LOGINรัญระวีย์พยายามปรับตัวในร่างของลักษณ์นารา เธอยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนัก แต่ก็เชื่อว่าต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง ที่ทำให้เอได้โอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ครอบครัวของลักษณ์นาราถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร ออกจะไปทางดีมากเสียด้วยซ้ำ เจตนิพัทธ์ดูแลเอาใจใส่ภรรยาเป็นอย่างดี หนูขวัญตัวน้อยก็เอาใจแม่ทุกอย่าง
“คุณปู่คุณย่าสวัสดีค่ะ” เสียงใสของเด็กหญิงตัวน้อย ทำให้ทั้งเจตนิพัทธ์และลักษณ์นาราต่างก็หันมองไปที่ผู้มาเยือนเป็นตาเดียว หญิงสาวพอจะมองออก ว่าสายตาของพ่อแม่สามีของตัวเองนั้น ดูจะไม่ชอบเธอเอาเสียเลย
“เห็นว่าฟื้นแล้ว ก็เลยมาดูให้เห็นกับตาสักหน่อย ฟื้นจริงหรือเปล่า” จารุณีเอ่ยขึ้น ลักษณ์นาราพยายามฝืนยิ้มและยกมือขึ้นไหว้ทักทายผู้ใหญ่ที่มาเยี่ยมตน แต่คนทั้งสองกลับไม่มีใครยกมือรับไหว้เธอเลย ทำให้คนที่นั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยหน้าเสีย
“หมอบอกว่าถ้าเช้านี้ตรวจแล้วไม่มีอะไรผิดปกติ บ่ายก็กลับบ้านได้แล้วครับ” เจตนิพัทธ์เห็นว่าสถานการณ์เริ่มไม่ดี จึงได้พูดขึ้นพร้อมกับจับมือภรรยาเพื่อปลอบโยนเธอ
“พ่อแม่รู้หรือยัง ออกจากบ่อนมาดูลูกสาวกันบ้างหรือเปล่า”
“พ่อ...” เจตนิพัทธ์เอ่ยขึ้น พร้อมกับส่งสายตาขอร้อง ให้พ่อกับแม่ของตัวเองเลิกพูดจากระแทกแดกดันลักษณ์นาราเสียที
“ก็ไหนว่าความจำเสื่อม แล้วทำไมถึงจำได้ว่าฉันเป็นแม่ของตาเจต ไม่ได้เสื่อมตอแหa เพื่อจะหาข้ออ้างไม่ยอมหย่าหรอกใช่ไหม”
“แม่ครับ...ผมขอเถอะนะครับ หมอยืนยันเองว่ารักความจำเสื่อม อย่าเพิ่งพูดอะไรกระทบความรู้สึกเธอเลยนะครับ” เจตนิพัทธ์บอกกับแม่ของเขาด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวลชัดเจน จารุณีรู้สึกว่าเธอพลาดเหลือเกิน ที่พาผู้หญิงคนนี้เข้ามารู้จักกับลูกชายของตัวเอง
เจตนิพัทธ์ไม่ประสีประสาเรื่องผู้หญิง ถึงจะหน้าตาดี และเพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง แต่ก็เพราะเขาสนใจแต่เรียนกับงาน จนไม่มีโอกาสได้ไปใช้ชีวิตวัยรุ่นเลย ก็เลยไม่ค่อยถนัดเรื่องรักๆ ใคร่ๆ พอได้คนที่พ่อกับแม่เลือกให้ ดันรักหัวปักหัวปำ
ทั้งที่ลักษณ์นารานั้นก็แสนร้ายกาจ จนจารุณีกับสามีของเธอ ที่แม้จะเป็นคนเลือกสะใภ้คนนี้มาเองกับมือ ตอนนี้ก็ยังเกลียดจนเข้าไส้
“ดูลูกชายคุณสิ หลงเมียจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว”
