Se connecterบทที่ 5
“หว่านหนิง! หว่านหนิง! เปิดประตูให้ย่าเดี๋ยวนี้!”
เสียงตะโกนแหลมสูงของหญิงชราดังลั่นอยู่หน้าประตูเรือนมู่ลี่ เสียงเคาะประตูดังถี่รัวจนบานไม้สั่นสะเทือน ราวกับผู้ที่ยืนอยู่ด้านนอกกำลังโกรธเกรี้ยวจนไม่อาจระงับอารมณ์ไว้ได้
“ทำไมถึงทำตัวเหลวไหลเช่นนี้นะ! ยามเฉินจะเข้ายามซื่อแล้ว เหตุใดยังนอนนิ่งอยู่ในเรือนเงียบสนิท!”
เสียงนั้น…คุ้นเคยเสียจนไม่อาจคุ้นเคยไปมากกว่านี้
หญิงชราแห่งจวนหลินท่านย่าของนาง
ปกติแล้ว…
หลินหว่านหนิงจะตื่นตั้งแต่ยามอิ๋นก่อนแสงแรกของวันจะสาดส่อง นางก็ลุกขึ้นจัดการทุกสิ่งทุกอย่างในจวนเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ตรวจบัญชี ดูแลครัว ไปจนถึงสั่งงานคนรับใช้
แต่วันนี้…
เรือนมู่ลี่กลับเงียบสนิท
ไร้เสียงไร้ความเคลื่อนไหวราวกับไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่
“พ่อบ้านคัง! เปิดประตู!”
เสียงสั่งการของหญิงชราดังขึ้นอีกครั้งน้ำเสียงเด็ดขาด ไม่ยอมให้ผู้ใดขัด
“แต่นายหญิงผู้เฒ่าขอรับ…”พ่อบ้านคังลังเล
“หากเปิดเข้าไปแล้วคุณหนู…เอ่อ…แต่งตัวไม่เรียบร้อย จะไม่เป็นการเสียหายหรือขอรับ”
หญิงชราแค่นเสียงไม่แม้แต่จะชายตามอง
“เสียหายหรือ?”นางหัวเราะเบา ๆ อย่างดูแคลน“คนอย่างหลินหว่านหนิง ยังจะมีอะไรให้เสียหายอีกหรือ”
คำพูดนั้นเย็นชาเฉียบขาด
“อย่างไรนางก็ไม่มีวันได้แต่งออกไปจากตระกูลหลินอยู่แล้วจะเห็นอะไรบ้างแล้วจะเป็นไรไป!”
พ่อบ้านคังชะงักไม่กล้าโต้แย้ง
“เปิดเข้าไป!”เสียงสั่งนั้นเพิ่งสิ้นสุด
“แอ๊ด”
ประตูเรือนมู่ลี่กลับเปิดออกจากด้านในเสียก่อน ร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงกรอบประตู
หลินหว่านหนิงหญิงสาวมองภาพตรงหน้าด้วยแววตางุนงงเล็กน้อย ก่อนหน้านี้นางเพียงได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย จึงเดินมาเปิดประตูด้วยความเคยชินแต่เมื่อบานประตูเปิดออก…
ภาพที่เห็นกลับทำให้นางรู้สึก…ไม่จริง
ผู้คนที่คุ้นเคย ใบหน้าที่นางเห็นมานับสิบปี
แต่…กลับไม่เหมือนเดิม
พวกเขาดูสูงขึ้น ดูอ่อนเยาว์ขึ้นราวกับกาลเวลาได้ย้อนกลับสายตาของหว่านหนิงเลื่อนไปหยุดที่หญิงชราผู้ยืนอยู่ตรงกลาง
ท่านย่า
หญิงที่เพิ่งสิ้นใจไปเพราะดื้อดึงจะกินจะใช้ชีวิตตามใจ จนร่างกายรับไม่ไหว
แต่บัดนี้…นางกลับยืนอยู่ตรงหน้ามีชีวิตมีลมหายใจ
“ยืนบื้ออะไรอยู่!”เสียงตำหนิดังขึ้น“วันนี้เป็นอะไรไป! เหตุใดไม่ไปดูคนครัวเตรียมอาหารเช้า!”
คิ้วเรียวของหว่านหนิงขมวดแน่นริมฝีปากขยับเล็กน้อย
“ท่านย่า…”
เกือบแล้วเกือบจะหลุดถามออกไปว่า ท่าน…มิใช่สิ้นไปแล้วหรือ แต่นางก็หยุดไว้ทัน
สายตาของหญิงชราคมกริบขึ้น
“เหตุใดจึงมองย่าด้วยสายตาเช่นนั้นวันนี้เจ้าเป็นอะไรกันแน่!”
หากเป็นเมื่อก่อนเพียงได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้หว่านหนิงคงรีบก้มหน้ารับผิด
แต่บัดนี้…หัวใจของนางนิ่งสนิทไม่มีความรู้สึกใดสั่นไหว อยากโกรธก็โกรธไปอยากตำหนิก็ตำหนิไป นางไม่คิดจะใส่ใจอีกแล้ว
แต่ถึงกระนั้น…ในส่วนลึกของใจ
ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
สงสัยว่าข้าเป็นอะไร…แต่กลับไม่คิดจะถามว่า…ข้าสบายดีหรือไม่
หว่านหนิงเบือนสายตาไปทางอื่นสีหน้าเรียบเฉยท่าทีเช่นนั้นเหมือนกับช่วงก่อนที่นางจะตาย
เพียงแต่ว่า…นางยังไม่รู้เลยว่า
ตอนนี้นางมิใช่สตรีวัยสี่สิบกว่าที่ใกล้ดับสูญแต่นางคือหลินหว่านหนิงในวัยที่ยังไม่ทันปักปิ่น
“คุณหนู อย่าทำให้นายท่านผู้เฒ่าโกรธเลยขอรับ”เสียงพ่อบ้านคังดังขึ้น ดวงตาของหว่านหนิงตวัดไปมอง บุรุษผู้นี้ เคยช่วยนางทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่น ๆ
แต่ตอนนี้…เขากลับดูหนุ่มลงสูงขึ้นและยังไม่แก่
“รีบไปเปลี่ยนชุด แล้วออกไปหาย่าที่ลานบ้านสงสัยจะต้องลงโทษเจ้าเสียบ้างแล้ว!”
เสียงของท่านย่าดังขึ้นอย่างไม่พอใจหว่านหนิงเพียงเหลือบตามองก่อนจะส่ายศีรษะเบา ๆราวกับฟังเรื่องไร้สาระ
ข้าอายุสี่สิบกว่าแล้ว…ยังจะมาลงโทษอีกหรือ…หรือว่านี่เป็นความฝัน
นางไม่สนใจหันหลังเดินกลับเข้าเรือนไม่รับคำสั่งไม่แยแส มือเรียวยกน้ำขึ้นล้างหน้า ความเย็นของน้ำ ทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อยแต่เมื่อสายตาตกลงบนมือของตน นางชะงัก ดวงตาที่ง่วงงุน เบิกกว้าง
“นี่มัน…”ผิวเนียนเรียบไร้รอยเหี่ยวย่น
หว่านหนิงรีบวิ่งไปที่กระจกสำริด ภาพที่สะท้อนอยู่ในนั้นทำให้นาง…ยิ้ม ยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์ ดวงตาใส ริมฝีปากแดงระเรื่อไม่ใช่หญิงชราที่ใกล้ตายแต่คือตัวนางในอดีต
นิ้วเรียวยกขึ้นหยิกแก้มตนเองเบา ๆ
ความเจ็บ…ทำให้นางรู้นี่ไม่ใช่ความฝันภาพสุดท้ายของชีวิตยังคงชัดเจน
คำพูดโหดร้าย เสียงหัวเราะเย็นชา
ทุกอย่าง…ยังอยู่
และความคิดหนึ่งที่เคยเป็นเพียงจินตนาการก็ผุดขึ้นมาชัดเจนยิ่งกว่าครั้งใด
“หากข้าได้เริ่มต้นใหม่ข้าจะเอาคืน”
รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นบนใบหน้ามือเรียวลูบกรอบหน้าเบา ๆ
“สวรรค์…เมตตาข้าแล้วนี่ข้าย้อนเวลากลับมา…หรือได้เกิดใหม่กันแน่”
ความทรงจำในหัวปะปนสับสน อดีตชาติกับปัจจุบันซ้อนทับกัน
แต่มีสิ่งหนึ่งที่หว่านหนิงมั่นใจ
“ครั้งนี้…ข้าจะไม่ใช่คนเดิม”
แผนการที่เคยมีเพียงในความคิดจะกลายเป็นความจริง
“อยากให้ข้าเป็นเครื่องรางที่มีชีวิตหรือ…”นางหัวเราะเบา ๆ
“ฝันไปเถอะ”ดวงตาเป็นประกายเย็นเยียบ“ข้าอยากรู้เหมือนกันหากข้าแต่งออกไปจริง ๆ ตระกูลหลินจะล่มจม…อย่างที่ซินแสว่าหรือไม่หรือถึงมันไม่ล่ม ข้าก็จะทำให้มันล่ม”
หว่านหนิงสูดลมหายใจลึกพยายามเรียบเรียงความคิด
“ตอนนี้…ข้าอยู่ช่วงใดของชีวิตกันแน่…”
