Mag-log inรัญระวีย์พยายามปรับตัวในร่างของลักษณ์นารา เธอยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนัก แต่ก็เชื่อว่าต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง ที่ทำให้เอได้โอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ครอบครัวของลักษณ์นาราถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร ออกจะไปทางดีมากเสียด้วยซ้ำ เจตนิพัทธ์ดูแลเอาใจใส่ภรรยาเป็นอย่างดี หนูขวัญตัวน้อยก็เอาใจแม่ทุกอย่าง
“คุณปู่คุณย่าสวัสดีค่ะ” เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อย ทำให้ทั้งเจตนิพัทธ์และลักษณ์นาราต่างก็หันมองไปที่ผู้มาเยือนเป็นตาเดียว หญิงสาวพอจะมองออก ว่าสายตาของพ่อแม่สามีของตัวเองนั้น ดูจะไม่ชอบเธอเอาเสียเลย
“เห็นว่าฟื้นแล้ว ก็เลยมาดูให้เห็นกับตาสักหน่อย ฟื้นจริงหรือเปล่า” จารุณีเอ่ยขึ้น ลักษณ์นาราพยายามฝืนยิ้มและยกมือขึ้นไหว้ทักทายผู้ใหญ่ที่มาเยี่ยมตน แต่คนทั้งสองกลับไม่มีใครยกมือรับไหว้เธอเลย ทำให้คนที่นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยหน้าเสีย
“หมอบอกว่าถ้าเช้านี้ตรวจแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ บ่ายก็กลับบ้านได้แล้วครับ” เจตนิพัทธ์เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี จึงได้พูดขึ้นพร้อมกับจับมือภรรยาเพื่อปลอบโยนเธอ
“พ่อแม่รู้หรือยัง ออกจากบ่อนมาดูลูกสาวกันบ้างหรือเปล่า”
“พ่อ...” เจตนิพัทธ์เอ่ยขึ้น พร้อมกับส่งสายตาขอร้อง ให้พ่อกับแม่ของตัวเองเลิกพูดจากระแทกแดกดันลักษณ์นาราเสียที
“ก็ไหนว่าความจำเสื่อม แล้วทำไมถึงจำได้ว่าฉันเป็นแม่ของตาเจต ไม่ได้เสื่อมตอแหa เพื่อจะหาข้ออ้างไม่ยอมหย่าหรอกใช่ไหม”
“แม่ครับ...ผมขอเถอะนะครับ หมอยืนยันเองว่ารักความจำเสื่อม อย่าเพิ่งพูดอะไรกระทบความรู้สึกเธอเลยนะครับ” เจตนิพัทธ์บอกกับแม่ของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลชัดเจน จารุณีรู้สึกว่าเธอพลาดเหลือเกิน ที่พาผู้หญิงคนนี้เข้ามารู้จักกับลูกชายของตัวเอง
เจตนิพัทธ์ไม่ประสีประสาเรื่องผู้หญิง ถึงจะหน้าตาดี และเพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง แต่ก็เพราะเขาสนใจแต่เรียนกับงาน จนไม่มีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตวัยรุ่นเลย ก็เลยไม่ค่อยถนัดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ พอได้คนที่พ่อกับแม่เลือกให้ ดันรักหัวปักหัวปำ
ทั้งที่ลักษณ์นารานั้นก็แสนร้ายกาจ จนจารุณีกับสามีของเธอ ที่แม้จะเป็นคนเลือกสะใภ้คนนี้มาเองกับมือ ตอนนี้ก็ยังเกลียดจนเข้าไส้
“ดูลูกชายคุณสิ หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว”
“คุณย่าคะ...อย่าว่าคุณแม่เลยนะคะ คุณแม่ไม่สบายอยู่ค่ะ” ขวัญวิวาห์ช่วยพูดอีกคน เธอไม่มีความสุขเลยเวลาที่เห็นแม่ถูกปู่กับย่าต่อว่า
