วันนี้นางกำนัลจากตำหนักฝ่าบาทมาจัดการแต่งองค์ทรงเครื่องราวกับเอานางไปเล่นงิ้ว ใบหน้าของนางขาวเพราะถูกถมด้วยแป้งเกรด...เอ่อ...เกรดในอดีตก็แล้วกัน นางกังวลเหลือเกินว่าจะเป็นสิว หากเป็นเช่นนั้นจะรักษายาก คราวนี้นางได้เป็นสตรีขี้เหร่ที่สุดในวังเป็นแน่
หลังจากเหล่านางกำนัลรุ่นป้ากลับไป เสิ่นลี่เซียนก็เรียก
หลันถิงทันที
“หลันถิงมีผ้าฝ้ายหรือไม่” นางต้องจัดการเอาน้ำเช็ดการถมยิ่งกว่าปูนซีเมนต์นี้ออกเสียก่อน และผ้าที่นุ่มสุดน่าจะเป็นผ้าฝ้ายแล้วกระมังเหมาะกับผิวบอบบางของนาง
เมื่อวานเหล่านางกำนัลไม่ได้ใส่ใจพวกนางนัก เพียงให้นางแต่งตัวลำพัง จึงเผยผิวกระจ่างใสให้หวังจื่อฮ่าวได้ยล วันนี้นางจะเป็นนางเอกงิ้วไม่ได้
‘ให้ตายเถอะ’
“เอ่อ...จะดีหรือเจ้าคะนายหญิง”
“ดี!”
เมื่อได้ผ้าฝ้ายมานางเอาชุบน้ำเช็ด ๆ แล้วก็เอาแป้งทาบาง ๆ ให้พอหน้าไม่มันตามด้วยถ่านเขียนคิ้วให้ได้รูปสวยคมชัดขึ้น เอากลีบดอกเหมยกุ้ยสีแดงสดมาตำ ๆ บด ๆ จนเป็นน้ำแล้วทาที่แก้ม
เท่านี้ความงามยุคสองพันยี่สิบสามก็ปรากฏแก่สายตาองค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แล้ว
“นายหญิงท่านคือพระสนมคนแรกที่ฝ่าบาทเรียกหาถึงสองคืนติดเลยนะเพคะ”
ไม่รู้นี่คือคำแช่งหรือคำชมกันแน่ แต่นางจะคิดว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน แม้ว่ามันไม่ค่อยดีกับตัวนางก็เถอะ เพราะอีกไม่นานหรอก ไม่ฮองเฮาก็กุ้ยเฟยได้ยื่นหนังสือสั่งตายมาให้นางแน่นอน
เพียงข้ามคืนจากกุ้ยเหรินกระโดดข้ามไปขั้นเฟย เท่านี้นางก็ขออยู่อย่างสงบสุขแล้ว ไม่เอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
“ฮ่องเต้เสด็จ....”
เสียงขันทีตะโกนมาตั้งแต่ประตูหน้าให้นางเตรียมตัว นางจึงออกมาในชุดเหมือนปกติที่นางใส่ เพียงแค่เป็นชุดอวดเนินเนื้ออวบอูมหน่อยก็เท่านั้นเอง ดังนั้นต่อให้ไม่ใช่ชุดทางการยิ่งใหญ่ แน่นอนว่ามันทำให้องค์จักรพรรดิขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ
“ซือกงกง เจ้าลืมเอาชุดให้นางหรือ” เขาอุตส่าห์อยากเห็นนางใส่ชุดสวยงามดั่งนางสนมอื่น ทั้งกำชับนางกำนัลของตนให้ดูแลการแต่งกายของนางให้ดี แต่ไหนเลยนางยังแต่งในชุดสีชมพูตัวบางอีกเล่า แม้ว่ามันจะงดงาม แต่เขาไม่ได้ขาดแคลนขนาดสตรีที่โปรดปรานจะยากไร้ใส่แต่ชุดเดิม ๆ
เสิ่นลี่เซียนเลิ่กลั่กแล้ว นี่มันชุดแบบบูเช็คเทียนถวายงานเลยนะ อุตส่าห์อวดเนินนมอันยิ่งใหญ่ของตัวเอง เหตุใดจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ของนางไม่พอพระทัยเสียเล่า
‘ข้าทำสิ่งใดผิด!’
เมื่อเห็นซือกงกงกำลังทำสีหน้าเหมือนปลาดุกกำลังจมน้ำ นางจึงเดินเข้าไปกระซิบข้างพระกรรณฝ่าบาท
“จะเสียเวลาใส่ให้เยอะทำไมเล่าเพคะ จะได้ไม่เสียเวลาถอด”
ลมปากกระทบเข้ารูพระกรรณสร้างความเสียวสะท้านไปถึงหัวมังกรที่มันขัดลำสงบเงียบมาทั้งวัน เมื่อได้ใกล้ชิดนางเพียงแค่ลมหายใจ จักรพรรดิหนุ่มก็คึกคักขึ้นทันที
“นี่เจ้า!”
