Masukรุ่งเช้า แสงอาทิตย์สาดผ่านหน้าต่างเข้ามาในเรือนของเสิ่นเยว่หลิน
หญิงสาวนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้ด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ข้างกายมีชิงหลัวกำลังจัดเตรียมอาหารเช้า
เมื่อคืนหลังจากรู้ว่าเสิ่นหว่านโหรวส่งคนไปพบหลี่จื่อเหวิน เยว่หลินกลับนอนหลับสนิทอย่างน่าประหลาด เพราะนางรู้ดีว่า ต่อให้ทั้งสองคนคิดจะทำอะไร นางก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอีกแล้ว
ชาติก่อนนางเคยพยายามรักษาความสัมพันธ์ทุกอย่างเอาไว้
แต่ชาตินี้...
นางจะเป็นคนเลือกเองว่าใครควรอยู่ และใครควรออกไปจากชีวิต
“คุณหนูเจ้าคะ”
ชิงหลัววางถ้วยโจ๊กลงตรงหน้า
“เมื่อคืนบ่าวได้ยินว่าคุณหนูรองออกจากเรือนกลางดึกเจ้าค่ะ”
เยว่หลินยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“นางไปพบหลี่จื่อเหวิน”
“คุณหนูรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“ข้าเดา”
เยว่หลินตอบเรียบ ๆ
แต่ในใจกลับรู้ความจริงทั้งหมด
ชาติก่อน เสิ่นหว่านโหรวเคยทำเช่นนี้ นางแอบส่งจดหมายไปหาหลี่จื่อเหวิน อ้างว่าต้องการขอคำปรึกษาเรื่องการแต่งงานของพี่สาว ก่อนค่อย ๆ ทำให้เขาหวั่นไหว
สุดท้ายทั้งสองก็ลักลอบพบกันแล้วทุกอย่างก็สายเกินแก้
แต่ครั้งนี้... เยว่หลินจะไม่เข้าไปห้าม นางกลับต้องการให้ทั้งสองทำผิดด้วยตัวเอง
เพราะเมื่อถึงเวลาที่ทุกคนเห็นหลักฐาน ความจริงจะเป็นคนพูดแทนนาง
“ชิงหลัว”
“เจ้าคะ?”
“ไปสืบเรื่องร้านผ้าในตลาดตะวันออกให้ข้าหน่อย”
ชิงหลัวชะงัก
“ร้านผ้าหรือเจ้าคะ?”
“ใช่ ข้าอยากรู้ว่าร้านใดกำลังจะขายกิจการ ร้านใดมีเจ้าของที่ต้องการเงินด่วน และร้านใดมีทำเลดีที่สุด”
“คุณหนูคิดจะทำการค้าอย่างนั้นหรือเจ้าคะ?”
เยว่หลินพยักหน้า
“ใช่”
ชาติก่อนนางเคยฝากชีวิตไว้กับครอบครัวและคู่หมั้น ผลสุดท้ายคือไม่มีอะไรเหลือ
ดังนั้นชาตินี้ นางจะสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง เงิน อำนาจ และเส้นทางชีวิต
ไม่มีใครสามารถพรากมันไปจากนางได้อีก
“แต่คุณหนูเป็นถึงคุณหนูใหญ่ของจวนเสิ่น จะออกไปทำการค้าเอง...”
“แล้วอย่างไร?”
เยว่หลินวางถ้วยชาลง
“ข้าไม่จำเป็นต้องรอให้บุรุษคนหนึ่งเลี้ยงดูไปตลอดชีวิต”
ชิงหลัวมองนายสาวด้วยแววตาชื่นชม คุณหนูของนางเปลี่ยนไปจริง ๆ
--------------------------
ยามสาย เสิ่นเยว่หลินเดินทางออกจากจวนพร้อมชิงหลัว
รถม้าจอดอยู่หน้าตลาดตะวันออก
ตลาดแห่งนี้คึกคักกว่าที่นางจำได้ ร้านรวงสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คน
เยว่หลินลงจากรถแล้วเดินเข้าไปในร้านผ้าแห่งหนึ่ง
“คุณหนูต้องการผ้าชนิดใดหรือเจ้าคะ?”