“เอาเถอะคุณที่โรงพยาบาลก็ไม่ใช่ที่ที่เราจะมาพูดจาไม่ดีใส่คนป่วย” มนัสพ่อของเจตนิพัทธ์พูดขึ้น เขาเริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่ลูกสะใภ้ความจำเสื่อม น่าจะเป็นเรื่องจริงเพราะคนอย่างลักษณ์นารา คงไม่ยอมนั่งให้แม่ผัวด่าฉอดๆ แบบนี้โดยไม่โต้ตอบแน่
จะว่าเธอกำลังแสดงละครต่อหน้าเจตนิพัทธ์ก็คงจะไม่ใช่ แต่ไหนแต่ไรมาลักษณ์นาราไม่เคยแคร์ลูกชายของพวกเขาอยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่าต่อให้เธอจะร้ายกาจแค่ไหน เจตนิพัทธ์ก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันก็แค่เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านไปสักระยะ พอไปไหนไม่รอดก็แค่กลับมาอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม
“ป่วยตอแหaน่ะสิ”
“คุณแม่...” ลักษณ์นาราคนใหม่ ได้แต่นั่งฟังเงียบๆ ตอนที่เธอยังเป็นรัญระวีย์ เรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ คำด่าทอของจารุณีเทียบไม่ได้เลยกับ คำด่าของแม่ทีปกร ไหนจะญาติพี่น้องของเขา ที่จ้องแต่จะหาเรื่องด่าเธอเว้นแต่ละวัน
ลักษณ์นารายังโชคดีเสียด้วยซ้ำไป ที่มีสามีคอยปกป้อง คอยบอกพ่อแม่ให้หยุด ทีปกรหรือไม่เคยแม้แต่จะปริปากห้ามสักนิด หนำซ้ำยังผสมโรงกับครอบครัวช่วยกันต่อว่าเธออีก
“อย่าไปสนใจคำพูดของพ่อกับแม่เลยนะ” เจตนิพัทธ์บอกกับภรรยา เมื่อพ่อแม่ของเขากลับไปแล้ว หญิงสาวพยักหน้ารับ เธอไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว เพราะเธอยังไม่รู้เลยว่าลักษณ์นาราทำอะไรไว้ พ่อกับแม่ของเจตนิพัทธ์ถึงได้เกลียดเธอขนาดนี้
“เดี๋ยวอีกสักพักรักต้องไปตรวจอย่างละเอียดอีกรอบ ถ้าไม่มีอะไรเราก็จะได้กลับบ้านแล้วนะ” ลักษณ์นาราฝืนยิ้มให้กับคนพูด รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่กำลังจะได้กลับบ้านแท้ๆ แต่ก็แน่ล่ะบ้านที่กำลังจะกลับไม่ใช่บ้านของเธอนี่
หมอได้ทำการตรวจอาการของลักษณ์นาราอีกรอบอย่างละเอียด น่าแปลกมากที่ร่างกายของเธอแข็งแรงและปกติดีทุกอย่าง เว้นแต่อาการความจำเสื่อมเท่านั้น ทางโรงพยาบาลจึงได้อนุญาตให้เธอกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้
“ชุดมัน...ไม่โป๊ไปหน่อยเหรอคะ” เมื่อต้องเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้า ที่เจตนิพัทธ์เตรียมมาให้ หญิงสาวก็รู้สึกตกใจพอสมควร แม้กางเกงจะเป็นกางเกงขายาว แต่เสื้อกลับเปิดเว้าหลังเสียจนเหมือนแก้ผ้า
“เสื้อผ้ารักมันก็มีแต่แบบนี้ นี่หาชุดที่โอเคที่สุดมาแล้ว แต่ไม่ทันดูว่าเสื้อมันเป็นแบบนั้น” เจตนิพัทธ์หันมองชุดที่ภรรยาสวมอยู่ และรู้สึกเห็นด้วยกับเธอที่บอกว่ามันโป๊ไปหน่อย แต่ปกติแล้วลักษณ์นาราก็ชอบแต่งตัวแบบนี้อยู่แล้ว บางวันโป๊กว่านี้เสียอีก
เป็นเพราะเธอความจำเสื่อมหรือ ถึงได้ดูเขินๆ อายๆ กับเสื้อผ้าที่เคยชอบใส่ เขาเห็นความประหม่าในแววตาของภรรยาอย่างชัดเจน
“เอาเสื้อนี่ไปสวมคลุมตอนเดินออกไปก็แล้วกัน ขึ้นรถแล้วก็ไม่มีใครเห็นแล้วล่ะ” เขาถอดเสื้อแจ็กเกตของตัวเอง คลุมหลังให้กับภรรยา หญิงสาวรู้สึกหน้าร้อนผ่าว นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้รับความใส่ใจแบบนี้จากสามี
“ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก หนูขวัญพาคุณแม่ไปรอที่รถนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายแล้วจะตามไป” เจตนิพัทธ์หันไปบอกกับลูกสาว ก่อนจะยื่นกุญแจรถให้ลักษณ์นารา เขาคิดว่าเธอคงจำรถไม่ได้จึงต้องสั่งให้ลูกสาวพาไป
ลักษณ์นาราเดินจูงมือกับลูกสาวไปที่รถ ก่อนจะเปิดประตูขึ้นไปนั่งรอเจตนิพัทธ์ ขวัญวิวาห์รู้สึกมีความสุขมากที่ได้เดินจับมือกับแม่ โดยที่ไม่ถูกดุเหมือนทุกครั้ง
“หนูขวัญดีใจมากเลยค่ะ ที่คุณแม่หายแล้ว” เด็กหญิงตัวน้อยพูดขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ปกติแล้วเธอจะไม่ค่อยกล้าพูดกับแม่สักเท่าไร เพราะแม่ไม่ค่อยชอบพูดกับเธอ
“แม่ก็ดีใจค่ะ ที่ได้ฟื้นกลับมาหาหนูขวัญ” ลักษณ์นาราบอกกับเด็กหญิงตัวด้วย เธอรู้สึกว่าแผลใจจากการสูญเสียลูกชาย ถูกรักษาด้วยหนูขวัญตัวน้อย แววตาของเด็กคนนี้ดูเปี่ยมไปด้วยความสุขจริงๆ
“หนูขวัญดีใจจังเลย ที่แม่พูดกับหนูขวัญว่าแม่” คนฟังขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ แล้วปกติลักษณ์นาราพูดกับลูกว่าอย่างไรกัน
“แล้วปกติ...แม่พูดกับหนูขวัญว่ายังไงคะ” สีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยพลันเปลี่ยนไปทันที เมื่อถูกถามแบบนั้น
“คุณแม่จะเรียกหนูขวัญว่าแก แล้วแทนตัวเองว่าฉันค่ะ” เมื่อได้ฟังแบบนั้นลักษณ์นาราคนใหม่ ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมพ่อแม่สามีถึงเกลียดเธอนักหนา แค่วีรกรรมที่ทำไว้กับลูกสาวที่น่ารัก เธอฟังแล้วยังอยากจะต่อว่าแม่ลักษณ์นาราคนนี้เลย
“ต่อไปแม่จะไม่พูดกับหนูขวัญแบบนั้นอีกแล้ว แม่สัญญา”
“จริงนะคะ”
“จริงค่ะ” เด็กหญิงตัวน้อยโผเข้ากอดคนเป็นแม่ด้วยความดีใจ เธอมีความสุขเหลือเกิน ที่แม่จะใจดีกับเธอบ้างแล้ว
เสียงร้องของเด็กทารกดังขึ้นภายในห้องคลอด ลักษณ์นารานอนหอบอยู่บนเตียง ใบหน้าเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและน้ำตา ขณะที่เจตนิพัทธ์ยืนอยู่ข้างกาย มือของเขายังคงจับมือภรรยาเอาไว้แน่น แม้เจ้าตัวจะเจ็บจนเผลอบีบมือเขาไปหลายครั้งแล้วก็ตาม“ลูกออกมาแล้วนะรัก เก่งมากเลยครับ”หญิงสาวพยายามหันไปมองตามเสียงร้อง ก่อนที่พยาบาลจะอุ้มเด็กทารกตัวน้อยมาให้เธอได้เห็นใบหน้า“ลูกชายค่ะคุณแม่ แข็งแรงดีนะคะ”ลักษณ์นารามองเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้จ้า ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือออกไปสัมผัสแก้มเล็กๆ ของลูกชาย“โชแปง...”เพียงได้เรียกชื่อนั้น น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาอีกครั้ง“แม่ได้เจอหนูแล้วนะลูก”เจตนิพัทธ์ก้มลงจูบหน้าผากภรรยา เขารู้ดีว่าช่วงเวลานี้มีความหมายกับเธอมากเพียงใด ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ลักษณ์นาราทั้งดีใจและหวาดกลัว เธอมักสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะฝันถึงลูกชายที่จากไป บางครั้งก็ลุกขึ้นมานั่งลูบท้องตัวเองอยู่นาน เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กน้อยยังอยู่กับเธอวันนี้ความกังวลเหล่านั้นสิ้นสุดลงแล้ว“ขอบคุณนะครับ ที่พาลูกมาหาพี่”“รักต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่เจต”เธอเงยหน้ามองสามี ก่อนหันกลับไปมอ
