เข้าสู่ระบบรัญระวีย์ยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ของบ้านลักษณ์นารา บ้านที่ควรจะเป็นบ้านของเธอ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้แม้แต่ทางกลับบ้านตัวเองเธอก็เริ่มจะลืมไปเสียแล้ว รัญระวีย์จำต้องยอมฝืนตัวเองให้เป็นลักษณ์นาราให้ได้มากที่สุด
สภาพแวดล้อมที่ช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย เธอหายใจเข้าลึกๆ พยายามตั้งสติอยู่กับปัจจุบัน แต่การที่ความทรงจำจากเจ้าของร่างเดิมของเธอหายไปทำให้เกิดความว่างเปล่า แม้เธอจะพยายามคิด แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก อดีตของทั้งเธอและเจ้าของร่าง ดูเหมือนความฝันที่เลือนราง พร่ามัว และกระจัดกระจาย จนไม่สามารถเรียบเรียงอะไรได้เลย
“เข้าไปนั่งพักในบ้านกับลูกเถอะ เดี๋ยวของพวกนี้ ผมจัดการเอง” ก่อนจะกลับเข้ามาที่บ้าน เจตนิพัทธ์แวะซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อหลายอย่าง แล้วก็มีวัตถุดิบทำกับข้าวอีก เธอตั้งใจจะช่วยเขาถือเข้าบ้าน แต่เขาก็ไม่ยอมพร้อมกับสั่งให้เธอไปนั่งรอเฉยๆ
หญิงสาวรู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย ถึงความทรงจำหลายอย่างจะเลือนรางไป แต่เรื่องที่เธอถูกทีปกรสามีเก่าจิกหัวใช้อย่างกับทาส ก็ยังอยู่ดีในสมองของเธอ
“วันนี้เราทานอะไรกันดี แต่หมอสั่งมาว่ารักต้องกินอาหารอ่อนๆ ไปก่อน แกงจืดเต้าหู้ดีไหม หนูขวัญชอบกินด้วย” เจตนิพัทธ์เดินเข้ามาหาภรรยาและลูกสาว ที่นั่งเล่นกันอยู่ในห้องนั่งเล่น หญิงสาวแสดงสีหน้างุนงง เพราะเขาพูดเหมือนว่าคนที่ทำอาหารต้องเป็นเขาอย่างนั้นแหละ
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ ไม่ชอบเหรอ หรืออยากจะทานอย่างอื่น บอกได้เลยนะ แต่ถ้าเป็นพวกอาหารที่มีส่วนผสมของพวกชีสอะไรพวกนั้น ผมยังไม่ได้ซื้อมาเติม ขอผัดไปเป็นมื้อหลังก็แล้วกัน” ยิ่งเขาพูดแบบนี้หญิงสาวก็ยิ่งมั่นใจเลยว่า เขาคือคนที่จะทำอาหารในเย็นวันนี้
“ปกติแล้วคุณเป็นคนทำอาหารเหรอคะ” เธอตัดสินใจถาม เพราะท่าทางของเขาดูจะมีทักษะการทำอาหาร ตั้งแต่ตอนที่เดินเลือกซื้อวัตถุดิบแล้ว
“ก็ใช่น่ะสิ เรื่องนี้ก็ลืมด้วยเหรอ” ชายหนุ่มตอบกลับ เธอค่อยๆ พยักหน้ารับ และรู้สึกประทับใจในตัวของเจตนิพัทธ์อย่างบอกไม่ถูก เขาดูเป็นผู้ชายที่อบอุ่น เป็นพ่อที่รักลูกมาก คงจะเป็นเธอสินะลักษณ์นาราที่นิสัยไม่ดี พ่อผัวแม่ผัวถึงแสดงท่าทางรังเกียจแบบนั้น ไหนจะเรื่องที่จะหย่ากันอีก
“ถ้าอย่างนั้นตกลงว่าวันนี้เราจะทานแกงจืดเต้าหู้กันนะ แล้วเดี๋ยวทำอย่างอื่นด้วยอีกสักจาน ได้ไม่จืดเกินไป” เขาพูดพลางขยับเข้ามานั่งข้างหญิงสาว เธอรู้สึกร้อนวูบไปทั้งตัว นานมากแล้วที่เธอไม่เคยได้เข้าใกล้ผู้ชายคนอื่น ในระยะที่ใกล้ชิดขนาดนี้
