เข้าสู่ระบบบทที่ 8
ท่านยายของหว่านหนิง…ไม่เคยเร่งร้อนไม่ใช่เพราะสอนช้าแต่เพราะไม่อยากเร่งให้จบ
ยิ่งวันเวลาผ่านไป
หลานสาวคนนี้ก็ยิ่งอยู่ข้างกายนางนานขึ้นและสำหรับหญิงชราผู้ต้องดูแลจวนเพียงลำพัง ความเงียบเหงานั้น
หนักหนาเกินไปนัก
“เรียนรู้เร็วจริง ๆ…” เสียงของท่านยายเอ่ยอย่างพึงพอใจ “หลานรักของยาย”
สายตามองหว่านหนิงอย่างเอ็นดู
“หากแม่ของเจ้าทำได้เช่นนี้ก็คงดี”
หว่านหนิงยิ้ม ยิ้มอ่อนโยน แต่แฝงอะไรบางอย่างไว้ลึก ๆ
“ท่านแม่ไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอกเจ้าค่ะ” นางเอียงศีรษะเล็กน้อย “หากท่านยายจะยกร้านเหล่านี้…ยกให้หลานจะดีกว่า”
คำพูดนั้นทำให้หญิงชราหัวเราะออกมา
“ยังไม่ทันไรก็งกเสียแล้วหรือ หนิงหนิง”
หว่านหนิงหัวเราะเบา ๆ “ท่านยายเคยบอก…งกแล้วจะร่ำรวยไม่ใช่หรือเจ้าคะ ข้าก็อยากร่ำรวย”
คำตอบนั้นแสนจะตรงไปตรงมาแต่ก็ทำให้ผู้ฟังเอ็นดูยิ่งขึ้น
วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบงันหว่านหนิงใช้ทุกช่วงเวลาเรียนรู้และเก็บเกี่ยว ในสิ่งที่ชาติก่อนไม่เคยได้สัมผัส
กิจการของท่านยายมากมายและลึกซึ้งมากกว่าที่มารดาของนางเคยรู้
ในชาติก่อนเมื่อท่านตาจากไป
ทุกอย่างไม่ถูกจัดการให้เรียบร้อย บางส่วนกลายเป็นของส่วนรวม บางส่วนสูญหายไปกับกาลเวลา
แต่ชาตินี้หว่านหนิงเห็นและเข้าใจทุกจุด ทุกช่องโหว่ ทุกโอกาส
“หว่านหนิง…”
เสียงท่านยายดังขึ้นอีกครั้ง “แม่เจ้าที่อยู่จวนหลินถูกพวกเขารังเกียจหรือไม่”
คำถามนั้นนุ่มนวลแต่แฝงความกังวล
“เพราะยาย…ก็เป็นเพียงสามัญชน”
หว่านหนิงส่ายหน้าแต่ในใจ…กลับยิ้ม
โอกาสมาถึงแล้ว
“ท่านแม่ไม่โดนรังเกียจหรอกเจ้าค่ะ…”นางหยุดเล็กน้อยก่อนจะก้มหน้า “เป็นข้าต่างหาก”
น้ำเสียงนั้นสั่นไหวดวงตาเอ่อคลอ เหมือนเด็กหญิงที่ไม่เข้าใจโลก
หว่านหนิงเล่า บางส่วน ของความจริง เลือกเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรสาวคนแรก และความไม่พอใจ
แต่นางไม่พูดทั้งหมด
ไม่พูดถึงการถูกกักขัง
ไม่พูดถึงการห้ามแต่งงาน
เพราะเรื่องนั้นนางจะจัดการเอง
สิ่งที่นางต้องการจากท่านยายไม่ใช่ความสงสาร แต่คือความมั่นคงและกำลัง
“หมายความว่าอย่างไร…”เสียงของท่านยายเริ่มเข้มขึ้น“ที่ว่าเจ้าเป็นหลานคนแรกแล้วไม่ดีหลานชายหรือหลานสาวก็ล้วนเป็นหลาน!”