หลังจากที่ลักษณ์นาราไปพบหมอเพื่อตรวจดูอาการ เธอและเจตนิพัทธ์ได้รับข่าวดีว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง และเวลาล่วงเลยมา 4 เดือนทั้งสองคนก็ได้รู้ว่าเด็กในท้องเป็นผู้ชาย ทั้งคู่ต่างดีใจอย่างมาก โดยเฉพาะลักษณ์นาราที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้เป็นแม่อีกครั้งหลังจากประสบความสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อกลับถึงบ้านในคืนนั้น เจตนิพัทธ์เริ่มคุยกับลักษณ์นาราเกี่ยวกับเรื่องชื่อของลูกชาย เจตนิพัทธ์คิดชื่อของลูกชายออกทันที เมื่อรู้เพศของลูก เขาหวังว่าผลอัลตราซาวจะแม่นยำ เพราะเขารู้ดีว่าลักษณ์นาราก็คงหวังอะไรบางอย่าง และเธอคงดีใจมากแน่ที่รู้ว่าได้ลูกชาย“รัก พี่มีความคิดเรื่องชื่อของลูกอยู่ อยากจะลองเสนอให้รักดู เผื่อรักจะสนใจ” เขาพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ขณะที่นั่งเคียงข้างเธอในห้องนั่งเล่นขวัญวิวาห์ก็ตามติแม่ไม่ห่าง เธอคอยดูแลแม่อย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่รู้ว่าแม่กำลังท้องอยู่ จารุณีเองก็ไม่ต่างกัน พอรู้ว่าลูกสะใภ้มีหลานคนที่สอง ก็เช้าถึงเย็นถึง มีของมาบำรุงมาให้ทุกวัน ส่วนงานที่ร้านเธอก็ช่วยดูแลให้อย่างเต็มที่ เจตนิพัทธ์เสนอจะให้เงินเดือนก็ไม่เอา“รีบร้อนเกินไปหรือเปล่าคะ รักเพิ่งจะท้องได้แค่ 5 เดือน
“หมอบอกว่ารักท้องค่ะ” เธอตัดสินใจพูดออกมาตรงๆ และทันทีที่เจตนิพัทธ์ได้ยิน เขาก็ยิ้มกว้างออกมา“จริงเหรอรัก? มันคือเรื่องจริงเหรอ” เขาถามอย่างไม่เชื่อ หญิงสาวพยักหน้าเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง เจตนิพัทธ์กระโดดด้วยความดีใจ และร้องไห้ออกมาอย่างกับไม่เคยมีลูกมาก่อน“หนูขวัญจะต้องดีใจมากแน่ๆ ลูกทวงน้องกับพี่ทุกวันเลย วันนี้พี่ทำให้ลูกสำเร็จแล้ว” เจตนิพัทธ์บอกกับภรรยา ลักษณ์นาราเมื่อเห็นว่าสามีดีใจขนาดนี้ เธอจินตนาการไม่ออกเลย ว่าลูกสาวจะดีใจแค่ไหน“เราเตรียมเซอร์ไพรส์เรื่องนี้กับหนูขวัญดีไหมคะ จัดปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้าน แล้วก็บอกหนูขวัญเรื่องนี้” ลักษณ์นาราเสนอขึ้น“ดีสิ...เชิญพ่อกับแม่มาด้วยดีไหม?” เจตนิพัทธ์เสนออีก “ได้สิคะ ข่าวดีแบบนี้พวกท่านควรจะได้รู้ด้วย” ลักษณ์นาราเห็นด้วยกับสามี เมื่อทั้งคู่ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เจตนิพัทธ์ก็รีบโทรหาแม่ของเขา เพื่อชวนให้มาร่วมปาร์ตี้เล็กที่บ้านของเขา โดยยังไม่บอกว่าจัดปาร์ตี้นี้ขึ้นมาเพราะอะไรเย็นวันนั้นที่บ้านของเจตนิพัทธ์คึกคักไปด้วยคนในครอบครัว เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังไปทั่วโต๊ะอาหาร เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น“ตกลงว่าวันนี้จัดปาร์ตี้ฉลองอะไรกันเห