เจตนิพัทธ์มองภรรยาของตัวเองอย่างพิจารณา จากแววตาของเธอนั้น เขาเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า เธอไม่เหลือความทรงจำอะไรเลย เกี่ยวกับเขาและลูก เพราะปกติแล้วสายตาของลักษณ์นาราเวลามองลูก จะเต็มไปด้วยความโกรธแค้นชิงชัง เสียจนเขาไม่กล้าปล่อยเธอไว้กับลูกตามลำพัง
“คงจะจำห้องตัวเองไม่ได้ด้วยใช่ไหม เดี๋ยวผมจะพาขึ้นไปส่งนะ” เขาบอกกับคนตรงหน้า เธอพยักหน้ารับและยิ้มให้เขา เจตนิพัทธ์รู้สึกแปลกตามาทีเดียว ที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ ลักษณ์นาราไม่ใช่แค่เสือยิ้มยาก แต่เธอยังเป็นตัวแม่ขาเหวี่ยง ที่เอาแต่ทำหน้างอคอเง้าอยู่ตลอดเวลา โชคดีที่เธอมีใบหน้างดงามประดุจว่าเทพบรรจงสร้าง ถึงได้ทำให้ดูน่ามองอยู่บ้างแม้เธอจะชอบทำหน้าแบบนั้น
เจตนิพัทธ์พาภรรยาเดินดูรอบบ้าน ไม่มีตรงไหนเลยที่ลักษณ์นาราจะรู้สึกผูกพัน แต่สิ่งหนึ่งที่เธอชื่นชมมากก็คือ บ้านหลังนี้ดูสะอาดและเป็นระเบียบมาก
“ปกติแล้วใครเป็นคนดูแลบ้านเหรอคะ เอ่อ...หมายถึงว่า งานบ้าน พวกล้างจาน ซักผ้า ถูบ้าน อะไรพวกนี้” เพราะเห็นว่าเจตนิพัทธ์มีงานต้องทำ เขาคงไม่มีเวลามากพอที่จะมาทำงานพวกนี้ด้วยตัวเองหรอก กลับจากทำงานแล้วยังต้องมาทำกับข้าว เธอก็มองว่ามันเหนื่อยมากแล้ว
“งานทำความสะอาดจะมีแม่บ้านเข้ามาทุกวัน เช้าเย็นกลับ ส่วนข้างนอกจะเป็นคนสวน มาดูอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เสื้อผ้าส่งซัก ร้านจะเข้ามารับทุกเช้า ตอนเย็นจะเอามาส่งที่บ้าน”
“งั้นก็แปลว่าฉันไม่ได้ทำอะไรเลยน่ะเหรอ? ฉันมีงานทำหรือเปล่า” เจตนิพัทธ์ไม่อยากตอบคำถามนี้เลย เขาไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่กลัวว่าถ้าลักษณ์นารารู้แล้วเธออาจจะไม่สบายใจ เขารู้สึกได้ว่าเธอกำลังหาว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร
“ปกติแล้วรักก็ไม่ได้ทำอะไรมากหรอก มีดูแลลูกบ้าง งานก็...เคยทำแต่ก็ลาออกมาหลายปีแล้ว” หญิงสาวรู้สึกอึ้งกับคำตอบมาก เมียเป็นขนาดนี้เขาไม่คิดจะว่าอะไรบ้างเลยหรือ
“แล้ว...ฉันเอาเงินที่ไหนใช้” แม้จะพอเดาได้ว่าลักษณ์นาราคงจะเกาะผัวกินแน่ แต่ก็อยากถามเพื่อให้ได้คำตอบที่มันชัดเจน
“รักได้เงินเดือนจากผมทุกเดือน แล้วก็มีเงินปันผลจากหุ้น ที่รักทำร้านทำเล็บกับเพื่อน ตรงนี้ผมไม่รู้ว่าได้เท่าไหร่อะไรยังไง” ยิ่งรู้ก็ยิ่งเข้าใจครอบครัวของสามี ว่าทำไมถึงได้เกลียดเธอนักหนา
“ต่อจากนี้เราคงต้องแบ่งหน้าที่กันใหม่ สิ้นเดือนนี้คุณก็ไม่ต้องจ้างแม่บ้านกับคนสวนแล้ว เดี๋ยวฉันจะดูแลบ้านเอง ส่วนเรื่องกับข้าวฉันก็จะช่วยทำเอง คุณทำงานหาเงินก็เหนื่อยพอแล้ว เสื้อผ้าด้วยไม่ต้องส่งซัก ที่บ้านมีเครื่องซักผ้าใช่ไหม” เจตนิพัทธ์ยกมือขึ้นมาเกาศีรษะกับสิ่งที่ได้ยิน นี่อาการของภรรยาเขามันหนักขนาดนี้เชียวหรือ
