Teilen

ตอนที่ 1 ฟื้น

           “พี่ใหญ่ตื่น ฮือ ๆ เถาเถากลัว” เสียงร้องไห้ดังขึ้นข้างหูของเด็กสาวคนหนึ่งผู้ซึ่งสลบไปเพราะถูกลูกเห็บตกใส่ศีรษะ

            “เถาเถา มู่มู่ หนิงหนิง พวกลูกอยู่ไหน” เสียงตะโกนเรียกแข่งกับเสียงดังคล้ายประทัดถูกจุดช่วงปีใหม่ทำให้เด็กน้อยหยุดเสียงสะอื้นของตนลงเพื่อเงี่ยหูฟังให้แน่ใจ

            “แม่ หนูอยู่ตรงนี้อยู่กับพี่ใหญ่” เมื่อหญิงสาวได้ยินเสียงของบุตรสาวคนเล็กเจ้าตัวก็พอใจชื้นขึ้น จึงได้รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งฝ่าทั้งหลังคาหญ้าและลูกเห็บสีขาวที่กำลังตกลงมาไปทางต้นเสียง

            “เถาเถา ลูกเป็นอะไรไหม แล้วพี่ของลูกล่ะเป็นอะไรหรือเปล่า” คนเป็นแม่ถามขึ้นในระหว่างที่เจ้าตัวกำลังมองหาหนทางช่วยเหลือเด็กทั้งคู่

            “แม่ พี่ใหญ่เรียกไม่ตื่นเลย หนูกลัว”

            คำพูดนี้ของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบทำให้คนเป็นแม่ตัวชาวาบ

            “เกิดอะไรขึ้นกับหนิงหนิง” ผู้เป็นแม่ถามขึ้นอย่างตกใจ

            “พี่ใหญ่ผลักหนูในตอนที่มีก้อนอะไรไม่รู้กำลังตกลงมา ก้อนนั้นก็เลยตกใส่หัวของพี่ใหญ่จากนั้นพี่ใหญ่ก็สลบไป ฮือ ๆ แม่จ๋าหนูกลัว” คำพูดของเด็กน้อยฟังไม่ได้สรรพเนื่องจากเจ้าตัวกำลังร้องไห้อย่างหนัก

            หญิงสาวผู้มีรูปร่างผอมใบหน้าซีดเหลืองตัวสั่นด้วยความกลัว สวรรค์ได้โปรดอย่าพรากลูกของฉันไปเลยนะคะ หล่อนเพิ่งจะอายุสิบสามปีเท่านั้นเอง น้ำตาของเธอไหลอาบแก้มซูบตอบอย่างน่าสงสาร

            “เถาเถาฟังแม่นะ ลูกรีบเขย่าตัวพี่ใหญ่ให้ฟื้นเร็วเข้า” เมื่อผู้เป็นแม่บอกเช่นนี้เด็กน้อยก็ทำตามอย่างเชื่อฟัง

            “พี่ใหญ่ตื่นเถอะ พี่ใหญ่” คนตัวเล็กเขย่าตัวของพี่สาวไปร้องไห้ไป ทำให้ทั้งน้ำมูกน้ำตาไหลตกลงบนใบหน้าของคนเป็นพี่ในตอนนี้เสี่ยวเฉาได้ย้ายร่างมาเรียบร้อยแล้วโดยไม่รู้ตัว ย้อนกลับไปก่อนหน้าหลังจากที่เธอได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวคนรอง ด้วยความอยากพิสูจน์ความจริงในเรื่องที่ฝัน

            หญิงสาวจึงได้ทดลองเก็บสิ่งของในห้องนอนของตนทั้งหมด “เก็บ” และสิ่งอัศจรรย์ก็ปรากฏตรงหน้าของเธอเมื่อสิ่งของทุกอย่างภายในห้องหายไป

            “เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่าฉันจะต้องจากพี่ ๆ ไปสินะ” เธออุทานก่อนที่จะรำพึงถึงญาติที่เหลืออยู่ด้วยน้ำเสียงแห่งความโศกเศร้า

