Se connecterไม่นานนัก พวกเขาได้มาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ มู่หลิงอวิ๋นเห็นลูกน้องอุ้มบุตรสาวมาก็นึกกระวนกระวายใจรีบพรวดพราดออกมารับหน้าประตู
“เซียวเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายหรือ” เขาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงแล้วหันไปบอกคนใช้ในจวน “ไปตามหมอมาเร็วเข้า”
“ท่านพ่อ ข้าแค่เวียนหัวนิดหน่อยเจ้าค่ะ หากได้นอนพักสักงีบ อาการคงจะค่อย ๆ ดีขึ้น” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจะเป็นลมล้มพับได้ทุกเมื่อแต่ไม่วายดิ้นรนอยากออกจากอ้อมกอดหยางเสวี่ยเฟย “รองแม่ทัพ ขอบคุณน้ำใจของเจ้ายิ่งนัก ถึงจวนข้าแล้วเจ้าค่ะ”
หากแต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยเพราะในใจกำลังคิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเสแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขาและอาการทั้งหมดที่คนเล่าลือว่าความทรงจำบางส่วนขาดหายเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ
ดวงตาสีทับทิมมึนงงมองเขาเพราะไม่เข้าใจ “จะไปส่งข้าถึงในเรือนหรือเจ้าคะจึงไม่ยอมปล่อย”
ครั้นเห็นเขาขยับขาก็รีบมองหน้าบุรุษอีกคนที่ยืนอยู่ข้างแม่ทัพใหญ่ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือทันที
“รองแม่ทัพไม่ต้องทำถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ ถึงอย่างไรเรือนของคุณหนูก็เป็นพื้นที่ส่วนตัว จะให้ชายอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเข้าไปคงไม่งามนัก” เซี่ยหลานเฟิง มือขวาแม่ทัพใหญ่ที่อายุเท่าหยางเสวี่ยเฟยกล่าวก่อนจะเดินเข้ามาช้อนตัวอุ้มคุณหนูสกุลมู่
“…”
“…”
“…” มู่หรงเซียวลอบถอนหายใจที่หยางเสวี่ยเฟยไม่ปล่อยนางให้เซี่ยหลานเฟิงง่าย ๆ เอาแต่ยืนจ้องหน้ากันอยู่อย่างนั้น ไม่คิดเลยว่าพระรองของนิยายจะมีนิสัยดื้อด้านเช่นนี้
“ส่งคุณหนูให้ข้าเถอะขอรับ” เซี่ยหลานเฟิงเอ่ยอีกครั้งหนึ่ง
“ปกตินางมักชวนข้าไปที่เรือนบ่อย ๆ เหตุใดครั้งนี้ข้าจึงเข้าไปไม่ได้เล่า” เขาถามสีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาไม่สบอารมณ์
เดิมที มู่หรงเซียวทั้งเขียนจดหมาย เอ่ยปากชวนเขามาดื่มน้ำชาที่เรือนบ่อยครั้งเพื่อหาโอกาสได้อยู่กับเขาสองต่อสอง แม้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยมาตามคำเชิญแต่ครั้งนี้รู้สึกว่าเขาดึงดันต้องเข้าไปข้างในให้ได้เสียอย่างนั้น