นางคิดแต่ไม่อาจแน่ใจ สุดท้าย…จึงตัดสินใจออกไปดูเอง หญิงสาวจัดเสื้อผ้าอย่างลวก ๆ ก่อนจะก้าวออกจากเรือน
“ท่านย่า…หลานมาแล้ว”เสียงของนางเรียบสงบ
หญิงชราที่นั่งอยู่หน้าลานเงยหน้าขึ้นจากถ้วยชาราคาแพงในมือแววตาเย็นเฉียบ
ภาพนั้นคุ้นเคยและทำให้หว่านหนิงมั่นใจ
ใช่…นางย้อนกลับมาแล้วจริง ๆ
เพราะถ้วยชานั้นคือของเก่าแก่ที่นางยังไม่ได้มีโอกาสแตะต้องในชาติก่อน
เกมย้อนเกล็ด…เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ตอนพิเศษ 5 ยามค่ำของจวนกวน…สงบกว่ายามใดในวันหิมะไม่ได้ตกแต่ความเย็นยังคงแผ่วเบาอยู่ในอากาศ ราวกับเป็นลมหายใจของผืนแผ่นดินทางเหนือที่ไม่เคยหลับใหลแสงไฟจากโคมแดงแขวนเรียงรายตามชายคาสะท้อนกับพื้นหินอ่อนเป็นเงาไหวระยิบเงียบงาม…และอบอุ่น เสียงลมหอบบาง ๆ พัดผ่านพาเอากลิ่นไม้แห้งจากเตาไฟลอยมาตามทางภายในเรือนใหญ่ เด็ก ๆ หลับกันหมดแล้วบุตรชายคนโตนอนขดตัวอยู่กับกระบี่ไม้ที่ยังไม่ยอมวาง บุตรชายคนรองกับบุตรสาวฝาแฝดหลับสนิท โดยมีสมุดบัญชีและพู่กันกระจัดกระจายอยู่ข้างตัวส่วนเจ้าตัวเล็ก…ยังคงกำกระบี่เล่มเล็กไว้แน่นแม้ยามหลับหว่านหนิงมองภาพนั้นก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ“เหมือนพ่อไม่มีผิด…”คำพูดพึมพำของนางแฝงทั้งความเอ็นดูและความเหนื่อยใจ“เจ้าหมายถึงใคร”เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลังไม่ต้องหันไปมอง…นางก็รู้ว่าเป็นผู้ใดกวนตงจี้เดินเข้ามาในชุดเรียบง่าย ไม่ใช่เกราะ ไม่ใช่ชุดแม่ทัพแต่เป็นเพียงบุรุษคนหนึ่ง…ที่กลับบ้านหว่านหนิงยิ้มบางก่อนจะลุกออกมาจากห้องเด็กเดินออกไปยังลานเรือนท้องฟ้ายามค่ำเปิดกว้างดวงดาวกระจายเต็มฟากฟ้างดงามจนราวกับภาพวาดนางนั่งลงบนม้านั่งไม้เงยหน้ามองขึ้นไป กวนตงจี้เดินตามมาก่อนจะน
ตอนพิเศษ 4 เมืองหลวงในฤดูใบไม้ร่วง…ไม่หนาวจัดเช่นทางเหนือแต่ลมที่พัดผ่านกลับเย็นลึกกว่าที่เคยถนนสายหลักยังคงคึกคัก ผู้คนเดินสวนกันไปมาไม่ขาดสายเสียงพ่อค้าแม่ขายเรียกลูกค้า เสียงเกวียนเคลื่อนผ่าน เสียงหัวเราะ เสียงต่อรองทุกอย่าง…ยังเหมือนเดิมแต่ก็ไม่เหมือนเดิมหลินหว่านหนิงยืนอยู่ริมถนนสายหนึ่งสายตาของนางทอดมองไปยังร้านค้าหลังเก่าป้ายไม้ใหม่ถูกแขวนไว้เหนือประตู ตัวอักษรสลักคมชัด สะอาดตา สีของมันยังสดใหม่ ต่างจากความทรุดโทรมในความทรงจำกิจการที่เคยถูกปล่อยร้างกลับมามีชีวิตอีกครั้ง“ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่เข้าไป”เสียงของไป๋เหอดังขึ้นข้างกายยังคงนิ่ง เรียบ และตรงไปตรงมาตามนิสัยหว่านหนิงไม่ได้ตอบทันที นางเพียงมอง…มองผ่านประตูบานนั้น มองเข้าไปในความวุ่นวายของลูกค้า คนงาน และเสียงเงินกระทบกันเบา ๆ“ไม่จำเป็น”คำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นไป๋เหอไม่พูดอะไรต่อเพราะนางรู้ดี…ว่าคำว่าไม่จำเป็นของหว่านหนิงไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่เพราะ ไม่มีความหมายลมพัดผ่านอีกระลอกชายกระโปรงของหว่านหนิงพลิ้วไหวเบา ๆ นางเคยยืนอยู่ตรงนี้แต่ในตอนนั้น…ไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือ ไม่มีอำนาจ ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีแม้แต่เสียงของตน