“ไปเถิดเพคะ ห้องเครื่องส่งรังนกตุ๋นโสมมาให้เดี๋ยวจะเย็นชืดเสียก่อน” มือของเสิ่นเสียนเฟยกุมมือชายผู้เป็นที่หมายปองของสตรีทั้งวังหลัง เข้าไปในห้องแล้วปิดประตูห้ามคนอื่นเข้ามา
วันนี้ที่จริงนางก็ยังปวดร้าวบั้นเอวอยู่ แต่ว่าไม่ใช่ส่วนอื่นข้าจะใช้การไม่ได้เสียเมื่อไหร่ ในเมื่อจักรพรรดิอยากทรงพระสำราญข้าจะงัดกระบวนท่าอีกสักท่ามาสนองก็แล้วกัน
เมื่อพาเขามานั่งลงบนเก้าอี้นางจึงตักรังนกตุ๋นโสมเพื่อบำรุงพระวรกายของฝ่าบาททันที เขายิ้มรอนางป้อนมีหรือที่นางจะปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดไปเสีย
เมื่อกินได้หนึ่งคำ เขาก็ก้มลงมาหอมแก้มนางเป็นรางวัล
ฟอด!
กลิ่นกายเสียนเฟยของเขาหอมกรุ่นดุจมวลผกาในสวนบุปผาอุทยานหลวงสี่ฤดูก็ไม่ปาน กลิ่นนางไม่ฉุนเหมือนสนมผู้อื่นที่ทั้งประโคมเครื่องหอมจนบางทีเขาก็เวียนหัว จึงร่วมรักให้จบ ๆ และไม่ได้รู้สึกอยากเลยสักนิด
แต่กับนางไม่เหมือนสตรีใดในวังหลัง เขามั่นใจ!
นี่ก็ใกล้ฤดูร้อนแล้ว แต่นางไม่มีกลิ่นตัวเลยสักนิด พาให้อยากกลืนกินนางอีกแล้ว แต่เขายังรู้สึกปวดแสบปวดร้อนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่จะยอมให้นางดูแคลนไม่ได้
“สนมรักเจ้าก็เสียเหงื่อไปมากเมื่อคืน บำรุงหน่อยดีหรือไม่” เมื่อคำต่อไปนางยกช้อนขึ้นด้วยความเอียงอาย เขาจึงผลักให้นางได้ชิมของบำรุงร่างกายนี้บ้าง
“ฝ่าบาทชิมคำนี้อีกคำสิเพคะ” นางช้อนสายตาหวานฉ่ำขึ้นมองยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยเพื่อจะได้ชิมรังนกตุ๋นโสมชั้นดีของห้องเครื่องในแบบที่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ต้องตะลึง
เมื่อฝ่าบาทชิมอีกคำนางวางช้อนแล้วรั้งต้นคอพระองค์โน้มมาใกล้จูบกลืนเอารังนกในโอษฐ์นุ่มทันทีก่อนที่เขาจะกลืนกินไปหมด เรียวลิ้นเล็กกวาดเอารังนกทั้งหมดที่ป้อนไว้มากลืนกินเสียเอง
หวังจื่อฮ่าวคิดไม่ถึงว่าสนมรักของเขาจะมีวิธีกินที่พิสดารชวนให้รัญจวนใจเช่นนี้ เขาจับถ้วยรังนกขึ้นซดมันเข้าปากแล้วรั้งรอให้สนมรักได้กินรังนกนั้นอีก พร้อมกับยักคิ้วขึ้นลงเป็นเชิงบอกว่ากินอีกสิ
เสิ่นลี่เซียนก้มขำเล็กน้อย แต่ก็มอบจูบอันดูดดื่มแล้วผลักรังนกในปากของฝ่าบาทให้กลืนกินลงไป
เมื่อถอนจูบออกมานางก็กระซิบเพียงเบา ๆ ว่า
“พระองค์ควรดื่มให้มาก คืนนี้พระองค์ย่อมต้องใช้แรงอีกเยอะ สายธารของท่านต้องหลั่งอีกหลายหน”
เส้นเลือดในกายของหวังจื่อฮ่าวสูบฉีดรุนแรง จนทำให้รู้สึกถึงเหงื่อผุดเป็นเม็ดเล็กที่หน้าผาก เมื่อสนมรักของเขาเห็นจึงล้วงเอาผ้าเช็ดหน้ากลิ่นหอมจาง ๆ ขึ้นมาซับให้ เขาก็ไม่รั้งรออีกรั้งนางขึ้นเตียงรอคอยการปรนนิบัติอย่างลึกล้ำให้เขา
นางรู้ว่าบุรุษผู้นี้มักมากในกามที่สุด
“เจ้า...ทำแบบเมื่อคืนอีกได้หรือไม่” แม้จะปวดแสบแต่เขาจะกัดฟันทน
“ชอบหรือเพคะ” นางผลักเขานอนลงและช่วยปลดเปลื้องอาภรณ์สีทองออกจากวรกายองอาจ หากไม่ฝึกหมัดมวย รำกระบี่ก็คงออกกำลังกายอย่างอื่นอยู่เป็นนิจแน่นอน ลอนกล้ามเป็นลูกเรียงสวยขนาดนี้ ช่างกร้าวใจสนมที่เพิ่งย้อนยุคมาอย่างนางเสียเหลือเกิน
“ชอบ เราชอบมาก” เขาพูดอย่างไม่ปิดบัง แต่เมื่อร่างกายเหลือเพียงชั้นในขายาวเพียงตัวเดียว นางกลับไม่ถอดสิ่งใดออกจากตัวซ้ำยังอยู่ครบชิ้นอีกด้วย
“เจ้าไม่ถอดหรือ...”
