ANMELDENเมื่อเด็กสาวลุกขึ้นได้เธอก็เดินออกมาตะโกนเรียกชื่อน้องชายพลางเดินตามหาอย่างไม่ลดละ
โชคดีที่กินยาแก้ปวดเข้าไปไม่อย่างนั้นเห็นทีว่าคงลุกไม่ขึ้น เธอคิด
“น้องรอง” เสี่ยวเฉาในร่างของเฉียนหนิงนำมือมาป้องปากตะโกนเรียกเขาแข่งกับเสียงลม
“พี่ใหญ่” เสียงคล้ายจะหมดแรงดังห่างจากจุดที่เธอยืนอยู่ไม่มาก
เสี่ยวเฉายืนนิ่งเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจและเมื่อแน่ใจว่าต้นเสียงมาจากทางไหนสองเท้าก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางนั้นเท่าที่สังขารจะอำนวย
“น้องรอง” เธอส่งเสียงเรียกอีกครั้ง
ครั้งนี้เจ้าตัวไม่ได้ยินเสียงตอบจากคนเป็นน้อง แต่ทว่ากลับเป็นเสียงของก้อนหินกระทบกัน สองมือของเสี่ยวเฉาจึงได้รีบหยิบจับทั้งเศษหญ้าแห้งและเศษไม้ที่หล่นลงมาบริเวณนั้นออกอย่างรวดเร็ว
“ไม่ต้องกลัวนะ พี่มาช่วยแล้ว” เธอส่งเสียงบอกน้องชายด้วยความร้อนรน
เวลาผ่านไปไม่นานในที่สุดสายตาของเด็กหญิงก็มองเห็นเด็กชายรูปร่างผอมบางกำลังนอนหายใจรวยริน
ร่างเล็ก ๆ ของเขาสวมเสื้อบุนวมที่ซักจนไม่อาจจำสีเดิมได้โดยมีสองมือโอบตัวเองเอาไว้แน่นเพราะความหนาว
“พี่ใหญ่” มู่มู่พูดออกมาสองคำก่อนดวงตาจะปิดลง
“น้องรอง!!” คนเป็นพี่รีบอุ้มตัวน้องชายขึ้นจากพื้นอันหนาวเย็นแสนเฉอะแฉะ
“น้องรองอย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ” เสี่ยวเฉามองสำรวจร่างกายของเขาอย่างละเอียดเมื่อไม่พบบาดแผลตรงไหนเจ้าตัวจึงพอวางใจลงได้บ้าง
เด็กหญิงรูปร่างผอมอุ้มน้องชายที่ตัวเล็กกว่าวิ่งมาทางมารดาที่ตอนนี้กำลังกอดลูกสาวคนเล็กเพื่อปลอบประโลม
และเมื่อสายตาของคนเป็นแม่มองเห็นร่างอันแน่นิ่งของลูกชาย ฉับพลันหัวใจของนางฟู่ก็เย็นเยียบด้วยความกลัว
“แม่ ที่นี่มีหมอไหมน้องรองต้องการหมอ” น้ำเสียงของคนพูดเต็มไปด้วยความร้อนใจ
“แม่จะพาไป” นางฟู่พูดจบนางก็กระเตงลูกสาวเข้าเอว สองเท้าของหล่อนพาลูกสาวคนเล็กวิ่งไปยังทิศทางเข้าเมือง
โชคดีที่ตอนนี้ลูกเห็บหยุดตกแล้วแต่ว่าสภาพความเสียหายจากมันได้ทำให้ชาวบ้านมากมายพากันเจ็บปวด
เสียงตะโกนด่าทอประณามอย่างสิ้นหวังดังระงมต่อโชคชะตาของตนดังขึ้นตลอดเส้นทางที่แม่กับลูกกำลังวิ่งผ่าน
นางฟู่หยุดยืนอยู่หน้าเรือนไม้สีแดงที่สร้างเป็นเรือนแถวติดต่อกันหลังหนึ่งก่อนที่นางจะเคาะประตูติดต่อกันอย่างบ้าคลั่ง