            ทว่าหลังจากคิดได้ว่าหนึ่งชีวิตของเธอแลกกับอีกสี่ชีวิตเจ้าตัวจึงพอยิ้มออกมาได้บ้าง

            เมื่อตกตะกอนความคิดของตนเรียบร้อยเธอจึงได้ลงมือจดในสิ่งที่ต้องการทำทุกอย่างลงในสมุด

            “เรื่องแรกทำพินัยกรรม เรื่องต่อมาก็ซื้อของเพราะคุณยายคนนั้นบอกว่ามีเวลาให้ถึงแค่เที่ยงคืน”

            เสี่ยวเฉาจึงได้จัดการทุกอย่างไปทีละเรื่องไม่เว้นแม้แต่การเก็บของในบ้านหลังนี้ที่มีความทรงจำมากมายทั้งสุขและเศร้า

            หญิงสาวไล่เรียงสิ่งที่ตัวเองต้องการเก็บตั้งแต่ชั้นบนลงมาจนกระทั่งถึงห้องใต้ดินที่เป็นห้องสะสมอาวุธ

            “เจ้าพวกนี้ก็เอาไปด้วย หวังว่าคงไม่ต้องใช้หรอกนะ แต่ยายคนนั้นบอกว่าเป็นช่วงวุ่นวายนี่ เอ๋! แล้วมันยุคไหนกันล่ะ ช่างมันเถอะคิดไปก็ปวดหัว ถ้าอย่างนั้นอาจจะหลีกเลี่ยงการปะทะไม่ได้เอาเป็นว่าเก็บไปให้หมดก่อนดีกว่า ใช้หรือไม่ค่อยว่ากัน” เจ้าตัวคิดก่อนจะเริ่มสำรวจภายในบ้านอีกครั้ง

            “เอาละ เก็บของในบ้านเรียบร้อยไปชอปปิ้งกันเถอะ” เมื่อเห็นว่าสิ่งของที่ตนมักใช้อยู่ประจำถูกกวาดเข้าไปเก็บไว้จนหมดดังนั้นเธอจึงหยิบกุญแจรถและเลือกที่จะมายังตลาดขายของสดที่ตนเป็นลูกค้าประจำ

            หลังจากเสร็จสิ้นจากการซื้อของหญิงสาวก็ไปต่อที่ร้านอาหารชื่อดังอีกหลายร้าน โดยสั่งทุกเมนูโปรดเก็บไว้เป็นจำนวนมาก

            รถส่งของมากมายพากันวิ่งตรงมาที่บ้านของหล่อนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโชคดีที่ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ส่วนบุคคลจึงไม่มีใครมาสอดรู้สอดเห็นเรื่องของเธอ

            ทางด้านเสี่ยวเฉาเมื่อได้สิ่งใดมาแล้วเจ้าตัวก็จะขีดฆ่าข้อความนั้นทิ้ง และพยายามไล่เลียงอีกครั้งว่ายังตกหล่นสิ่งใดอีกหรือไม่ และเมื่อเห็นว่าสิ่งของที่ตัวเองต้องการได้มาครบหมดทุกอย่างหญิงสาวจึงได้ขับรถไปโรงพยาบาล หล่อนไม่ได้เข้าไปบอกลาญาติสองคนสุดท้ายที่เหลืออยู่เพราะไม่ชอบการจากลา

            ดังนั้นเธอจึงเฝ้ามองครอบครัวของพี่ชายพี่สาวและ หลาน ๆ อยู่ห่าง ๆ เพียงหน้าประตูกระจกกั้นเท่านั้น

            ก่อนที่จะตัดสินใจยกโทรศัพท์มือถือของตนกดเบอร์โทรออกซึ่งเป็นเบอร์ของพี่สาวคนรอง

            “พี่คะ วันพรุ่งนี้พี่ช่วยไปหาฉันที่บ้านด้วยนะคะ ฉันมีอะไรจะบอก” หญิงสาวเลือกจะโกหกออกไปด้วยน้ำเสียงสดใสแต่ทว่าคนเป็นพี่สาวกลับรู้สึกวูบโหวงอยู่ในอก และยังไม่ทันที่พี่สาวจะทันได้ตอบโต้อะไร

