Masuk“อนุสกุลหวงท่านแม่ทัพให้หมอหลิวมาตรวจบาดแผลท่านขอรับ” เจียหาวยืนรายงานหน้าเรือน
“เข้ามาเถิด” ลี่เหม่ยดีใจที่ไม่ต้องจ่ายเงินแต่มีหมอมารักษาให้ฟรี
หมอหลิวชายชราอายุหกสิบปีไม่รีรอ รีบดูแผลของนางทันทีเพียงอึดใจเดียวแล้วเสร็จ
“ฮูหยินไม่เป็นอะไรมาก เพียงโดนโบยเนื้อแตก ข้าจะจ่ายยาแก้ปวดและยาสมานแผลให้ หากปวดมากก็ต้มยาดื่มทุกชั่วยามได้” หมอหลิวกล่าวจบก็จัดเทียบยา
“ท่านแม่ทัพยังถือว่ามีน้ำใจ ถึงทำผิดกฎก็ยังให้หมอมารักษาให้” ชิงชิงกล่าวชมเจ้าของจวน
“เปล่าหรอก ท่านแม่ทัพบอกเกรงจะเสียเงินพันตำลึงทองโดยไม่เกิดประโยชน์ต่างหาก” หมอหลิวกล่าวจบก็จากไป ไม่สนใบหน้าแข็งค้างของลี่เหม่ยแม้แต่น้อย
“เจ้าเด็กนิสัยไม่ดีนี่ เดี๋ยวแม่จะสั่งสอนเสียให้เข็ด” ลี่เหม่ยก่นด่าเหยาหมิงด้วยความเจ็บใจ
“แล้วยังจะไปข้างนอกหรือไม่เจ้าคะ อาหารในครัวก็...” ชิงชิงมีสีหน้าเป็นกังวล
“ไปสิ แผลแค่นี้เหตุใดจะไม่ไป” ลี่เหม่ยเอ่ยพลางยันกายขึ้น เมื่อก่อนแม้จะป่วยจนไม่มีแรงก็ต้องลุกขึ้นทำงาน ไม่อย่างนั้นก็อดตาย แผลแค่นี้ทั้งยังใส่ยาแล้วนางก็ไม่ต้องกังวลอีก
เรือนไผ่หลิวเหยาหมิงที่แม้บัดนี้ขายังเดินได้ไม่สะดวกแต่ยังคงอ่านรายงานของกองทัพเป็นประจำ
“ท่านแม่ทัพ หมอหลิวกลับไปแล้วขอรับ” เจียหาวรายงานภารกิจให้ผู้เป็นนายรับทราบ
“อือ” เหยาหมิงพยักหน้าตอบ ก่อนจะลังเลแล้วเอ่ยตามต่อ
“นางเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่น่าจะเป็นอะไรมากขอรับ เพราะตอนนี้ออกจากจวนไปแล้ว” องครักษ์หนุ่มรายงาน
ปัง!!