ตอนพิเศษ 3 แสงอรุณสาดส่องผ่านม่านบางหิมะที่เคยขาวโพลนเมื่อคืนเริ่มละลายเป็นหยดน้ำใสลานกว้างของจวนกวนในยามเช้าดูสงบ…ราวกับโลกเพิ่งตื่นแต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน“หยุดนะ!”เสียงของหลินหว่านหนิงดังลั่นเรือนความสงบแตกสลายทันทีเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งตึงตังไปทั่วเสียงหัวเราะ เสียงโวยวาย เสียงเถียงกันดังระงมภายในเรือนใหญ่ที่ควรจะเป็นที่อ่านหนังสืออย่างสงบกลับกลายเป็นสนามรบย่อม ๆเด็กสี่คนวิ่งกันวุ่นวายคนหนึ่งถือกระบี่ไม้แกว่งไปมาอย่างมั่นใจ ราวกับกำลังอยู่ในสนามประลองอีกคน…ถือสมุดบัญชีเปิดไปเปิดมา พยายามหลบอีกฝ่ายที่ไล่ตามอีกคนปีนขึ้นไปบนโต๊ะไม่รู้ว่าจะหนีหรือจะโจมตีและคนสุดท้ายกำลังนั่งกัดขนมก่อนจะโยนใส่พี่ของตนอย่างแม่นยำ“พวกเจ้าทำอะไรกัน!”หว่านหนิงยืนอยู่กลางห้องสีหน้าเคร่งเครียด มือหนึ่งกุมขมับ นี่ไม่ใช่สนามรบแต่กลับ…น่าปวดหัวกว่านั้นหลายเท่าน้องเริ่มก่อน!”“ไม่ใช่!”“พี่โกหก!”“ข้าไม่ได้โกหก!”เสียงเถียงกันทับซ้อนไม่มีใครยอมใครหว่านหนิงสูดหายใจลึก นางเคยต่อรองกับพ่อค้าเคยเจรจากับขุนนางเคยคุมกิจการนับสิบแห่งแต่…ไม่มีสิ่งใดยากเท่าการจัดการลูกทั้งสี่เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ
ตอนพิเศษ 2เสียงลมหนาวพัดผ่านชายคาเรือนหิมะตกบางเบา ราวกับฟ้ากำลังกล่อมโลกให้หลับใหลแต่ภายในจวนกวน…กลับไม่มีใครหลับแสงตะเกียงถูกจุดขึ้นทั่วเรือนเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ดังระงมไปทั่วทางเดินทุกคนเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบ ราวกับกำลังเผชิญศึกใหญ่และในเรือนด้านในสุดเสียงร้องของทารก…ดังขึ้น แหลมเล็ก แต่ชัดเจน ราวกับประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว“คลอดแล้ว! คลอดแล้ว!”เสียงของแม่นมดังลั่น บ่าวไพร่ทั้งจวนแทบจะพร้อมใจกันถอนหายใจ แต่คนที่ยังไม่อาจผ่อนคลายได้…ยังคงยืนอยู่หน้าประตูห้องคลอดกวนตงจี้ แม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นเกรงศัตรูผู้เคยยืนอยู่ท่ามกลางคมดาบและลูกธนูโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาแต่บัดนี้ มือของเขาที่เคยมั่นคง กลับสั่นเล็กน้อย“แม่ทัพ…ท่านไม่ต้องกังวล”พ่อบ้านเอ่ยอย่างระมัดระวัง“ข้าไม่ได้กังวล”คำตอบนั้นมาเร็วเกินไปเร็วเสียจนคนฟังแทบไม่กล้าพยักหน้า“แต่…ท่านเดินวนมาหนึ่งชั่วยามแล้วขอรับ”กวนตงจี้หยุดฝีเท้าเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ“ข้ากำลังคิดกลยุทธ์”พ่อบ้านเงียบบ่าวไพร่เงียบไม่มีใครกล้าเถียงเพราะแม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่กลยุทธ์ใด ๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักแม่ทั