            โทรศัพท์ในมือก็ถูกย้ายไปที่พี่ชายคนโต “น้องเล็ก ทำไมไม่มาหาพี่ล่ะเกิดอะไรขึ้นกับน้องหรือเปล่า” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความกังวล

            สาเหตุที่เขาถามแบบนี้เป็นเพราะหากเป็นเวลาปกติคนแรกที่มักจะปรากฏตัวในเวลาที่คนในครอบครัวไม่สบายก็คือน้องน้อยคนนี้นั่นเอง

            “พี่ใหญ่ฉันขอโทษค่ะ พอดีว่าฉันไม่สบายนิดหน่อย” เธอเลือกที่จะโกหกอีกครั้ง ทั้งยังพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาจึงทำให้เสียงที่เปล่งออกไปฟังดูแปร่งหู

            “น้องเล็กไม่สบายตรงไหน บอกพี่นะเด็กดี พี่จะรีบไปหา” แม้ผู้พูดจะยังมีสายน้ำเกลือคามืออยู่ก็ตามแต่ด้วยความเป็นห่วงน้องสาวสุดหัวใจชายหนุ่มไม่คิดรั้งรอสักเสี้ยวนาที

            “ฉันไม่เป็นไรค่ะ พี่ใหญ่ก็รู้ตั้งแต่เล็กจนโตฉันเคยป่วยที่ไหนเพียงแค่ปวดหัวกินยาเดี๋ยวก็หาย” เสี่ยวเฉาพยายามกลั้นเสียงสะอื้นพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงเช่นทุกครั้ง

            “ไม่เป็นอะไรจริง ๆ นะ” คนเป็นพี่ถามซ้ำโดยมีน้องสาวคนรองเงี่ยหูฟังอยู่ด้วยกัน

            “ไม่เป็นอะไรจริง ๆ ค่ะ พี่ใหญ่คะ ฉันรักพี่นะ รักพี่รอง รักทุกคนเลย” คำบอกรักจากน้องสาวทำให้พี่ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกใจ

            “น้องเล็ก ฮัลโหล น้องเล็ก” คนเป็นพี่พยายามส่งเสียงเรียกแต่สายกลับถูกตัดไปแล้ว

            “น้องรองพี่ว่าน้องเล็กดูแปลก ๆ นะ เธอไปดูหล่อนที่บ้านสักหน่อยสิ” “ได้ค่ะ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันคิดว่าเธอไม่เป็นอะไรหรอก” ผู้พูดยังกล่าวไม่ทันจบประโยคเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นอีกครั้ง

            “พี่รอง พี่เปิดลำโพงนะคะ ฉันสบายดีตอนนี้กำลังมาท่องเที่ยว หากพี่ไม่เชื่อก็สามารถโทรถามคุณสุ่ยได้เลย เพราะเขาเป็นคนมาส่งฉันที่สนามบินตอนเช้าฉันก็จะกลับ เอาไว้พี่รองค่อยไปเจอฉันที่บ้านดีไหมคะ” น้ำเสียงของหญิงสาวฟังดูสดใสขึ้นจึงทำให้พี่ทั้งสองรู้สึกวางใจ

            “ถ้าอย่างนั้นน้องเที่ยวให้สนุกนะ ว่าแต่น้องไปที่ไหนล่ะ ถึงแล้วส่งข้อความ ไม่ดีกว่า โทรมาบอกพี่ด้วย” คนเป็นพี่ใหญ่พูดส่วนคนเป็นพี่รองนั้นตอนนี้กำลังติดต่อกับเลขาส่วนตัวของคนปลายสาย

            เมื่อได้รับการยืนยันอย่างแน่ชัดว่าน้องสาวคนเล็กเป็นปกติดีพวกเขาก็ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ก่อนวางสายคนเป็นน้องก็ไม่วายกล่าวย้ำในเรื่องให้พี่สาวไปยังบ้านของตนอีกครั้ง