“ไปแล้ว? ถูกโบยจนเนื้อแตกเช่นนั้นยังลุกออกจากเตียงได้ หึ! คุณหนูเก้าตระกูลหวงช่างหนังหนานัก” เหยาหมิงวางรายงานกองทัพลงเสียงดัง
‘อนุสกุลหวงท่าทางจะควบคุมยากกว่าที่คิด’
การค้าในเมืองหลวงครึกครื้นไม่น้อย ลี่เหม่ยที่พึ่งเคยเห็นการค้าขายในอดีตรู้สึกไม่คุ้นชิน ทว่าก็ตื่นตาตื่นใจไม่น้อยช่องทางทำเงินมากมายผุดขึ้นในหัว ข้าวของราคาแสนถูกเมื่อเทียบกับที่นางจากมาทว่าตอนนี้นางกลับไม่มีเงินจะซื้อได้
“คุณหนูจะไปไหนก่อนเจ้าคะ”
“ร้านผ้าเหอฝู”
ท้ายตรอกมีร้านผ้าขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่น พื้นที่ที่กว้างขวางกว่าร้านอื่นหลายห้องทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปยังร้านเหอฝู คนงานชายหลายคนแนะนำผ้าให้กับเหล่าคุณหนู ทำให้ลี่เหม่ยยิ้มกว้าง
‘ผู้ชายไม่เคยปักเย็บเสื้อผ้า จะรู้ดีกว่าผู้หญิงได้ยังไง รอให้ฉันมีร้านก่อนเถอะ แม่จะเปิดโลกให้ดู’ ลี่เหม่ยที่มีเงินเพียงห้าตำลึง คิดอาจหาญเปิดร้านอาภรณ์
“เถ้าแก่ คุณหนูของข้าอยากได้ผ้า” ชิงชิงเข้าไปเจรจากับผู้ดูแลร้านเหอฝู
“คุณหนูเจ้าอยู่ไหน”
“นั่น!” ชิงชิงชี้มายังลี่เหม่ยที่ค่อย ๆ เดินเพราะยังปวดก้นอยู่ ท่าทางการเดินของนางจึงแปลกประหลาดไปกว่าสตรีคนอื่นมาก มือที่จับก้นตลอดเวลา สายตาที่คอยสอดส่ายมองไปทั่ว ขาทั้งสองข้างที่เดินถ่างไม่น่ามอง
“คุณหนูของเจ้า...ป่วยหรือ” ผู้ดูแลท่าทางแปลกใจ
“ท่านไม่ต้องสนหรอก มีผ้าที่ราคาไม่แพงหรือไม่”
“มี ถูกสุดก็พับละ 500 อีแปะ”
“เหตุใดแพงขนาดนี้” ลี่เหม่ยที่ได้ยินบทสนทนากล่าวขึ้น
“คุณหนูท่านนี้ ราคานี้ถูกสุดในเมืองแล้วร้านเราไม่มีแบ่งขายผ้าพับหรอกนะ” ผู้ดูแลมองนางอย่างเย้ยหยัน
ลี่เหม่ยมองหน้าชิงชิงเพื่อขอคำยืนยัน สาวใช้ข้างกายพยักหน้ายืนยันว่าผู้ดูแลร้านพูดจริง
“เช่นนั้นข้าขอซื้อเศษผ้าได้หรือไม่ ร้านพวกเจ้าใหญ่โตเช่นนี้ต้องมีเศษผ้าบ้างล่ะ”
“ท่านจะเอาเศษผ้าไปทำไมกัน?” ผู้ดูแลร้านท่าทางแปลกใจ
“เอาเถอะ! เจ้าไม่ต้องรู้หรอกเศษผ้าเมื่อไม่ได้ใช้ ขายให้ข้าไม่ดีกว่าทิ้งหรือ” ลี่เหม่ยเลิกคิ้วมองผู้ดูแลร้านที่มีท่าทางลังเล
ยามสายตลาดยิ่งคึกคัก ชิงชิงหอบผ้าห่อใหญ่เดินตามหลังเจ้านาย
“คุณหนู เหตุใดซื้อเศษผ้าเล่าเจ้าคะ?”
“หากเจ้ารู้วิธีเศษผ้าพวกนี้ก็จะกลายเป็นตัวทำเงินให้เจ้าได้เช่นกัน อีกทั้งได้มาราคาแค่ 50 อีแปะเท่านั้น” ลี่เหม่ยยิ้มอย่างดีใจ
“เจ้าไปซื้อเนื้อกับข้าวแล้วก็พวกผักเถอะ ข้าเดินไม่ไหวแล้ว”
แม้ลี่เหม่ยจะเคยเจ็บหนักกว่านี้ก็ยังทำงานได้ ทว่าร่างนี้บอบบางเกินไปแล้ว เพียงไม่นานสาวใช้บอบบางก็หอบของมากมายเกินน้ำหนักตัวกลับมา
“คุณหนูได้ครบแล้วเจ้าค่ะ”
“หมดไปเท่าไหร่” ลี่เหม่ยเห็นข้าวของมากมายจึงกังวลเรื่องราคาไม่น้อย
“200 อีแปะ เจ้าค่ะ” ชิงชิงยิ้มภูมิใจ
“เหตุใดได้ราคาถูกนัก”
“ข้าก็ทำเช่นเดียวกับคุณหนูเจ้าค่ะ ต่อรองสินค้าที่ขายไม่ออกของพวกเขา”
“เรียนรู้ได้เร็ว” ลี่เหม่ยลูบหัวสาวใช้พร้อมรอยยิ้มกว้าง
รถม้าหยุดลงหน้าจวน ลี่เหม่ยกับชิงชิงช่วยกันลากข้าวของมากมายเข้าจวนโดยไม่มีบ่าวไพร่คนใดช่วยเหลือ
“ชิงชิง เหตุใดจวนแม่ทัพใหญ่โตไม่มีคนงานเลยหรือ?”