“มาแล้ว ๆ” เสียงของคนด้านในเต็มไปด้วยความหงุดหงิด เนื่องจากกว่าเขาจะหลับตาลงต้องนอนฟังเสียงลูกเห็บกระทบหลังคาอยู่ค่อนคืน
“ท่านหมอช่วยลูกชายฉันด้วย” นางฟู่วางบุตรสาวคนเล็กก่อนที่จะคุกเข่าลงโขกหัวให้ชายวัยกลางคนรูปร่างผอม
ตู้เหวินกังมองสภาพของเด็กชายผู้สลบอยู่ในอ้อมแขนผอมบางของเสี่ยวเฉาเอ่ยอย่างไม่รอช้า
“รีบพาเด็กเข้ามา” หมอคนนั้นยังนับได้ว่าเป็นคนมีคุณธรรมผู้หนึ่ง เขาไม่รอช้าที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กน้อยในทันที ภายในห้องแห่งนี้อบอุ่นกว่าด้านนอกเป็นอย่างมาก
“โชคดีที่พาเขามาเร็วไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นฮัวโต๋มาเองก็ไม่อาจรับรองว่าจะรักษาชีวิตเขาเอาไว้ได้หรือไม่” หมอวัยกลางคนพูดขึ้นหลังจากลงมือตรวจ
ตู้เหวินกังมองสภาพเสื้อผ้าของคนป่วยสลับกับใบหน้าทั้งสามของญาติคนไข้ก่อนจะเอ่ยปากอย่างเห็นใจ
“ในหีบนั้นมีเสื้อผ้าแห้งอยู่ เด็กน้อยรีบไปนำมาเปลี่ยนให้กับน้องของเธอเถอะหากปล่อยให้ตัวเปียกอยู่แบบนี้เขาจะยิ่งแย่ ส่วนสหายตามฉันมาหล่อนจะได้รีบไปก่อไฟต้มยา” ชายวัยกลางคนสั่งเสี่ยวเฉาก่อนหันหน้าไปบอกคนเป็นแม่ที่กำลังนั่งน้ำตาไหลอาบร่องแก้ม
“ค่ะ”
ส่วนเด็กหญิงผู้มีวัยเดียวกับคนที่นอนอยู่เจ้าตัวจึงได้นำมือของคนเป็นพี่ขึ้นมาเป่าเพื่อหวังว่าจะทำให้พี่ชายคนรองอบอุ่น
“น้องเล็ก หลบพี่สาวก่อน”
คนตัวเล็กรีบทำตามอย่างเชื่อฟัง เสี่ยวเฉาได้นำผ้าแห้งผืนหนึ่งเช็ดตามใบหน้าและลำตัวให้น้องชายก่อนที่จะรีบสวมเสื้อผ้าใหม่เข้าไปอย่างรวดเร็วและจากนั้นเธอจึงได้นำผ้าห่มมาคลุมตัวให้เขาอีกชั้น
เมื่อตู้เหวินกังเดินกลับเข้ามาอีกครั้งชายวัยกลางคนจึงได้ถามขึ้นกับเสี่ยวเฉาด้วยความอยากรู้
“พวกเจ้ามาจากไหน”
“หมู่บ้านอวี๋ถงค่ะ” ในความทรงจำของร่างเดิมระบุเอาไว้เช่นนี้ดังนั้นเสี่ยวเฉาจึงได้ตอบออกไปในทันที
ผู้ฟังเมื่อได้ยินสำเนียงของเด็กหญิงอย่างชัดเจนเจ้าตัวจึงได้ย้อนถามอย่างสงสัย
“พวกเจ้ามาจากทางเหนืออย่างนั้นเหรอ” เมื่อคนเป็นหมอพูดออกมาแบบนี้แผ่นหลังของเสี่ยวเฉาพลันแน่นขึ้น
ยังไม่ทันที่เด็กหญิงจะอ้าปากปฏิเสธตู้เหวินกังคล้ายรู้ถึงความกังวลใจของหล่อนดังนั้นเขาจึงได้เอ่ยตัดบทออกมาแทน
“ตอนนี้มีผู้คนอพยพมาทางนี้มากเจ้าไม่ต้องตกใจไปหรอกเรื่องของสงครามไม่มีใครอยากให้เกิดเพราะมีแต่ความสูญเสียข้าเองก็มาจากที่แห่งนั้นเช่นกัน”
เมื่อได้ยินคำตอบจากปากหมอผู้นี้แผ่นหลังของเสี่ยวเฉาจึงได้ผ่อนคลายลงแต่หล่อนก็ยังไม่ทิ้งความหวาดระแวง