“ฝ่าบาทเห็นหมดจะทรงตื่นเต้นได้อย่างไรเพคะ” เสิ่นลี่เซียนจะทำให้เขารู้ว่าแม้อาภรณ์อยู่ครบเขาก็เสพสุขได้อย่างไม่รู้เบื่อ
นางกระตุกกางเกงของฝ่าบาทออก เห็นหัวมังกรมันกำลังคอพับแล้วค่อย ๆ โงหัวขึ้นมาทีละนิด ทีละนิด
“มันบาดเจ็บหรือเปล่าเพคะ”
“ไม่...ไม่เจ็บ” นางเห็นรอยแดง ๆ คล้ายกับกลีบปุบผาของนางที่กำลังบวมอลึ่งฉึ่งทำไมจะไม่รู้ว่ามันตรากตรำทำงานหนักเมื่อคืน ทั้งบีบทั้งรัดรึงทำให้เขาเจ็บปวดอยู่บ้าง แต่ความสุขไม่เข้าใครออกใคร คงอยากจะทำให้เหมือนเมื่อคืนอีก หรือพูดง่าย ๆ คือมาตอกย้ำซ้ำ ๆ ให้ชินและชาน่ะสิ ถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็คงเบื่อนางไปแล้ว นางจะยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด
“วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวานแน่นอนเพคะ” มือเล็กของนางลูบที่หัวมังกรขึ้นและลงอย่างเบามือ จนเมื่อเริ่มตื่นเต็มตา นางจึงปลดเอี๊ยมตัวบนออกเผยให้เห็นดอกปทุมที่กำลังชูช่ออวดความงามอยู่เบื้องหน้า ที่เหลือเพียงผ้าแพรผืนบางเห็นเป็นเงาวับ ๆ แวม ๆ สร้างจิตนาการอย่างหวามไหวให้องค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่
นางนวดสองลูกมังกรแล้วก็รูดขึ้นลงรั้งให้หัวมังกรสีแดงโผล่ออกมายิ้มให้นาง ปลายหัวมีน้ำใส ๆ ไหลออกมาราวกับตาน้ำผุดในป่า
“พระองค์เป็นเทพพิรุณหรือไม่เพคะ ถึงได้ผลิตน้ำออกมาไม่หยุด” นางแกล้งเยินยอสร้างความภูมิใจในความแข็งแรงขององค์จักรพรรดิ แล้วมันก็ได้ผล มังกรตัวใหญ่ของเขาผงาดขึ้นเป็นลำเส้นเลือดที่เปล่งตึงรอบมังกรตัวเขื่อง ทำให้รู้ว่าเขาอยากปลดปล่อยแล้วสินะ
นางโน้มอกลงเข้าไปหามังกรตัวใหญ่แล้วควักดอกปทุมแสนงดงามที่ผลิเกสรชูชันออกมาให้เห็นเต็มสองตา ใช้มันโอบรัดมังกรของจักรพรรดิเอาไว้แล้วขยับให้ขึ้นลง
เสียงกรีดร้องของเขาดังออกไปข้างนอกอีกแล้ว คราวนี้ขันทีนางกำนัลไปยืนหน้าตำหนักไกล ๆ แล้วก็ปิดประตูนอกตำหนักเสียเลย เพราะไม่อาจทนฟังเสียงโหยหวนขององค์จักรพรรดิต่อไปได้
‘เสียนเฟยของข้าร้ายกาจยิ่ง!’