หว่านหนิงเงยหน้าแสร้งทำสีหน้าไม่เข้าใจ
“ข้าเอง…ก็ไม่เข้าใจเจ้าค่ะ ได้ยินบ่าวในเรือนพูด…ข้ากังวลไม่กล้าถามใคร…ท่านยาย” นางจับมืออีกฝ่ายเบา ๆ “อย่าพูดเรื่องนี้นะเจ้าคะ…ข้าไม่อยากถูกดุ”
ลมหายใจของหญิงชราหนักขึ้น ในดวงตามีทั้งความโกรธและความเจ็บปวด
ตอนแรกนางกังวลเพียงบุตรสาว คิดจะเพิ่มสินเดิมให้ เพื่อให้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสบาย
แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ของทั้งหมดควรเป็นของหลาน
บุตรสาวของนางมีที่ยืนในจวนหลินอยู่แล้ว แต่หว่านหนิงกลับถูกกดทับ เพียงเพราะเกิดเป็นหญิง
“ไม่ต้องห่วง”เสียงของท่านยายหนักแน่น “เจ้าเป็นหลานของยายจะไม่มีใครรังแกเจ้าได้ยายจะไม่ให้เจ้าลำบากเรื่องกินอยู่…ยายจะดูแลเอง”
หว่านหนิงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
สำเร็จ
“ว่าแต่”ท่านยายมองไปด้านหลัง“สาวใช้ที่เจ้าพามาตระกูลหลินเตรียมให้หรือ”
หว่านหนิงส่ายหน้า“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าต้องเดินทางลำพัง…จึงคิดว่ามีคนติดรถมาด้วยจะได้ไม่ถูกมองเสียหาย”
คำตอบนั้นทำให้หญิงชรานิ่งไปก่อนจะถอนหายใจ
“โธ่…หลานยาย แม้แต่เจ้ายังคิดได้ เหตุใดแม่เจ้ากับคนพวกนั้นถึงคิดไม่ได้!”
สายตานางมองหว่านหนิงทั้งรักทั้งสงสาร
นางเองแม้เป็นเพียงสามัญชนแต่ก็เป็นบุตรสาวคหบดี แต่งเข้าตระกูลฟู่
สามีและแม่สามีไม่เคยทำให้นางลำบาก
แม้จะมีคำพูดเหน็บแนมจากผู้อื่นแต่ก็ยังพอทนได้เพราะมีตระกูลหนุนหลัง
แต่หลานสาวคนนี้หากในจวนยังปฏิบัติไม่ดีแล้วข้างนอกเล่า? จะไม่ถูกข่มเหง กลายเป็นตัวตลกของผู้อื่นหรือ?
มือเหี่ยวย่นยกขึ้นตบหลังมือหว่านหนิงเบา ๆ
“จำไว้นะ…ในเมื่อเจ้าเป็นหลานยายเจ้าจะไม่มีวันลำบาก”
คืนนั้นฮูหยินฟู่เปิดหีบทรัพย์
หนึ่ง…
สอง…
สาม…
ของมีค่ามากมายถูกนำออกมาทั้งหมดคือสิ่งที่นางสะสมมาทั้งชีวิต ทั้งจากบิดา ทั้งจากการค้า
นางสั่งพ่อบ้าน
“พรุ่งนี้โอนส่วนหนึ่งให้หลานข้าอย่างไร เด็กผู้หญิงควรมีเงินติดตัว
แม้หว่านหนิงยังไม่ปักปิ่นทรัพย์นั้นก็จะถูกรวมไว้เพิ่มไปกับสินเดิม ในวันที่นางออกเรือน
ส่วนที่เหลือ…
นางเขียนพินัยกรรมยกให้หว่านหนิงอย่างชัดเจน
“ข้าไม่ใช่มองไม่ออกว่าเด็กคนนี้ไม่ได้รับความรัก”
ทุกครั้งที่ไปเยี่ยมนางเห็นแต่ไม่เคยคิดว่าจะเลวร้ายถึงเพียงนี้
บุตรสาวของนางได้รับสินเดิมมากพอแล้ว แต่ไม่เคยดูแล
สุดท้ายต้องให้มารดาคนนี้ ส่งคนไปจัดการแทน แต่เงินกลับไหลเข้าจวนหลิน
หลายปีแล้วที่เป็นเช่นนี้
จนสองปีก่อนนางคิดว่าลูกโตแล้วจึงส่งกิจการคืนหวังให้ดูแลเอง แต่กลับแย่ลงและตอนนี้ ยังส่งหลานสาวคนโตมาเรียน
“พวกเขาคิดอะไรกันอยู่”เสียงของหญิงชราหนักแน่น
“ให้หลานคนโตมาเรียนหรือจะให้กิจการนี้…เป็นสินเดิมของนาง?”