เสียงกุกกักจากด้านนอกดังขึ้นก่อนตามมาด้วยเสียงพูดของหญิงสาวผู้ที่เดินออกไปต้มยา “ท่านหมอข้าเข้าไปนะคะ”
“เข้ามาเถอะ”
“สหายค่อย ๆ ป้อนยารอให้เขากลืนก่อน จากนั้นจึงค่อยป้อนใหม่ไม่ต้องรีบนะทำช้า ๆ ให้แน่ใจว่าลูกของสหายนั้นได้ดื่มยาเข้าไป หากมีเรื่องอะไรก็ค่อยไปเรียก ห้องของข้าอยู่ห้องถัดไป ส่วนห้องนี้พวกเจ้าแม่ลูกก็ใช้เป็นที่พักผ่อนเถอะ ผ้าห่มกับที่นอนก็อยู่ในหีบใบนั้น” หลังหมอวัยกลางคนสั่งความเรียบร้อยเจ้าตัวจึงได้ลุกขึ้นและเดินออกไป
“ขอบคุณท่านหมอ” สามแม่ลูกต่างก้มหัวให้ชายวัยกลางคนพร้อมกัน
“แม่ ฉันจะป้อนยาให้น้องเอง แม่กับน้องเล็กนอนเถอะ” เสี่ยวเฉาไม่พูดเปล่าเธอยังยื่นมือไปรับถ้วยยามาจากมือมารดาด้วย “แม่ป้อนเองดีกว่าลูกเพิ่งได้รับบาดเจ็บควรนอนให้มาก”
“ก็ได้ค่ะ แต่หากแม่รู้สึกไม่ไหวก็ต้องนอนนะคะ”
“แม่รู้ ลูกรีบไปนอนเถอะ”
ด้วยความอ่อนเพลียประจวบกับเจ้าของร่างเดิมอ่อนแอมากเกินไปดังนั้นเมื่อหัวถึงหมอนลมหายใจของเสี่ยวเฉาก็เริ่มสม่ำเสมอ เด็กหญิงหลับสนิทข้างกับน้องชายโดยมีน้องสาวคนเล็กนอนอยู่ตรงข้ามกัน
จนกระทั่งเสียงกัมปนาทดังกึกก้องทั่วทั้งผืนฟ้าทำให้เด็กหญิงตัวเล็กสะดุ้งตกใจตื่นจนส่งเสียงร้องไห้จ้า
เป็นเหตุให้คนเป็นแม่ผู้ซึ่งผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียรีบคลานเข้าไปหาเธอพลางโอบกอดหล่อนพร้อมกับร้องเพลงกล่อม
ทางด้านเสี่ยวเฉาแม้ว่าเธอจะตกใจจนสะดุ้งตื่นเช่นกันทว่าหลังจากปรับสภาพดวงตาเรียบร้อยเด็กหญิงจึงได้ลุกขึ้นนั่งก่อนยกมืออังหน้าผากของน้องชายตัวน้อย
แย่แล้ว เขาไข้ขึ้น หากปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดีแน่ เจ้าตัวคิดอย่างร้อนรน
ท่ามกลางแสงสลัวของแสงจันทร์เด็กหญิงมองเห็นว่ามารดากำลังปลอบน้องสาวผู้กำลังขวัญเสียโดยที่ไม่ได้สนใจทางตน เอาวะ ลองเสี่ยงดูสักตั้ง
ไวเท่าความคิดเจ้าตัวจึงได้เรียกน้ำออกมาหนึ่งขวด กะละมังใบเล็ก ผ้าเช็ดตัวผืนพอเหมาะกับการเช็ดตัวสามผืน ยาลดไข้ชนิดน้ำสำหรับเด็กตามด้วยไซลิ้งค์
เธออาศัยแสงจันทร์เพียงเล็กน้อยลงมือทำทุกอย่างโดยที่มารดานั้นไม่ทันได้สังเกตเพราะเธอมัวแต่กล่อมลูกสาวคนเล็กนอน
อันดับแรกเสี่ยวเฉาได้นำยาแก้ไข้ใส่ไซลิ้งค์ก่อนเพื่อจะได้ป้อนยาให้น้องได้ง่ายขึ้น หลังจากป้อนยาเสร็จเจ้าตัวก็นำผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้เขา เวลาผ่านไปไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงกรนไม่ดังไม่เบา
