะอืดพะอมบอกสาวใช้ข้างกายว่า “เมิ่งเซียง ข้าเวียนหัวอีกแล้ว รู้สึกเหมือนจะเป็นลม รีบพาข้ากลับจวนเถอะ”
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่พูดจบแล้วยืนโงนเงน กุมขมับอยากอาเจียนทันใด ก่อนจะรู้ตัวอีกทีว่าเวลานี้หยางเสวี่ยเฟยกำลังอุ้มตัวเองอยู่
“เจ้าทำอะไร ปล่อยข้าลงนะ” นางดิ้นรนให้หลุดพ้นแต่ต้องรักษากิริยาเพราะแสดงเป็นคนป่วยอยู่ “ข้าเวียนหัว ปล่อยข้าเถอะเจ้าค่ะ”
หยางเสวี่ยเฟยแสยะยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ไม่สบายถึงเพียงนี้ ข้าจะปล่อยไปได้อย่างไรเล่า”
ปล่อยเถอะ ข้าเดินกลับเองได้ นางคิดในใจ ไม่อยากข้องเกี่ยวกับคนไร้ความรู้สึกอย่างเขาเลยสักนิด
“แม่ทัพใหญ่คงไม่พอใจหากรู้ว่าข้าไม่ใส่ใจบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา เช่นนั้น... ข้าจะไปส่งเจ้าที่จวนสกุลมู่”
“ไม่ต้อง!” มู่หรงเซียวโพล่งออกมาทันควันแต่รองแม่ทัพไม่ฟังทั้งยังอุ้มนางไปส่งที่จวนอย่างที่พูดไว้ไม่มีผิด
ไม่นานนัก พวกเขาได้มาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ มู่หลิงอวิ๋นเห็นลูกน้องอุ้มบุตรสาวมาก็นึกกระวนกระวายใจรีบพรวดพราดออกมารับหน้าประตู“เซียวเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายหรือ” เขาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงแล้วหันไปบอกคนใช้ในจวน “ไปตามหมอมาเร็วเข้า”“ท่านพ่อ ข้าแค่เวียนหัวนิดหน่อยเจ้าค่ะ หากได้นอนพักสักงีบ อาการคงจะค่อย ๆ ดีขึ้น” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจะเป็นลมล้มพับได้ทุกเมื่อแต่ไม่วายดิ้นรนอยากออกจากอ้อมกอดหยางเสวี่ยเฟย “รองแม่ทัพ ขอบคุณน้ำใจของเจ้ายิ่งนัก ถึงจวนข้าแล้วเจ้าค่ะ”หากแต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยเพราะในใจกำลังคิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเสแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขาและอาการทั้งหมดที่คนเล่าลือว่าความทรงจำบางส่วนขาดหายเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพดวงตาสีทับทิมมึนงงมองเขาเพราะไม่เข้าใจ “จะไปส่งข้าถึงในเรือนหรือเจ้าคะจึงไม่ยอมปล่อย”ครั้นเห็นเขาขยับขาก็รีบมองหน้าบุรุษอีกคนที่ยืนอยู่ข้างแม่ทัพใหญ่ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือทันที“รองแม่ทัพไม่ต้องทำถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ ถึงอย่างไรเรือนของคุณหนูก็เป็นพื้นที่ส่วนตัว จะให้ชายอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเข้าไปคงไม่งามนัก” เซี่ยหลานเฟิง มือขวาแม่ทัพใหญ่ที่อายุเท่าหยางเสวี่ยเ
เช้าวันต่อมามู่หลิงอวิ๋นและฮูหยินได้เข้ามาเยี่ยมบุตรสาวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังเพราะเมิ่งเซียงบอกว่าอาการดีขึ้นแล้วแต่ยังคงมีปัญหาเรื่องความทรงจำเล็กน้อย“ท่านพ่อ ท่านแม่” มู่หรงเซียวเรียกคนตรงหน้าคลายความกังวลใจของพวกเขา ยิ่งเห็นหน้าตาอิดโรยก็เข้าใจได้ว่าเป็นห่วงบุตรสาวถึงขั้นนอนไม่หลับ “ข้าไม่เป็นอันใดมากแล้วเจ้าค่ะ”มารดาโอบกอดนางด้วยความห่วงใย ลูบแผ่นหลังเบา ๆ “แม่เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก ไม่เป็นอันใดก็ดีมากแล้วแต่ว่าเมิ่งเซียงบอกว่ายังมีบางสิ่งที่เจ้ายังจำไม่ได้ใช่หรือไม่”มู่หรงเซียวพยักหน้าตอบไปตามตรง ต่อให้อ่านนิยายจนจำได้ขึ้นใจแต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงคำบรรยายในหนังสือ ป่านนี้แล้วนางยังนึกหน้าหยางเสวี่ยเฟยไม่ออกเลยว่าเป็นเช่นไร เหตุใดบุตรสาวแม่ทัพใหญ่จึงได้หลงใหลมากเพียงนั้น“อย่างน้อยเจ้าจำพ่อกับแม่ได้ก็พอแล้วเซียวเอ๋อร์” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความโล่งใจ หญิงสาวยิ้มให้พวกเขาทั้งสองพลางทานอาหารร่วมกันเป็นครั้งแรก น่าแปลกนักที่นางรู้สึกว่าคุ้นเคยกับคนตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก กระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ปกติ ทั้งคำพูด กิริยาท่าทาง ลักษณะนิสัย ไม่มีใครสงสัยเลยว่านางไม่ใช่มู่หรงเซียวตัวจริง
จื่อเถิงฮวา ตำหนักขององค์หญิงเยว่หลิงกำลังมีงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิเหมือนอย่างทุกปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงและสดใสไม่แพ้ดอกจื่อเถิงที่ผลิบานส่งกลิ่นหอมอบอวลในสวนกว้างใหญ่“คุณหนูจะกลับแล้วหรือเจ้าคะ” เมิ่งเซียง สาวใช้วัยสิบหกปีของบุตรสาวสกุลมู่เอ่ยถามผู้เป็นเจ้านาย “อืม… ข้ารู้สึกเวียนหัว” นางตอบอีกฝ่าย สีหน้าอิดโรยเล็กน้อยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด สายตามองไปยังทางออกแต่เพราะมีผู้คนยืนออกันหนาแน่นจึงเลี่ยงไปทางริมสระน้ำเพื่อที่จะได้กลับจวนเร็วขึ้นกว่าเดิม“คุณหนู ทางนี้…” เมิ่งเซียงยังพูดไม่ทันจบ มัวแต่มองทางข้างหน้าเพื่อพาเจ้านายออกไปโดยเร็ว หันกลับมาอีกทีจึงได้เห็นแต่ร่างบางที่กำลังลอยเคว้งตกสระบัวตู้ม น้ำใสแจ๋วกระจายเป็นวงกว้างในขณะที่ตัวคนพยายามตะเกียกตะกายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น“คุณหนู!” สาวใช้ร้องลั่นรีบขอให้คนช่วยแต่บริเวณนั้นกลับมีแต่บุตรสาวขุนนางไฉนจะว่ายน้ำเป็นกัน จึงหยิบท่อนไม้ยาวยื่นไปหาเจ้านายพร้อมตะโกนไม่หยุด “ช่วยด้วยเจ้าค่ะ!!!”ทว่า เพียงพริบตาเดียว ร่างบางกลับหมดแรงลงดื้อ ๆ เพราะปวดหัวเป็นทุนเดิม สายตาที่มองมายังเมิ่งเซียงราวกับจะบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายอย่างไรอย่างนั้







