INICIAR SESIÓNไม่นานนัก พวกเขาได้มาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ มู่หลิงอวิ๋นเห็นลูกน้องอุ้มบุตรสาวมาก็นึกกระวนกระวายใจรีบพรวดพราดออกมารับหน้าประตู
“เซียวเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายหรือ” เขาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงแล้วหันไปบอกคนใช้ในจวน “ไปตามหมอมาเร็วเข้า”
“ท่านพ่อ ข้าแค่เวียนหัวนิดหน่อยเจ้าค่ะ หากได้นอนพักสักงีบ อาการคงจะค่อย ๆ ดีขึ้น” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจะเป็นลมล้มพับได้ทุกเมื่อแต่ไม่วายดิ้นรนอยากออกจากอ้อมกอดหยางเสวี่ยเฟย “รองแม่ทัพ ขอบคุณน้ำใจของเจ้ายิ่งนัก ถึงจวนข้าแล้วเจ้าค่ะ”
หากแต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยเพราะในใจกำลังคิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเสแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขาและอาการทั้งหมดที่คนเล่าลือว่าความทรงจำบางส่วนขาดหายเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ
ดวงตาสีทับทิมมึนงงมองเขาเพราะไม่เข้าใจ “จะไปส่งข้าถึงในเรือนหรือเจ้าคะจึงไม่ยอมปล่อย”
ครั้นเห็นเขาขยับขาก็รีบมองหน้าบุรุษอีกคนที่ยืนอยู่ข้างแม่ทัพใหญ่ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือทันที
“รองแม่ทัพไม่ต้องทำถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ ถึงอย่างไรเรือนของคุณหนูก็เป็นพื้นที่ส่วนตัว จะให้ชายอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเข้าไปคงไม่งามนัก” เซี่ยหลานเฟิง มือขวาแม่ทัพใหญ่ที่อายุเท่าหยางเสวี่ยเฟยกล่าวก่อนจะเดินเข้ามาช้อนตัวอุ้มคุณหนูสกุลมู่
“…”
“…”
“…” มู่หรงเซียวลอบถอนหายใจที่หยางเสวี่ยเฟยไม่ปล่อยนางให้เซี่ยหลานเฟิงง่าย ๆ เอาแต่ยืนจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้น ไม่คิดเลยว่าพระรองของนิยายจะมีนิสัยดื้อด้านเช่นนี้
“ส่งคุณหนูให้ข้าเถอะขอรับ” เซี่ยหลานเฟิงเอ่ยอีกครั้งหนึ่ง
“ปกตินางมักชวนข้าไปที่เรือนบ่อย ๆ เหตุใดครั้งนี้ข้าจึงเข้าไปไม่ได้เล่า” เขาถามสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาไม่สบอารมณ์
เดิมที มู่หรงเซียวทั้งเขียนจดหมาย เอ่ยปากชวนเขามาดื่มน้ำชาที่เรือนบ่อยครั้งเพื่อหาโอกาสได้อยู่กับเขาสองต่อสอง แม้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยมาตามคำเชิญแต่ครั้งนี้รู้สึกว่าเขาดึงดันต้องเข้าไปข้างในให้ได้เสียอย่างนั้น
หญิงสาวผู้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศมาคุมองหน้าบิดาแต่เหมือนกับแม่ทัพใหญ่ไม่นึกห้าม เหตุผลเดียวก็คือรู้ว่าบุตรสาวอยากให้หยางเสวี่ยเฟยไปส่ง
ทว่า นางไม่ใช่มู่หรงเซียวจึงคัดค้านเต็มที่ ทำสีหน้าป่วยออดแอดอ้อนเซี่ยหลานเฟิง “เฟิงเกอ ข้าเวียนหัวมากเลย ท่านช่วยพาข้าไปส่งที่เรือนเร็ว ๆ ได้หรือไม่”