สองตาจึงได้มองไปทางแม่กับน้องสาวคนเล็ก พวกเขานั่งสัปหงกโงนซ้ายเอนขวาจนเสี่ยวเฉากลัวจะเกิดอันตรายกับคนทั้งคู่ แม้ว่าแม่เจ้าของร่างนี้จะเจ้าน้ำตาไปสักหน่อยแต่เธอก็รักลูกของตนเป็นอย่างมาก เอาละในเมื่อยายบอกว่าฉันมีประโยชน์ต่อพวกเขาดังนั้นครอบครัวนี้ฉันจะดูแลเองก็แล้วกัน เธอคิดก่อนที่จะเรียกปรอทออกมาเพื่อวัดไข้ของน้องชาย
เมื่อเห็นว่าไข้ของเขาลดลงแล้วความสบายใจก็เข้าแทนที่เสี่ยวเฉาจึงได้เอนกายลงนอน
แสงอรุณแรกเริ่มในชาติภพใหม่ของเธอมาเยือนเปลือกตาของเด็กหญิงผู้เป็นพี่ใหญ่ของน้องทั้งสองจึงได้เปิดขึ้น
อย่างแรกที่เธอทำหลังจากลืมตาก็คือมองหาแม่กับน้องสาวเมื่อไม่เห็นพวกเธอรวมถึงที่นอนเด็กหญิงก็ตกใจจึงได้ลุกขึ้นนั่ง “พี่ใหญ่” น้ำเสียงแหบแห้งส่งเสียงเรียก
“น้องรองฟื้นแล้วเหรอ” เด็กสาวรีบคลานเข่าเข้าไปดูเขาทันที หล่อนยกมือขึ้นวัดอุณหภูมิบนหน้าผากของน้องและเมื่อพบว่ามันไม่ร้อนจัดเหมือนเมื่อคืนเธอจึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“ไม่มีไข้แล้ว” เธอพูดด้วยรอยยิ้ม
“พี่ใหญ่ที่นี่ที่ไหน”
“บ้านหมอ เมื่อคืนน้องอาการไม่ดีพี่กับแม่ก็เลยพามารักษา” คำตอบของพี่สาวทำให้คนฟังใบหน้าแปรเปลี่ยน
“พี่ใหญ่ผมหายดีแล้วพวกเรารีบกลับบ้านกันเถอะ” มู่มู่ตัวน้อยพูดขึ้นด้วยความร้อนใจ
“ยังกลับไม่ได้” คนพูดคือหมอวัยกลางคนนั่นเอง
“ท่านลุงหมอแต่ผมหายแล้ว” เด็กน้อยแย้ง
“เจ้าเป็นหมอหรือว่าข้าเป็นหมอ”
คนตัวเล็กเม้มริมฝีปากเข้าหากันแน่นไม่อาจปฏิเสธได้ “แต่พวกเราไม่มีเงินค่ายา” ตอนนี้เสี่ยวเฉารู้แล้วว่าน้องชายกำลังกังวลเรื่องอะไร
“ใครบอกว่าเราไม่มี” คนเป็นน้องเงยหน้าไปสบตากับพี่สาวด้วยสายตาแห่งคำถาม
“น้องรองวางใจ พี่คนนี้มีเงินจ่ายค่ายาจริง ๆ” เด็กหญิงยืนยันเสียงหนักเช่นเดียวกับแววตาและท่าทางของตน
แม้ว่าสายตาของน้องชายจะมีความกังขา ทว่าเขาก็ไม่ได้คิดเปิดโปงคนเป็นพี่เพราะเท่าที่จำได้เงินกับทองที่แม่ได้นำออกมาจากบ้านนั้นได้ถูกใช้ในระหว่างทางเป็นจำนวนมากเพื่อที่จะพาพวกเขาหลบหนี
“ในเมื่อได้ยินแล้วก็เชื่อฟัง รักษาตัวให้ดีเมื่อใดที่เจ้าหายข้าจะปล่อยให้เจ้าได้กลับบ้าน”
คนตัวเล็กทำเพียงพยักหน้าลงอย่างเชื่อฟัง “เจ้าออกไปกินข้าวต้มในครัวเถอะแล้วยกมาให้เด็กคนนี้ด้วย”
“ค่ะ ท่านลุงหมอ”