หญิงสาวผู้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศมาคุมองหน้าบิดาแต่เหมือนกับแม่ทัพใหญ่ไม่นึกห้าม เหตุผลเดียวก็คือรู้ว่าบุตรสาวอยากให้หยางเสวี่ยเฟยไปส่ง
ทว่า นางไม่ใช่มู่หรงเซียวจึงคัดค้านเต็มที่ ทำสีหน้าป่วยออดแอดอ้อนเซี่ยหลานเฟิง “เฟิงเกอ ข้าเวียนหัวมากเลย ท่านช่วยพาข้าไปส่งที่เรือนเร็ว ๆ ได้หรือไม่”
มู่หรงเซียวเลิกคิ้วเพราะได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอของหยางเสวี่ยเฟย “เฟิงเกออย่างนั้นหรือ พวกท่านคงจะสนิทกันมากสินะขอรับ”
“พวกเราโตมาด้วยกันย่อมสนิทสนมเป็นธรรมดา” เซี่ยหลานเฟิงทำหน้าเหมือนเหนือกว่า “คุณหนูต้องการพักผ่อน รบกวนรองแม่ทัพส่งคุณหนูให้ข้าด้วย”
ชายหนุ่มกัดฟันกรอด เก็บสีหน้าไม่พอใจเอาไว้แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายอุ้มหญิงสาวไปส่งที่เรือนด้านใน
“คุณหนูมู่” เสียงเรียกของหยางเสวี่ยเฟยทำเอาหญิงสาวขนลุก อยากปิดหูไม่รับรู้อะไรทั้งนั้น
“…”
“วันหลังข้าจะมาเยี่ยม” ดวงตาสีดำขลับจ้องอีกฝ่ายไม่วางตา
“เจ้าค่ะ” มู่หรงเซียวได้แต่ตอบไปอย่างนั้นแล้วบอกให้เซี่ยหลานเฟิงไปส่งที่เรือนโดยเร็ว
เรื่องราวในวันนั้นผ่านไปได้ด้วยดีแต่นางแทบใจหายใจคว่ำเพราะความดื้อรั้นของเขา ไหน ๆ เขาก็เกลียดนางปานนั้นจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มายุ่งเกี่ยวด้วยแล้วแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น
ทุกเช้า สาย บ่าย เย็นมักได้ยินเมิ่งเซียงวิ่งหน้าตาตื่นมาหาพร้อมตะโกนว่า “รองแม่ทัพหยางมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”
“บอกไปว่าข้านอนหลับ”
“บอกแล้วเจ้าค่ะ แต่รองแม่ทัพจะรอจนกว่าคุณหนูจะตื่น” สาวใช้ส่ายหน้าราวกับหมดหนทาง
“เจ้าออกไปบอกเขาอีกสักรอบว่าข้าดื่มสมุนไพรบำรุงร่างกายไปหลายขนานคงหลับยาวจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้เช้า”
“คุณหนู…” เมิ่งเซียงถอนหายใจแล้วทำตามที่บอก
สถานการณ์ระหว่างคนทั้งสองเป็นเช่นนี้อยู่นานหลายวัน หญิงสาวเอาแต่หลบหน้าอีกฝ่ายด้วยทุกวิธีที่จะทำได้ หวังลึก ๆ ว่าเขาจะเลิกสนใจนางเสียทีแต่หยางเสวี่ยเฟยยังไม่บรรลุความตั้งใจจึงไม่รามือ ขยันมาขอพบนางทุกเมื่อเชื่อวันจนมู่หลิงอวิ๋นนึกสงสัยจึงมาถามบุตรสาวให้แน่ใจ
“เซียวเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าจึงหลบหน้าเขา” บิดาสังเกตนางมาหลายวันแล้ว ปกติแทบขอร้องให้อีกฝ่ายมาเยี่ยมเยียนที่จวนหรือหากเขาปฏิเสธคำชวนก็จะเป็นฝ่ายไปหาถึงที่ แต่หลังฟื้นจากตกสระบัวกลับไม่อยากเจอคนที่แอบรักข้างเดียวมานานเสียอย่างนั้น