นางหรี่ตา“หรือ…ตั้งใจให้หลานทำงานให้ไปตลอดชีวิต”ลมหายใจหนักขึ้น“เห็นแก่ตัว ช่างเห็นแก่ตัว!”
แม้ยังไม่แน่ใจแต่ด้วยประสบการณ์นางมองออก แผนตื้นเขินนั้นและหากต้องการพิสูจน์ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธี
สายตาของท่านยายค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากความอ่อนโยนกลายเป็นความคม
ในขณะที่หว่านหนิงก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม
ทุกอย่าง…กำลังเป็นไปตามที่ข้าต้องการ
ตอนพิเศษ 5 ยามค่ำของจวนกวน…สงบกว่ายามใดในวันหิมะไม่ได้ตกแต่ความเย็นยังคงแผ่วเบาอยู่ในอากาศ ราวกับเป็นลมหายใจของผืนแผ่นดินทางเหนือที่ไม่เคยหลับใหลแสงไฟจากโคมแดงแขวนเรียงรายตามชายคาสะท้อนกับพื้นหินอ่อนเป็นเงาไหวระยิบเงียบงาม…และอบอุ่น เสียงลมหอบบาง ๆ พัดผ่านพาเอากลิ่นไม้แห้งจากเตาไฟลอยมาตามทางภายในเรือนใหญ่ เด็ก ๆ หลับกันหมดแล้วบุตรชายคนโตนอนขดตัวอยู่กับกระบี่ไม้ที่ยังไม่ยอมวาง บุตรชายคนรองกับบุตรสาวฝาแฝดหลับสนิท โดยมีสมุดบัญชีและพู่กันกระจัดกระจายอยู่ข้างตัวส่วนเจ้าตัวเล็ก…ยังคงกำกระบี่เล่มเล็กไว้แน่นแม้ยามหลับหว่านหนิงมองภาพนั้นก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ“เหมือนพ่อไม่มีผิด…”คำพูดพึมพำของนางแฝงทั้งความเอ็นดูและความเหนื่อยใจ“เจ้าหมายถึงใคร”เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลังไม่ต้องหันไปมอง…นางก็รู้ว่าเป็นผู้ใดกวนตงจี้เดินเข้ามาในชุดเรียบง่าย ไม่ใช่เกราะ ไม่ใช่ชุดแม่ทัพแต่เป็นเพียงบุรุษคนหนึ่ง…ที่กลับบ้านหว่านหนิงยิ้มบางก่อนจะลุกออกมาจากห้องเด็กเดินออกไปยังลานเรือนท้องฟ้ายามค่ำเปิดกว้างดวงดาวกระจายเต็มฟากฟ้างดงามจนราวกับภาพวาดนางนั่งลงบนม้านั่งไม้เงยหน้ามองขึ้นไป กวนตงจี้เดินตามมาก่อนจะน
ตอนพิเศษ 4 เมืองหลวงในฤดูใบไม้ร่วง…ไม่หนาวจัดเช่นทางเหนือแต่ลมที่พัดผ่านกลับเย็นลึกกว่าที่เคยถนนสายหลักยังคงคึกคัก ผู้คนเดินสวนกันไปมาไม่ขาดสายเสียงพ่อค้าแม่ขายเรียกลูกค้า เสียงเกวียนเคลื่อนผ่าน เสียงหัวเราะ เสียงต่อรองทุกอย่าง…ยังเหมือนเดิมแต่ก็ไม่เหมือนเดิมหลินหว่านหนิงยืนอยู่ริมถนนสายหนึ่งสายตาของนางทอดมองไปยังร้านค้าหลังเก่าป้ายไม้ใหม่ถูกแขวนไว้เหนือประตู ตัวอักษรสลักคมชัด สะอาดตา สีของมันยังสดใหม่ ต่างจากความทรุดโทรมในความทรงจำกิจการที่เคยถูกปล่อยร้างกลับมามีชีวิตอีกครั้ง“ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่เข้าไป”เสียงของไป๋เหอดังขึ้นข้างกายยังคงนิ่ง เรียบ และตรงไปตรงมาตามนิสัยหว่านหนิงไม่ได้ตอบทันที นางเพียงมอง…มองผ่านประตูบานนั้น มองเข้าไปในความวุ่นวายของลูกค้า คนงาน และเสียงเงินกระทบกันเบา ๆ“ไม่จำเป็น”คำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นไป๋เหอไม่พูดอะไรต่อเพราะนางรู้ดี…ว่าคำว่าไม่จำเป็นของหว่านหนิงไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่เพราะ ไม่มีความหมายลมพัดผ่านอีกระลอกชายกระโปรงของหว่านหนิงพลิ้วไหวเบา ๆ นางเคยยืนอยู่ตรงนี้แต่ในตอนนั้น…ไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือ ไม่มีอำนาจ ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีแม้แต่เสียงของตน