            “ได้จ้ะ พรุ่งนี้ช่วงบ่ายพี่จะเข้าไปหาน้องนะ” แม้จะรู้สึกถึงความไม่สบายใจบางอย่างแต่ทว่าคนเป็นพี่สาวก็พยายามปัดความรู้สึกรบกวนนั้นทิ้งไป

            ภายในค่ำคืนเดียวกันจู่ ๆ ก็ปรากฏแสงสีขาวสว่างจ้าไปทั่วทั้งห้องนอนของหญิงสาวที่เช่าไว้ภายในโรงแรมแห่งหนึ่ง แสงสีขาวนั้นได้ครอบคลุมร่างของผู้กำลังนอนหลับสนิทเอาไว้

            ก่อนที่ดวงจิตของเธอจะหลุดออกจากร่างคงเหลือไว้เพียงร่างกายที่ปราศจากลมหายใจอันสวยงามนอนนิ่งไม่ไหวติงเพียงเท่านั้น

            การจากไปของน้องสาวสุดที่รักได้สร้างความโศกเศร้าให้กับคนเป็นพี่ทั้งสองเป็นอย่างมาก

            แม้ว่าพวกเขาจะพยายามทำตัวให้เข้มแข็งอย่างไรก็ตามความทรงจำที่มีต่อน้องสาวก็ไม่อาจลบเลือนไปได้เลย จนกระทั่งนาทีสุดท้ายของชีวิตในอีกหลายสิบปีต่อมา

            อีกฟากฝั่งคนละช่วงเวลา เปลือกตาของเด็กหญิงเริ่มสั่นไหว “พี่ใหญ่ตื่น” คนเป็นน้องยังคงเรียกคนเป็นพี่อย่างต่อเนื่องจนเสียงเริ่มแหบ

            ในระหว่างนี้คนเป็นแม่เองก็กำลังพยายามยกไม้และเศษซากหลังคาที่ขวางหน้าระหว่างเธอกับลูกสาวออกอย่างไม่ยอมแพ้

            “เถาเถา พี่ของลูกฟื้นหรือยัง”

            เด็กน้อยส่ายศีรษะก่อนปล่อยโฮขึ้นอีกครั้ง “อย่าร้อง” น้ำเสียงแหบแห้งดังขึ้นอย่างแผ่วเบา

            “แม่ พี่ใหญ่!!” คนตัวเล็กตะโกนขึ้นเสียงดัง

            “เถาเถา พี่ของลูกเป็นอะไร” คนเป็นแม่เริ่มใจคอไม่ดีจึงได้พยายามออกแรงยกไม้ที่ขวางอยู่ตรงหน้าออกอย่างเต็มที่

            “แม่” เสียงของเสี่ยวเฉาฟังดูไร้เรี่ยวแรงจนเธอเองยังรู้สึกประหลาดใจ ทั้งนี้เป็นเพราะความทรงจำสุดท้ายของร่างนี้จู่ ๆ ก็กลายเป็นภาพตัดเสียอย่างนั้น

            “อดทนหน่อยนะลูก แม่กำลังจะไปช่วยแล้ว” คนเป็นแม่กล่าวปลอบ

            “พี่ใหญ่เจ็บไหม” เด็กหญิงตัวน้อยถามพี่ขึ้นอย่างเป็นห่วง “ไม่เจ็บ เถาเถาเด็กดีไม่ต้องร้องไห้นะ” เสี่ยวเฉาเอ่ยปลอบพลางยกมือเช็ดน้ำตาให้น้องสาวอย่างอ่อนโยน

            เมื่อท่อนไม้สุดท้ายที่ขวางหน้าระหว่างแม่กับลูกถูกเอาออก นางฟู่ก็เข้าไปสำรวจร่างกายของลูกสาวคนโตทันที