“ข้าไม่มีเหตุผลใดให้เจอเขานี่เจ้าคะ”
“เจ้าบอกว่าจะตัดใจจากเขา พูดจริงหรือ” มู่หลิงอวิ๋นไม่อยากเชื่อว่าบุตรสาวจะทำได้ อันที่จริงคนทั้งจวนสกุลมู่รู้ดีว่านางยึดติดกับหยางเสวี่ยเฟยมากเพียงใด ไม่มีทางตัดขาดได้อย่างแน่นอน บางทีการที่นางหลบหนีหน้าอาจเพราะเรียกร้องความสนใจก็เป็นได้
“จริงเจ้าค่ะ” อีกฝ่ายรีบตอบสีหน้าจริงจัง “ท่านพ่อ ข้าคิดดีแล้วว่าถึงเวลาที่ต้องหักห้ามใจเสียที รอความรักที่ไม่มีวันได้มามันเจ็บปวดเกินไปเจ้าค่ะ”
“เซียวเอ๋อร์ เจ้าบอกว่าอยากแต่งงานกับเขา เช่นนั้นพ่อจะทูลฝ่าบาทให้ดีหรือไม่” แม่ทัพใหญ่ทำผลงานมากมายเพื่อแคว้นฉินหมิงย่อมมีคุณงามความดี เพียงเอ่ยปากขอให้รางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการให้หยางเสวี่ยเฟยมาแต่งงานกับบุตรสาวนับว่าเป็นเรื่องง่ายดายนัก
“ไม่เจ้าค่ะ” นางส่ายหน้าทันควันไม่อยากให้มู่หรงเซียวในชีวิตนี้ตกอยู่ในความทุกข์ใจอีกแล้ว ตราบใดที่นางยังอยู่ในร่างนี้จะไม่ยอมอย่างเด็ดขาด “ท่านพ่อ ข้าไม่อยากแต่งงานกับเขาแล้วเจ้าค่ะ”
“…” สายตาคู่นั้นมองคนตรงหน้าด้วยความสงสารคิดว่ากำลังปิดบังความรู้สึกเศร้าเสียใจเอาไว้ แม้จะเห็นว่านางยิ้มกว้างแต่กลับเข้าใจผิดว่าบุตรสาวฝืนใจอย่างยิ่ง
“ท่านพ่อ ใต้หล้ากว้างใหญ่ หากข้าอยากแต่งงานกับผู้ใด ข้าจะบอกท่านพ่อเป็นคนแรกเจ้าค่ะ”
มู่หลิงอวิ๋นทำหน้างงงวยแล้วถอนหายใจ ไม่ว่าบุตรสาวจะตัดสินใจอย่างไร เขาจะคอยอยู่เคียงข้างนางเหมือนอย่างเคย จึงเอื้อมมือลูบเรือนผมยาวสลวยอย่างอ่อนโยน
“เซียวเอ๋อร์ หากเจ้าเศร้าใจเมื่อใดอย่าลืมว่าผู้คนในจวนสกุลมู่อยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ พ่อกับแม่เป็นห่วงเจ้านะเซียวเอ๋อร์” คนเป็นบิดาพูดจบแล้วกอดบุตรสาวให้กำลังใจพลางหวังว่าเวลาจะช่วยเยียวยาความรู้สึกในใจของนาง
มู่หรงเซียวตัวปลอมสัมผัสได้ถึงความรักที่บิดามีให้รู้สึกคุ้นเคยยิ่งนักราวกับเวลานี้นางกลายเป็นมู่หรงเซียวไปจริง ๆ เสียอย่างนั้นจึงเอ่ยออกไปไม่รู้ตัว “ขอเพียงท่านพ่อกับท่านแม่รักข้าก็พอเจ้าค่ะ เซียวเอ๋อร์รู้สึกว่าไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”
สองสามวันต่อมา
มู่หรงเซียวชวนเมิ่งเซียงไปเที่ยวเทศกาลยามค่ำคืนเพราะอยากเห็นไฟประดับและความสวยงามของโคมไฟอย่างที่นิยายเขียนบรรยายเอาไว้
หากแต่เดินเล่นไปไม่เท่าไหร่กลับเจอเสิ่นอวี้หลานโดยบังเอิญ รู้ได้ในทันทีว่าหญิงสาวผมสีน้ำตาลแดงคือใคร “งดงามราวกับภาพวาด มิน่าเล่าหยางเสวี่ยเฟยจึงได้หลงใหลหัวปักหัวปำ”