มู่หรงเซียวเลิกคิ้วเพราะได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของหยางเสวี่ยเฟย “เฟิงเกออย่างนั้นหรือ พวกท่านคงจะสนิทกันมากสินะขอรับ”
“พวกเราโตมาด้วยกันย่อมสนิทสนมเป็นธรรมดา” เซี่ยหลานเฟิงทำหน้าเหมือนเหนือกว่า “คุณหนูต้องการพักผ่อน รบกวนรองแม่ทัพส่งคุณหนูให้ข้าด้วย”
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด เก็บสีหน้าไม่พอใจเอาไว้แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายอุ้มหญิงสาวไปส่งที่เรือนด้านใน
“คุณหนูมู่” เสียงเรียกของหยางเสวี่ยเฟยทำเอาหญิงสาวขนลุก อยากปิดหูไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
“…”
“วันหลังข้าจะมาเยี่ยม” ดวงตาสีดำขลับจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา
“เจ้าค่ะ” มู่หรงเซียวได้แต่ตอบไปอย่างนั้นแล้วบอกให้เซี่ยหลานเฟิงไปส่งที่เรือนโดยเร็ว
เรื่องราวในวันนั้นผ่านไปได้ด้วยดีแต่นางแทบใจหายใจคว่ำเพราะความดื้อรั้นของเขา ไหน ๆ เขาก็เกลียดนางปานนั้นจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มายุ่งเกี่ยวด้วยแล้วแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ทุกเช้า สาย บ่าย เย็นมักได้ยินเมิ่งเซียงวิ่งหน้าตาตื่นมาหาพร้อมตะโกนว่า “รองแม่ทัพหยางมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”
“บอกไปว่าข้านอนหลับ”
“บอกแล้วเจ้าค่ะ แต่รองแม่ทัพจะรอจนกว่าคุณหนูจะตื่น” สาวใช้ส่ายหน้าราวกับหมดหนทาง
“เจ้าออกไปบอกเขาอีกสักรอบว่าข้าดื่มสมุนไพรบำรุงร่างกายไปหลายขนานคงหลับยาวจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้า”
“คุณหนู…” เมิ่งเซียงถอนหายใจแล้วทำตามที่บอก
สถานการณ์ระหว่างคนทั้งสองเป็นเช่นนี้อยู่นานหลายวัน หญิงสาวเอาแต่หลบหน้าอีกฝ่ายด้วยทุกวิธีที่จะทำได้ หวังลึก ๆ ว่าเขาจะเลิกสนใจนางเสียทีแต่หยางเสวี่ยเฟยยังไม่บรรลุความตั้งใจจึงไม่รามือ ขยันมาขอพบนางทุกเมื่อเชื่อวันจนมู่หลิงอวิ๋นนึกสงสัยจึงมาถามบุตรสาวให้แน่ใจ
“เซียวเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงหลบหน้าเขา” บิดาสังเกตนางมาหลายวันแล้ว ปกติแทบขอร้องให้อีกฝ่ายมาเยี่ยมเยียนที่จวนหรือหากเขาปฏิเสธคำชวนก็จะเป็นฝ่ายไปหาถึงที่ แต่หลังฟื้นจากตกสระบัวกลับไม่อยากเจอคนที่แอบรักข้างเดียวมานานเสียอย่างนั้น
“ข้าไม่มีเหตุผลใดให้เจอเขานี่เจ้าคะ”
“เจ้าบอกว่าจะตัดใจจากเขา พูดจริงหรือ” มู่หลิงอวิ๋นไม่อยากเชื่อว่าบุตรสาวจะทำได้ อันที่จริงคนทั้งจวนสกุลมู่รู้ดีว่านางยึดติดกับหยางเสวี่ยเฟยมากเพียงใด ไม่มีทางตัดขาดได้อย่างแน่นอน บางทีการที่นางหลบหนีหน้าอาจเพราะเรียกร้องความสนใจก็เป็นได้
“จริงเจ้าค่ะ” อีกฝ่ายรีบตอบสีหน้าจริงจัง “ท่านพ่อ ข้าคิดดีแล้วว่าถึงเวลาที่ต้องหักห้ามใจเสียที รอความรักที่ไม่มีวันได้มามันเจ็บปวดเกินไปเจ้าค่ะ”
“เซียวเอ๋อร์ เจ้าบอกว่าอยากแต่งงานกับเขา เช่นนั้นพ่อจะทูลฝ่าบาทให้ดีหรือไม่” แม่ทัพใหญ่ทำผลงานมากมายเพื่อแคว้นฉินหมิงย่อมมีคุณงามความดี เพียงเอ่ยปากขอให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการให้หยางเสวี่ยเฟยมาแต่งงานกับบุตรสาวนับว่าเป็นเรื่องง่ายดายนัก
“ไม่เจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าทันควันไม่อยากให้มู่หรงเซียวในชีวิตนี้ตกอยู่ในความทุกข์ใจอีกแล้ว ตราบใดที่นางยังอยู่ในร่างนี้จะไม่ยอมอย่างเด็ดขาด “ท่านพ่อ ข้าไม่อยากแต่งงานกับเขาแล้วเจ้าค่ะ”
“…” สายตาคู่นั้นมองคนตรงหน้าด้วยความสงสารคิดว่ากำลังปิดบังความรู้สึกเศร้าเสียใจเอาไว้ แม้จะเห็นว่านางยิ้มกว้างแต่กลับเข้าใจผิดว่าบุตรสาวฝืนใจอย่างยิ่ง
“ท่านพ่อ ใต้หล้ากว้างใหญ่ หากข้าอยากแต่งงานกับผู้ใด ข้าจะบอกท่านพ่อเป็นคนแรกเจ้าค่ะ”
มู่หลิงอวิ๋นทำหน้างงงวยแล้วถอนหายใจ ไม่ว่าบุตรสาวจะตัดสินใจอย่างไร เขาจะคอยอยู่เคียงข้างนางเหมือนอย่างเคย จึงเอื้อมมือลูบเรือนผมยาวสลวยอย่างอ่อนโยน
“เซียวเอ๋อร์ หากเจ้าเศร้าใจเมื่อใดอย่าลืมว่าผู้คนในจวนสกุลมู่อยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ พ่อกับแม่เป็นห่วงเจ้านะเซียวเอ๋อร์” คนเป็นบิดาพูดจบแล้วกอดบุตรสาวให้กำลังใจพลางหวังว่าเวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึกในใจของนาง
มู่หรงเซียวตัวปลอมสัมผัสได้ถึงความรักที่บิดามีให้รู้สึกคุ้นเคยยิ่งนักราวกับเวลานี้นางกลายเป็นมู่หรงเซียวไปจริง ๆ เสียอย่างนั้นจึงเอ่ยออกไปไม่รู้ตัว “ขอเพียงท่านพ่อกับท่านแม่รักข้าก็พอเจ้าค่ะ เซียวเอ๋อร์รู้สึกว่าไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
สองสามวันต่อมา
มู่หรงเซียวชวนเมิ่งเซียงไปเที่ยวเทศกาลยามค่ำคืนเพราะอยากเห็นไฟประดับและความสวยงามของโคมไฟอย่างที่นิยายเขียนบรรยายเอาไว้
หากแต่เดินเล่นไปไม่เท่าไหร่กลับเจอเสิ่นอวี้หลานโดยบังเอิญ รู้ได้ในทันทีว่าหญิงสาวผมสีน้ำตาลแดงคือใคร “งดงามราวกับภาพวาด มิน่าเล่าหยางเสวี่ยเฟยจึงได้หลงใหลหัวปักหัวปำ”
“คุณหนูของข้าก็งามไม่แพ้ผู้ใดเช่นกัน อย่าน้อยใจไปเลยเจ้าค่ะ” เมิ่งเซียงปลอบใจคนข้างกาย
“ข้าจะน้อยใจไปทำไมกัน ข้าเป็นถึงหนึ่งในสาวงามของแคว้นฉินหมิงเชียวนะ” มู่หรงเซียวยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจแล้วคิดว่า สตรีที่ทั้งงดงาม เย็บปักถักร้อยเก่ง ทำอาหารอร่อย มารดาร่ำรวย เป็นถึงบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ เพียบพร้อมและสูงส่งถึงเพียงนี้จะมาทำตัวขี้อิจฉาผู้อื่นเพราะผู้ชายคนเดียวทำไมกัน เหตุผลที่ถูกวางให้เป็นนางร้ายช่างไร้สาระจริง ๆ
ครั้นมองภาพตรงหน้าแล้วก็นึกบางอย่างได้จึงคล้องแขนเมิ่งเซียงไปยังที่แห่งหนึ่ง
“คุณหนู ทำไมจึงทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้เล่า” เมิ่งเซียงถูกลากมาด้วยโดยไม่รู้เรื่องราว
“ชู่ อย่าเสียงดังสิ” นางบอกให้สาวใช้เงียบเสียงเพราะกำลังลุ้นกับฉากเบื้องหน้า จำรายละเอียดในนิยายได้อย่างแม่นยำ