            “เสี่ยวหนิงเจ็บตรงไหนไหมลูก” เสียงสั่นเครือของหญิงสาวตรงหน้าทำให้เสี่ยวเฉาในร่างของเจ้าของชื่อรู้สึกสะท้านอยู่ในอก “ไม่เจ็บค่ะ”

            นางฟู่รู้ดีว่าลูกสาวตั้งใจปกปิดเพื่อไม่ให้ตนเป็นห่วง คนเป็นลูกจะไม่เจ็บได้อย่างไรในเมื่อหน้าผากของเธอบวมแดงจนกลายเป็นสีม่วงแบบนั้น น้ำตาของคนเป็นแม่เริ่มไหลออกมาอีกครั้งราวทำนบแตก

            “แม่ไม่ดีเองที่ให้ลูกต้องมาลำบาก”

            “แม่ไม่ผิดเลยเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเราสักนิด แม่คะอย่ามัวแต่ร้องไห้น้องรองล่ะคะ เขาอยู่ไหน” ในความทรงจำเดิมเธอมีน้องชายซึ่งเป็นแฝดพี่ของเสี่ยวเถาอยู่หนึ่งคน

            เมื่อได้ยินคำถามของบุตรสาวคนเป็นแม่ก็ส่ายหน้าทั้งน้ำตา “แม่ไม่รู้ แม่พยายามตามหาลูกทั้งสามจนมาเจอลูกกับเถาเถาแต่มู่มู่” นางฟู่เอ่ยเสียงสั่นด้วยความกลัว

            “แม่ใจเย็นลงก่อนนะคะ เอาเป็นว่าพวกเราออกไปจากตรงนี้ก่อน จากนั้นแม่อยู่กับน้องเล็กนะ ส่วนน้องรองฉันจะไปตามหาเอง” เสี่ยวเฉาพยายามยันกายลุกขึ้นยืน

Lies dieses Buch weiterhin kostenlos
Code scannen, um die App herunterzuladen

Aktuellstes Kapitel

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   ตอนที่ 49 เจ๊ใหญ่กับครอบครัว (ตอนจบ)

    แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่องทางบ้านของนายนับจากนี้ฉันจะเป็นคนดูแลเอง แม่ของนายก็คือแม่ของฉัน” หลี่ลู่เหอมองใบหน้าของคนในรูปถ่ายที่ส่งยิ้มอันสดใสให้กับตนหยาดน้ำตาของเขาไหลออกมากระทบเข้ากับแสงตะวันก่อนจะใช้มืออีกข้างปาดมันทิ้ง “ไปกันเถอะ” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งหัวใจของชายหนุ่มเจ็บปวดทั้งนี้เป็นเพราะมั่วเฉิงกับเขานั้นนับได้ว่าเป็นเสมือนพี่น้องร่วมอุทร&nbs

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   ตอนที่ 48 เจ๊ใหญ่กับทางเลือก

    เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้พวกมันไปอีกด้าน” “มันอันตรายเกินไป” หลี่ลู่เหอค้านทั้งนี้เป็นเพราะเขาคิดว่าฝ่ายตรงข้ามคงเตรียมกำลังมามากกว่านี้ “ผมยอมตายขอให้แผนขององค์กรสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็พอ” ชายคนนั้นพูดโดยที่เขาพยายามบังคับรถให้ไปทางเป้าหมายที่เล็งไว้อีกทั้งยังต้องคอยหลบกระสุนที่พวกมันสาดมาด้วย ทางด้านมั่วเฉิงสถานการ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   ตอนที่ 47 เจ๊ใหญ่กับการรอคอย

    “พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบากจากน้ำท่วมอยู่ตรงข้ามคนละมณฑลกับคู่หมั้นหนุ่ม ซึ่งทางนั้นเองก็กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดซึ่งเธอรู้ดีว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง มือของหญิงสาวสั่นน้ำตารื้นขึ้นก่อนที่หยาดน้ำนั้นจะหยดลงบนน้ำหมึกจึงทำให้ตัวอักษรเริ่มพร่าเลือน ร่างของเธอคล้ายซวนเซโชคดีที่ว่ามีเก้าอี้อยู่ตรงนี้หล่อนจึงนั่งลงอย่างอ่อนแรง ในข่าวร