“คุณหนูของข้าก็งามไม่แพ้ผู้ใดเช่นกัน อย่าน้อยใจไปเลยเจ้าค่ะ” เมิ่งเซียงปลอบใจคนข้างกาย
“ข้าจะน้อยใจไปทำไมกัน ข้าเป็นถึงหนึ่งในสาวงามของแคว้นฉินหมิงเชียวนะ” มู่หรงเซียวยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจแล้วคิดว่า สตรีที่ทั้งงดงาม เย็บปักถักร้อยเก่ง ทำอาหารอร่อย มารดาร่ำรวย เป็นถึงบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ เพียบพร้อมและสูงส่งถึงเพียงนี้จะมาทำตัวขี้อิจฉาผู้อื่นเพราะผู้ชายคนเดียวทำไมกัน เหตุผลที่ถูกวางให้เป็นนางร้ายช่างไร้สาระจริง ๆ
ครั้นมองภาพตรงหน้าแล้วก็นึกบางอย่างได้จึงคล้องแขนเมิ่งเซียงไปยังที่แห่งหนึ่ง
“คุณหนู ทำไมจึงทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้เล่า” เมิ่งเซียงถูกลากมาด้วยโดยไม่รู้เรื่องราว
“ชู่ อย่าเสียงดังสิ” นางบอกให้สาวใช้เงียบเสียงเพราะกำลังลุ้นกับฉากเบื้องหน้า จำรายละเอียดในนิยายได้อย่างแม่นยำ
ค่ำคืนจันทร์เต็มดวง เสิ่นอวี้หลานนัดพบกับหลี่หมิงฮ่าวในเทศกาลรื่นเริง เดินเที่ยวเล่นด้วยกันสองต่อสอง สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความสุข ต่างฝ่ายต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันตลอดไป หญิงสาวรอคอยวันคืนที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเขาโดยไม่รู้เลยว่าหนทางข้างหน้ามีอุปสรรครออยู่
“น่าสงสารยิ่งนัก” มู่หรงเซียวพึมพำแล้วนึกขึ้นได้ว่าตัวนางเองก็ต้องเข้าฉากด้วยเหมือนกัน “เฮ้อ อุตส่าห์หลบหน้าได้ตั้งหลายวัน ต้องเจอเขาจริง ๆ หรือ”
หลังจากเสิ่นอวี้หลานแยกกับหลี่หมิงฮ่าวแล้ว นางยังคงยืนเล่นอยู่บนสะพานสักพักหนึ่ง สายตามองดูปิ่นปักผมแทนใจที่ชายหนุ่มให้ไว้จนไม่ทันได้สังเกตว่าใครบางคนเดินเข้ามาใกล้
“องค์หญิง!” เสิ่นอวี้หลานตกใจที่จู่ ๆ นางแย่งปิ่นปักผมในมือไป
“เฮอะ” องค์หญิงยิ้มมุมปาก สีหน้าเกลียดชังนางเป็นอย่างยิ่ง “เจ้ากล้าแอบนัดพบกับเขาหรือ”
“…” เสิ่นอวี้หลานไม่ตอบ รู้ดีว่าองค์หญิงเยว่หลิงพูดถึงใครและไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดเพราะรู้ว่าไม่มีทางใดเลยที่จะเอาชนะคนตรงหน้าได้
หากแต่ความเงียบงันทำให้องค์หญิงฉุนเฉียวมากกว่าเดิม “ข้าถาม เหตุใดไม่ตอบ ไม่มีปากหรืออย่างไร”
“พระองค์คืนปิ่นให้หม่อมฉันเถิดเพคะ”
“ท่านพี่ให้เจ้ามาใช่หรือไม่” นางเอ่ยถามพลางยกปิ่นขึ้นมาดูให้แน่ชัดแล้วยื่นออกไปข้าง ๆ ราวกับจะปล่อยทิ้งลงคลองน้ำเบื้องล่างที่เย็นยะเยือก