หลังจากที่ลักษณ์นาราและเจตนิพัทธ์ได้ไปพักผ่อนด้วยกัน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่กลับมามีเวลาด้วยกันอีกครั้ง แม้ว่าลักษณ์นาราจะกลับไปทำงานของเธอเหมือนเดิม แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ดีขึ้นในเช้าวันหนึ่ง ลักษณ์นารารู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เธอมีอาการคลื่นไส้และวิงเวียนจนต้องนั่งพักอยู่ที่โซฟา เจตนิพัทธ์ที่กำลังเตรียมตัวไปทำงานก็สังเกตเห็นภรรยาของเขาไม่ค่อยสดชื่นและเธอก็เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว เขารีบเดินเข้ามานั่งข้างๆ เธอด้วยความเป็นห่วง“รัก เป็นอะไรหรือเปล่า? ดูเหมือนหลายวันมานี้ รักจะไม่ค่อยสบายเลยนะ” เจตนิพัทธ์ถามพลางวางมือบนไหล่ของเธออย่างห่วงใยลักษณ์นารายิ้มบาง ๆ พยายามไม่ให้สามีต้องกังวล แต่ก็ไม่สามารถปิดบังอาการป่วยของตัวเองได้ เธอรู้สึกหน้ามืดเหมือนจะเป็นลมอยู่ตลอดเวลาแบบนี้หลายวันแล้ว“รักรู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้ แล้วก็ไม่ค่อยอยากกินอะไรเลยค่ะ เป็นมาหลายวันแล้ว...คิดว่าคงเป็นเพราะนอนไม่พอ กลางคืนมันนอนไม่ค่อยหลับด้วย” เธอพูดอย่างไม่ปิดบัง เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรก็ปิดบังสามีไม่ได้ เจตนิพัทธ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจ “งั้นเราไปหาหมอกันเถอะ พี่ไม่สบายใจเลย ปล่อยไว้อย่างนี้ไม
เจตนิพัทธ์กลับมาถึงโรงแรมหลังจากเสร็จสิ้นจากการดินเนอร์กับลูกค้า เขาไม่ได้กินอะไรเยอะนัก เพราะตั้งใจจะกลับมารับประทานอาหารเย็นกับภรรยาในห้อง เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องพัก เขาพบว่าภรรยาของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเล็ก ๆ ที่เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าภรรยาตัวเองสวมชุดสวย แต่งตัวนั่งรอเขาอยู่ เธอหันไปยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “กลับมาแล้วเหรอคะ? อาหารเพิ่งมาเสิร์ฟเมื่อกี้นี้เองค่ะ ยังร้อนๆ อยู่เลย” เธอพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหาเขา เจตนิพัทธ์วางกระเป๋าและเดินเข้าไปหาภรรยา“พี่ตั้งใจจะมากินพร้อมกับรักอยู่แล้ว ที่นั่นพี่แทบไม่ได้กินอะไรเลย” เขาดึงเธอเข้ามากอดแน่น ลักษณ์นาราค่อย ๆ กอดตอบเขาเช่นกันทั้งสองคนยอดกอดกันเพียงไม่นาน ก็เริ่มกลับไปที่โต๊ะอาหารและเริ่มตักอาหารที่เธอเตรียมไว้ใส่จานให้สามี“คุยงานมาเป็นไงบ้างคะ”“ไม่ได้คุยเรื่องงานกันเลย ปาร์ตี้ล้วนๆ ก็เลยไม่ค่อยได้กินอะไร แต่ก็ดื่มไปพอสมควร” ทั้งคู่ต่างยิ้มให้กันและพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย เจตนิพัทธ์สั่งไวน์มาเพิ่ม เพราะอยากจะชวนภรรยาให้ดื่มด้วยกัน ถึงยังไงพรุ่งนี้เขาก็มีเวลานอนกันทั้งวัน“หน้าเริ่มแดงแล้วนะรัก..