ในระหว่างที่เสี่ยวเฉากำลังเดินไปทางโรงครัวเธอก็เผลอยกมือคลำบริเวณหน้าผาก
ไม่เจ็บแล้ว ทำไมล่ะ เมื่อวานยังเจ็บมากอยู่เลย เธอคิดก่อนที่จะลองเรียกกระจกพกใบเล็กออกมา
“เฮ้ย!! หัวเท่าลูกมะกรูดทำไมตอนนี้ถึงไม่มีแล้วล่ะ” เด็กหญิงตกใจจนร้องเสียงหลง
“เสี่ยวหนิง ลูกเป็นอะไร” นางฟู่เมื่อได้ยินเสียงของลูกสาวคนโตเจ้าตัวจึงได้เดินออกมาดู
“มะ...ไม่มีอะไรค่ะ” เด็กหญิงปฏิเสธโดยซ่อนกระจกเอาไว้ด้านหลังก่อนจะนึกคำว่าเก็บ กระจกบานน้อยจึงหายไป
“เสี่ยวหนิง เหมือนแม่จะจำได้ว่าหน้าผากของลูก..” นางฟู่พูดได้แค่นั้นก็ถูกลูกสาวเอ่ยตัดบท “แม่ ฉันหิวแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามากินข้าวต้มเถอะ ท่านหมอตู้ใจดีมีเมตตาต่อพวกเรายิ่งนัก” คนเป็นแม่พูดไปด้วยน้ำตาคลอหน่วย
โดยมีลูกสาวทั้งสองนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งเสี่ยวเฉากลืนข้าวต้มคำสุดท้าย
“แม่ ฉันกินหมดแล้วและฉันขอออกไปข้างนอกนะคะ เผื่อว่าจะมีคนจ้างงานเก็บกวาดเพราะพายุลูกเห็บเพิ่งผ่านไปดังนั้นความเสียหายน่าจะมีไม่น้อย”
“ไม่ได้!! ลูกเป็นหญิงจะไปตะลอนรับจ้างได้ยังไงให้แม่ออกไปเองเถอะ” นางฟู่ผู้เคยเป็นอดีตคุณหนูตระกูลใหญ่ปฏิเสธเสียงดัง
“แม่คะ ช่วงเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วแม่ก็รู้ว่ายุคสมัยผลัดเปลี่ยนวัฒนธรรมหลายอย่างก็ต้องเปลี่ยนตาม หากเรามัวแต่อยู่เฉยคงได้อดตายแน่ อีกอย่างฉันเองก็นับว่ายังเด็ก” เสี่ยวเฉาในร่างของเฉียนหนิงพยายามเกลี้ยกล่อมคนเป็นแม่อย่างใจเย็น
นางฟู่น้ำตารื้นขึ้นอีกครั้ง “ลูกสาวของแม่เติบโตแล้วสินะ” นางพูดพลางยกมือวางลงบนศีรษะของบุตร
“แม่เคยได้ยินไหมคะว่าเมื่อคนเราเผชิญโชคชะตาอันโหดร้ายคนผู้นั้นย่อมสามารถเติบโตได้ภายในชั่วข้ามคืน”
“จ้ะ หากพ่อของลูกมาได้ยินแบบนี้เขาจะต้องภูมิใจในตัวลูกมาก ตั้งแต่เล็กมาเขาเฝ้าดูแลเลี้ยงและอบรมลูกมาอย่างดีแม้กระทั่งเรื่องคัดตัวอักษรหรือท่องตำรา” หญิงสาวเหม่อมองออกไปทางหน้าต่างเบื้องหน้ายามนึกถึงคนเป็นสามี
“แม่คะ ฉันเชื่อว่าพ่อจะต้องยังมีชีวิตอยู่ ไม่แน่ว่าเขาเองก็อาจจะกำลังตามหาพวกเราอยู่เหมือนกัน”
“แม่เองก็คิดอย่างนั้น ลูกช่วยดูเถาเถาก่อนนะ แม่จะตักข้าวต้มไปป้อนเสี่ยวมู่” นางฟู่ตัดบทด้วยไม่อยากทำให้ลูกทั้งสองต้องทุกข์ใจ
หลังช่วยแม่ล้างถ้วยเรียบร้อยเสี่ยวเฉาก็เดินออกมาจากบ้านของท่านหมอผู้ใจดี เด็กสาวเดินห่อตัวแน่นไปตามท้องถนนที่ยังคงมีเศษซากของความเสียหายรวมถึงก้อนลูกเห็บให้ได้เห็น