ตอนพิเศษ 1หิมะโปรยลงบางเบา ราวกับขนนกสีขาวที่ปลิวผ่านฟากฟ้าอย่างไร้จุดหมาย ต่างจากวันพายุหิมะที่เคยโหมกระหน่ำจนแทบกลืนกินทั้งจวนกวนในความทรงจำของใครหลายคน ครั้งนั้นความหนาวเย็นเหมือนคมมีดแต่คืนนี้…กลับนุ่มนวลราวกับอ้อมกอดลานกว้างของจวนกวนเงียบสงบหิมะเกาะบางอยู่บนกิ่งสน เสียงลมพัดเบา ๆ พาเอาความเย็นผ่านไปอย่างไม่อาจทำอันตรายสิ่งใดได้อีก เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยดังขึ้นเป็นระยะ“พี่ใหญ่! รอข้าด้วย!”เสียงใสของเด็กหญิงตัวเล็กวิ่งตามพี่ชายที่ถือกิ่งไม้ทำเป็นกระบี่เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้…มีชีวิตชีวาจวนกวนในวันนี้ไม่ใช่จวนที่เงียบเหงา ไม่ใช่จวนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามอีกต่อไปแต่เป็นบ้านภายในเรือนใหญ่แสงเทียนส่องกระทบโต๊ะไม้ยาว เงาของหญิงสาวสะท้อนลงบนพื้นอย่างเงียบงันหลินหว่านหนิงนั่งอยู่ตรงนั้นมือเรียวขาวของนางคลี่สมุดบัญชีเก่าตัวอักษรเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ตัวเลขมากมายที่เคยเป็นสิ่งเดียวที่นางยึดมั่นแต่วันนี้…สายตาของนางกลับไม่ได้จดจ่อกับมันปลายนิ้วหยุดนิ่งอยู่บนหน้ากระดาษราวกับความคิดล่องลอยไปไกลกว่านั้นไกล…จนย้อนกลับไปในอดีต“ยังคิดอะไรอยู่อีก”
บทที่ 34กวนตงจี้มองสีหน้าของหญิงสาวที่ยังคงมีเงาความกังวลหลงเหลืออยู่ในแววตา เขาจึงถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน ราวกับต้องการตัดทุกความลังเลของนางให้ขาดสิ้น“หว่านหนิง…บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ ข้าไม่ใช่คนโง่ที่จะมองคนไม่ออก” น้ำเสียงเขาไม่ได้แข็งกร้าว แต่มั่นคงอย่างยิ่ง “ข้ายอมนางถึงสามส่วนเพราะนางเป็นบุตรีของผู้มีพระคุณ แต่เมื่อเกินขอบเขต…ก็ต้องจัดการ”หว่านหนิงเงยหน้ามองเขาอย่างนิ่งงันคำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นเสียจนไม่อาจโต้แย้งได้“แสดงว่าท่านรู้มาตลอด…” นางเอ่ยเบา ๆ“แน่นอน” กวนตงจี้ตอบโดยไม่ลังเล “เพราะเรื่องของเจ้า ข้าใส่ใจเสมอ”คำตอบนั้นทำให้หัวใจของหว่านหนิงสะดุดราวกับมีบางอย่างกระทบลงในส่วนลึกที่นางพยายามปิดเอาไว้“แต่มันก็แค่สัญญาแต่ง…” นางพยายามเอ่ยออกไปให้เสียงเรียบทว่าไม่ทันจบประโยค ชายหนุ่มก็ยื่นมือเข้ามาดึงนางเข้าไปในอ้อมกอดแรงกอดนั้นไม่รุนแรง…แต่มั่นคงมั่นคงจนยากจะดิ้นหลุด“หากวันนั้นมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจริง” เสียงเขาแผ่วลงข้างหู “ข้าคงฉีกมันทิ้งไปตั้งนานแล้ว”หว่านหนิงชะงัก“เจ้านี่ฉลาดทุกเรื่อง” เขาเอ่ยต่อพร้อมเสียงหัวเราะแผ่ว “แต่เรื่องนี้กลับ