ในการเดินทางไปประชุมต่างจังหวัดครั้งนี้ เจตนิพัทธ์และลักษณ์นาราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบนรถ ทำให้พวกเขามีโอกาสพูดคุยกันถึงเรื่องต่างๆ มากมาย ระหว่างที่รถเคลื่อนผ่านทิวทัศน์สองข้างทาง ลักษณ์นารานั่งมองวิว เธอรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่เคย“พี่คิดว่าหลังจากนี้เราคงต้องหาเวลาให้ตัวเองมากขึ้นบ้างแล้วนะ” เจตนิพัทธ์เอ่ยขึ้นขณะหันไปมองภรรยาที่นั่งข้าง ๆ“เราก็อยู่ด้วยกันทุกวันไม่ใช่เหรอคะ?” หญิงสาวตอบกลับด้วยสายตาสับสน หรือเธอเข้าใจอะไรผิดไป“แบบนั้นมันก็ใช่ แต่ว่าเราต่างคนต่างทำงานกันทุกวัน กลับถึงบ้านก็ยังต้องทำงานบ้านกันอีก ค่ำหน่อยก็พาลูกเข้านอนให้เวลากับลูกจนดึก กว่าจะอาบน้ำจัดการตัวเองก็ง่วงแล้ว ไม่มีเวลา...สวีทกันบ้างเลย” ลักษณ์นาราหันมายิ้มบาง ๆ กับคำพูดของสามี และเธอก็รู้สึกเห็นด้วยกับที่เขาพูด“ก็จริงค่ะ ช่วงนี้รักไม่ค่อยได้หยุดพักเลย รักอยากทำร้านให้ดีน่ะค่ะ พี่เจต คุณแม่ คุณพ่อด้วย ทุกคนช่วยเหลือรักอย่างเต็มที่เลย ถ้ามันออกมาไม่ดีรักคงจะรู้สึกผิดหวังกับตัวเองมาก” เธอพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล แม้เธอจะรู้ว่าเจตนิพัทธ์ต้องการให้เธอพักผ่อน แต่ใจลึก ๆ ก็ยังคงห่วงงานของตัวเอง“ไม่ต้อง
กลับบ้านรัญระวีย์ยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ของบ้านลักษณ์นารา บ้านที่ควรจะเป็นบ้านของเธอ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้แม้แต่ทางกลับบ้านตัวเองเธอก็เริ่มจะลืมไปเสียแล้ว รัญระวีย์จำต้องยอมฝืนตัวเองให้เป็นลักษณ์นาราให้ได้มากที่สุดสภาพแวดล้อมที่ช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย เธอหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งสติอยู่กั
“โอ๊ย!!!” ทีปกรร้องลั่น เมื่อรัญระวีย์ออกแรงผลักเขาจนล้มหัวฟาดขอบโต๊ะ เลือดสีแดงไหลอาบศีรษะของเขา“มันจะเกินไปแล้วนะเว้ย!!!” ทีปกรพุ่งเข้าหารัญระวีย์ทันที เมื่อเขาตั้งหลักได้ เลือดที่ไหลออกมากระตุ้นความบ้าคลั่งในตัวของเขาให้ทวีมากขึ้นเป็นเท่าตัว“ก็เข้ามาสิ คราวนี้ฉันก็ไม่ยอมแล้วเหมือนกัน” หญิงสาวห
1 วันก่อนเกิดเหตุภายในบ้านหลังใหญ่ทุกอย่างดูรกไปหมด ข้าวของวางไม่เป็นที่เป็นทาง ภายในบ้านก็เงียบราวกับไม่มีคนอยู่ ร่างบางมองไปรอบๆ เธอรู้สึกว่าแค่เธอไม่อยู่เพียงสองวัน บ้านก็รกได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ รัญระวีย์ หญิงสาววัย 30 ปี เธอเป็นแม่บ้านเต็มตัวตั้งแต่แต่งงานกับสามีเมื่อ 8 ปีก่อนจากเคยเป็นพนักงา
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? หรือว่า...” ความทรงจำสุดท้ายของหญิงสาว คือเธอตกลงไปในแม่น้ำกว้างใหญ่ เธอปล่อยตัวเองให้ดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำ ปล่อยให้กระแสน้ำที่เย็นเยือกพาร่างกายของเธอไหลไปเรื่อยๆ อย่างไร้ทิศทาง“รักขับรถชนราวสะพาน แล้ว...รถก็ตกลงในแม่น้ำ” เจตนิพัทธ์ไม่อยากพูดอะไรให้มันมากกว่านั้น เขากลัวว่าเ