เจ้าของร้านรีบออกมาต้อนรับ
เยว่หลินกวาดตามองสินค้าภายในร้าน ก่อนหยิบผ้าไหมสีฟ้าอ่อนขึ้นมา
“ผืนนี้ขายเท่าไร?”
“สามตำลึงเจ้าค่ะ”
เยว่หลินลูบเนื้อผ้าแล้วส่ายหน้า
“คุณภาพดี แต่ราคาสูงเกินไป”
เจ้าของร้านชะงัก
“คุณหนูรู้เรื่องผ้าด้วยหรือเจ้าคะ?”
“เล็กน้อย”
นางวางผ้าลง
“แต่ข้าสนใจร้านของท่านมากกว่า”
“ร้านของข้า?”
“ได้ยินว่าท่านกำลังคิดจะขายกิจการ”
เจ้าของร้านมีสีหน้าตกใจ
เรื่องนี้เขาเพิ่งปรึกษากับคนในครอบครัวเมื่อคืนเท่านั้น
“คุณหนูเป็นใครกันแน่?”
เยว่หลินยิ้ม
“คนที่อาจซื้อร้านของท่าน”
-----------------------------------
หลังพูดคุยกันอยู่นาน ทั้งสองก็ตกลงเรื่องราคาเบื้องต้น
เยว่หลินไม่ได้ซื้อร้านทันที แต่ขอเวลาสามวันเพื่อตรวจสอบบัญชีทั้งหมด
ก่อนออกจากร้าน นางสังเกตเห็นชายคนหนึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
ชายผู้นั้นสวมชุดสีดำเรียบง่าย ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชา ดวงตาคมกริบจนยากจะละสายตา
เขากำลังพูดกับชายวัยกลางคนคนหนึ่ง
เพียงแวบเดียว...
เยว่หลินก็จำเขาไม่ได้ เพราะในชาติก่อน นางแทบไม่เคยมีโอกาสพบคนระดับเขา แต่บางอย่างในสายตาของชายผู้นั้นทำให้นางรู้สึกแปลก ๆ ราวกับเขากำลังมองนางอยู่
เยว่หลินหันกลับไปอีกครั้ง
ชายคนนั้นหายไปแล้ว
“คุณหนู มองอะไรหรือเจ้าคะ?”
ชิงหลัวถาม
“ไม่มีอะไร”
เยว่หลินส่ายหน้า
“กลับจวนกันเถอะ”
---------------------------
ในเวลาเดียวกัน ชายชุดดำที่เยว่หลินเพิ่งเห็นกำลังยืนอยู่ในตรอกเงียบ ๆ
ชายวัยกลางคนคุกเข่าลงตรงหน้าเขา
“นายท่าน ข้าตรวจสอบแล้วขอรับ”
“พูดมา”
“เรื่องที่ท่านให้ข้าสืบเกี่ยวกับตระกูลเสิ่น...ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่มีบางอย่างผิดปกติ”
ชายหนุ่มหรี่ตา
“อะไร?”
“หลายปีก่อน ฮูหยินใหญ่ของตระกูลเสิ่นเสียชีวิตด้วยอาการป่วย แต่คนรับใช้เก่าบางคนบอกว่า ก่อนเสียชีวิต นางเคยทะเลาะกับคนในจวนอย่างรุนแรง”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ
“และเรื่องที่น่าสนใจกว่านั้น...”
“พูด”
“บุตรสาวของนาง หรือก็คือคุณหนูใหญ่เสิ่นเยว่หลิน อาจไม่ใช่คนที่ตระกูลเสิ่นต้องการให้มีชีวิตอยู่ต่อ”
ดวงตาของชายหนุ่มเย็นลง
“ไปสืบต่อ”
“ขอรับ”
หลังจากชายวัยกลางคนจากไป เขาหันกลับไปมองถนนสายเดิม เสิ่นเยว่หลินเดินจากไปแล้ว แต่ภาพหญิงสาวในชุดสีอ่อนกลับยังติดอยู่ในความคิดของเขา
กู้เหยียนเฉิน
บุรุษผู้ไม่เคยสนใจเรื่องของสตรีในเมืองหลวง กลับรู้สึกสงสัยหญิงสาวผู้นี้ขึ้นมา
นางดูไม่เหมือนคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วไป
สายตาของนางนิ่งเกินไป
เหมือนคนที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง
-------------------------------------
ยามเย็น เมื่อเยว่หลินกลับถึงจวน นางก็พบว่าบรรยากาศในเรือนใหญ่ผิดปกติ
สาวใช้คนหนึ่งรีบเข้ามารายงาน
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านเรียกท่านไปพบที่ห้องโถงเจ้าค่ะ”
เยว่หลินเลิกคิ้ว
“เรื่องอะไร?”
