로그인“ในเมื่อเมียรักยอมเปิดใจ... เช่นนั้นข้าก็ควรจะเปิด ‘ศึก’ ใหม่ เพื่อต้อนรับความรักของเราเสียทีนะ”จ้าวเหยียนอุ้มไป๋ลี่หลินก้าวเข้าสู่ห้องบรรทมที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงฟืนในเตาผิงที่ปะทุเป็นระยะ แสงเทียนสีนวลส่งสว่างรำไรสร้างบรรยากาศวาบหวาม เขาค่อยๆ วางร่างบางลงบนเตียงกว้างที่ปูด้วยผ้าไหมเนื้อนุ่มสายตาของทั้งคู่สอดประสานกันท่ามกลางความเงียบที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูด จ้าวเหยียนค่อยๆ ปลดสายคาดเอวของตนออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะหันมาจัดการกับอาภรณ์ของหญิงสาวเบื้องหน้านิ้วเรียวยาวสั่นเล็กน้อยขณะเลื่อนผ่านสาบเสื้อผ้าแพรบางเบา “คืนนี้... ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าหนีไปไหนเด็ดขาด”“หม่อมฉัน... ก็ไม่คิดจะหนีเพคะ” ไป๋ลี่หลินตอบเสียงพร่า แขนเรียวโอบรอบคอแกร่ง ดึงรั้งให้เขาโน้มกายลงมาแนบชิดริมฝีปากของทั้งคู่ประทับเข้าหากันอย่างรวดเร็วและเร่าร้อน จูบครั้งนี้มิใช่เพียงความหลงใหลชั่ววูบ แต่มันคือการประกาศพันธสัญญาแห่งจิตวิญญาณ จ้าวเหยียนบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างโหยหา ลิ้นร้อนรุกรานเข้าไปสำรวจความหวานในโพรงปากอย่างจาบจ้วง ทว่าอ่อนโยนในที“อื้อ...” เสียงครางเบาๆ ในลำคอของไป๋ลี่หลินยิ่งกระพือไฟราคะในอกมังกรให้โหมกระ
แสงจันทร์กระจ่างฟ้าในคืนที่ลมวสันต์พัดผ่านหอบเอาความสดชื่นเข้ามาในตำหนักคุนหนิง ไป๋ลี่หลินนั่งเอนกายอยู่ริมระเบียงไม้แกะสลัก ดวงตาหงส์เหม่อมองไปยังหมู่ดาวพลางครุ่นคิดถึงเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาหากใครจะบอกว่านางคือ ‘ผู้ชนะ’ ในเกมการเมืองและวังหลังครั้งนี้ นางก็คงไม่ปฏิเสธ แต่ในซอกหลึกของหัวใจ... นางรู้ดีว่าชัยชนะที่แท้จริงมิใช่การกวาดล้างศัตรู หรือการกำจัดเสี้ยนหนาม แต่มันคือการตัดสินใจ ‘ให้อภัย’ บุรุษที่ครั้งหนึ่งนางเคยตราหน้าว่าเขาคือต้นเหตุแห่งความอัปยศทั้งปวง‘การให้อภัย... มิใช่การลืมเลือน แต่อาจหมายถึงการยอมรับความจริงเพื่อให้ชีวิตก้าวต่อได้’นางย้อนคิดถึงวันที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ความเกลียดชังที่ได้รับจากจ้าวเหยียน สายตาที่เขามองนางราวกับขยะแขยงชิ้นหนึ่ง และความตายของแม่นมจาง... ทั้งหมดนั้นคือแผลเป็นที่ยากจะลบเลือนแต่เมื่อนางก้มลงมอง ‘จ้าวอิง’ ลูกสาวตัวน้อยที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่บนตัก แววตาของนางก็อ่อนแสงลงสำหรับไป๋ลี่หลินที่เป็นวิญญาณมาจากโลกปัจจุบัน นางอาจจะเลือกหย่าขาด ขนเงินทองของบิดาแล้วออกไปใช้ชีวิตอิสระนอกวังได้อย่างไม่ยากเย็น แต่นางในฐานะ ‘มารดา’ ขององค์หญิงแห่งแผ่นด
สิบปีต่อมา (บทส่งท้าย)กาลเวลาผันผ่านดุจสายน้ำไหล...ราชวงศ์ต้าจ้าวภายใต้การปกครองของฮ่องเต้จ้าวเหยียนและฮองเฮาไป๋ลี่หลิน เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด บ้านเมืองสงบสุข ราษฎรอยู่ดีกินดี การค้าขายเฟื่องฟู โดยเฉพาะกับแคว้นฉู่ ที่ตอนนี้กลายเป็นคู่ค้าหลักเพราะกลัวอำนาจการเงินของฮองเฮาณ ลานฝึกยุทธ์หลวงเสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ร่างสองร่างกำลังประลองยุทธ์กันอย่างดุเดือดร่างหนึ่งคือชายหนุ่มรูปงามวัยยี่สิบปี ในชุดแม่ทัพสีดำทมึน ท่วงท่าสง่างามและดุดัน แม่ทัพหนุ่มหลีเหว่ย ผู้ได้รับฉายา ‘พยัคฆ์หนุ่มแห่งต้าจ้าว’อีกร่างหนึ่งคือดรุณีวัยสิบห้าปี ในชุดฝึกยุทธ์สีแดงเพลิง ผมยาวสลวยมัดรวบสูง ใบหน้างดงามหมดจดแต่แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว องค์หญิงจ้าวอิงเคร้ง!