“คุณย่าคะ...อย่าว่าคุณแม่เลยนะคะ คุณแม่ไม่สบายอยู่ค่ะ” ขวัญวิวาห์ช่วยพูดอีกคน เธอไม่มีความสุขเลยเวลาที่เห็นแม่ถูกปู่กับย่าต่อว่า
“เอาเถอะคุณที่โรงพยาบาลก็ไม่ใช่ที่ที่เราจะมาพูดจาไม่ดีใส่คนป่วย” มนัสพ่อของเจตนิพัทธ์พูดขึ้น เขาเริ่มรู้สึกว่าเรื่องที่ลูกสะใภ้ความจำเสื่อม น่าจะเป็นเรื่องจริงเพราะคนอย่างลักษณ์นารา คงไม่ยอมนั่งให้แม่ผัวด่าฉอดๆ แบบนี้โดยไม่โต้ตอบแน่
จะว่าเธอกำลังแสดงละครต่อหน้าเจตนิพัทธ์ก็คงจะไม่ใช่ แต่ไหนแต่ไรมาลักษณ์นาราไม่เคยแคร์ลูกชายของพวกเขาอยู่แล้ว เพราะรู้ดีว่าต่อให้เธอจะร้ายกาจแค่ไหน เจตนิพัทธ์ก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันก็แค่เก็บเสื้อผ้าออกจากบ้านไปสักระยะ พอไปไหนไม่รอดก็แค่กลับมาอยู่ที่บ้านเหมือนเดิม
“ป่วยตอแหaน่ะสิ”
“คุณแม่...” ลักษณ์นาราคนใหม่ ได้แต่นั่งฟังเงียบๆ ตอนที่เธอยังเป็นรัญระวีย์ เรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ คำด่าทอของจารุณีเทียบไม่ได้เลยกับ คำด่าของแม่ทีปกร ไหนจะญาติพี่น้องของเขา ที่จ้องแต่จะหาเรื่องด่าเธอเว้นแต่ละวัน
ลักษณ์นารายังโชคดีเสียด้วยซ้ำไป ที่มีสามีคอยปกป้อง คอยบอกพ่อแม่ให้หยุด ทีปกรหรือไม่เคยแม้แต่จะปริปากห้ามสักนิด หนำซ้ำยังผสมโรงกับครอบครัวช่วยกันต่อว่าเธออีก
“อย่าไปสนใจคำพูดของพ่อกับแม่เลยนะ” เจตนิพัทธ์บอกกับภรรยา เมื่อพ่อแม่ของเขากลับไปแล้ว หญิงสาวพยักหน้ารับ เธอไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว เพราะเธอยังไม่รู้เลยว่าลักษณ์นาราทำอะไรไว้ พ่อกับแม่ของเจตนิพัทธ์ถึงได้เกลียดเธอขนาดนี้
“เดี๋ยวอีกสักพักรักต้องไปตรวจอย่างละเอียดอีกรอบ ถ้าไม่มีอะไรเราก็จะได้กลับบ้านแล้วนะ” ลักษณ์นาราฝืนยิ้มให้กับคนพูด รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก ทั้งที่กำลังจะได้กลับบ้านแท้ๆ แต่ก็แน่ล่ะบ้านที่กำลังจะกลับไม่ใช่บ้านของเธอนี่
หมอได้ทำการตรวจอาการของลักษณ์นาราอีกรอบอย่างละเอียด น่าแปลกมากที่ร่างกายของเธอแข็งแรงและปกติดีทุกอย่าง เว้นแต่อาการความจำเสื่อมเท่านั้น ทางโรงพยาบาลจึงได้อนุญาตให้เธอกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้
“ชุดมัน...ไม่โป๊ไปหน่อยเหรอคะ” เมื่อต้องเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้า ที่เจตนิพัทธ์เตรียมมาให้ หญิงสาวก็รู้สึกตกใจพอสมควร แม้กางเกงจะเป็นกางเกงขายาว แต่เสื้อกลับเปิดเว้าหลังเสียจนเหมือนแก้ผ้า