“แม่ทัพหลี่ให้หม่อมฉันไว้เพคะ แต่ว่าองค์หญิงได้โปรดคืนของสิ่งนั้นให้หม่อมฉันด้วยเพคะ” หญิงสาวอ้อนวอนเพราะนั่นเป็นของแทนใจระหว่างกัน
องค์หญิงเยว่หลิงยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วปล่อยปิ่นปักผมตกลงไปในคลองน้ำด้วยสีหน้าไม่แยแสก่อนจะเอื้อมมือจับใบหน้าเสิ่นอวี้หลาน บีบใบหน้าเรียวพูดว่า “อย่าริอาจมายุ่งกับท่านพี่อีก ข้าจะเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ว่าเจ้าจะฝันถึงสิ่งใด จงล้มเลิกไปให้หมด ท่านพี่เป็นของข้า ท้ายที่สุดแล้วย่อมต้องแต่งงานกับข้า”
“อื้อหือ…” มู่หรงเซียวที่แอบดูเหตุการณ์คุกรุ่นกับเมิ่งเซียงเอ่ยพึมพำ ตอนที่อ่านนิยายก็รู้สึกว่าองค์หญิงทำตัวได้เหมือนนางร้ายที่ได้แต่ร้องกรี๊ดกร๊าดไปวัน ๆ เอาแต่ตามผู้ชายไปทุกหนทุกแห่งแล้วราวีคนรักของพระเอก ยิ่งมาเห็นภาพนั้นกับตาก็เหมือนดูละครที่สมจริงมากกว่าเดิมจนเกิดความรู้สึกว่านางน่าหมั่นไส้จริง ๆ
“คุณหนู เหตุใดองค์หญิงจึงน่ากลัวถึงเพียงนั้น” เมิ่งเซียงไม่คิดว่าองค์หญิงแสนดีจะร้ายกาจได้ขนาดนี้
“คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ สิ่งที่เห็นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่คิด” หญิงสาวพูดแต่เพียงเท่านั้นพลันได้ยินเสียงดังเพียะก้องกังวาน “อูย… เจ็บน่าดู” องค์หญิงเยว่หลิงตบหน้าเสิ่นอวี้หลานสุดแรงจนแก้มนางเป็นรอยช้ำแดงทันใด
“อย่าได้คิดเอาไปฟ้องท่านพี่ล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะทำมากกว่านี้อีก” นางโพล่งออกมาด้วยความโกรธเกรี้ยว ในขณะที่หญิงสาวอีกคนน้ำตารื้นด้วยความเจ็บ พยายามอดกลั้นไม่แสดงท่าทีอ่อนแอออกมา
ความหึงหวงดันถาโถมเข้าหาองค์หญิงมากเกินไปจึงไม่ยอมจบแต่เพียงเท่านั้น นางแสยะยิ้มแล้วผลักเสิ่นอวี้หลานตกลงไปในคลองน้ำแล้วพูดว่า “อาลัยอาวรณ์กับปิ่นนั่นนักก็งมหามันทั้งคืนเถอะ” จากนั้นก็เดินหนีไปไม่แยแส
เสิ่นอวี้หลานตะเกียกตะกายยืนขึ้น โชคดีที่คลองตรงนี้ระดับน้ำสูงแค่เข่าจึงไม่เป็นอันตราย หญิงสาวไม่สนว่าอากาศยามค่ำคืนหนาวเย็นมากแค่ไหน ลืมไปแล้วว่าเพิ่งถูกใครทำร้ายมา รู้เพียงอย่างเดียวว่านางต้องหาปิ่นของหลี่หมิงฮ่าวให้เจอ
“แย่แล้ว!!!” มู่หรงเซียวนึกขึ้นได้ตะโกนออกมา
“อะไรหรือเจ้าคะ คุณหนู... อะไรแย่เจ้าคะ”
หญิงสาวส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “เฮ้อ ไหน ๆ เขาก็เกลียดข้าอยู่แล้ว ต่อให้เกลียดมากกว่านี้ก็คงไม่เป็นอันใดหรอก”
“คุณหนู อย่าพูดคนเดียวสิเจ้าคะ ข้าไม่เข้าใจ…” สาวใช้ทำหน้าสับสนรอฟังคำอธิบาย