“มี เครื่องซักผ้าผมเอาไว้ซักชุดที่บางทีจำเป็นต้องรีบใช้ รอร้านไม่ได้”
“งั้นก็ดี เริ่มตั้งแต่ต้นเดือนนี้เลยนะคะ จะได้ไม่ต้องเปลืองเงิน”
“รัก...แน่ใจเหรอ” เขาถามซ้ำ ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา เขาไม่เคยเห็นเธอทำงานพวกนี้เลย จึงไม่ได้คิดจะบังคับให้ทำ และหาทางออกอื่นเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งก็ทำแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาช่วงแรกด้วยซ้ำ
“แน่ใจสิคะ ฉัน...มาคิดดูแล้ว มันน่าเสียดายเงินออกจะตายไป แม่บ้านต้องจ่ายเดือนละเท่าไหร่ คนสวนถึงจะไม่ได้มาทุกวันแต่ก็คงแพงเหมือนกันใช่ไหม ค่าซักผ้านี่ไม่ต้องพูดถึงเลย แค่ส่งซักไม่กี่ชุดยังแพงหูฉี่” เจตนิพัทธ์รู้สึกอยากจะหัวเราะกับท่าทางของภรรยาตัวเองเหลือเกิน เธอพูดเหมือนกับรู้เรื่องพวกนี้ ทั้งที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเขาก็รับผิดชอบอยู่คนเดียว
“ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืนหรอกนะ อย่าไปใส่ใจคำพูดของแม่เลย ท่านก็บ่นไปอย่างนั้นเอง” เขาคิดว่าที่ภรรยาอยากจะทำทุกอย่างเอง คงเป็นเพราะคำพูดของพ่อกับแม่เขา จึงได้บอกกับเธอแบบนั้น
“เอาเป็นว่าฉันอยากทำ ขอสักเดือนก็แล้วกัน ถ้าทำไม่ได้ก็ค่อยจ้างให้กลับมาทำต่อ โอเคไหม” ชายหนุ่มยักไหล่ เขาไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเธอว่าอย่างไรเขาก็ไม่เคยขัดสักเรื่อง
สลับบท
เสียงร้องของเด็กทารกดังขึ้นภายในห้องคลอด ลักษณ์นารานอนหอบอยู่บนเตียง ใบหน้าเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อและน้ำตา ขณะที่เจตนิพัทธ์ยืนอยู่ข้างกาย มือของเขายังคงจับมือภรรยาเอาไว้แน่น แม้เจ้าตัวจะเจ็บจนเผลอบีบมือเขาไปหลายครั้งแล้วก็ตาม“ลูกออกมาแล้วนะรัก เก่งมากเลยครับ”หญิงสาวพยายามหันไปมองตามเสียงร้อง ก่อนที่พยาบาลจะอุ้มเด็กทารกตัวน้อยมาให้เธอได้เห็นใบหน้า“ลูกชายค่ะคุณแม่ แข็งแรงดีนะคะ”ลักษณ์นารามองเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้จ้า ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ก่อนจะค่อยๆ ยื่นมือออกไปสัมผัสแก้มเล็กๆ ของลูกชาย“โชแปง...”เพียงได้เรียกชื่อนั้น น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาอีกครั้ง“แม่ได้เจอหนูแล้วนะลูก”เจตนิพัทธ์ก้มลงจูบหน้าผากภรรยา เขารู้ดีว่าช่วงเวลานี้มีความหมายกับเธอมากเพียงใด ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ลักษณ์นาราทั้งดีใจและหวาดกลัว เธอมักสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะฝันถึงลูกชายที่จากไป บางครั้งก็ลุกขึ้นมานั่งลูบท้องตัวเองอยู่นาน เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กน้อยยังอยู่กับเธอวันนี้ความกังวลเหล่านั้นสิ้นสุดลงแล้ว“ขอบคุณนะครับ ที่พาลูกมาหาพี่”“รักต่างหากที่ต้องขอบคุณพี่เจต”เธอเงยหน้ามองสามี ก่อนหันกลับไปมอ
