เข้าสู่ระบบคำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดี
รอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอก นางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดาย ภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว งานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษ ตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้ว แม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ของราชวงศ์ เมื่อคนทั้งกลุ่มเดินมาถึงตีนเขา เซี่ยหรงเหยาเหลือบเห็นร่างสูงของมู่หรงจ้านยืนอยู่ข้างรถม้า เขายังมิได้จากไป ทั้งที่ควรจะล่วงหน้าไปนานแล้ว ท่าทางเช่นนั้นราวกับกำลังรอใครบางคน หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบดึงแขนว่านหนิงอวิ๋นเข้ามาหลบด้านหลังเหล่าพี่ชายและรัชทายาทหนุ่มทันที “อะไร! เกิดอะไรขึ้น” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยความสงสัย “เจ้าเห็นหรือไม่ ตวนอ๋องอยู่ตรงนั้น” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางชี้ไปยังมุมหนึ่ง ที่มีรถม้าสัญลักษณ์ตำหนักตวนอ๋องจอดรออยู่ “แล้วมันอย่างไรเล่า” “ข้ากังวลว่าเขาจะเข้ามาพูดจาเหลวไหล เราหาทางปลีกตัวไปจากตรงนี้เถอะ” พูดจบ นางก็รีบดึงแขนสหายรักให้เดินไปอีกทาง ท่ามกลางผู้คนที่กำลังทยอยลงจากเขา ทั้งสองจึงกลมกลืนไปกับผู้คนได้อย่างแนบเนียน มู่หรงฉางชิงมองตามแผ่นหลังเล็ก ที่ค่อยๆ ลับหายไปในหมู่ฝูงชน ดวงตาคมแฝงประกายบางอย่างที่ยากจะอ่านออก “ตามไปดูแลพวกนางห่างๆ” สตรีในชุดสีอ่อนที่ยืนอยู่ด้านหลังพยักหน้ารับคำ ก่อนจะรีบติดตามสตรีทั้งสองไปอย่างรวดเร็ว “ขอบพระทัยองค์รัชทายาทที่ช่วยเหลือ” เซี่ยชิงสือเอ่ยเสียงเบา แม้ครอบครัวจะค่อนข้างมีอำนาจ แต่หากต้องจัดการกับเชื้อพระวงศ์ก็เป็นเรื่องที่ตึงมือไม่น้อย แต่ถ้าปล่อยให้พี่น้องจัดการกันเองอาจเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า “เปิ่นไท่จื่อเต็มใจ” คำพูดแม้ฟังดูไม่ใส่ใจ ทว่าไม่บ่อยนักที่ชายหนุ่มที่เติบโตท่ามกลางสนามรบอย่างเขา จะเอ่ยปากช่วยเหลือผู้อื่นเช่นนี้ นั่นยิ่งทำให้สืออีรู้สึกว่า นายเหนือหัวของตนค่อนข้างทำดีกับเซี่ยหรงเหยาเป็นพิเศษ มู่หรงจ้านยืนรออยู่ข้างรถม้า ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังทางเดินที่ทอดยาวลงจากเขาชิงซาน สายลมหนาวพัดผ่านเบาๆ แต่ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกหนาวเย็นแม้แต่น้อย เพราะในใจกำลังคาดหวังว่าจะได้เห็นใครบางคนปรากฏตัวขึ้น เมื่อกลุ่มของพี่ชายต่างมารดาเดินเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มจึงรีบก้าวออกไปครึ่งก้าว แต่ทันทีที่มองเห็นชัดเจนว่าคนที่ตนเฝ้ารอมิได้อยู่ในนั้น สีหน้าของเขาพลันมืดครึ้มลงทันใด “ตวนอ๋องไยยังรั้งรออยู่ที่นี่เล่า” รัชทายาทหนุ่มเอ่ยถามอย่างจงใจ ในน้ำเสียงแฝงแววเย้ยหยันบางเบา มู่หรงจ้านที่ฟังออกทำได้เพียงขบกรามแน่น และอดทนเท่านั้น “กระหม่อม...รอสหาย” น้ำเสียงห้วนสั้นนั้นบ่งบอกชัดว่า เขายังคงไม่พอใจต่อสิ่งที่พี่ชายต่างมารดากระทำก่อนหน้า “สหาย...” มู่หรงฉางชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย “เจ้าคงหมายถึงนางกระมัง” สิ้นคำพูดของชายหนุ่ม เสียงหวานใสก็พลันดังขึ้นจากด้านหลัง “ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ” หลินเสวี่ยถงก้าวออกมาจากกลุ่มสตรี ยอบกายลงอย่างงดงาม ก่อนจะช้อนสายตาเว้าวอนขึ้นมองชายหนุ่ม ราวกับกำลังทอดสะพาน บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบงัน ความตึงเครียดแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมู่หรงจ้านอย่างชัดเจน ดวงตาคมของชายหนุ่มเย็นเยียบจนแม้แต่ลมหายใจก็คล้ายจะหยุดนิ่งไปชั่วขณะ “ทรงรอหม่อมฉันนานหรือไม่” หลังเอ่ยกับมู่หรงฉางชิงเพียงครู่ หลินเสวี่ยถงก็หันไปออดอ้อนมู่หรงจ้านทันที “หม่อมฉันมัวแต่พูดคุยกับสหาย จึงทำให้พระองค์ต้องรอนาน โปรดอย่าทรงกริ้วเลยนะเพคะ” นางเดินเข้าไปจับชายแขนเสื้อของมู่หรงจ้านพร้อมกับดึงเบาๆ คล้ายกำลังสำนึกผิด ชายหนุ่มเห็นดังนั้นสีหน้าพลันอ่อนลง สืออีที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับส่ายหน้าเบาๆ สตรีผู้นี้ไม่กลัวหัวขาดหรืออย่างไร ถึงได้กล้าใช้รัชทายาทเป็นเครื่องมือยั่วให้ตวนอ๋องหึงหวงเช่นนี้ แม้จะเป็นบุรุษหยาบกระด้าง แต่เหล่าชายหนุ่มที่ยืนดูการแสดงของหลินเสวี่ยถง กลับมองออกได้อย่างง่ายดาย การกระทำของนางล้วนเต็มไปด้วยความเสแสร้ง ทว่า...มีเพียงมู่หรงจ้านคนโง่เท่านั้นที่ดูไม่ออก “ไปเถอะ ครั้งหน้าอย่าทำอีก” น้ำเสียงเย็นชา เอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนจะยื่นมือรับนางขึ้นรถม้าอย่างไม่สบอารมณ์ มู่หรงฉางชิงมองภาพนั้นด้วยแววตาเรียบนิ่ง แต่ริมฝีปากกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างยากจะเดาอารมณ์ ชายหนุ่มหันไปเอ่ยกับสืออี องครักษ์คู่ใจเสียงเบา “พรุ่งนี้...ทำให้นางออกจากเรือนไม่ได้สักพัก” “พ่ะย่ะค่ะ” สืออีค้อมกายคำนับดวงตาเป็นประกาย เมื่อนายเหนือหัวออกคำสั่ง ขบวนรถม้าได้เริ่มเคลื่อนตัวออกจากเขาชิงซาน สืออีมองตามจนลับสายตา พลางยกยิ้มในใจ การกลับมาเมืองหลวงครั้งนี้ก็ไม่น่าเบื่อเท่าใดนัก อย่างน้อยก็มีเรื่องสนุกให้ดู“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง