LOGINบทที่ 9
“หว่านหนิงจะกลับมาเมื่อไร…” เสียงของหญิงชราแห่งจวนหลินแฝงความหงุดหงิดมากกว่าความคิดถึง นิ้วเหี่ยวย่นเคาะโต๊ะไม้เบา ๆ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย ความกังวลในใจ ไม่ได้มาจากหลานสาว
แต่คือเงิน
เงินจากกิจการสินเดิมของสะใภ้
ที่เคยไหลเข้าจวนอย่างสม่ำเสมอ
บัดนี้…เริ่มสะดุด
ไม่เพียงไม่งอกเงยแต่ยังเหมือนจะฝืดเคืองหากปล่อยไว้นานอาจถึงขั้นขาดทุนและหากเป็นเช่นนั้นปัญหาใหญ่จะตามมา
นางจึงคิดถึงชื่อหนึ่งขึ้นมา
หว่านหนิง
เด็กสาวที่เคยจัดการทุกอย่างอย่างไร้ที่ติหากเรียกนางกลับมาอย่างน้อยก็ยังช่วยจัดการได้
หรือไม่…ยายของนางอาจจะยื่นมือเข้าช่วย
“ถ้าท่านแม่เป็นห่วง…”เสียงของบุตรชายดังขึ้นเรียบเฉย“ก็เขียนจดหมายไปถาม…หรือส่งคนไปตามสิขอรับ”
เขาอุ้มบุตรชายตัวน้อยที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ในลานหัวเราะเบา ๆ อย่างอารมณ์ดีราวกับเรื่องนี้ไม่สำคัญ
ในลานบ้านเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆคุณชายคุณหนูทั้งสี่อายุไล่เลี่ยกัน
สิบสองปีเป็นพี่ใหญ่ ห่างกันปีสองปีตามลำดับ
สองชาย สองหญิง
ครอบครัวสมบูรณ์แบบ
อย่างน้อย…ก็ดูเหมือน
เพราะในภาพนั้นไม่มีหลินหว่านหนิง
และความจริงก็คือพวกเขาเกือบลืมนางไปแล้วหากไม่ใช่เพราะเงินเริ่มขาดมือ
“ไม่ให้เมียเราเขียนล่ะ…”หญิงชราเอ่ยต่อน้ำเสียงเริ่มมีตำหนิ“เขียนถามแม่ของตัวเองน่าจะง่ายกว่า”
บุตรชายชะงักเล็กน้อยก่อนจะส่ายหน้า
“ท่านแม่…อย่ารบกวนนางเลยอะไรทำได้ก็ทำเองบ้าง”
คำตอบนั้นทำให้ผู้เป็นแม่ถอนหายใจยาว
“เมียเจ้าก็ไม่ทำอะไร…แม่ก็ไม่เคยว่าแค่เขียนจดหมายยังทำไม่ได้อีกหรือ”
บุตรชายหัวเราะเบา ๆ เหมือนฟังเรื่องขบขัน
“ท่านแม่ไม่เห็นหรือเช้านางดูแลลูกกลางวันก็ดูแลลูก เย็นก็ดูแลข้า บางวันยังต้องมาดูแลท่านอีก นางไม่ได้ไม่ทำอะไรนะ”
คำว่าดูแลที่เขาใช้ช่างฟังดูงดงามแต่ในสายตาของแม่มันกลับว่างเปล่าเพราะความจริงคือ…
ลูก ๆ มีแม่นมดู สาวใช้คอยรับใช้
ส่วนแม่สามี…เพียงแค่มาทักทายแล้วก็จากไปแม้แต่น้ำรังนกสักถ้วยก็ไม่เคยยกมาให้ไม่เหมือนหว่านหนิง
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาเงียบ ๆ โดยไม่ต้องเอ่ยออกไป
“เจ้าหลงภรรยาเกินไปแล้ว…”หญิงชรากล่าวเสียงเข้ม“หากเป็นเช่นนี้จะเสียการปกครอง”
บุตรชายยิ้มแต่สายตาจริงจังขึ้น
“ท่านแม่เราคุยกันแล้วตั้งแต่ตอนแต่งนางมีทั้งเงินทั้งฐานะมารดาของนางก็ช่วยข้าได้ท่านจะให้ข้ากล้าสั่งนางหรือ”
เขาหัวเราะเบา ๆ “ถ้านางโมโหแล้ววันหนึ่งข้าต้องการความช่วยเหลือแต่นางไม่ช่วยมารดาของนางไม่ช่วยข้าจะทำเช่นไร”
คำพูดนั้น…ชัดเจนและเย็นชา
“ข้ารู้แล้ว…”หญิงชราตัดบท“ข้าจะเขียนเองพวกเจ้าไม่ช่วยอะไรเลย”
บุตรชายขยับเข้ามาใกล้ยิ้มบาง
“ข้าช่วยแล้วนะ…ตอนที่ข้าหาสะใภ้คนนี้มาให้ไม่เช่นนั้นท่านจะมีกินมีใช้เช่นนี้หรือ”
คำพูดนั้นแทงใจ
“นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าควรพูด!”
“เช่นนั้น…”เขาตอบกลับทันที “ท่านก็ไม่ควรบีบคั้นพวกเราหากต้องการอะไร…ก็ไปหว่านล้อมหว่านหนิงให้นางพูดกับยายของนาง เพราะนางคือหลานรัก”
“คุณหนูใหญ่มีพรสวรรค์จริง ๆ…” เสียงหลงจู๊เอ่ยขึ้นด้วยความชื่นชม “กิจการผ้าไหมสองเดือนนี้กำไรเพิ่มขึ้นมาก”
ฮูหยินฟู่เลิกคิ้วมองเขานิ่ง ๆ
“จะบอกว่าที่ผ่านมาข้าดูแลไม่ดีหรือ”
“ไม่ใช่เลยขอรับ!”เขารีบโค้ง
“เพียงแต่คุณหนูมีความคิดใหม่ หากซื้อผ้าแล้วตัดเย็บหรือปักกับร้านของเราจะได้ส่วนลด”
หว่านหนิงยิ้มนิ่งไม่พูดอะไรเพราะสิ่งที่นางทำง่ายมากเพียงให้หลงจู๊ประกาศให้ชัดเจนติดป้ายบอกราคา เชื่อมกิจการเข้าด้วยกัน
สิ่งที่มีอยู่แล้วแต่ไม่เคยใช้ให้เต็มที่
ผลลัพธ์คือ…ทุกอย่างดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“อย่างที่ยายสัญญา…”ฮูหยินฟู่กล่าว“กำไรที่เพิ่มเป็นของเจ้าทั้งหมด”
หว่านหนิงรับตั๋วเงินแยกส่วนก่อนส่งคืน“ฝากแจกคนในร้านด้วยนะ”
คำพูดนั้นทำให้หญิงชรายิ้ม ซื้อใจคนยากที่สุดแต่หลานคนนี้เข้าใจ
เพียงแต่…สายตานางเหลือบไปยังหญิงสาวอีกคน ที่ยืนเงียบงัน
ใบ้ ในสายตาคนอื่น
แต่ในสายตาหว่านหนิงมีค่า
“นี่ของเจ้า”หว่านหนิงยื่นเงินให้
หญิงสาวรับแต่ยังคง…ไม่พูด
เมื่อกลับถึงจวนพ่อบ้านนำจดหมายมาให้ จากตระกูลหลิน หว่านหนิงรับสีหน้าเปลี่ยนอย่างจงใจจนท่านยายสังเกตเห็น
“มีอะไรหรือลูก”ก่อนจะมองจดหมายนางก็เข้าใจ“เปิดอ่านให้ยายฟัง ไม่ต้องกังวลหากเจ้าไม่อยากกลับยายมีวิธี”
หว่านหนิงพยักหน้า
ในใจ…เย็นเยียบ
ชาติก่อนนางเคยอยากกลับเพราะเป็นห่วงเพราะคิดถึง แต่ชาตินี้…ไม่มีอีกแล้ว
งานปักปิ่นข้าจะทำที่นี่ เมืองลั่ว ไม่กลับเมืองหลวงไปให้เสียเวลาและที่สำคัญ
ข้าอยากอยู่…กับคนที่รักข้าจริง ๆ
เมื่อเปิดจดหมายทุกอย่างเป็นไปตามคาด
ท่านย่าอ้างว่าป่วย ทั้งนาง ทั้งมารดาของหว่านหนิง อ้างว่ากิจการไม่มีคนดู ตัวเลขผิดเพี้ยนต้องการคนกลับไปตรวจสอบและแม้จะเขียน
คำว่าคิดถึง เป็นห่วง
มากเพียงใด สุดท้าย…ก็วนกลับไปที่เงินทองกำไร
หว่านหนิงหัวเราะเบา ๆในใจ
“พวกนั้นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยสักนิด”
ตอนพิเศษ 5 ยามค่ำของจวนกวน…สงบกว่ายามใดในวันหิมะไม่ได้ตกแต่ความเย็นยังคงแผ่วเบาอยู่ในอากาศ ราวกับเป็นลมหายใจของผืนแผ่นดินทางเหนือที่ไม่เคยหลับใหลแสงไฟจากโคมแดงแขวนเรียงรายตามชายคาสะท้อนกับพื้นหินอ่อนเป็นเงาไหวระยิบเงียบงาม…และอบอุ่น เสียงลมหอบบาง ๆ พัดผ่านพาเอากลิ่นไม้แห้งจากเตาไฟลอยมาตามทางภายในเรือนใหญ่ เด็ก ๆ หลับกันหมดแล้วบุตรชายคนโตนอนขดตัวอยู่กับกระบี่ไม้ที่ยังไม่ยอมวาง บุตรชายคนรองกับบุตรสาวฝาแฝดหลับสนิท โดยมีสมุดบัญชีและพู่กันกระจัดกระจายอยู่ข้างตัวส่วนเจ้าตัวเล็ก…ยังคงกำกระบี่เล่มเล็กไว้แน่นแม้ยามหลับหว่านหนิงมองภาพนั้นก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ“เหมือนพ่อไม่มีผิด…”คำพูดพึมพำของนางแฝงทั้งความเอ็นดูและความเหนื่อยใจ“เจ้าหมายถึงใคร”เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นด้านหลังไม่ต้องหันไปมอง…นางก็รู้ว่าเป็นผู้ใดกวนตงจี้เดินเข้ามาในชุดเรียบง่าย ไม่ใช่เกราะ ไม่ใช่ชุดแม่ทัพแต่เป็นเพียงบุรุษคนหนึ่ง…ที่กลับบ้านหว่านหนิงยิ้มบางก่อนจะลุกออกมาจากห้องเด็กเดินออกไปยังลานเรือนท้องฟ้ายามค่ำเปิดกว้างดวงดาวกระจายเต็มฟากฟ้างดงามจนราวกับภาพวาดนางนั่งลงบนม้านั่งไม้เงยหน้ามองขึ้นไป กวนตงจี้เดินตามมาก่อนจะน
ตอนพิเศษ 4 เมืองหลวงในฤดูใบไม้ร่วง…ไม่หนาวจัดเช่นทางเหนือแต่ลมที่พัดผ่านกลับเย็นลึกกว่าที่เคยถนนสายหลักยังคงคึกคัก ผู้คนเดินสวนกันไปมาไม่ขาดสายเสียงพ่อค้าแม่ขายเรียกลูกค้า เสียงเกวียนเคลื่อนผ่าน เสียงหัวเราะ เสียงต่อรองทุกอย่าง…ยังเหมือนเดิมแต่ก็ไม่เหมือนเดิมหลินหว่านหนิงยืนอยู่ริมถนนสายหนึ่งสายตาของนางทอดมองไปยังร้านค้าหลังเก่าป้ายไม้ใหม่ถูกแขวนไว้เหนือประตู ตัวอักษรสลักคมชัด สะอาดตา สีของมันยังสดใหม่ ต่างจากความทรุดโทรมในความทรงจำกิจการที่เคยถูกปล่อยร้างกลับมามีชีวิตอีกครั้ง“ท่านแน่ใจหรือว่าจะไม่เข้าไป”เสียงของไป๋เหอดังขึ้นข้างกายยังคงนิ่ง เรียบ และตรงไปตรงมาตามนิสัยหว่านหนิงไม่ได้ตอบทันที นางเพียงมอง…มองผ่านประตูบานนั้น มองเข้าไปในความวุ่นวายของลูกค้า คนงาน และเสียงเงินกระทบกันเบา ๆ“ไม่จำเป็น”คำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นไป๋เหอไม่พูดอะไรต่อเพราะนางรู้ดี…ว่าคำว่าไม่จำเป็นของหว่านหนิงไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่เพราะ ไม่มีความหมายลมพัดผ่านอีกระลอกชายกระโปรงของหว่านหนิงพลิ้วไหวเบา ๆ นางเคยยืนอยู่ตรงนี้แต่ในตอนนั้น…ไม่มีสิ่งใดอยู่ในมือ ไม่มีอำนาจ ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีแม้แต่เสียงของตน
ตอนพิเศษ 3 แสงอรุณสาดส่องผ่านม่านบางหิมะที่เคยขาวโพลนเมื่อคืนเริ่มละลายเป็นหยดน้ำใสลานกว้างของจวนกวนในยามเช้าดูสงบ…ราวกับโลกเพิ่งตื่นแต่ความสงบนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน“หยุดนะ!”เสียงของหลินหว่านหนิงดังลั่นเรือนความสงบแตกสลายทันทีเสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งตึงตังไปทั่วเสียงหัวเราะ เสียงโวยวาย เสียงเถียงกันดังระงมภายในเรือนใหญ่ที่ควรจะเป็นที่อ่านหนังสืออย่างสงบกลับกลายเป็นสนามรบย่อม ๆเด็กสี่คนวิ่งกันวุ่นวายคนหนึ่งถือกระบี่ไม้แกว่งไปมาอย่างมั่นใจ ราวกับกำลังอยู่ในสนามประลองอีกคน…ถือสมุดบัญชีเปิดไปเปิดมา พยายามหลบอีกฝ่ายที่ไล่ตามอีกคนปีนขึ้นไปบนโต๊ะไม่รู้ว่าจะหนีหรือจะโจมตีและคนสุดท้ายกำลังนั่งกัดขนมก่อนจะโยนใส่พี่ของตนอย่างแม่นยำ“พวกเจ้าทำอะไรกัน!”หว่านหนิงยืนอยู่กลางห้องสีหน้าเคร่งเครียด มือหนึ่งกุมขมับ นี่ไม่ใช่สนามรบแต่กลับ…น่าปวดหัวกว่านั้นหลายเท่าน้องเริ่มก่อน!”“ไม่ใช่!”“พี่โกหก!”“ข้าไม่ได้โกหก!”เสียงเถียงกันทับซ้อนไม่มีใครยอมใครหว่านหนิงสูดหายใจลึก นางเคยต่อรองกับพ่อค้าเคยเจรจากับขุนนางเคยคุมกิจการนับสิบแห่งแต่…ไม่มีสิ่งใดยากเท่าการจัดการลูกทั้งสี่เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ
ตอนพิเศษ 2เสียงลมหนาวพัดผ่านชายคาเรือนหิมะตกบางเบา ราวกับฟ้ากำลังกล่อมโลกให้หลับใหลแต่ภายในจวนกวน…กลับไม่มีใครหลับแสงตะเกียงถูกจุดขึ้นทั่วเรือนเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่ดังระงมไปทั่วทางเดินทุกคนเคลื่อนไหวอย่างเร่งรีบ ราวกับกำลังเผชิญศึกใหญ่และในเรือนด้านในสุดเสียงร้องของทารก…ดังขึ้น แหลมเล็ก แต่ชัดเจน ราวกับประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว“คลอดแล้ว! คลอดแล้ว!”เสียงของแม่นมดังลั่น บ่าวไพร่ทั้งจวนแทบจะพร้อมใจกันถอนหายใจ แต่คนที่ยังไม่อาจผ่อนคลายได้…ยังคงยืนอยู่หน้าประตูห้องคลอดกวนตงจี้ แม่ทัพผู้ไม่เคยหวั่นเกรงศัตรูผู้เคยยืนอยู่ท่ามกลางคมดาบและลูกธนูโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตาแต่บัดนี้ มือของเขาที่เคยมั่นคง กลับสั่นเล็กน้อย“แม่ทัพ…ท่านไม่ต้องกังวล”พ่อบ้านเอ่ยอย่างระมัดระวัง“ข้าไม่ได้กังวล”คำตอบนั้นมาเร็วเกินไปเร็วเสียจนคนฟังแทบไม่กล้าพยักหน้า“แต่…ท่านเดินวนมาหนึ่งชั่วยามแล้วขอรับ”กวนตงจี้หยุดฝีเท้าเขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ“ข้ากำลังคิดกลยุทธ์”พ่อบ้านเงียบบ่าวไพร่เงียบไม่มีใครกล้าเถียงเพราะแม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่กลยุทธ์ใด ๆ แต่ก็ไม่มีใครกล้าทักแม่ทั
ตอนพิเศษ 1หิมะโปรยลงบางเบา ราวกับขนนกสีขาวที่ปลิวผ่านฟากฟ้าอย่างไร้จุดหมาย ต่างจากวันพายุหิมะที่เคยโหมกระหน่ำจนแทบกลืนกินทั้งจวนกวนในความทรงจำของใครหลายคน ครั้งนั้นความหนาวเย็นเหมือนคมมีดแต่คืนนี้…กลับนุ่มนวลราวกับอ้อมกอดลานกว้างของจวนกวนเงียบสงบหิมะเกาะบางอยู่บนกิ่งสน เสียงลมพัดเบา ๆ พาเอาความเย็นผ่านไปอย่างไม่อาจทำอันตรายสิ่งใดได้อีก เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ของเด็กน้อยดังขึ้นเป็นระยะ“พี่ใหญ่! รอข้าด้วย!”เสียงใสของเด็กหญิงตัวเล็กวิ่งตามพี่ชายที่ถือกิ่งไม้ทำเป็นกระบี่เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ทำให้สถานที่แห่งนี้…มีชีวิตชีวาจวนกวนในวันนี้ไม่ใช่จวนที่เงียบเหงา ไม่ใช่จวนที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของสงครามอีกต่อไปแต่เป็นบ้านภายในเรือนใหญ่แสงเทียนส่องกระทบโต๊ะไม้ยาว เงาของหญิงสาวสะท้อนลงบนพื้นอย่างเงียบงันหลินหว่านหนิงนั่งอยู่ตรงนั้นมือเรียวขาวของนางคลี่สมุดบัญชีเก่าตัวอักษรเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ตัวเลขมากมายที่เคยเป็นสิ่งเดียวที่นางยึดมั่นแต่วันนี้…สายตาของนางกลับไม่ได้จดจ่อกับมันปลายนิ้วหยุดนิ่งอยู่บนหน้ากระดาษราวกับความคิดล่องลอยไปไกลกว่านั้นไกล…จนย้อนกลับไปในอดีต“ยังคิดอะไรอยู่อีก”
บทที่ 34กวนตงจี้มองสีหน้าของหญิงสาวที่ยังคงมีเงาความกังวลหลงเหลืออยู่ในแววตา เขาจึงถอนหายใจแผ่วเบา ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างชัดเจน ราวกับต้องการตัดทุกความลังเลของนางให้ขาดสิ้น“หว่านหนิง…บุญคุณก็ส่วนบุญคุณ ข้าไม่ใช่คนโง่ที่จะมองคนไม่ออก” น้ำเสียงเขาไม่ได้แข็งกร้าว แต่มั่นคงอย่างยิ่ง “ข้ายอมนางถึงสามส่วนเพราะนางเป็นบุตรีของผู้มีพระคุณ แต่เมื่อเกินขอบเขต…ก็ต้องจัดการ”หว่านหนิงเงยหน้ามองเขาอย่างนิ่งงันคำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นเสียจนไม่อาจโต้แย้งได้“แสดงว่าท่านรู้มาตลอด…” นางเอ่ยเบา ๆ“แน่นอน” กวนตงจี้ตอบโดยไม่ลังเล “เพราะเรื่องของเจ้า ข้าใส่ใจเสมอ”คำตอบนั้นทำให้หัวใจของหว่านหนิงสะดุดราวกับมีบางอย่างกระทบลงในส่วนลึกที่นางพยายามปิดเอาไว้“แต่มันก็แค่สัญญาแต่ง…” นางพยายามเอ่ยออกไปให้เสียงเรียบทว่าไม่ทันจบประโยค ชายหนุ่มก็ยื่นมือเข้ามาดึงนางเข้าไปในอ้อมกอดแรงกอดนั้นไม่รุนแรง…แต่มั่นคงมั่นคงจนยากจะดิ้นหลุด“หากวันนั้นมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจริง” เสียงเขาแผ่วลงข้างหู “ข้าคงฉีกมันทิ้งไปตั้งนานแล้ว”หว่านหนิงชะงัก“เจ้านี่ฉลาดทุกเรื่อง” เขาเอ่ยต่อพร้อมเสียงหัวเราะแผ่ว “แต่เรื่องนี้กลับ