ค่ำคืนจันทร์เต็มดวง เสิ่นอวี้หลานนัดพบกับหลี่หมิงฮ่าวในเทศกาลรื่นเริง เดินเที่ยวเล่นด้วยกันสองต่อสอง สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความสุข ต่างฝ่ายต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป หญิงสาวรอคอยวันคืนที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเขาโดยไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้ามีอุปสรรครออยู่
“น่าสงสารยิ่งนัก” มู่หรงเซียวพึมพำแล้วนึกขึ้นได้ว่าตัวนางเองก็ต้องเข้าฉากด้วยเหมือนกัน “เฮ้อ อุตส่าห์หลบหน้าได้ตั้งหลายวัน ต้องเจอเขาจริง ๆ หรือ”
หลังจากเสิ่นอวี้หลานแยกกับหลี่หมิงฮ่าวแล้ว นางยังคงยืนเล่นอยู่บนสะพานสักพักหนึ่ง สายตามองดูปิ่นปักผมแทนใจที่ชายหนุ่มให้ไว้จนไม่ทันได้สังเกตว่าใครบางคนเดินเข้ามาใกล้
“องค์หญิง!” เสิ่นอวี้หลานตกใจที่จู่ ๆ นางแย่งปิ่นปักผมในมือไป
“เฮอะ” องค์หญิงยิ้มมุมปาก สีหน้าเกลียดชังนางเป็นอย่างยิ่ง “เจ้ากล้าแอบนัดพบกับเขาหรือ”
“…” เสิ่นอวี้หลานไม่ตอบ รู้ดีว่าองค์หญิงเยว่หลิงพูดถึงใครและไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเพราะรู้ว่าไม่มีทางใดเลยที่จะเอาชนะคนตรงหน้าได้
หากแต่ความเงียบงันทำให้องค์หญิงฉุนเฉียวมากกว่าเดิม “ข้าถาม เหตุใดไม่ตอบ ไม่มีปากหรืออย่างไร”
“พระองค์คืนปิ่นให้หม่อมฉันเถิดเพคะ”
“ท่านพี่ให้เจ้ามาใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามพลางยกปิ่นขึ้นมาดูให้แน่ชัดแล้วยื่นออกไปข้าง ๆ ราวกับจะปล่อยทิ้งลงคลองน้ำเบื้องล่างที่เย็นยะเยือก
“แม่ทัพหลี่ให้หม่อมฉันไว้เพคะ แต่ว่าองค์หญิงได้โปรดคืนของสิ่งนั้นให้หม่อมฉันด้วยเพคะ” หญิงสาวอ้อนวอนเพราะนั่นเป็นของแทนใจระหว่างกัน
องค์หญิงเยว่หลิงยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วปล่อยปิ่นปักผมตกลงไปในคลองน้ำด้วยสีหน้าไม่แยแสก่อนจะเอื้อมมือจับใบหน้าเสิ่นอวี้หลาน บีบใบหน้าเรียวพูดว่า “อย่าริอาจมายุ่งกับท่านพี่อีก ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ว่าเจ้าจะฝันถึงสิ่งใด จงล้มเลิกไปให้หมด ท่านพี่เป็นของข้า ท้ายที่สุดแล้วย่อมต้องแต่งงานกับข้า”
“อื้อหือ…” มู่หรงเซียวที่แอบดูเหตุการณ์คุกรุ่นกับเมิ่งเซียงเอ่ยพึมพำ ตอนที่อ่านนิยายก็รู้สึกว่าองค์หญิงทำตัวได้เหมือนนางร้ายที่ได้แต่ร้องกรี๊ดกร๊าดไปวัน ๆ เอาแต่ตามผู้ชายไปทุกหนทุกแห่งแล้วราวีคนรักของพระเอก ยิ่งมาเห็นภาพนั้นกับตาก็เหมือนดูละครที่สมจริงมากกว่าเดิมจนเกิดความรู้สึกว่านางน่าหมั่นไส้จริง ๆ
“คุณหนู เหตุใดองค์หญิงจึงน่ากลัวถึงเพียงนั้น” เมิ่งเซียงไม่คิดว่าองค์หญิงแสนดีจะร้ายกาจได้ขนาดนี้
“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ สิ่งที่เห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด” หญิงสาวพูดแต่เพียงเท่านั้นพลันได้ยินเสียงดังเพียะก้องกังวาน “อูย… เจ็บน่าดู” องค์หญิงเยว่หลิงตบหน้าเสิ่นอวี้หลานสุดแรงจนแก้มนางเป็นรอยช้ำแดงทันใด