จนกระทั่งสายตามองเห็นแผ่นป้ายเขียนขึ้นด้วยลายมืออันหนักแน่นแฝงเอาไว้ด้วยความดุดัน เป่าเฉียน
‘ที่นี่น่าจะเป็นร้านแลกเงิน หวังว่าเครื่องประดับที่เรามีพอจะเปลี่ยนเป็นเงินได้นะ’ เจ้าตัวพึมพำก่อนที่จะเรียกแหวนหยกวงหนึ่งออกมา แหวนวงนี้เธอได้มาจากการไปท่องเที่ยวและตอนนั้นเกิดนึกสนุกจึงได้เสี่ยงดวงด้วยการเล่นพนันหิน แหวนหยกวงนี้ก็มาจากส่วนหนึ่งของการเสี่ยงโชคในครั้งนั้น
“ไปซะ ที่นี่ไม่มีเงินให้พวกขอทาน” คนเฝ้าประตูโบกมือไล่เสี่ยวเฉาก่อนอ้าปากหาว
“ฉันไม่ใช่ขอทาน” เธอสวนกลับ
“สภาพอย่างแกนี่นะไม่ใช่ รีบไปเถอะ” ชายคนนั้นปิดเปลือกตาลงอย่างรำคาญ
เสี่ยวเฉารู้สึกหงุดหงิดจึงได้ร้องตะโกนขึ้นเสียงดัง “เจ้าข้าเอ๋ย โรงแลกเงินแห่งนี้ไม่มีคุณธรรม” เสียงของเด็กหญิงไม่เบาเลยจึงทำให้ผู้ดูแลสถานที่วิ่งหน้าตาตื่นออกมาดู
“สหายน้อย เจ้ากล่าวหาใคร”
“ท่าน” เสี่ยวเฉาชี้นิ้วมาทางคนถาม
“ข้า เพราะเหตุใด” ชายวัยชราเคราขาวชี้นิ้วย้อนเข้าหาตัวเองสีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
เสี่ยวเฉาจึงได้ยกมือกอดอกพลางพยักหน้า “จากที่ข้าดู ท่านปู่เป็นคนมีสง่าดังนั้นฉันจึงคิดว่าท่านน่าจะเป็นนายของเขาใช่หรือไม่”
ชายชราพยักหน้าเป็นการยอมรับแทนคำพูด “ถ้าอย่างนั้นการที่ฉันพูดว่าที่นี่ไร้คุณธรรมก็ถูกต้องแล้ว” เด็กหญิงกอดอกเชิดหน้าขึ้นอย่างถือดี
“ข้าเป็นนายแล้วเกี่ยวอะไรกับเขา” ชายชรายังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ก็เพราะว่าเขาไล่ฉันอย่างไรล่ะ” คำพูดของเด็กหญิงทำให้คนเฝ้าประตูเริ่มยืนไม่ติด เหงื่อผุดพรายตามหน้าผากด้วยความกลัว “เจ้าไล่หล่อนทำไม” ชายชราถามเสียงดัง
“เพราะ....เพราะ” เขาพูดติดอ่าง
“ฉันบอกเอง เขาบอกว่าฉันเป็นขอทาน”
“จะ..เจ้า ข้าเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอกเหตุใดถึงไม่เชื่อ ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อฟังดังนั้นก็รีบไปรับเงินจากหลงจู๊แล้วก็รีบไปจากที่นี่ซะ”
“เดี๋ยวก่อนท่านปู่” เสี่ยวเฉาไม่อยากคิดสร้างศัตรูเธอจึงได้ส่งเสียงห้ามออกไปก่อนที่หล่อนจะพูดต่อ
ซึ่งเพราะคำพูดนี้จึงทำให้ชายคนนั้นในเวลาต่อมาไม่ว่าเจอเสี่ยวเฉาที่ไหนเขาจึงนอบน้อมต่อเธอเป็นพิเศษ ทั้งนี้เป็นเพราะยุคนี้ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่างานหายากนั่นเอง