“เรื่องคุณชายหลี่เจ้าค่ะ”
หัวใจของเยว่หลินนิ่งสงบ
ในที่สุด...
สิ่งที่นางรอก็มาถึง นางเดินเข้าไปในห้องโถง บิดาของนางนั่งอยู่ด้านบน เสิ่นหว่านโหรวนั่งอยู่ข้าง ๆ
ส่วนหลี่จื่อเหวินยืนอยู่กลางห้อง
เมื่อเห็นนางเข้ามา เขาก็มีสีหน้าลำบากใจ
เสิ่นจงเหวินมองบุตรสาว
“เยว่หลิน วันนี้จื่อเหวินมาหาพ่อด้วยเรื่องสำคัญ”
เยว่หลินพยักหน้า
“เชิญพูดเถิดเจ้าค่ะ”
หลี่จื่อเหวินกำมือแน่น
ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด
“เยว่หลิน ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว”
“ไม่จำเป็น”
นางตอบทันที
“พูดตรงนี้ได้เลย”
ชายหนุ่มชะงัก
เสิ่นหว่านโหรวกลับมีสีหน้าซีดลง เพราะนางรู้ดีว่าเรื่องที่หลี่จื่อเหวินกำลังจะพูดคืออะไร
“ข้า...”
หลี่จื่อเหวินสูดลมหายใจ
“ข้าต้องการยกเลิกการหมั้นหมายกับเจ้า”
ทั้งห้องเงียบกริบ
เสิ่นจงเหวินมองบุตรสาว
หว่านโหรวก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
ส่วนเยว่หลิน...กลับหัวเราะเบา ๆ
“ได้”
ทุกคนชะงัก
“อะไรนะ?”
หลี่จื่อเหวินถามอย่างไม่เชื่อหู
เยว่หลินลุกขึ้น
“ข้าบอกว่า...ข้าตกลง”
นางมองชายตรงหน้าเป็นครั้งสุดท้าย
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป การหมั้นหมายระหว่างข้ากับเจ้า...ถือว่าสิ้นสุด”
พูดจบ นางก็หยิบปิ่นหยกที่หลี่จื่อเหวินเคยมอบให้ออกจากผมวางลงบนโต๊ะ
“ของของเจ้า ข้าคืนให้”
สีหน้าของหลี่จื่อเหวินซีดลงอย่างไม่รู้ตัว เพราะเขาเตรียมใจว่าจะต้องเห็นนางร้องไห้ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นความสงบนิ่งและสายตาที่เหมือนเขาไม่สำคัญอีกต่อไป
เยว่หลินหันหลังเดินออกจากห้อง
ก่อนจะได้ยินเสียงเสิ่นหว่านโหรวดังขึ้น
“พี่หญิง...”
เยว่หลินหยุดฝีเท้า
“มีอะไร?”
หว่านโหรวมองนางด้วยแววตาซับซ้อน
“ท่านไม่เสียใจหรือ?”
เยว่หลินยิ้ม
“เสียใจ?”
นางหันกลับไปมอง
“คนที่ควรเสียใจ...ไม่ใช่ข้า”
จากนั้นนางก็เดินจากไป
ทิ้งให้ทุกคนในห้องตกอยู่ในความเงียบและไม่มีใครรู้ว่า...
การถอนหมั้นในวันนี้ คือ หมากตัวแรก ที่เสิ่นเยว่หลินวางลงบนกระดานแห่งการแก้แค้น
หลังจากเรื่องราวของเสิ่นฮูหยินเริ่มกระจ่างขึ้น บรรยากาศภายในเรือนของตระกูลกู้ก็เงียบผิดปกติเยว่หลินนั่งอยู่หน้าโต๊ะ มือเรียววางทับเอกสารเก่า ๆ หลายฉบับที่พวกนางรวบรวมมาได้ สีหน้าของนางสงบนิ่ง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความคิดเสิ่นฮูหยินไม่ได้มีหลักฐานยืนยันว่าเสียชีวิตนางเพียงออกจากเมืองหลวงเพื่อไปรักษาตัว แล้วก็หายไปหากเป็นเมื่อก่อน เยว่หลินคงไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก เพราะในชีวิตก่อน นางมัวแต่เชื่อคำพูดของคนในครอบครัว จนไม่เคยคิดจะค้นหาความจริงเบื้องหลังเรื่องของมารดาแต่ชีวิตนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว“เจ้าคิดอะไรอยู่”เสียงของกู้เหยียนเฉินดังขึ้นจากด้านข้างเยว่หลินเงยหน้าขึ้น ก่อนจะตอบอย่างช้า ๆ“ข้ากำลังคิดว่า หากเสิ่นฮูหยินยังมีชีวิตอยู่ นางต้องเคยมีที่พักหรือคนรู้จักระหว่างทางที่ออกจากเมืองหลวง”กู้เหยียนเฉินพยักหน้า“ถูกต้อง”เขาหยิบแผนที่ฉบับเก่าบนโต๊ะออกมา แล้วคลี่ลงตรงหน้า“คนที่ออกจากเมืองหลวงเพื่อไปรักษาตัว ย่อมต้องผ่านเส้นทางหลัก เว้นแต่นางตั้งใจหลบซ่อน”เยว่หลินมองแผนที่อย่างละเอียด“ดังนั้นเราต้องตรวจสอบจุดที่นางเคยหยุดพัก”“ใช่”กู้เหยียนเฉินมองนางครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ“แต่
แสงเทียนส่องลงบนจดหมายเก่าในมือของเสิ่นเยว่หลินนางอ่านประโยคเดิมซ้ำอีกครั้ง“คนที่เจ้าควรระวังที่สุด...อาจไม่ใช่เขา”ปลายนิ้วของเยว่หลินสั่นเล็กน้อยด้านล่างของข้อความมีชื่อเพียงชื่อเดียวเสิ่นฮูหยินมารดาของเสิ่นหว่านโหรวผู้หญิงที่ทุกคนต่างคิดว่าเสียชีวิตไปนานแล้ว“เป็นไปไม่ได้...”เยว่หลินพึมพำนางเงยหน้ามองพ่อบ้านหลี่“ท่านแน่ใจหรือว่าเสิ่นฮูหยินเสียชีวิตแล้ว?”พ่อบ้านหลี่เงียบไป ก่อนส่ายหน้า“ข้าไม่เคยเห็นศพของนาง”คำตอบนั้นทำให้เยว่หลินนิ่งงันกู้เหยียนเฉินขมวดคิ้ว“หมายความว่าอย่างไร?”พ่อบ้านหลี่ถอนหายใจ“หลังจากฮูหยินใหญ่เสียชีวิต เสิ่นฮูหยินก็ประกาศว่าป่วยหนัก จากนั้นไม่นานก็มีข่าวว่านางเสียชีวิต”“แต่ไม่มีการจัดพิธีใหญ่”“และไม่มีผู้ใดได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูศพ”เยว่หลินกำจดหมายแน่น“แล้วเหตุใดท่านแม่ถึงเขียนชื่อนางไว้?”“ข้าไม่รู้”พ่อบ้านหลี่ส่ายหน้า“แต่ฮูหยินใหญ่เคยบอกข้าว่า หากวันหนึ่งท่านกลับมา อย่าไว้ใจเสิ่นฮูหยิน”เยว่หลินหลุบตาลงความทรงจำในชาติก่อนเริ่มย้อนกลับมาในตอนนั้น นางเคยคิดว่าคนที่ทำร้ายนางมีเพียงเสิ่นหว่านโหรวและหลี่จื่อเหวินนางคิดว่าบิดาไม่รักนาง เพียง
เสียงฝีเท้าดังอยู่เหนือห้องใต้ดินอย่างต่อเนื่อง“ค้นให้ทั่ว!”เสียงของชายชุดดำดังขึ้นอีกครั้งเยว่หลินยืนนิ่งอยู่ในความมืด มือกำเอกสารแน่น หัวใจเต้นแรง แต่สีหน้ากลับสงบนิ่งกว่าที่ควรจะเป็นกู้เหยียนเฉินขยับเข้ามาใกล้ ก่อนกระซิบเสียงเบา“มีทางออกอื่นหรือไม่?”เยว่หลินส่ายหน้า“ข้าไม่รู้”อวี้หลันรีบพูด“มี”ทุกคนหันไปมองนางอวี้หลันชี้ไปทางด้านหลัง“ตอนที่ฮูหยินใหญ่สร้างห้องนี้ นางทำทางลับเอาไว้ ทางออกอยู่หลังผนังด้านนั้น”กู้เหยียนเฉินรีบเดินไปตรวจสอบเขาใช้มือเคาะผนังทีละจุดกึก...กึก...เมื่อเคาะถึงจุดหนึ่ง เสียงกลับกลวงผิดปกติ“ตรงนี้”เขาออกแรงผลักครืด!แผ่นหินขยับเปิด เผยให้เห็นช่องทางแคบ ๆ“ไป!”กู้เหยียนเฉินหันมาสั่งเยว่หลินรีบเก็บเอกสารทั้งหมดใส่ถุงผ้าจิ่งหยางประคองอวี้หลัน แล้วทั้งสี่คนรีบเข้าไปในทางลับทันทีที่ทุกคนพ้นออกมา กู้เหยียนเฉินก็ผลักแผ่นหินกลับเข้าที่ไม่กี่อึดใจต่อมา...ปัง!ประตูห้องใต้ดินถูกเปิดออกชายชุดดำหลายคนกรูกันลงไป“ไม่มีใคร!”“พวกมันหนีไปแล้ว!”ทางลับทอดยาวไปใต้พื้นดินเยว่หลินเดินตามกู้เหยียนเฉินไปอย่างระมัดระวังแม้จะหนีออกมาได้ แต่ในใจของนางกลั
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์อ่อนส่องผ่านช่องหน้าต่างของกระท่อมร้างเสิ่นเยว่หลินตื่นขึ้นก่อนคนอื่น นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เก่า มือยังถือสมุดบันทึกของอวี้หลันที่เปิดค้างไว้เมื่อคืนสายตาของนางหยุดอยู่ตรงหน้ากระดาษที่ถูกฉีกออกยิ่งรู้ว่ากู้จิ่งหยางอาจถือความลับสำคัญเกี่ยวกับการตายของมารดา นางยิ่งมั่นใจว่าเรื่องทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างตระกูลมันมีบางอย่างถูกซ่อนไว้นานถึงสิบเจ็ดปีเสียงฝีเท้าดังจากด้านหลัง“เจ้าตื่นแล้วหรือ?”กู้เหยียนเฉินเดินเข้ามา พร้อมกับยื่นถ้วยน้ำให้นางเยว่หลินรับมา“เมื่อคืนข้าอ่านสมุดจนดึก”เขามองใต้ตาของนางแล้วขมวดคิ้ว“เจ้าควรพักบ้าง”“ข้าพักไม่ได้”น้ำเสียงของเยว่หลินจริงจัง“ตอนนี้ข้าเข้าใกล้ความจริงมากที่สุดแล้ว”กู้เหยียนเฉินถอนหายใจเบา ๆ ก่อนนั่งลงตรงข้าม“เช่นนั้นเราจะค่อย ๆ ตรวจสอบทุกอย่าง อย่ารีบร้อนจนตกหลุมพรางของพวกมัน”เยว่หลินมองเขาแล้วพยักหน้า“ข้าจะระวัง”จิ่งหยางเดินออกมาจากอีกห้องพร้อมอวี้หลันสีหน้าของเด็กหนุ่มยังเต็มไปด้วยคำถาม“ท่านอา”กู้เหยียนเฉินหันไปหา“มีอะไร?”“ข้าอยากรู้เรื่องบิดาของข้า”น้ำเสียงของจิ่งหยางสั่นเล็กน้อย“เขาเป็นคนอ