ดาบของอิงเอ๋อร์ถูกปัดออก หลีเหว่ยตวัดดาบมาจ่อที่คอหอยนาง แต่หยุดยั้งไว้ก่อนจะถึงผิวเนื้อเพียงหนึ่งนิ้ว“แพ้อีกแล้ว...” อิงเอ๋อร์หอบหายใจ ทิ้งดาบลงอย่างหงุดหงิด “ทำไมข้าถึงชนะท่านไม่ได้สักทีนะ!”หลีเหว่ยเก็บดาบเข้าฝัก ยิ้มมุมปาก“เพราะกระหม่อมไม่ยอมออมมือพ่ะย่ะค่ะ... หากออมมือ องค์หญิงจะไม่เก่งขึ้น”“เชอะ! ขี้งกวิชา!” อิงเอ๋อร์ค้อนขวับ เดินไปคว้าผ้
เก้าเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก...ฤดูหนาวเวียนมาบรรจบอีกครา หิมะแรกโปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคาวังหลวงจนขาวโพลน ทว่า ณ ตำหนักคุนหนิงกลับร้อนระอุไปด้วยความวุ่นวายโกลาหล เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังเล็ดลอดออกมาจากห้องบรรทมเป็นระยะ ทำเอาข้าราชบริพารทั้งตำหนักวิ่งวุ่นกันขาขวิด“โอ๊ยยย! จ้าวเหยียน! ไอ้คนบ้า! ข้าเจ็บ! ข้าจะไม่ท้องอีกแล้ว!”เสียงตะโกนด่าทอฮ่องเต้ ซึ่งปกติถือเป็นโทษประหาร ดังลั่นออกมา แต่ไม่มีใครกล้าเอาผิด เพราะผู้ตะโกนคือ ฮองเฮาไป๋ลี่หลิน ที่กำลังเจ็บท้องใกล้คลอด!หน้าห้องบรรทมบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน ฮ่องเต้จ้าวเหยียน กำลังเดินวนไปวนมาเป็นหนูติดจั่น พระพักตร์ซีดเผือด เหงื่อกาฬไหลพรากราวกับไปรบมาทั้งวัน พระหัตถ์กำแน่นจนสั่นระริก“หลี่กงกง! ทำไมมันนานนัก! ทำไมลี่เอ๋อร์ถึงร้องดังขนาดนั้น! นางจะเป็นอะไรไหม? หมอหลวง! หมอหลวงตายไปไหนหมด!”“ใจเย็นๆ พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท...” หลี่กงกงพยายามปลอบ ทั้งที่ตัวเองก็ขาสั่น “สตรีคลอดบุตรย่อมต้องเจ็บปวด เป็นเรื่องธรรมดาพ่ะย่ะค่ะ”“ธรรมดาบ้านเจ้าสิ!” จ้าวเหยียนตวาด “นางเจ็บขนาดนั้น! ข้าทนฟังไม่ได้! ข้าจะเข้าไป! ข้าจะไปถ่ายพลังลมปราณให้นาง!”เขา
รุ่งเช้าวันถัดมาเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วปลุกไป๋ลี่หลินให้ตื่นจากนิทรา นางขยับตัวเล็กน้อยแต่ก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวราวกับเพิ่งผ่านศึกหนักมาหมาดๆ (ซึ่งก็หนักจริงๆ)“ตื่นแล้วหรือ?” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูจ้าวเหยียนนอนตะแคงเท้าแขนมองนางอยู่ ใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างคนมีความสุขที่สุดในโลก“ฝ่าบาท... อย่ามองเพคะ หน้าหม่อมฉันโทรมจะตาย” นางรีบเอาผ้าห่มคลุมโปง“โทรมที่ไหน... งดงามที่สุดต่างหาก” เขาหัวเราะร่า ดึงผ้าห่มออก “เป็นอย่างไรบ้าง? ผลงานข้าเมื่อคืน... คิดว่า ‘เข้าเป้า’ ไหม?”ไป๋ลี่หลินหน้าแดงซ่าน หยิบหมอนฟาดใส่หน้าเขาเต็มแรง“คนลามก! ใครจะไปรู้เพคะ!”“ถ้าไม่แน่ใจ... ซ้ำอีกรอบไหม?” เขาทำท่าจะกระโจนใส่“พอแล้วเพคะ! วันนี้ท่านพ่อกับแม่ทัพหลีจะกลับจากชายแดนแล้วนะเพคะ ต้องไปรับเสด็จ!”...ยามสาย ณ ประตูเมืองหลวงเสียงกลองชัยดังสนั่นหวั่นไหว ประชาชนนับหมื่นออกมารอรับขบวนทัพที่กลับมาพร้อมชัยชนะธงทิวตระกูลไป๋และตระกูลหลีโบกสะบัดเคียงคู่กัน นำขบวนโดยแม่ทัพใหญ่ หลีเฟย บนหลังม้าสีดำ และอัครมหาเสนาบดี ไป๋อ้าวเทียน บนหลังม้าสีขาว (ที่ดูตัวเล็กไปถนัดตาเมื่อเทียบกับคนขี่)“ไชโย! ไชโย! ไชโย!”เสียงโห่ร้อ