ตอนพิเศษ 3 แสงอรุณสาดส่องผ่านม่านบางหิมะที่เคยขาวโพลนเมื่อคืนเริ่มละลายเป็นหยดน้ำใสลานกว้างของจวนกวนในยามเช้าดูสงบ…ราวกับโลกเพิ่งตื่นแต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน“หยุดนะ!”เสียงของหลินหว่านหนิงดังลั่นเรือนความสงบแตกสลายทันทีเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งตึงตังไปทั่วเสียงหัวเราะ เสียงโวยวาย เสียงเถียงกันดังระงมภายในเรือนใหญ่ที่ควรจะเป็นที่อ่านหนังสืออย่างสงบกลับกลายเป็นสนามรบย่อม ๆเด็กสี่คนวิ่งกันวุ่นวายคนหนึ่งถือกระบี่ไม้แกว่งไปมาอย่างมั่นใจ ราวกับกำลังอยู่ในสนามประลองอีกคน…ถือสมุดบัญชีเปิดไปเปิดมา พยายามหลบอีกฝ่ายที่ไล่ตามอีกคนปีนขึ้นไปบนโต๊ะไม่รู้ว่าจะหนีหรือจะโจมตีและคนสุดท้ายกำลังนั่งกัดขนมก่อนจะโยนใส่พี่ของตนอย่างแม่นยำ“พวกเจ้าทำอะไรกัน!”หว่านหนิงยืนอยู่กลางห้องสีหน้าเคร่งเครียด มือหนึ่งกุมขมับ นี่ไม่ใช่สนามรบแต่กลับ…น่าปวดหัวกว่านั้นหลายเท่าน้องเริ่มก่อน!”“ไม่ใช่!”“พี่โกหก!”“ข้าไม่ได้โกหก!”เสียงเถียงกันทับซ้อนไม่มีใครยอมใครหว่านหนิงสูดหายใจลึก นางเคยต่อรองกับพ่อค้าเคยเจรจากับขุนนางเคยคุมกิจการนับสิบแห่งแต่…ไม่มีสิ่งใดยากเท่าการจัดการลูกทั้งสี่เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ
ตอนพิเศษ 2เสียงลมหนาวพัดผ่านชายคาเรือนหิมะตกบางเบา ราวกับฟ้ากำลังกล่อมโลกให้หลับใหลแต่ภายในจวนกวน…กลับไม่มีใครหลับแสงตะเกียงถูกจุดขึ้นทั่วเรือนเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ดังระงมไปทั่วทางเดินทุกคนเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบ ราวกับกำลังเผชิญศึกใหญ่และในเรือนด้านในสุดเสียงร้องของทารก…ดังขึ้น แหลมเล็ก แต่ชัดเจน ราวกับประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว“คลอดแล้ว! คลอดแล้ว!”เสียงของแม่นมดังลั่น บ่าวไพร่ทั้งจวนแทบจะพร้อมใจกันถอนหายใจ แต่คนที่ยังไม่อาจผ่อนคลายได้…ยังคงยืนอยู่หน้าประตูห้องคลอดกวนตงจี้ แม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นเกรงศัตรูผู้เคยยืนอยู่ท่ามกลางคมดาบและลูกธนูโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาแต่บัดนี้ มือของเขาที่เคยมั่นคง กลับสั่นเล็กน้อย“แม่ทัพ…ท่านไม่ต้องกังวล”พ่อบ้านเอ่ยอย่างระมัดระวัง“ข้าไม่ได้กังวล”คำตอบนั้นมาเร็วเกินไปเร็วเสียจนคนฟังแทบไม่กล้าพยักหน้า“แต่…ท่านเดินวนมาหนึ่งชั่วยามแล้วขอรับ”กวนตงจี้หยุดฝีเท้าเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ“ข้ากำลังคิดกลยุทธ์”พ่อบ้านเงียบบ่าวไพร่เงียบไม่มีใครกล้าเถียงเพราะแม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่กลยุทธ์ใด ๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักแม่ทั