หลังจากที่ลักษณ์นาราไปพบหมอเพื่อตรวจดูอาการ เธอและเจตนิพัทธ์ได้รับข่าวดีว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง และเวลาล่วงเลยมา 4 เดือนทั้งสองคนก็ได้รู้ว่าเด็กในท้องเป็นผู้ชาย ทั้งคู่ต่างดีใจอย่างมาก โดยเฉพาะลักษณ์นาราที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้เป็นแม่อีกครั้งหลังจากประสบความสูญเสียครั้งใหญ่เมื่อกลับถึงบ้านในคืนนั้น เจตนิพัทธ์เริ่มคุยกับลักษณ์นาราเกี่ยวกับเรื่องชื่อของลูกชาย เจตนิพัทธ์คิดชื่อของลูกชายออกทันที เมื่อรู้เพศของลูก เขาหวังว่าผลอัลตราซาวจะแม่นยำ เพราะเขารู้ดีว่าลักษณ์นาราก็คงหวังอะไรบางอย่าง และเธอคงดีใจมากแน่ที่รู้ว่าได้ลูกชาย“รัก พี่มีความคิดเรื่องชื่อของลูกอยู่ อยากจะลองเสนอให้รักดู เผื่อรักจะสนใจ” เขาพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น ขณะที่นั่งเคียงข้างเธอในห้องนั่งเล่นขวัญวิวาห์ก็ตามติแม่ไม่ห่าง เธอคอยดูแลแม่อย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่รู้ว่าแม่กำลังท้องอยู่ จารุณีเองก็ไม่ต่างกัน พอรู้ว่าลูกสะใภ้มีหลานคนที่สอง ก็เช้าถึงเย็นถึง มีของมาบำรุงมาให้ทุกวัน ส่วนงานที่ร้านเธอก็ช่วยดูแลให้อย่างเต็มที่ เจตนิพัทธ์เสนอจะให้เงินเดือนก็ไม่เอา“รีบร้อนเกินไปหรือเปล่าคะ รักเพิ่งจะท้องได้แค่ 5 เดือน
“หมอบอกว่ารักท้องค่ะ” เธอตัดสินใจพูดออกมาตรงๆ และทันทีที่เจตนิพัทธ์ได้ยิน เขาก็ยิ้มกว้างออกมา“จริงเหรอรัก? มันคือเรื่องจริงเหรอ” เขาถามอย่างไม่เชื่อ หญิงสาวพยักหน้าเพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง เจตนิพัทธ์กระโดดด้วยความดีใจ และร้องไห้ออกมาอย่างกับไม่เคยมีลูกมาก่อน“หนูขวัญจะต้องดีใจมากแน่ๆ ลูกทวงน้องกับพี่ทุกวันเลย วันนี้พี่ทำให้ลูกสำเร็จแล้ว” เจตนิพัทธ์บอกกับภรรยา ลักษณ์นาราเมื่อเห็นว่าสามีดีใจขนาดนี้ เธอจินตนาการไม่ออกเลย ว่าลูกสาวจะดีใจแค่ไหน“เราเตรียมเซอร์ไพรส์เรื่องนี้กับหนูขวัญดีไหมคะ จัดปาร์ตี้เล็กๆ ที่บ้าน แล้วก็บอกหนูขวัญเรื่องนี้” ลักษณ์นาราเสนอขึ้น“ดีสิ...เชิญพ่อกับแม่มาด้วยดีไหม?” เจตนิพัทธ์เสนออีก “ได้สิคะ ข่าวดีแบบนี้พวกท่านควรจะได้รู้ด้วย” ลักษณ์นาราเห็นด้วยกับสามี เมื่อทั้งคู่ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เจตนิพัทธ์ก็รีบโทรหาแม่ของเขา เพื่อชวนให้มาร่วมปาร์ตี้เล็กที่บ้านของเขา โดยยังไม่บอกว่าจัดปาร์ตี้นี้ขึ้นมาเพราะอะไรเย็นวันนั้นที่บ้านของเจตนิพัทธ์คึกคักไปด้วยคนในครอบครัว เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังไปทั่วโต๊ะอาหาร เป็นบรรยากาศที่อบอุ่น“ตกลงว่าวันนี้จัดปาร์ตี้ฉลองอะไรกันเห