“อย่าได้คิดเอาไปฟ้องท่านพี่ล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะทำมากกว่านี้อีก” นางโพล่งออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว ในขณะที่หญิงสาวอีกคนน้ำตารื้นด้วยความเจ็บ พยายามอดกลั้นไม่แสดงท่าทีอ่อนแอออกมา
ความหึงหวงดันถาโถมเข้าหาองค์หญิงมากเกินไปจึงไม่ยอมจบแต่เพียงเท่านั้น นางแสยะยิ้มแล้วผลักเสิ่นอวี้หลานตกลงไปในคลองน้ำแล้วพูดว่า “อาลัยอาวรณ์กับปิ่นนั่นนักก็งมหามันทั้งคืนเถอะ” จากนั้นก็เดินหนีไปไม่แยแส
เสิ่นอวี้หลานตะเกียกตะกายยืนขึ้น โชคดีที่คลองตรงนี้ระดับน้ำสูงแค่เข่าจึงไม่เป็นอันตราย หญิงสาวไม่สนว่าอากาศยามค่ำคืนหนาวเย็นมากแค่ไหน ลืมไปแล้วว่าเพิ่งถูกใครทำร้ายมา รู้เพียงอย่างเดียวว่านางต้องหาปิ่นของหลี่หมิงฮ่าวให้เจอ
“แย่แล้ว!!!” มู่หรงเซียวนึกขึ้นได้ตะโกนออกมา
“อะไรหรือเจ้าคะ คุณหนู... อะไรแย่เจ้าคะ”
หญิงสาวส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “เฮ้อ ไหน ๆ เขาก็เกลียดข้าอยู่แล้ว ต่อให้เกลียดมากกว่านี้ก็คงไม่เป็นอันใดหรอก”
“คุณหนู อย่าพูดคนเดียวสิเจ้าคะ ข้าไม่เข้าใจ…” สาวใช้ทำหน้าสับสนรอฟังคำอธิบาย
“เมิ่งเซียง ต่อจากนี้เป็นเรื่องที่ข้าต้องทำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าห้ามเข้ามายุ่งโดยเด็ดขาด” สีหน้านางจริงจังราวกับย้ำเตือนให้สาวใช้คนสนิททำตามอย่างเคร่งครัด “อย่าลืมที่ข้าพูดว่าห้ามเข้ามายุ่ง เข้าใจใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” สาวใช้ได้แต่พยักหน้าแล้วแอบอยู่มุมเดิม มองตามแผ่นหลังของมู่หรงเซียวที่กำลังเดินไปหาเสิ่นอวี้หลาน ภาวนาในใจว่าอย่าได้เกิดเรื่องใดไม่ดีกับเจ้านายของนางเลย
มู่หรงเซียวเข้าไปช่วยหญิงสาวที่น่าสงสาร ห่มผ้าคลุมให้เพราะเห็นว่านางกำลังตัวสั่นเทา ใบหน้าแดงก่ำเป็นรอยนิ้วถือปิ่นปักผมที่เพิ่งหาเจอด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าแทบหมดแรงแล้วพยุงขึ้นมาจากน้ำพลันได้ยินเสียงที่คุ้นเคย “อวี้หลาน”
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มองไปทางต้นเสียง คิดในใจว่า นั่นไง พระรองของเราโผล่มาแล้ว ยังไม่ทันได้ถามไถ่เรื่องราวสักนิดกลับมองข้าตาขวาง สีหน้ากราดเกรี้ยวเช่นนี้ ความเกลียดชังที่มีต่อข้าคงจะพุ่งกระฉูดสูงเฉียดฟ้าแล้วกระมัง
“ท่านพ่อ…” หยางเสวี่ยหลิงเอ่ยเรียกบิดาแต่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา “หลับแล้วหรือขอรับ”“ท่านพ่อ หลับจริง ๆ หรือ” หยางเสวี่ยเฟิงเอ่ยถามอีกคน “ยังเล่านิทานไม่จบเสียหน่อย”“พวกเจ้าอย่ากวนท่านพ่อสิ” หยางเสวี่ยอิงห้ามปรามน้องชายทั้งสองก่อนจะเล่าสิ่งที่บิดาพูดก่อนหน้าต่อ “หญ้าแก้วไพลินน่ะเป็นวัชพืชก็จริงแต่เอาไปทำเป็นก้อนน้ำตาลไว้ตรวจพิษได้ด้วย ท่านพ่อจึงมักพกติดตัวอยู่เสมอ”“อร่อยมากเลยหรือ” เด็กน้อยสองคนถามคำเดียวกัน ก่อนที่พี่ชายคนโตจะหยิบออกมาให้ดูแล้วถามว่า “อยากลองกินหรือไม่”ไม่ต้องถามก็รู้แล้วว่าพวกเขาต้องรีบพยักหน้าทันควัน หยางเสวี่ยอิงจึงพึมพำราวกับไม่อยากให้บิดารู้สึกตัว “หากได้กินแล้วจะรีบนอนหรือไม่”“ขอรับ”ครั้นได้ลิ้มรสหวานก็พากันยิ้มกว้างชอบใจยิ่งนัก เปลือกตาจึงค่อย ๆ เผยอปิดลงด้วยความเหนื่อยล้าเพราะเล่นทั้งวันจนหมดแรงไปโดยปริยายทั้งสามคนหยางเสวี่ยเฟยยิ้มมุมปากรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเพราะแกล้งหลับ อยากรู้ว่าพี่ชายน้องชายจะทำอย่างไรพลันนับหนึ่งถึงสิบให้แน่ใจว่าพวกเขาหลับสนิท ก่อนห่มผ้าให้แล้วกลับเข้าไปยังห้องของฮูหยิน“หลับกันหมดแล้วหรือ” มู่หรงเซียวสัมผัสได้ว่ามีไออุ่นใครบางคน
หยางเสวี่ยเฟยพาครอบครัวไปเมืองเหอผิงเพื่อเยี่ยมแม่ทัพหลี่กับเสิ่นอวี้หลาน แม้ระหว่างทางวุ่นวายเพราะเด็ก ๆ ไปบ้างแต่นับว่าเป็นการเดินทางที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานต่างฝ่ายต่างเฝ้ารอที่จะได้พบกันในรอบสองปีเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาติดภารกิจจนแทบไม่มีเวลาว่างเลย ทันทีที่ลงจากรถม้า หยางเสวี่ยอิงรีบวิ่งไปที่หน้าจวนแล้วทักทายหลี่หมิงฮ่าวกับเสิ่นอวี้หลานโดยไม่รีรอ ก่อนจะหันไปยิ้มให้เด็กหญิงอีกคนหนึ่งที่อายุเท่ากัน“ฟางฮวา เจ้าสบายดีหรือไม่”“อืม…” บุตรสาวคนโตของแม่ทัพหลี่พยักหน้า ดวงตาสีอำพันเหมือนมารดามองสหายด้วยความคิดถึง พลันน้องชายของนางวิ่งผ่านหน้าไปหาคนที่เหลือ “เอ๊ะ… ฟางหมิง เจ้าอย่าวิ่ง เดี๋ยวหกล้มอีก”เด็กหญิงหันมาหาหยางเสวี่ยอิงแล้วรับของขวัญเป็นภาพวาดที่เจ้าตัวตั้งใจทำมาให้ ส่วนบิดามารดาได้แต่ยิ้มให้กันด้วยความเอ็นดูในมิตรภาพแล้วเดินไปต้อนรับสหายคนสนิทที่รถม้า“เสวี่ยหลิง! เสวี่ยเฟิง!” หลี่ฟางหมิงตะโกนเรียกบุตรชายคนรองและบุตรชายคนที่สามของรองแม่ทัพหยางด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่าเด็กชายอายุราวสามขวบที่ยืนอยู่ข้างพวกเขาเป็นใคร “เสิ่นฮ่าวเฉิน น้องของพวกเราอย่างไรเล่า
“เฮ้อ… เจ้าเลิกเอากระบี่จ่อคอข้าได้หรือไม่ แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยหรือ” เจ้าตัวส่ายหน้าทำเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเพราะคนที่อยู่ตรงหน้าก็คนกันเองทั้งนั้น“ฝ่าบาทอยากลองลิ้มรสอาวุธของกระหม่อมดูสักครั้งหรือไม่ เผื่อจะจำได้ว่านางเป็นภรรยาของข้า”“เซียวเอ๋อร์ เจ้าดูเอาเถอะ เขาชอบหันกระบี่หาข้าอยู่ร่ำไป ไม่รู้หรือว่าข้าน่ะเป็นรัชทายาทแคว้นซวงเหวินเชียวนะ” จู่ ๆ เสียงนั้นก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ว่าแต่เจ้าไม่สนใจเป็นสนมของข้าหรือ”“ท่านพี่... ตามใจเถอะ ข้าไม่ห้ามหรอก” บุตรสาวแม่ทัพใหญ่ยิ้มให้สามีพลันองค์รัชทายาทเสียวสันหลังวาบเพราะรอยยิ้มแสยะของหยางเสวี่ยเฟย แสงจันทร์ส่องลงมาที่กระบี่สีเงินแวววาวสะท้อนเข้าตาตัวเองจนต้องรีบหลบหลังน้องชายเสียงพึมพำเอ่ยขึ้นมา “น่ากลัว มีแต่คนน่ากลัว” แล้วหันไปทำสายตาอ้อนวอน “เจ้าเป็นน้องชายที่ใจดีที่สุดของข้า”“อืม ทรงรู้เช่นนี้ก็ดีแล้วเพราะข้าเองก็คิดว่าจะอดทนอีกไม่นานเช่นกัน” หลินเพ่ยอินยิ้มมีเลศนัย “ครานี้ทรงเสด็จกลับวังหลวงกับข้าได้หรือไม่”“อืม กลับแล้ว ไม่ดื้อแล้ว” หลินชิงหรูจำต้องยอมรับโชคชะตาของตัวเองไปโดยปริยายหากแต่ค่ำคืนนั้นนับว่าเป็นการกลับมาพบก