“ประหารข้าสิ!” จ้าวจินตะโกนท้าทาย “ฆ่าข้าเสียตอนนี้! เพราะถ้าข้ารอดไปได้ ข้าจะกลับมาทวงทุกอย่างคืน!”“ไม่ต้องห่วง...” ไป๋ลี่หลินเอ่ยแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของนางเย็นเยียบดุจน้ำแข็งขั้วโลก “คนอย่างเจ้า... ข้าไม่ปล่อยให้รกโลกหรอก”นางโยนบัญชีรายชื่อเล่มหนึ่งลงตรงหน้าจ้าวจิน“นี่คือรายชื่อขุนนางที่เจ้าร่วมมือด้วย... พวกมันทั้งหมดถูกจับกุมแล้ว และทรัพย์สินทั้งหมดของเจ้าที่ได้จากการค้าเกลือเถื่อน ถูกยึดเข้าท้องพระคลังเพื่อนำไปบูรณะชายแดนใต้ที่เจ้าทำลาย”“และ...” นางยิ้มเย็น “ข่าวล่าสุดจากชายแดนเหนือ... หลิวกุ้ยเฟย อดีตคนรักร่วมอุดมการณ์ของเจ้า นางทนความลำบากไม่ไหว สิ้นใจตายในคุกเย็นแล้วเมื่อคืนก่อน”จ้าวจินเบิกตากว้าง ตัวสั่นเทา“นาง... ตายแล้ว?”“ใช่... ตายอย่างโดดเดี่ยว ไร้คนเหลียวแล” ไป๋ลี่หลินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา “และนั่นคือจุดจบของเจ้าเช่นกัน”จ้าวเหยียนสะบัดชายเสื้อคลุมมังกร หันหลังกลับ“ทหาร! นำตัวนักโทษกบฏจ้าวจินไปประหารชีวิตด้วยยาพิษ! เพื่อรักษาเกียรติของราชวงศ์ ข้าจะมอบความตายที่สงบให้... แต่จงนำศพไปฝังที่ป่าช้านอกเมือง ห้ามนำเข้าสุสานบรรพชน!”“จ้าวเหยียน! เจ้ามันคนขี้ขลาด! ไป๋
ทว่า... ความตื่นเต้นยินดีที่พวยพุ่งขึ้นมากลับถูกสายน้ำเย็นจัดสาดรดจนดับมอดลงในเวลาอันรวดเร็ว เมื่อเธอพิจารณาเขาให้ชัดเจนอีกครั้งเป็นไปไม่ได้... หญิงสาวส่ายหน้าปฏิเสธความคิดตัวเองอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปถึงยี่สิบปีแล้ว หากเป็นท่านพี่จริงๆ เขาควรจะมีริ้วรอยแห่งวัย ควรจะดูเป็นชายวัยกลางคนที่ผ่านโลกมาม
บรรยากาศในห้องเก็บของแคบๆ เย็นยะเยือกลงจนแทบจับขั้วหัวใจซ่งเหม่ยหลิงและหลงเจียวเจียวเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาเมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาหงส์ที่แผ่รังสีอำมหิตของหลงจิ่นเยว่ ทว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว แววตาดุดันราวกับมัจจุราชนั้นก็พลันสลายไป หลงจิ่นเยว่ปล่อยมือที่บีบข้อมือของแม่เลี้ยงออก ก่
เซี่ยงไฮ้, ปีคริสต์ศักราช 1931ซ่าน้ำเย็นเฉียบสาดรดลงมาบนใบหน้า ปลุกวิญญาณที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นจากความตายหลงจิ่นเยว่สะดุ้งเฮือก สููดลมหายใจเข้าปอดอย่างแรงราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ อาการปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วร่างกาย ราวกับกระดูกทุกชิ้นถูกบดขยี้ ศีรษะของเธอปวดหนึบจนแทบระเบิดเธอค่อยๆ ปรือตา
ปีคริสต์ศักราช 1911 เปลวเพลิงแห่งการปฏิวัติซินไฮ่ลุกโชนแผดเผาแผ่นดินต้าชิง ท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงที่เคยสงบสุขบัดนี้ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของควันไฟและเลือด เสียงกัมปนาทของปืนใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหว ซากปรักหักพังของกำแพงเมืองที่เคยตั้งตระหง่านพังทลายลง พร้อมกับราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินมานานนับร้อยปีที่กำลังจะ