เสียงฝีเท้าดังระงมอยู่หน้าบ้านของอวี้หลัน“ค้นให้ทั่ว!” เสียงของเสิ่นหว่านโหรวดังขึ้นอย่างเย็นชาภายในบ้าน เยว่หลินยืนอยู่ข้างกู้เหยียนเฉิน มือกำกระบี่แน่น ขณะที่อวี้หลันรีบดึงกู้จิ่งหยางให้ถอยเข้าไปด้านใน“พวกมันมาถึงเร็วเกินไป”อวี้หลันพูดด้วยสีหน้าตื่นตระหนก“ต้องมีคนส่งข่าวให้พวกมันรู้”เยว่หลินหรี่ตา“คนที่รู้ว่าเรามาที่นี่มีไม่กี่คน”นางหันไปมองกู้เหยียนเฉิน“หรือว่า...”กู้เหยียนเฉินส่ายหน้า“ยังสรุปไม่ได้”เขาชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงโลหะเสียดสีกันดังแผ่วเบา“แต่ตอนนี้เราต้องพาจิ่งหยางออกไปก่อน”เยว่หลินพยักหน้า“แล้วอวี้หลันล่ะ?”อวี้หลันรีบส่ายหน้า“พวกเจ้าไปเถอะ ข้าจะถ่วงเวลาให้”“ไม่ได้”เยว่หลินตอบทันทีนางเดินเข้าไปจับมืออวี้หลัน“ท่านเป็นคนเดียวที่รู้ความจริงเกี่ยวกับท่านแม่ ข้าจะไม่ทิ้งท่านไว้ที่นี่”อวี้หลันมองนางด้วยดวงตาสั่นไหว“คุณหนูใหญ่...”“ข้าสูญเสียท่านแม่ไปแล้วครั้งหนึ่ง”น้ำเสียงของเยว่หลินสั่นเล็กน้อย แต่แววตากลับแน่วแน่“ข้าจะไม่ยอมสูญเสียคนที่ช่วยท่านแม่อีก”กู้เหยียนเฉินมองนางด้วยความรู้สึกบางอย่างในดวงตาก่อนจะเอ่ยขึ้น“ข้าจะเปิดทาง”เขาหันไปหาจิ
รุ่งเช้า หมู่บ้านชิงเหอถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆเยว่หลินลงจากรถม้า พลางกวาดสายตามองบ้านเรือนรอบด้านอย่างระมัดระวัง ตลอดการเดินทาง นางแทบไม่ได้นอน ◌ืคำพูดของกู้เหยียนหลงยังคงวนเวียนอยู่ในหัว“เด็กคนนั้นถูกพามาที่หมู่บ้านชิงเหอ”หากเด็กคนนั้นยังมีชีวิตอยู่จริง...วันนี้นางอาจได้พบความจริงที่ตามหามานานถึงสิบหกปีกู้เหยียนเฉินเดินมาหยุดข้างกาย“เหนื่อยหรือไม่?”เยว่หลินส่ายหน้า“ไม่” นางมองหมู่บ้านตรงหน้า ก่อนสูดหายใจเข้าลึก“ข้าเพียงรู้สึกว่า...วันนี้ต้องเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแน่”กู้เหยียนเฉินมองนางด้วยแววตาห่วงใย“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าอยู่ตรงนี้”เยว่หลินหันไปมองเขารอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า“ข้ารู้” คำตอบสั้น ๆ กลับทำให้สีหน้าของกู้เหยียนเฉินอ่อนลงทั้งสองเดินเข้าไปในหมู่บ้านพร้อมกันอีกด้านหนึ่งบ้านไม้หลังเล็กท้ายหมู่บ้าน หญิงวัยกลางคนชื่อ อวี้หลัน กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะตรงข้ามนางคือชายหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดปี ใบหน้าหล่อเหลา คิ้วคม ดวงตาลึกสงบ ชื่อของเขาคือ กู้จิ่งหยาง“ท่านแม่”จิ่งหยางมองอวี้หลันด้วยความสงสัย“คนที่มาตามหาข้าเป็นใคร?”อวี้หลันกำชายเสื้อแน่น ใบหน้าของนางเต็มไปด้ว