แม้ว่าหลี่ลู่เหอจะรอดพ้นจากปากนรกมาได้ทว่ามั่วเฉิงกับเด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้โชคดีอย่างเขา ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำภายใต้ร่มคันสีดำที่เสี่ยวหนิงเป็นผู้ยืนกางให้เนื่องจากแขนของเจ้าตัวมีเชือกห้อยเฝือกคล้องไว้ที่คอ “มั่วเฉิง นายเป็นวีรบุรุษของพวกเราฉันขอให้นายนอนหลับให้สบาย ส่วนเรื่องทางบ้านของนายนับจากนี้ฉันจะเป็นคนดูแลเอง แม่ของนายก็คือแม่ของฉัน” หลี่ลู่เหอมองใบหน้าของคนในรูปถ่ายที่ส่งยิ้มอันสดใสให้กับตนหยาดน้ำตาของเขาไหลออกมากระทบเข้ากับแสงตะวันก่อนจะใช้มืออีกข้างปาดมันทิ้ง “ไปกันเถอะ” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งหัวใจของชายหนุ่มเจ็บปวดทั้งนี้เป็นเพราะมั่วเฉิงกับเขานั้นนับได้ว่าเป็นเสมือนพี่น้องร่วมอุทร&nbs
เสียงล้อรถดังเอี๊ยดอ๊าดขับไล่กวดกันไปมาอย่างเอาเป็นเอาตายตามท้องถนนในตรอกซอกซอยทำให้ผู้คนที่กำลังสัญจรพากันอกสั่นขวัญแขวน เปรี้ยง! รถคันที่ถูกยิงส่ายไปมาเนื่องจากยางแตก “บ้าเอ้ย! สหายหลี่เมื่อถึงบริเวณโรงงานร้างด้านหน้าคุณรีบพาเสี่ยวหมี่ไปหาที่รับส่งข่าว ส่วนผมจะเป็นตัวล่อให้พวกมันไปอีกด้าน” “มันอันตรายเกินไป” หลี่ลู่เหอค้านทั้งนี้เป็นเพราะเขาคิดว่าฝ่ายตรงข้ามคงเตรียมกำลังมามากกว่านี้ “ผมยอมตายขอให้แผนขององค์กรสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีก็พอ” ชายคนนั้นพูดโดยที่เขาพยายามบังคับรถให้ไปทางเป้าหมายที่เล็งไว้อีกทั้งยังต้องคอยหลบกระสุนที่พวกมันสาดมาด้วย ทางด้านมั่วเฉิงสถานการ
“พี่ใหญ่!! เกิดเรื่องกับพี่เขยแล้วครับ” ซีห่าวตะโกนขึ้นเสียงดังพลางชูกระดาษหนังสือพิมพ์ที่พาดหัวเกี่ยวกับคนที่ตนเพิ่งกล่าวถึงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา เสี่ยวหนิงรับหนังสือพิมพ์จากมือน้องชายก่อนกวาดตาอ่านเนื้อหาในนั้นอย่างรวดเร็วใบหน้าของหล่อนซีดเผือด ในขณะที่เธอกำลังช่วยคนกำลังลำบากจากน้ำท่วมอยู่ตรงข้ามคนละมณฑลกับคู่หมั้นหนุ่ม ซึ่งทางนั้นเองก็กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดซึ่งเธอรู้ดีว่าเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง มือของหญิงสาวสั่นน้ำตารื้นขึ้นก่อนที่หยาดน้ำนั้นจะหยดลงบนน้ำหมึกจึงทำให้ตัวอักษรเริ่มพร่าเลือน ร่างของเธอคล้ายซวนเซโชคดีที่ว่ามีเก้าอี้อยู่ตรงนี้หล่อนจึงนั่งลงอย่างอ่อนแรง ในข่าวร