หลังจากที่ลักษณ์นาราและเจตนิพัทธ์ได้ไปพักผ่อนด้วยกัน เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่กลับมามีเวลาด้วยกันอีกครั้ง แม้ว่าลักษณ์นาราจะกลับไปทำงานของเธอเหมือนเดิม แต่ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็ดีขึ้นในเช้าวันหนึ่ง ลักษณ์นารารู้สึกไม่ค่อยสบายตัว เธอมีอาการคลื่นไส้และวิงเวียนจนต้องนั่งพักอยู่ที่โซฟา เจตนิพัทธ์ที่กำลังเตรียมตัวไปทำงานก็สังเกตเห็นภรรยาของเขาไม่ค่อยสดชื่นและเธอก็เป็นแบบนี้มาหลายวันแล้ว เขารีบเดินเข้ามานั่งข้างๆ เธอด้วยความเป็นห่วง“รัก เป็นอะไรหรือเปล่า? ดูเหมือนหลายวันมานี้ รักจะไม่ค่อยสบายเลยนะ” เจตนิพัทธ์ถามพลางวางมือบนไหล่ของเธออย่างห่วงใยลักษณ์นารายิ้มบาง ๆ พยายามไม่ให้สามีต้องกังวล แต่ก็ไม่สามารถปิดบังอาการป่วยของตัวเองได้ เธอรู้สึกหน้ามืดเหมือนจะเป็นลมอยู่ตลอดเวลาแบบนี้หลายวันแล้ว“รักรู้สึกเวียนหัว คลื่นไส้ แล้วก็ไม่ค่อยอยากกินอะไรเลยค่ะ เป็นมาหลายวันแล้ว...คิดว่าคงเป็นเพราะนอนไม่พอ กลางคืนมันนอนไม่ค่อยหลับด้วย” เธอพูดอย่างไม่ปิดบัง เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรก็ปิดบังสามีไม่ได้ เจตนิพัทธ์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจ “งั้นเราไปหาหมอกันเถอะ พี่ไม่สบายใจเลย ปล่อยไว้อย่างนี้ไม
เจตนิพัทธ์กลับมาถึงโรงแรมหลังจากเสร็จสิ้นจากการดินเนอร์กับลูกค้า เขาไม่ได้กินอะไรเยอะนัก เพราะตั้งใจจะกลับมารับประทานอาหารเย็นกับภรรยาในห้อง เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องพัก เขาพบว่าภรรยาของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเล็ก ๆ ที่เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าภรรยาตัวเองสวมชุดสวย แต่งตัวนั่งรอเขาอยู่ เธอหันไปยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “กลับมาแล้วเหรอคะ? อาหารเพิ่งมาเสิร์ฟเมื่อกี้นี้เองค่ะ ยังร้อนๆ อยู่เลย” เธอพูดพร้อมกับเดินเข้าไปหาเขา เจตนิพัทธ์วางกระเป๋าและเดินเข้าไปหาภรรยา“พี่ตั้งใจจะมากินพร้อมกับรักอยู่แล้ว ที่นั่นพี่แทบไม่ได้กินอะไรเลย” เขาดึงเธอเข้ามากอดแน่น ลักษณ์นาราค่อย ๆ กอดตอบเขาเช่นกันทั้งสองคนยอดกอดกันเพียงไม่นาน ก็เริ่มกลับไปที่โต๊ะอาหารและเริ่มตักอาหารที่เธอเตรียมไว้ใส่จานให้สามี“คุยงานมาเป็นไงบ้างคะ”“ไม่ได้คุยเรื่องงานกันเลย ปาร์ตี้ล้วนๆ ก็เลยไม่ค่อยได้กินอะไร แต่ก็ดื่มไปพอสมควร” ทั้งคู่ต่างยิ้มให้กันและพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย เจตนิพัทธ์สั่งไวน์มาเพิ่ม เพราะอยากจะชวนภรรยาให้ดื่มด้วยกัน ถึงยังไงพรุ่งนี้เขาก็มีเวลานอนกันทั้งวัน“หน้าเริ่มแดงแล้วนะรัก..