“เสื้อผ้ารักมันก็มีแต่แบบนี้ นี่หาชุดที่โอเคที่สุดมาแล้ว แต่ไม่ทันดูว่าเสื้อมันเป็นแบบนั้น” เจตนิพัทธ์หันมองชุดที่ภรรยาสวมอยู่ และรู้สึกเห็นด้วยกับเธอที่บอกว่ามันโป๊ไปหน่อย แต่ปกติแล้วลักษณ์นาราก็ชอบแต่งตัวแบบนี้อยู่แล้ว บางวันโป๊กว่านี้เสียอีก
เป็นเพราะเธอความจำเสื่อมหรือ ถึงได้ดูเขินๆ อายๆ กับเสื้อผ้าที่เคยชอบใส่ เขาเห็นความประหม่าในแววตาของภรรยาอย่างชัดเจน
“เอาเสื้อนี่ไปสวมคลุมตอนเดินออกไปก็แล้วกัน ขึ้นรถแล้วก็ไม่มีใครเห็นแล้วล่ะ” เขาถอดเสื้อแจ็กเกตของตัวเอง คลุมหลังให้กับภรรยา หญิงสาวรู้สึกหน้าร้อนผ่าว นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้รับความใส่ใจแบบนี้จากสามี
“ขอบคุณนะคะ”
“ไม่เป็นไรหรอก หนูขวัญพาคุณแม่ไปรอที่รถนะคะ เดี๋ยวคุณพ่อไปเคลียร์ค่าใช้จ่ายแล้วจะตามไป” เจตนิพัทธ์หันไปบอกกับลูกสาว ก่อนจะยื่นกุญแจรถให้ลักษณ์นารา เขาคิดว่าเธอคงจำรถไม่ได้จึงต้องสั่งให้ลูกสาวพาไป
ลักษณ์นาราเดินจูงมือกับลูกสาวไปที่รถ ก่อนจะเปิดประตูขึ้นไปนั่งรอเจตนิพัทธ์ ขวัญวิวาห์รู้สึกมีความสุขมากที่ได้เดินจับมือกับแม่ โดยที่ไม่ถูกดุเหมือนทุกครั้ง
“หนูขวัญดีใจมากเลยค่ะ ที่คุณแม่หายแล้ว” เด็กหญิงตัวน้อยพูดขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ ปกติแล้วเธอจะไม่ค่อยกล้าพูดกับแม่สักเท่าไร เพราะแม่ไม่ค่อยชอบพูดกับเธอ
“แม่ก็ดีใจค่ะ ที่ได้ฟื้นกลับมาหาหนูขวัญ” ลักษณ์นาราบอกกับเด็กหญิงตัวด้วย เธอรู้สึกว่าแผลใจจากการสูญเสียลูกชาย ถูกรักษาด้วยหนูขวัญตัวน้อย แววตาของเด็กคนนี้ดูเปี่ยมไปด้วยความสุขจริงๆ
“หนูขวัญดีใจจังเลย ที่แม่พูดกับหนูขวัญว่าแม่” คนฟังขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ แล้วปกติลักษณ์นาราพูดกับลูกว่าอย่างไรกัน
“แล้วปกติ...แม่พูดกับหนูขวัญว่ายังไงคะ” สีหน้าของเด็กหญิงตัวน้อยพลันเปลี่ยนไปทันที เมื่อถูกถามแบบนั้น
“คุณแม่จะเรียกหนูขวัญว่าแก แล้วแทนตัวเองว่าฉันค่ะ” เมื่อได้ฟังแบบนั้นลักษณ์นาราคนใหม่ ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมพ่อแม่สามีถึงเกลียดเธอนักหนา แค่วีรกรรมที่ทำไว้กับลูกสาวที่น่ารัก เธอฟังแล้วยังอยากจะต่อว่าแม่ลักษณ์นาราคนนี้เลย
“ต่อไปแม่จะไม่พูดกับหนูขวัญแบบนั้นอีกแล้ว แม่สัญญา”
“จริงนะคะ”
“จริงค่ะ” เด็กหญิงตัวน้อยโผเข้ากอดคนเป็นแม่ด้วยความดีใจ เธอมีความสุขเหลือเกิน ที่แม่จะใจดีกับเธอบ้างแล้ว