“มีสิเจ้าคะ”
“แล้วทำไมไม่มีใครมาช่วยเรายกของเลยเล่า” ลี่เหม่ยกล่าวพลางยืนเท้าสะเอวหอบเหนื่อย
“เรือนเราไม่มีบ่าวเจ้าคะ อีกอย่าง...” ชิงชิงไม่กล้าเอ่ยต่อ
“อีกอย่างอะไร?”
“ท่านแม่ทัพไม่ได้สนใจคุณหนู พวกบ่าวเลยไม่คิดว่าท่านเป็นนายเช่นกัน” สาวใช้ข้างกายนางก้มหน้าตอบ เกรงว่าคุณหนูของตนจะร้องไห้เสียใจ เช่นที่เคยเป็นทุกครั้งที่มีคนกลั่นแกล้งตอนอยู่จวนสกุลหวง
“เช่นนี้เอง คิดจะรังแกข้าสินะ” ลี่เหม่ยพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะเห็นสองสาวใช้เดินผ่านมาโดยทำเหมือนไม่เห็นตน รีบเดินผ่านไป
“หยุด!” เสียงหวานดังขึ้นจนสองสาวใช้สะดุ้งหยุดนิ่ง
“หันกลับมา” คำสั่งของนางน่ากลัวขัดกลับดวงหน้าหวานหยดย้อย
“อนุหวงมีอะไรกับพวกข้าหรือไม่เจ้าคะ” สาวใช้สองคนยอบกายแบบไม่เต็มใจนัก
ลี่เหม่ยแสยะยิ้มให้กับคำเรียกที่คนใช้จวนนี้ใช้เรียกนาง ช่างห่างเหินและไม่ให้เกียรติ
“ยกของไปส่งข้า” ตอนนี้นางหิวจนไม่อยากเอาเรื่องสาวใช้วันนี้
“ขออภัยเจ้าค่ะ บ่าวไม่ใช่คนใช้เรือนหลัง” สองสาวใช้มองไปอีกทางอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าก็ไม่ได้ว่าพวกเจ้าเป็นคนใช้ของข้า แต่งานในจวนพวกเจ้าก็ต้องทำไม่ใช่หรือ การยกของให้เจ้านายก็เป็นงานของพวกเจ้าหรือจะให้ข้าไปถามท่านแม่ทัพเองว่าข้าทำถูกหรือไม่” ลี่เหม่ยพูดทุกคำชัดเจน
“ถามข้าเรื่องอะไร?” เสียงเย็นดังขึ้นด้านหลังทำลี่เหม่ยตกใจ
เหยามิงที่ยังนั่งบนรถเข็นมองหญิงสาวร่างบางที่กำลังเท้าสะเอวจ้องมองสองสาวใช้อย่างจะกินเลือดกินเนื้อ
“ข้า...แค่อยากรู้ว่าสาวใช้จวนท่าน สามารถยกของไปส่งข้าที่เรือนหลังได้หรือไม่” ลี่เหม่ยจ้องมองเหยาหมิงโดยไม่เกรงกลัว
“เหตุใดจะไม่ได้?”
“นั่นสิเหตุใดจะไม่ได้” ลี่เหม่ยทวนคำพูดของเหยาหมิง พลางหันไปมองสองสาวใช้ที่คุกเข่าสั่นเทาอยู่ที่พื้น
“บะ~บ่าวจะยกไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ” สองสาวใช้ท่าทางลนลานรีบยกของไปยังเรือนหลังทันที
“หึ! ก็แค่นี้”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ” ลี่เหม่ยหันมายอบกายให้เขาแล้วจากไป
หลังจากลี่เหม่ยถูกตั้งให้เป็นฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ร้านปักผ้าตระกูลไป๋ก็โด่งดังมากขึ้น ด้วยผู้คนต่างอยากได้อาภรณ์แปลกตาจากร้านนาง อีกทั้งเมื่อรู้ว่านางคือฮูหยินแม่ทัพปราบเหนือ ผู้คนต่างอยากผูกมิตรด้วยความสัมพันธ์ของเหยาหมิงกลับราชวงศ์ทำให้หลายคนอยากพึ่งบารมี เหอจือซวินยังคงแวะเวียนมาหาหุ้นส่วนอยู่เช่นเดิม ทว่าทุกครั้งที่เขามากลับต้องมีเหยาหมิงอยู่ด้วยร่ำไป “นี่แม่ทัพเฉิง เมื่อใดท่านจะเลิกให้สายลับติดตามข้า” จือซวินอดทนไม่ไหวอีกต่อไป ตำหนิเหยาหมิงต่อหน้าลี่เหม่ย “ตราบใดที่เจ้ายังมาหาฮูหยินข้า ข้าก็ไม่ยอมให้พวกเขาเลิกติดตาม” “แต่ข้าต้องทำการค้า จะไม่มาหานางได้อย่างไร” “เช่นนั้นข้าก็จะตามอยู่เช่นนี้” เหยาหมิงเอ่ยพลางรั้งลี่เหม่ยมานั่งตัก อวดบุรุษที่หลงรักฮูหยินเขาเสียเลย “ท่านพี่ ทำอะไรอายคุณชายเหอ” ลี่เหม่ยตีแขนแกร่งพลางมองเขาอย่างตำหนิ “เหตุใดต้องอาย ข้าจะพลอดรักกับฮูหยินข้า คนที่กล้ามองนั่นสิถึงควรอาย” เหยหามิงจ้องมองจือซวินอย่างถือดี “ช่างเถอะ ช่างเถอะ จากนี้ข้าจะมา
เหยาหมิงวางลี่เหม่ยบนเตียง ดวงตาหยาดเยิ้มจากความเมามายทำให้ใบหน้างามดูยั่วยวนจนเขาแทบอดใจไม่ไหว อาภรณ์สีแดงเข้มบางเบาผิดกับอากาศหนาวเย็นภายนอก ไหล่ขาวโผล่พ้นอาภรณ์ดูวาบหวิวทำแม่ทัพหนุ่มกลืนน้ำลายอยู่หลายครั้ง “ข้าต้องการเจ้า” เสียงแหบพร่าเอื้อนเอ่ย ใจเขาเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ “ข้าก็ต้องการ” นางตอบเสียงเบา สิ้นเสียงหวานแสนแผ่วเบา จุมพิตอันดูดดื่มก็เริ่มขึ้นเหยาหมิงเหมือนสัตว์ร้ายที่ทนหิวโหยมานาน แรงบดของริมฝีปากบางแทบทำให้ริมฝีปากอวบอิ่มของนางแหลกสลายลงตรงนั้น ความหวานหอมของปากอิ่มทำให้เขาไม่สามารถอดกลั้นความดิบเถื่อนในร่างกายได้อีก ลิ้นหนาดุนดันให้ริมฝีปากของนางเผยอขึ้น ก่อนจะตวัดปลายลิ้นฉกฉวยความหวานในปากของสตรีใต้ร่าง มือหนาลูบไล้ไปทั่วอาภรณ์ก่อนจะฟอนเฟ้นเข้าไปเหนือเนินอกอวบอิ่ม ใจของบุรุษหนุ่มเต้นแรงเมื่อมือสัมผัสถูกเนื้อสาว เสียงครางในลำคอแกร่งบ่งบอกถึงความพอใจของแม่ทัพปราบเหนืออย่างชัดเจน ยอดดอกบัวแข็งสู้มือเขาอย่างท้าทายจนมิอาจทำให้เขาเบามือกับนางได้ ลี่เหม่ยแทบขาดใจกับการสัมผัสเร่าร้อนของเหยาหมิง นางหอบหายใจแรงจนหน้าอกกระเ
ยามเหม่า ลี่เหม่ยรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งร่างคล้ายกับคนที่ต้องใช้แรงงานมาเป็นเดือน ๆ โดยมิได้พักผ่อน ก่อนจะปรือตามองไปโดยรอบ สภาพห้องตรงหน้ากลับไม่คุ้นตาเพียงนิด ก่อนภาพงานฉลองเมื่อคืนจะเริ่มเล่นอยู่ในหัว ฉากนางโดนเหยาหมิงป้อนจุมพิตให้ ฉากที่นางสารภาพรัก หรือแม้แต่ฉากร่วมรักนางกลับจดจำได้ทั้งหมด “เวรแล้ว ลี่เหม่ยนะลี่เหม่ย! แกเห็นผู้ชายหล่อหน่อยไม่ได้เลยนะ ละทวยโรยแรงทันทีเล้ย!” ลี่เหม่ยสบถให้ตัวเองก่อนรีบสำรวจอาภรณ์ที่บัดนี้ไม่มีติดร่างแม้เพียงชิ้น “ตื่นแล้วหรือ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับอ่างน้ำอุ่นในมือ ลี่เหม่ยแทบหยุดหายใจเมื่อต้องเผชิญกับสายตาของเหยาหมิงในตอนนี้ เมื่อฤทธิ์น้ำเมาหมดไปนางก็เริ่มหน้าบางเขินอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น “จะเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” ลี่เหม่ยไม่กล้าแม้แต่จะสบตาบุรุษตรงหน้า ได้แต่ก้มหน้าแต่งกายอย่างลวก ๆ “จะรีบไปไหน ได้ข้าแล้วคิดจะไม่รับผิดชอบหรือไร” แม่ทัพหนุ่มคว้าเอวบางไปกอดไว้แน่น ใบหน้าหล่อเหลาพาดบนไหล่ขาวที่ยังคงเปลือยเปล่าของนาง “ทะท่านทำอะไรน่ะ” นางตกใจจนต
กาสุราพร้อมอาหารหลายสิบอย่างตั้งอยู่ศาลาไม้ริมน้ำ เหยาหมิงนั่งรอสตรีว่าที่อดีตอนุตนพลางครุ่นคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา “อะแฮ่ม ท่านแม่ทัพ” เสียงหวานน้ำเสียงสดใสดังขึ้น จนแม่ทัพหนุ่มต้องเงยหน้ามอง สตรีในชุดอาภรณ์แดงพลิ้วไหว ตัดกับผิวขาวราวหิมะ ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มให้กับเขา “เหตุใดแค่ดื่มฉลองต้องแต่งกายขนาดนี้ คิดยั่วยวนข้าหรือ” เหยาหมิงที่หัวใจเต้นแรงยั่วโมโหอีกฝ่ายแก้อาการเคอะเขิน “ท่านแม่ทัพหลงตัวเองนะเจ้าคะ ข้าแค่แต่งกายฉลองอิสระของข้าต่างหาก” ลี่เหม่ยเอ่ยอย่างอารมณ์ดีก่อนนั่งลง “เป็นอนุข้า เจ้าขาดอิสระขนาดนั้นเชียว” แววตาเศร้าฉายผ่านแววตาลุ่มลึกของเหยาหมิงครู่หนึ่ง แต่กระนั้นลี่เหม่ยก็ยังสังเกตเห็น “ไม่ใช่เช่นนั้นเจ้าค่ะ เราทั้งสองไม่ได้ตบแต่งกันด้วยความรัก คืนอิสระให้กันก็ดีแล้วมิใช่หรือ” “ได้ เช่นนั้นก็ดื่มเถอะ” เหยาหมิงรินเหล้าให้กับนาง ก่อนส่งสายตาเชิญชวนให้นางดื่ม ลี่เหม่ยมองเหล้าในจอก แม้กลิ่นจะหอมเย้ายวนทว่านางกลับไม่กล้าดื่ม ฝูลี่เหม่ยในโลกก่อนคออ่อนเสียยิ่งกว่าอะไรด