ในการเดินทางไปประชุมต่างจังหวัดครั้งนี้ เจตนิพัทธ์และลักษณ์นาราได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันบนรถ ทำให้พวกเขามีโอกาสพูดคุยกันถึงเรื่องต่างๆ มากมาย ระหว่างที่รถเคลื่อนผ่านทิวทัศน์สองข้างทาง ลักษณ์นารานั่งมองวิว เธอรู้สึกผ่อนคลายกว่าที่เคย“พี่คิดว่าหลังจากนี้เราคงต้องหาเวลาให้ตัวเองมากขึ้นบ้างแล้วนะ” เจตนิพัทธ์เอ่ยขึ้นขณะหันไปมองภรรยาที่นั่งข้าง ๆ“เราก็อยู่ด้วยกันทุกวันไม่ใช่เหรอคะ?” หญิงสาวตอบกลับด้วยสายตาสับสน หรือเธอเข้าใจอะไรผิดไป“แบบนั้นมันก็ใช่ แต่ว่าเราต่างคนต่างทำงานกันทุกวัน กลับถึงบ้านก็ยังต้องทำงานบ้านกันอีก ค่ำหน่อยก็พาลูกเข้านอนให้เวลากับลูกจนดึก กว่าจะอาบน้ำจัดการตัวเองก็ง่วงแล้ว ไม่มีเวลา...สวีทกันบ้างเลย” ลักษณ์นาราหันมายิ้มบาง ๆ กับคำพูดของสามี และเธอก็รู้สึกเห็นด้วยกับที่เขาพูด“ก็จริงค่ะ ช่วงนี้รักไม่ค่อยได้หยุดพักเลย รักอยากทำร้านให้ดีน่ะค่ะ พี่เจต คุณแม่ คุณพ่อด้วย ทุกคนช่วยเหลือรักอย่างเต็มที่เลย ถ้ามันออกมาไม่ดีรักคงจะรู้สึกผิดหวังกับตัวเองมาก” เธอพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล แม้เธอจะรู้ว่าเจตนิพัทธ์ต้องการให้เธอพักผ่อน แต่ใจลึก ๆ ก็ยังคงห่วงงานของตัวเอง“ไม่ต้อง
แผนกฉุกเฉินชุลมุนวุ่นวายไปด้วยผู้คนและเสียงไซเรน ประตูอัตโนมัติเปิดออกขณะที่เจ้าหน้าที่พยาบาลเข็นรถเข็นซึ่งลำเลียงร่างของหญิงสาวที่นอนหมดสติส่งเข้าไปยังแผนกฉุกเฉิน หญิงสาวสวมเสื้อผ้าเปียกโชก ผิวของเธอขาวซีดอย่างน่าสยดสยอง ผมของเธอพันกันเป็นก้อนเพราะเปียกน้ำ ร่างของเธอถูกกู้ขึ้นมาจากซากรถที่ประสบอุบั
รัญระวีย์พยายามปรับตัวในร่างของลักษณ์นารา เธอยังไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนัก แต่ก็เชื่อว่าต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่าง ที่ทำให้เอได้โอกาสกลับมามีชีวิตอีกครั้ง ครอบครัวของลักษณ์นาราถือว่าไม่ได้เลวร้ายอะไร ออกจะไปทางดีมากเสียด้วยซ้ำ เจตนิพัทธ์ดูแลเอาใจใส่ภรรยาเป็นอย่างดี หนูขวัญตัวน้อยก็เอาใจแม่ทุกอย
“โอ๊ย!!!” ทีปกรร้องลั่น เมื่อรัญระวีย์ออกแรงผลักเขาจนล้มหัวฟาดขอบโต๊ะ เลือดสีแดงไหลอาบศีรษะของเขา“มันจะเกินไปแล้วนะเว้ย!!!” ทีปกรพุ่งเข้าหารัญระวีย์ทันที เมื่อเขาตั้งหลักได้ เลือดที่ไหลออกมากระตุ้นความบ้าคลั่งในตัวของเขาให้ทวีมากขึ้นเป็นเท่าตัว“ก็เข้ามาสิ คราวนี้ฉันก็ไม่ยอมแล้วเหมือนกัน” หญิงสาวห
1 วันก่อนเกิดเหตุภายในบ้านหลังใหญ่ทุกอย่างดูรกไปหมด ข้าวของวางไม่เป็นที่เป็นทาง ภายในบ้านก็เงียบราวกับไม่มีคนอยู่ ร่างบางมองไปรอบๆ เธอรู้สึกว่าแค่เธอไม่อยู่เพียงสองวัน บ้านก็รกได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ รัญระวีย์ หญิงสาววัย 30 ปี เธอเป็นแม่บ้านเต็มตัวตั้งแต่แต่งงานกับสามีเมื่อ 8 ปีก่อนจากเคยเป็นพนักงา