“เมิ่งเซียง ต่อจากนี้เป็นเรื่องที่ข้าต้องทำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าห้ามเข้ามายุ่งโดยเด็ดขาด” สีหน้านางจริงจังราวกับย้ำเตือนให้สาวใช้คนสนิททำตามอย่างเคร่งครัด “อย่าลืมที่ข้าพูดว่าห้ามเข้ามายุ่ง เข้าใจใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” สาวใช้ได้แต่พยักหน้าแล้วแอบอยู่มุมเดิม มองตามแผ่นหลังของมู่หรงเซียวที่กำลังเดินไปหาเสิ่นอวี้หลาน ภาวนาในใจว่าอย่าได้เกิดเรื่องใดไม่ดีกับเจ้านายของนางเลย
มู่หรงเซียวเข้าไปช่วยหญิงสาวที่น่าสงสาร ห่มผ้าคลุมให้เพราะเห็นว่านางกำลังตัวสั่นเทา ใบหน้าแดงก่ำเป็นรอยนิ้วถือปิ่นปักผมที่เพิ่งหาเจอด้วยสีหน้าเหนื่อยล้าแทบหมดแรงแล้วพยุงขึ้นมาจากน้ำพลันได้ยินเสียงที่คุ้นเคย “อวี้หลาน”
บุตรสาวแม่ทัพใหญ่มองไปทางต้นเสียง คิดในใจว่า นั่นไง พระรองของเราโผล่มาแล้ว ยังไม่ทันได้ถามไถ่เรื่องราวสักนิดกลับมองข้าตาขวาง สีหน้ากราดเกรี้ยวเช่นนี้ ความเกลียดชังที่มีต่อข้าคงจะพุ่งกระฉูดสูงเฉียดฟ้าแล้วกระมัง
ไม่นานนัก พวกเขาได้มาถึงจวนแม่ทัพใหญ่ มู่หลิงอวิ๋นเห็นลูกน้องอุ้มบุตรสาวมาก็นึกกระวนกระวายใจรีบพรวดพราดออกมารับหน้าประตู“เซียวเอ๋อร์ เจ้าไม่สบายหรือ” เขาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงแล้วหันไปบอกคนใช้ในจวน “ไปตามหมอมาเร็วเข้า”“ท่านพ่อ ข้าแค่เวียนหัวนิดหน่อยเจ้าค่ะ หากได้นอนพักสักงีบ อาการคงจะค่อย ๆ ดีขึ้น” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจะเป็นลมล้มพับได้ทุกเมื่อแต่ไม่วายดิ้นรนอยากออกจากอ้อมกอดหยางเสวี่ยเฟย “รองแม่ทัพ ขอบคุณน้ำใจของเจ้ายิ่งนัก ถึงจวนข้าแล้วเจ้าค่ะ”หากแต่ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยเพราะในใจกำลังคิดว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเสแสร้งทำเป็นไม่รู้จักเขาและอาการทั้งหมดที่คนเล่าลือว่าความทรงจำบางส่วนขาดหายเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพดวงตาสีทับทิมมึนงงมองเขาเพราะไม่เข้าใจ “จะไปส่งข้าถึงในเรือนหรือเจ้าคะจึงไม่ยอมปล่อย”ครั้นเห็นเขาขยับขาก็รีบมองหน้าบุรุษอีกคนที่ยืนอยู่ข้างแม่ทัพใหญ่ ส่งสายตาขอความช่วยเหลือทันที“รองแม่ทัพไม่ต้องทำถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ ถึงอย่างไรเรือนของคุณหนูก็เป็นพื้นที่ส่วนตัว จะให้ชายอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเข้าไปคงไม่งามนัก” เซี่ยหลานเฟิง มือขวาแม่ทัพใหญ่ที่อายุเท่าหยางเสวี่ยเ