ตอนพิเศษ 1หิมะโปรยลงบางเบา ราวกับขนนกสีขาวที่ปลิวผ่านฟากฟ้าอย่างไร้จุดหมาย ต่างจากวันพายุหิมะที่เคยโหมกระหน่ำจนแทบกลืนกินทั้งจวนกวนในความทรงจำของใครหลายคน ครั้งนั้นความหนาวเย็นเหมือนคมมีดแต่คืนนี้…กลับนุ่มนวลราวกับอ้อมกอดลานกว้างของจวนกวนเงียบสงบหิมะเกาะบางอยู่บนกิ่งสน เสียงลมพัดเบา ๆ พาเอาความเย็นผ่านไปอย่างไม่อาจทำอันตรายสิ่งใดได้อีก เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยดังขึ้นเป็นระยะ“พี่ใหญ่! รอข้าด้วย!”เสียงใสของเด็กหญิงตัวเล็กวิ่งตามพี่ชายที่ถือกิ่งไม้ทำเป็นกระบี่เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้…มีชีวิตชีวาจวนกวนในวันนี้ไม่ใช่จวนที่เงียบเหงา ไม่ใช่จวนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามอีกต่อไปแต่เป็นบ้านภายในเรือนใหญ่แสงเทียนส่องกระทบโต๊ะไม้ยาว เงาของหญิงสาวสะท้อนลงบนพื้นอย่างเงียบงันหลินหว่านหนิงนั่งอยู่ตรงนั้นมือเรียวขาวของนางคลี่สมุดบัญชีเก่าตัวอักษรเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ตัวเลขมากมายที่เคยเป็นสิ่งเดียวที่นางยึดมั่นแต่วันนี้…สายตาของนางกลับไม่ได้จดจ่อกับมันปลายนิ้วหยุดนิ่งอยู่บนหน้ากระดาษราวกับความคิดล่องลอยไปไกลกว่านั้นไกล…จนย้อนกลับไปในอดีต“ยังคิดอะไรอยู่อีก”
บทที่ 34กวนตงจี้มองสีหน้าของหญิงสาวที่ยังคงมีเงาความกังวลหลงเหลืออยู่ในแววตา เขาจึงถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน ราวกับต้องการตัดทุกความลังเลของนางให้ขาดสิ้น“หว่านหนิง…บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ ข้าไม่ใช่คนโง่ที่จะมองคนไม่ออก” น้ำเสียงเขาไม่ได้แข็งกร้าว แต่มั่นคงอย่างยิ่ง “ข้ายอมนางถึงสามส่วนเพราะนางเป็นบุตรีของผู้มีพระคุณ แต่เมื่อเกินขอบเขต…ก็ต้องจัดการ”หว่านหนิงเงยหน้ามองเขาอย่างนิ่งงันคำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นเสียจนไม่อาจโต้แย้งได้“แสดงว่าท่านรู้มาตลอด…” นางเอ่ยเบา ๆ“แน่นอน” กวนตงจี้ตอบโดยไม่ลังเล “เพราะเรื่องของเจ้า ข้าใส่ใจเสมอ”คำตอบนั้นทำให้หัวใจของหว่านหนิงสะดุดราวกับมีบางอย่างกระทบลงในส่วนลึกที่นางพยายามปิดเอาไว้“แต่มันก็แค่สัญญาแต่ง…” นางพยายามเอ่ยออกไปให้เสียงเรียบทว่าไม่ทันจบประโยค ชายหนุ่มก็ยื่นมือเข้ามาดึงนางเข้าไปในอ้อมกอดแรงกอดนั้นไม่รุนแรง…แต่มั่นคงมั่นคงจนยากจะดิ้นหลุด“หากวันนั้นมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจริง” เสียงเขาแผ่วลงข้างหู “ข้าคงฉีกมันทิ้งไปตั้งนานแล้ว”หว่านหนิงชะงัก“เจ้านี่ฉลาดทุกเรื่อง” เขาเอ่ยต่อพร้อมเสียงหัวเราะแผ่ว “แต่เรื่องนี้กลับ