มู่หรงเซียวชวนผู้เป็นสามีไปเที่ยวที่หอจันทราเพื่อฟังเสียงบรรเลงกู่ฉินตามเคย หากแต่อีกฝ่ายคิดว่าสถานที่นั้นเหมือนกับหอราตรีในเยว่จวนจึงอิดออดไม่อยากให้ไปสักเท่าใดนัก ก่อนจะรู้ว่าหอจันทราเป็นเพียงสถานที่ให้ความสำราญทั่วไปจึงเบาใจไปบ้างคืนนี้ ภรรยาของเขาจึงแต่งกายเป็นสตรีเหมือนอย่างปกติแล้วรอฟังเพลงกู่ฉินด้วยสีหน้าระรื่นพลันได้ยินจังหวะที่คุ้นเคยจึงหันขวับไปมองต้นเสียงเพราะไม่คิดว่าจะได้พบกันโดยบังเอิญ “เซียงเซียงหรอกหรือ”หยางเสวี่ยเฟยขมวดคิ้วมุ่นพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะหันไปมองสหายของเซี่ยหลานเฟิงที่นั่งข้าง ๆ เข้าใจแล้วว่าเหตุใด บุรุษผู้มีดวงตาสีเทาจึงปักหลักอยู่ต้าหลินนานนัก“เจ้าไปดักทางซ้าย ข้าจะไปดักทางขวา” หลินเพ่ยอินวางจอกเหล้าลง สายตาจ้องแม่นางผู้นั้นไม่วางตาแล้วหันมาหาเสิ่นจื้อเหลียงกับหยางเสวี่ยเฟย “ข้ารบกวนพวกเจ้าได้หรือไม่”“ขอรับ” เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้รู้ว่าเขาจะรบกวนเรื่องใดแต่รับปากไว้ก่อน“อืม” หยางเสวี่ยเฟยเองก็พยักหน้าน้อย ๆ พอคาดเดาเหตุผลของเขาได้“หากเขาหนีมาทางนี้ ได้โปรดช่วยข้าจับเขาด้วย” ชายหนุ่มคนเดิมเอ่ยขอร้อง สีหน้ามีความหวังอย่างยิ่งก่อนจะเริ่มแผนการจับค
ส่วนชายหนุ่มอีกคนก็กางแขนรอเก้อเพราะอดกอดผู้เป็นน้องสาว “ฮูหยินของข้า” หยางเสวี่ยเฟยมองหน้าอีกฝ่าย “นางมีสามีแล้ว ไม่ควรใกล้ชิดบุรุษ ผู้อื่นจะเข้าใจผิดได้”“เฮอะ…” เซี่ยหลานเฟิงยิ้มมุมปาก “ใครเล่าจะเข้าใจผิด ทุกคนรู้ว่าข้าสนิทกับคุณหนู ส่วนเจ้าเป็นสามีที่นางรักยิ่ง กลัวหรืออย่างไร…”“เฟิงเกออย่าไปแกล้งเขา” หญิงสาวคนกลางเอ่ยห้ามพี่ชายพลางหันมองสามีตัวเองจึงได้รู้ว่าหัวใจของเขานั้นบอบบางเสียเหลือเกิน จนรู้สึกว่าภาพฝันที่เห็นครานั้นยังคงฝังลึกในใจ“หือ… เจ้าร้องไห้หรือ” ดวงตาของหัวหน้าหน่วยหลิ่งเหวินเบิกกว้าง รู้สึกเหมือนพลาดเรื่องบางอย่างไป แต่เมื่อมองไปทางเสิ่นจื้อเหลียงเพื่อถามไถ่ อีกฝ่ายกลับไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเช่นกัน“เฟิงเกอ ข้าฝากสองคนนี้ด้วยนะเจ้าคะ แล้วก็ท่านพ่อท่านแม่รออยู่ที่จวน รีบกลับไปชิมอาหารที่เมิ่งเซียงทำไว้ด้วย พวกข้าสองคนจะกลับช้าหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ”พลันควงแขนผู้เป็นสามีเดินแยกไปอีกทางหนึ่งโดยไม่ลังเลเพราะอยากใช้เวลาอยู่กับเขาตามลำพัง ตลอดทางเดินขึ้นเนินเขาที่เต็มไปด้วยดอกท้อผลิบาน นางไม่ปล่อยมือจากคนข้างกายเลยสักนิดเดียวเพราะรู้ว่าเวลานี้ไออุ่นที่แผ่จากฝ่