เช้าวันต่อมามู่หลิงอวิ๋นและฮูหยินได้เข้ามาเยี่ยมบุตรสาวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวังเพราะเมิ่งเซียงบอกว่าอาการดีขึ้นแล้วแต่ยังคงมีปัญหาเรื่องความทรงจำเล็กน้อย“ท่านพ่อ ท่านแม่” มู่หรงเซียวเรียกคนตรงหน้าคลายความกังวลใจของพวกเขา ยิ่งเห็นหน้าตาอิดโรยก็เข้าใจได้ว่าเป็นห่วงบุตรสาวถึงขั้นนอนไม่หลับ “ข้าไม่เป็นอันใดมากแล้วเจ้าค่ะ”มารดาโอบกอดนางด้วยความห่วงใย ลูบแผ่นหลังเบา ๆ “แม่เป็นห่วงเจ้ายิ่งนัก ไม่เป็นอันใดก็ดีมากแล้วแต่ว่าเมิ่งเซียงบอกว่ายังมีบางสิ่งที่เจ้ายังจำไม่ได้ใช่หรือไม่”มู่หรงเซียวพยักหน้าตอบไปตามตรง ต่อให้อ่านนิยายจนจำได้ขึ้นใจแต่ทุกอย่างก็เป็นเพียงคำบรรยายในหนังสือ ป่านนี้แล้วนางยังนึกหน้าหยางเสวี่ยเฟยไม่ออกเลยว่าเป็นเช่นไร เหตุใดบุตรสาวแม่ทัพใหญ่จึงได้หลงใหลมากเพียงนั้น“อย่างน้อยเจ้าจำพ่อกับแม่ได้ก็พอแล้วเซียวเอ๋อร์” ผู้เป็นบิดากล่าวด้วยความโล่งใจ หญิงสาวยิ้มให้พวกเขาทั้งสองพลางทานอาหารร่วมกันเป็นครั้งแรก น่าแปลกนักที่นางรู้สึกว่าคุ้นเคยกับคนตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก กระทำสิ่งต่าง ๆ ได้ปกติ ทั้งคำพูด กิริยาท่าทาง ลักษณะนิสัย ไม่มีใครสงสัยเลยว่านางไม่ใช่มู่หรงเซียวตัวจริง
จื่อเถิงฮวา ตำหนักขององค์หญิงเยว่หลิงกำลังมีงานเลี้ยงฤดูใบไม้ผลิเหมือนอย่างทุกปี บรรยากาศเต็มไปด้วยความรื่นเริงและสดใสไม่แพ้ดอกจื่อเถิงที่ผลิบานส่งกลิ่นหอมอบอวลในสวนกว้างใหญ่“คุณหนูจะกลับแล้วหรือเจ้าคะ” เมิ่งเซียง สาวใช้วัยสิบหกปีของบุตรสาวสกุลมู่เอ่ยถามผู้เป็นเจ้านาย “อืม… ข้ารู้สึกเวียนหัว” นางตอบอีกฝ่าย สีหน้าอิดโรยเล็กน้อยไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด สายตามองไปยังทางออกแต่เพราะมีผู้คนยืนออกันหนาแน่นจึงเลี่ยงไปทางริมสระน้ำเพื่อที่จะได้กลับจวนเร็วขึ้นกว่าเดิม“คุณหนู ทางนี้…” เมิ่งเซียงยังพูดไม่ทันจบ มัวแต่มองทางข้างหน้าเพื่อพาเจ้านายออกไปโดยเร็ว หันกลับมาอีกทีจึงได้เห็นแต่ร่างบางที่กำลังลอยเคว้งตกสระบัวตู้ม น้ำใสแจ๋วกระจายเป็นวงกว้างในขณะที่ตัวคนพยายามตะเกียกตะกายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น“คุณหนู!” สาวใช้ร้องลั่นรีบขอให้คนช่วยแต่บริเวณนั้นกลับมีแต่บุตรสาวขุนนางไฉนจะว่ายน้ำเป็นกัน จึงหยิบท่อนไม้ยาวยื่นไปหาเจ้านายพร้อมตะโกนไม่หยุด “ช่วยด้วยเจ้าค่ะ!!!”ทว่า เพียงพริบตาเดียว ร่างบางกลับหมดแรงลงดื้อ ๆ เพราะปวดหัวเป็นทุนเดิม สายตาที่มองมายังเมิ่งเซียงราวกับจะบอกลาเป็นครั้งสุดท้ายอย่างไรอย่างนั้