ชุนเหยาไทเฮาดวงตาเข้มขึ้นในทันใด มือขาวผ่องกำแน่นจนขาวซีด พระนางยืนขึ้นได้ไม่มั่นคงด้วยแรงแค้นที่สุมกลางอก ลี่เหม่ยเห็นดังนั้นรีบเข้าประคองไทเฮาในทันที “หวงหลงเหริน! เจ้าช่างบังอาจนัก มันผู้ใดให้ความกล้ากับเจ้า ถึงขั้นกล้าวางยาสังหารน้องสาวข้า!” เสียงพระนางดังลั่น ทำหวงหลงเหรินต้องรีบโขลกศีรษะกับพื้นเย็นด้วยความหวาดกลัว “เหยาหมิงหลานอยากทำอย่างไรกับนางชั่วช้าผู้นี้กัน” ไทเฮาหันมองแม่ทัพหนุ่มที่บัดนี้กำกระบี่ในมือแน่น เสียงกระบี่สั่นจนเกิดเสียงบ่งบอกถึงอารมณ์เคียดแค้นในตัวบุรุษหนุ่ม “สังหารนางซะ! แล้วลากศพไปทั่วเมืองแล้วค่อยทิ้งไว้หน้าจวนตระกูลหวง” เสียงเยือกเย็นเอื้อนเอ่ย ทำลี่เหม่ยขนลุกกับความโหดเหี้ยมของเฉิงเหยาหมิง “ไม่ได้นะ! ข้าเป็นแม่เล็กเจ้า ข้าเป็นฮูหยินท่านบัณฑิตหวังบิดาเจ้า ข้าเป็นน้องสาวเสนาบดีหวง เจ้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้!” หลงเหรินเงยหน้าขึ้นพลางส่ายไปมา ใบหน้ายังคงขาวซีดน้ำหน้าอาบแก้ม คล้ายคนเสียสติ “เจ้าว่าอย่างไรหวังเทียนเล่ย เจ้าจะยังกล้าออกหน้าปกป้องสตรีที่ทำให้เจ้ากับบุตรชายผิดใจกันหร
งานเลี้ยงต้อนรับราชทูตจบลงในยามเซิ่น ลี่เหม่ยที่ทั้งเหนื่อยทั้งเกร็งวางตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางและจักรพรรดิของแคว้น เมื่อขึ้นรถม้าได้ก็กลับสนิททันที โดยใช้ไหล่ของเหยาหมิงเป็นหมอนรองนอนตลอดทาง แม่ทัพหนุ่มนั่งแข็งทื่อไม่กล้าขยับ หัวใจที่เต้นแรงทำได้เพียงเป่าลมออกจากปากเพื่อคลายความตื่นเต้น รถม้าหยุดนิ่งหน้าจวน ก่อนที่ลี่เหม่ยจะตื่นขึ้นอีกครั้งโดยที่นางยังคงซบอยู่ที่ไหล่ของสามี “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยมากจึงหลับไม่รู้ตัว” “ไม่เป็นไร วันนี้เจ้าทำได้ดีไม่น้อย ไทเฮาดูพอพระทัยไม่น้อย” เหยาหมิงยิ้มให้กับนาง นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าเด็กปากร้ายของนางเอ่ยชมทั้งยิ้มให้อีก ลี่เหม่ยจึงวางตัวไม่ถูกชั่วขณะ “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่เอ่ยชม” “เช่นนั้นแผนการหาฆาตกรของเราพระนางจะช่วยหรือไม่” “ไทเฮาทรงช่วยแน่ พระนางเป็นพี่สาวของแม่ข้านี่” “อีกห้าวันส่งราชทูตกลับแคว้นเจ้าก็เริ่มแผนเถอะ” เหยาหมิงฝากความหวังไว้ที่นาง ร้านปักผ้าตระกูลไป๋คึกคักไม่น้อย เมื่อชาวเมืองรู้ว่าฉลองพระองค์ของไทเ