สายลมหนาวพัดโชยท่ามกลางป่าเขาที่ต้นไม้ยืนต้นตายแห้งเหี่ยวเนื่องจากสภาพอากาศอันเลวร้ายที่มองไปทางไหนก็เห็นเพียงสีขาวโพลนของหิมะที่ทอดยาว ครอบครัวเสือทั้งสี่ตัวที่บัดนี้ได้คืนร่างเดิมเป็นการชั่วคราวได้แยกย้ายกันวิ่งสำรวจป่าแห่งนี้ราวกับเป็นบ้านของตน โดยหญิงสาวผู้อยู่ในชุดเสื้อโค้ทตัวยาวสีน้ำเงินเข้มยืนกอดอกมองการกระทำของพวกมันแต่ละตัว “ระวังตัวกันด้วยล่ะ” เสี่ยวหนิงตะโกนไล่หลังสัตว์ทั้งสี่ที่กำลังวิ่งห่างออกไปไกลซึ่งมีเพียงเสียงคำรามตอบกลับมา แปลได้ว่าไม่ต้องเป็นห่วง เสี่ยวหนิงได้แต่ยกยิ้มโคลงศีรษะก่อนที่จะเดินย้อนกลับลงเขาตามลำพังท่ามกลางเกร็ดละอองสีขาวจากฟ้าเบื้องบน เพียงพริบตาเว
เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นขัดการสนทนาของคนทั้งสอง เมื่อบานประตูไม้หนาหนักเปิดออกชายหนุ่มในเครื่องแบบคนนั้นก็ยกมือป้องปากข้างหูคนเป็นเจ้านาย ผู้เป็นใหญ่ของสถานที่เริ่มคิ้วขมวดหลังฟังจบเขาก็โบกมือให้ชายคนนี้เป็นสัญญาณให้เดินถอยไป “ฉันกลับบ้านพร้อมกับคู่หมั้นได้แล้วใช่ไหมคะ” หญิงสาวขยับกายของตนด้วยกิริยานุ่มนวลถามขึ้นด้วยรอยยิ้มละไม “ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วยที่ทำให้คุณหนูใหญ่หยางเสียเวลา” แม้ปากเขาจะพูดเช่นนี้ทว่าใบหน้ากับการกระทำนั้นค่อนข้างสวนทางเป็นอย่างยิ่ง ภายในอกของเขารู้สึกผิดหวังที่หนึ่งหญิงหนึ่งชายไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อคืน เสียงประตูห้องเปิดออกโดยไม่มีการแจ้งเตือนจ
ความภาคภูมิใจฉายชัดบนใบหน้าของเขาอย่างชัดเจนจนทำให้ผู้ที่หลุดออกมาจากสมาธิหลังจากเย็บแผลจนเสร็จสมบูรณ์หันมาเห็น “ฉันเก่งมากใช่ไหมคะ” หล่อนถามอย่างไร้อาการเก้อเขิน “ใช่ครับ ทั้งเก่งทั้งสวยและยังฉลาดมากที่สุด” คำชมของเขาทำให้คนถูกชมหน้าแดงซ่านหล่อนหลุบตาลงต่ำด้วยสะท้านกับสายตาของคนพูดที่ไม่ดูเวล่ำเวลา เสียงละเมอของคนเจ็บดังขึ้นจึงทำให้บรรยากาศระหว่างชายหนุ่มหญิงสาวหายไปหลี่ลู่เหอกระแอมในลำคอเปลี่ยนเป็นมานั่งตัวตรงมองไปทางคนเจ็บที่ยังไม่ลืมตา “เขาจะฟื้นตอนไหนหรือครับ” เขาบ่ายหน้ามาถามหญิงคนรักที่กำลังถอดถุงมือ “ฉันคิดว่าน่าจะเช้าค่ะ พี่เหอคะช่วยฉันปลดเชือกด้านหลังหน่อยไม่รู้ว่ามันติดอะไร” เสี่ยวหนิงตอบพลางพยายามแก้ปมเชือกชุดที่ใช้ผ่าตัดคนไข้จำเป็นของตน