“ก็...คืนนั้นเราเปิดเพลงเสียงดัง จนเพื่อนบ้านมาเตือน 2-3 ครั้งแต่ผมก็ไล่พวกมันไปหมด แล้วก็ด่ามันด้วย แต่...คนสุดท้ายที่มาเตือนเรื่องเสียงเพลงดัง คือโชแปงลูกชายของผม มันบอกว่าจะอ่านหนังสือ ผมก็เลย...ตบหน้ามันไปทีหนึ่ง แล้วบอกว่าจะไปอ่านหนังสือหรือจะไปตายที่ไหนก็ไป อย่ามายุ่งกับผู้ใหญ่” รัญระวีย์แทบจะทนฟังต่อไปไม่ไหว เธออยากจะเอามีดแทงเข้ากลางอกซ้ายของทีปกรเหลือเกิน เธออยากทำมันซ้ำๆ จนกว่าเขาจะสิ้นลมหายใจ“ยังไงต่อ”“มันยังไม่พออีกเหรอ...ไม่มีใครรู้มากมายขนาดนี้มาก่อนเลยนะ” มือของทีปกรเลยลูบคลำไปบนร่างกายของลักษณ์นาราอย่างเอาแต่ใจ“เล่าให้มันจบสิคะ นี่ยังไม่ถึงครึ่งเลยนะ...กำลังสนุกเลย” หญิงสาวสะอื้นเล็กๆ ที่ต้องฝืนพูดแบบนั้น และเธอพยายามปั้นยิ้มเพื่อกลบเกลื่อน“พอมันโดนผมตบ มันก็วิ่งหนีออกไป รู้อีกทีมันก็ตายไปแล้ว รู้เรื่องลูกได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องมาปวดหัวเรื่องแม่มันอีก พูดแล้วก็หงุดหงิดฉิบหาย” ทีปกรสบถอย่างหัวเสีย นึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้นแล้วหัวมันจะระเบิดออกมาทุกที เขาที่ยังมีอาการเมายาเล็กๆ และมีแอลกอฮอล์ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ต้องมาคิดหาทางออกว่าจะจัดการกับศพของลูก และเมียที่พากันไ
“ถ้าคุณเล่าสิ่งที่รักต้องการออกมา แล้วมันประทับใจรัก คุณจะได้มากกว่าแค่จูบนะคะ” หญิงสาวพูดก่อนจะปลดเสื้อคลุมออก เพื่อกระตุ้นความต้องการของอีกฝ่าย ทีปกรมองเนินอกขาวใต้ชุดเดรสสายเดียวของหญิงสาวด้วยสายตาหิวกระหาย“ได้สิ...ผมจะบอกทุกอย่าง ทุกอย่างที่ไม่เคยบอกใคร แม้แต่เมียของผม”“อยากรู้ซะแล้วสิ อยากรู้จนอดใจรอไม่ไหวแล้ว” หญิงสาวพูดพร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างของเธอ ขึ้นไปโอบที่คอของเขา ทีปกรยิ้มด้วยความพอใจ ตอนนี้เขาไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เขาคิดเพียงอย่างเดียว เขาอยากครอบครองเรือนร่างงามของหญิงสาวเท่านั้น ไม่ว่าเธอต้องการอะไรเขาก็พร้อมที่จะนำมันออกมาแลก“จริงๆ ลูกชายของผม ตายไปแล้ว...ตายไปก่อนหน้าเมียเก่าของผม ที่เป็นแม่ของเขาซะอีก” แค่เริ่มต้นหัวใจของรัญระวีย์ก็แตกสลายจนเธอแทบจะปั้นหน้าต่อไม่ไหว“รัญเขาไปเจอศพของลูกก่อน แต่ว่าสติแตกหนีหายไปไหนก็ไม่รู้ ตอนที่ตำรวจติดต่อผมมาตอนแรกก็ตกใจอยู่ แต่พอคิดได้เรื่องที่พ่อบอกว่า...ถ้าไม่มีลูกชาย จะไม่ได้อะไรเลยจากพ่อ ผมก็ต้องใช้เงินเยอะมาก เพื่อปิดเรื่องความตายของลูกให้เป็นความลับ” ความเจ็บปวดมันรุนแรงกว่าที่รัญระวีย์คาดการณ์เอาไว้ แต่เธอก็ต้องทนฟังมันต่อ