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   ตอนที่ 46 เจ๊ใหญ่กับหวานก่อนขม

    สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีน้ำเงินเข้มยืนกอดอกมองการกระทำของพวกมันแต่ละตัว “ระวังตัวกันด้วยล่ะ” เสี่ยวหนิงตะโกนไล่หลังสัตว์ทั้งสี่ที่กำลังวิ่งห่างออกไปไกลซึ่งมีเพียงเสียงคำรามตอบกลับมา แปลได้ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เสี่ยวหนิงได้แต่ยกยิ้มโคลงศีรษะก่อนที่จะเดินย้อนกลับลงเขาตามลำพังท่ามกลางเกร็ดละอองสีขาวจากฟ้าเบื้องบน เพียงพริบตาเว

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   ตอนที่ 45 เจ๊ใหญ่กับการเอาคืน

    เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นขัดการสนทนาของคนทั้งสอง เมื่อบานประตูไม้หนาหนักเปิดออกชายหนุ่มในเครื่องแบบคนนั้นก็ยกมือป้องปากข้างหูคนเป็นเจ้านาย ผู้เป็นใหญ่ของสถานที่เริ่มคิ้วขมวดหลังฟังจบเขาก็โบกมือให้ชายคนนี้เป็นสัญญาณให้เดินถอยไป “ฉันกลับบ้านพร้อมกับคู่หมั้นได้แล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวขยับกายของตนด้วยกิริยานุ่มนวลถามขึ้นด้วยรอยยิ้มละไม “ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณหนูใหญ่หยางเสียเวลา” แม้ปากเขาจะพูดเช่นนี้ทว่าใบหน้ากับการกระทำนั้นค่อนข้างสวนทางเป็นอย่างยิ่ง ภายในอกของเขารู้สึกผิดหวังที่หนึ่งหญิงหนึ่งชายไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืน เสียงประตูห้องเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนจ

  • เกิดใหม่ครั้งนี้ฉันเป็นเจ๊ใหญ่   ตอนที่ 43 เจ๊ใหญ่กับคำชม

    ความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนจนทำให้ผู้ที่หลุดออกมาจากสมาธิหลังจากเย็บแผลจนเสร็จสมบูรณ์หันมาเห็น “ฉันเก่งมากใช่ไหมคะ” หล่อนถามอย่างไร้อาการเก้อเขิน “ใช่ครับ ทั้งเก่งทั้งสวยและยังฉลาดมากที่สุด” คำชมของเขาทำให้คนถูกชมหน้าแดงซ่านหล่อนหลุบตาลงต่ำด้วยสะท้านกับสายตาของคนพูดที่ไม่ดูเวล่ำเวลา เสียงละเมอของคนเจ็บดังขึ้นจึงทำให้บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวหายไปหลี่ลู่เหอกระแอมในลำคอเปลี่ยนเป็นมานั่งตัวตรงมองไปทางคนเจ็บที่ยังไม่ลืมตา “เขาจะฟื้นตอนไหนหรือครับ” เขาบ่ายหน้ามาถามหญิงคนรักที่กำลังถอดถุงมือ “ฉันคิดว่าน่าจะเช้าค่ะ พี่เหอคะช่วยฉันปลดเชือกด้านหลังหน่อยไม่รู้ว่ามันติดอะไร” เสี่ยวหนิงตอบพลางพยายามแก้ปมเชือกชุดที่ใช้ผ่าตัดคนไข้จำเป็นของตน

Weitere Kapitel
Entdecke und lies gute Romane kostenlos
Kostenloser Zugriff auf zahlreiche Romane in der GoodNovel-App. Lade deine Lieblingsbücher herunter und lies jederzeit und überall.
Bücher in der App kostenlos lesen
CODE SCANNEN, UM IN DER APP ZU LESEN
DMCA.com Protection Status