หลายวันต่อมาสายลมเย็นของวสันตฤดูพัดผ่านต้าหลินเป็นระลอก ดอกไม้ต่าง ๆ เริ่มผลิบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลให้ชาวเมืองรู้สึกสดชื่น นับว่าเป็นบรรยากาศแห่งการเริ่มต้นใหม่ที่แท้จริงสงครามระหว่างแคว้นอันยาวนานสิ้นสุดลง ความสงบสุขจึงหวนกลับคืนมา เทศกาลครั้งนี้จึงมีแต่ความรื่นเริงของผู้คนที่ออกมาเฉลิมฉลองกันเจ็ดวันเจ็ดคืน“จื้อเหลียง เจ้านั่งลงดี ๆ ข้าผูกไม่ถนัด” หยางเสวี่ยฮวาพึมพำเพราะคนตรงหน้ามัวแต่หันซ้ายหันขวาราวกับกลัวว่าจะถูกใครจับได้“คุณหนู ข้าผูกเองได้ขอรับ แค่คุณหนูปักผ้าผูกผมให้ก็นับว่าซึ้งใจมากแล้ว” เจ้าตัวยิ้มกว้างที่ได้ของขวัญชิ้นพิเศษจากนาง“ข้าเห็นพี่สะใภ้ผูกให้ท่านพี่นี่ ข้าอยากผูกให้เจ้าด้วย” แม้เด็กใหม่หน่วยซิงอวี่ได้ยินเสียงตุบดังมาจากทางข้างหน้า หากแต่เวลานี้หนีไปไหนไม่ทันแล้ว“ใครอยากผูกอะไรให้ผู้ใดนะ” หยางเสวี่ยเฟยถามคนตรงหน้า แววตาดุปราดมองพร้อมแสยะยิ้มให้ลูกน้องตัวเอง “ข้ามัดผ้าผูกผมให้จื้อเหลียงอยู่เจ้าค่ะ ท่านพี่มีอันใดหรือจึงมาหาตั้งแต่เช้าตรู่” คนเป็นน้องสาวกลับตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่เข้าใจความหมายและความรู้สึกในเวลานี้ของพี่ชายเลยสักนิด ความตึงเครียดจึงตกไปอ
อีกฟากหนึ่งของแคว้นฉินหมิง เพียงนั่งสูดหายใจเข้า ถอนหายใจออกไม่ทันไรท้องฟ้าก็เริ่มมืดลงอีกครั้ง มู่หรงเซียวที่กำลังนั่งเล่นดูนกตัวเล็ก ๆ โผบินกลับรังกลับเหลือบเห็นสวีกงกงยืนยิ้มอยู่ไกล ๆ นางยกมือห้ามไม่ให้พวกเขาเข้ามาใกล้แล้วทำท่าเวียนหัวคล้ายจะเป็นลม ทว่า คราวนี้ทางฝั่งขันทีมีหมอยาตามมาด้วย เขาจ
“อยากพูดอันใดก็พูดมาเถิดเพราะถึงอย่างไรข้าก็เป็นฮูหยินจวนสกุลหยางและเป็นพี่สะใภ้ของเจ้า” มู่หรงเซียวยิ้มบางรู้ว่านางพูดกระทบเพราะไม่ชอบหน้าและเตรียมใจรับมือเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว“ข้าไม่เคยนับเจ้าเป็นพี่สะใภ้” นางดื้อดึงและค้านหัวชนฝา “ข้าได้ยินท่านพี่พูดว่าจะทูลขอสมรสพระราชทานจากฝ่าบาท ท่านพี่จะแต่ง
คืนนั้นมาถึงหยางเสวี่ยฮวารู้สึกดีใจนักที่พี่สาวคนโปรดตอบรับคำเชิญมาทานอาหารร่วมกันที่จวน นางรู้สึกเบื่อที่ต้องเห็นหน้าพี่สะใภ้ที่ไม่ต้องการถึงสองคนอยู่ในเรือนเดียวกัน ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกขัดใจไปหมดแต่ไม่มีใครให้ระบายความในใจด้วย“ท่านพี่อวี้หลานมาแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยทักทาย แววตาเป็นประกายรีบว
ชายหนุ่มยิ้มมุมปากนึกอยากรู้บางสิ่งจึงเอื้อมจับมืออีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนแล้วถามว่า “หากข้าตาบอด แขนขาขาด เจ้ายังคงรักข้าอยู่หรือไม่”เสิ่นอวี้หลานงุนงงว่าเหตุใดเขาจึงหยิบยกเรื่องนี้มาพูด นางรักเขามาเนิ่นนาน รักมากจนยอมรับได้ทุกอย่าง ดังนั้นสิ่งที่เขาเอ่ยถามมาเมื่อครู่ย่อมตอบได้ไม่ลังเลว่าความรักไม่มีว