“ลงไปเปิดห้องคุยกันแบบส่วนตัวดีไหมคะ?” ลักษณ์นาราทำเสียงอ่อนหวานขึ้น ขยับตัวเข้าไปใกล้เขาเล็กน้อย และพูดสิ่งที่เขาต้องการ ทีปกรหันมามองเธอ ดวงตาเริ่มพร่ามัวด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์“ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีเชียวล่ะ ผมคงจะสบายตัวขึ้นเยอะเลย” เขาพูดพร้อมกับไล่สายตามองต่ำลงไปยังสิ่งที่ถูกผ้าคลุมโต๊ะปิดบังเอาไว้“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าเสียเวลาเลยค่ะ” ลักษณ์นารายิ้มอย่างยั่วยวน และปั้นหน้าว่าตัวเองกำลังตื่นเต้น และตั้งตารอแทบจะไม่ไหวที่จะได้ลงไปเปิดห้องกับเขา แม้ภายในใจจะรู้สึกรังเกียจอย่างไม่สามารถอธิบายออกมาได้ก็ตาม รู้เพียงว่ามันมากจนแทบจะเก็บเอาไว้ไม่ไหว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ต้องอดทน และต้องจบทุกอย่างให้ได้ภายในอีก 1 ชั่วโมงข้างหน้าหลังจากเช็กบิลด้วยเงินของทีปกรเรียบร้อยแล้ว ลักษณ์นาราก็พาเขาเดินลงไปเปิดห้อง ทีปกรพยายามประคองตัวเองไม่ให้เดินโซเซมากนัก แต่ความเมาทำให้เขาควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น ลักษณ์นาราเอียงหน้าไปกระซิบเขาเบาๆ ด้วยเสียงที่ทำให้ดูเหมือนเธออยากจะอยู่กับเขาจริงๆ“สัญญาสิคะ ว่าคืนนี้คุณคงจะต้องบอกรักทุกอย่าง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณ ทุกอย่างที่รักอยากจะรู้...” ทีปกรยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจอี
ลักษณ์นารานัดเจอกับทีปกรที่ร้านอาหารสุดหรูย่านใจกลางเมือง เป็นร้านที่ตั้งอยู่ชั้นดาดฟ้าของโรงแรม เหมือนกับที่เธอเพิ่งจะไปกับเจตนิพัทธ์ ทีปกรเลือกจองโต๊ะที่มุมสงบ ไม่ต้องการให้มีใครมารบกวนการสนทนาของพวกเขาในคืนนี้ ทีปกรเดินเข้ามาด้วยท่าทางมั่นใจ แต่งตัวดีตามปกติ ลักษณ์นาราเห็นเขาแล้วแอบรู้สึกสะอิดสะเอียน แต่เธอก็ต้องพยายามฝืนยิ้ม เพื่อให้แผนของตัวเองดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่นที่สุด“ไม่เจอกันนานเลยนะครับ ที่รัก” ทีปกรพูดอย่างด้วยสายตาหยาดเยิ้ม เขามาถึงก่อนเธอสักพักใหญ่ และเขาก็น่าจะดื่มเข้าไปพอสมควร ลักษณ์นาราฝืนยิ้มรับก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามเขา“ดูคุณจะดื่มไปเยอะนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ เธอไม่ต้องการจะแสดงให้เขาเห็นว่าเธอไม่พอใจกับสรรพนามที่เขาเรียกเธอ แต่ก็ไม่อยากแสดงออกว่าชอบด้วยเช่นกัน เพราะไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด“วันนี้คุณดูแต่งตัวมิดชิดกว่าที่ผมจินตนาการเอาไว้นะ” เขาพูดพลางกวาดสายตามองเรือนร่างของเธออย่างไม่ปิดบังความหิว เขาจงใจใช้สายตาแทะโลมเธอ ให้เธอรู้เลยว่าเขาต้องการเธอมากแค่ไหน“รักกลัวว่าอากาศจะเย็นน่ะค่ะ เห็นว่าจองชั้นดาดฟ้าเอาไว้ ก็เลยแต่งตัวให้มันอ
“รักไม่เคยพูดแบบนั้นเลยนะคะ รักก็บอกไปแล้วนี่คะ...”“เหตุผลมันฟังไม่ขึ้นเลย ถ้าผัวของคุณมันเป็นอุปสรรคนัก ทำไมไม่เลิกกับมันซะที”“มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นหรอกนะคะ คุณก็รู้ว่ารักมีลูกกับเขา และลูกคือสิ่งที่ทำให้เราเลิกกันได้ยาก คุณน่าจะเข้าใจเพราะคุณเองก็มีลูก” ทีปกรนิ่งไปสักครู่ เขาพอจะเข้าใจความลำบากใจนั้น เพราะตอนที่ภรรยายังมีชีวิตอยู่ เขาก็ไม่ได้ตัดเธอออกจากชีวิตได้ง่ายๆ“แล้วผมต้องรอไปอีกนานแค่ไหน เราไม่เจอกันมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ ผมจะคลั่งตายอยู่แล้ว”“รักก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ ตอนนี้เจตเขาเริ่มสงสัยแล้ว จะไปไหน ทำอะไรก็ต้องระวังตัวให้มาก ฉันต้องใช้เวลานะคะ” ลักษณ์นาราพยายามจะอธิบาย แต่ก็เหมือนจะได้ผล ทีปกรยอมสงบลงในที่สุด“โอเคๆ แล้วเราจะมีโอกาสได้เจอกันเมื่อไหร่ ผมขอเจอคุณสักครั้ง ดินเนอร์กัน จิบไวน์ในที่เงียบๆ สักครั้งให้มันหายคิดถึงได้ไหม” ลักษณ์นาราใช้ความคิดอยู่สักครู่ก่อนที่เธอจะให้คำตอบ“คืนวันศุกร์ได้ไหมคะ วันศุกร์ลูกของฉันไปค้างที่บ้านแม่สามี ฉันจะได้ไม่มีภาระอะไร ไปแบบไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง” ข้อเสนอของหญิงสาวค่อนข้างน่าสนใจ และทีปกรก็พอใจเสียด้วย“ได้ แต่ผมขอแบบไม่รีบกลับ ไม่
และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่ทีปกรติดต่อลักษณ์นาราไม่ได้เลย ช่วงนี้เขารู้สึกว่าเธอติดต่อยากมาก จากที่เคยตอบข้อความเขาตลอด เดี๋ยวนี้เธอแทบจะไม่ตอบเลย ยิ่งถ้าโทรไปหาไม่มีทางเสียเลยที่เธอจะรับสาย เขาเริ่มระแคะระคายว่าเธออาจจะแค่เข้ามาปั่นหัวเขาเล่น ที่เธอเคยบอกว่าจะเลิกกับสามี ก็คงจะเป็นแค่คำโกหกเท่านั้น“นี่มันหมายความว่ายังไงกัน...” เขาพึมพำกับตัวเองขณะที่จ้องหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกรอคอย แต่จนจะครบ 24 ชั่วโมงแล้ว ก็ยังไม่มีข้อความหรือสายตอบกลับจากลักษณ์นาราเลย‘คุณหายไปอีกแล้วนะ ผมควรต้องทำยังไง?’ เขาส่งข้อความไปหาเธอก่อนที่จะปาโทรศัพท์ใส่ผนังด้วยอารมณ์โกรธทุกอย่างที่เธอพูดและทำก่อนหน้านี้ เธอเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรือไงว่าจะเลิกกับสามี แล้วทำไมเธอถึงเงียบหายไปแบบนี้? หรือว่าไปปรับความเข้าใจกันตอนที่บอกว่าพาลูกไปเที่ยวยิ่งคิดทีปกรก็ยิ่งโมโห เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาจจะเป็นแค่ตัวเลือก หรือไม่ก็ถูกลักษณ์นาราใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารเสน่ห์เท่านั้น ความโกรธค่อยๆ เพิ่มขึ้นในใจของเขาเขาคิดถึงทุกครั้งที่เธอส่งสายตาให้เขา ทำให้เขามีความหวัง แต่แล้วก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขารู้จักเธอมาตั้งนาน
“โอ๊ย!!!” ทีปกรร้องลั่น เมื่อรัญระวีย์ออกแรงผลักเขาจนล้มหัวฟาดขอบโต๊ะ เลือดสีแดงไหลอาบศีรษะของเขา“มันจะเกินไปแล้วนะเว้ย!!!” ทีปกรพุ่งเข้าหารัญระวีย์ทันที เมื่อเขาตั้งหลักได้ เลือดที่ไหลออกมากระตุ้นความบ้าคลั่งในตัวของเขาให้ทวีมากขึ้นเป็นเท่าตัว“ก็เข้ามาสิ คราวนี้ฉันก็ไม่ยอมแล้วเหมือนกัน” หญิงสาวห
1 วันก่อนเกิดเหตุภายในบ้านหลังใหญ่ทุกอย่างดูรกไปหมด ข้าวของวางไม่เป็นที่เป็นทาง ภายในบ้านก็เงียบราวกับไม่มีคนอยู่ ร่างบางมองไปรอบๆ เธอรู้สึกว่าแค่เธอไม่อยู่เพียงสองวัน บ้านก็รกได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ รัญระวีย์ หญิงสาววัย 30 ปี เธอเป็นแม่บ้านเต็มตัวตั้งแต่แต่งงานกับสามีเมื่อ 8 ปีก่อนจากเคยเป็นพนักงา
กลับบ้านรัญระวีย์ยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ของบ้านลักษณ์นารา บ้านที่ควรจะเป็นบ้านของเธอ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้แม้แต่ทางกลับบ้านตัวเองเธอก็เริ่มจะลืมไปเสียแล้ว รัญระวีย์จำต้องยอมฝืนตัวเองให้เป็นลักษณ์นาราให้ได้มากที่สุดสภาพแวดล้อมที่ช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย เธอหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งสติอยู่กั
แผนกฉุกเฉินชุลมุนวุ่นวายไปด้วยผู้คนและเสียงไซเรน ประตูอัตโนมัติเปิดออกขณะที่เจ้าหน้าที่พยาบาลเข็นรถเข็นซึ่งลำเลียงร่างของหญิงสาวที่นอนหมดสติส่งเข้าไปยังแผนกฉุกเฉิน หญิงสาวสวมเสื้อผ้าเปียกโชก ผิวของเธอขาวซีดอย่างน่าสยดสยอง ผมของเธอพันกันเป็นก้อนเพราะเปียกน้ำ ร่างของเธอถูกกู้ขึ้นมาจากซากรถที่ประสบอุบั







