Masuk“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้าง
ส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก “แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้ว คำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอก สืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ “ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ “เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน “ข้าไม่มีทางเลือก” เซี่ยหรงเหยาตอบกลับพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย “หากพี่ชายของข้าเอาชนะตวนอ๋อง นั่นก็หมายความว่าสกุลเซี่ยทำให้ราชวงศ์ต้องเสียหน้า แต่หากพ่ายแพ้...เจ้าคิดว่าคนอย่างหลินเสวี่ยถงจะไม่แก้แค้นข้าหรือ” ว่านหนิงอวิ๋นพยักหน้าเห็นด้วย “เพราะอย่างนั้น เจ้าจึงใช้องค์รัชทายาทสั่งสอนตวนอ๋องสินะ” “ก็พวกเขาเป็นพี่น้องกัน จะแพ้หรือชนะก็ไม่เกี่ยวกับคนนอกอย่างพวกเรา” เซี่ยหรงเหยาตอบพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เป่าหนิง! เจ้าฉลาดที่สุด!” ว่านหนิงอวิ๋นเผลอร้องออกมาด้วยความดีใจ จนลืมไปว่า...ตนกำลังยืนอยู่ท่ามกลางผู้คน “เป่าหนิงหรือ...” เสียงทุ้มต่ำพึมพำแผ่วเบา มู่หรงฉางชิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เป่าหนิงของข้า...” แววตาคมกริบฉายแววอ่อนโยนขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปเรียบนิ่งดั่งเดิม น้ำเสียงของชายหนุ่มแม้จะแผ่วเบา แต่กลับชัดเจนพอให้สืออีที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเต็มสองหู องครักษ์หนุ่มยกมือปิดปากตนเอง บัดนี้เขาได้รู้ถึงความรู้สึกและจุดประสงค์ของนายเหนือหัว ที่พยายามเข้าใกล้หญิงสาวสกุลเซี่ยแล้ว เมื่อเห็นรัชทายาทผู้เยือกเย็นในยามศึก เผยรอยยิ้มอ่อนโยนเพียงเพราะหญิงสาวนางหนึ่ง...เกรงว่าพี่น้องที่ชายแดน คงได้รีบจัดงานเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองแล้ว ทางด้านมู่หรงจ้านที่คิดว่าตนจะสามารถควบคุมเซี่ยหรงเหยาเอาไว้ในกำมือ กลับนึกไม่ถึงเลยว่า...พี่ชายต่างมารดาจะตอบตกลงเข้าร่วมการแข่งขันอย่างง่ายดายเช่นนั้น ยิ่งเมื่อนึกถึงภาพก่อนหน้านี้ ภาพที่มู่หรงฉางชิงโอบสตรีของตนไว้ในอ้อมแขน ความรู้สึกขุ่นเคืองและความอยากเอาชนะก็พลันพุ่งพล่านขึ้นมาในอก ร่างสูงก้าวเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าพี่ชายผู้มีอำนาจเหนือกว่าตน แววตาคมยามนี้เต็มไปด้วยแรงกดดัน “ถ้าท่านพ่ายแพ้ให้ข้าในวันนี้ จะต้องถูกเสด็จพ่อทรงตำหนิอย่างหนัก ฟังคำของข้าเถิด ถอนตัวไปซะ แล้วข้าจะถือว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น” ชายหนุ่มไม่มีท่าทีสุภาพหลงเหลืออยู่อีกแล้ว น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการข่มขู่ แต่กลับไม่อาจสั่นคลอนสีหน้าสงบนิ่งของมู่หรงฉางชิงได้แม้แต่น้อย “ในยามปกติ...เจ้าใช้ปากยิงธนูหรือ” เพียงคำพูดเดียว กลับทำให้มู่หรงจ้านถึงกับหุบปากเงียบไปทันที ความเยือกเย็นในน้ำเสียงนั้น ทำให้บรรยากาศรอบลานฝึกเงียบงันลง การแข่งขันเริ่มต้นขึ้นโดยมีอาจารย์ฟ่านเป็นผู้ตัดสิน สองเชื้อพระวงศ์หนุ่มก้าวออกมายืนประจันหน้า เบื้องหน้าเป็นเป้าธนูสองอันที่ตั้งห่างออกไปนับร้อยจั้ง “ข้ายังคงจะพูดคำเดิม หากท่านถอยตอนนี้ เรื่องทั้งหมดในวันนี้จะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น” มู่หรงจ้านกล่าวอีกครั้งขณะน้าวสายธนู “สืออี...” เสียงเรียกของมู่หรงฉางชิงดังขึ้นเบาๆ องครักษ์คนสนิทก้าวออกมาพร้อมผ้าปิดตา ก่อนจะส่งให้เจ้านายของตน มู่หรงฉางชิงรับมาแล้วเดินมายังเซี่ยหรงเหยา เพื่อให้ฟ้นางช่วยผูกปิดดวงตาของตนเองอย่างไม่ลังเล “นี่!...” หญิงสาวตกใจต่อการกระทำของชายหนุ่ม ทว่ารอบด้านมีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้อง นางจำใจต้องผูกผ้าปิดตาให้รัชทายาทหนุ่มอย่างไม่เต็มใจนัก “ขอบคุณนะ...เป่าหนิง” เสียงกระซิบชื่อเล่นของตนทำหญิงสาวใบหน้าร้อนผ่าว ไม่คิดว่าคนผู้นี้จะรู้แม้กระทั่งชื่อเล่นที่พระนางไทเฮาทรงตั้งให้ตน หลังมู่หรงฉางชิงถูกปิดดวงตา สืออีได้พาชานหนุ่มเดินมาหยุดยังที่เดิม เสียงสายธนูถูกดึงจนตึง ก่อนที่ลูกธนูจะถูกปล่อยออกไปในพริบตา เสียง “ฉึก!” ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน “สิบแต้ม!” อาจารย์ฟ่านขานเสียงดัง ธนูดอกนั้นปักอยู่ตรงกลางเป้าอย่างแม่นยำ ทั้งที่ชายหนุ่มมิได้เล็งแม้แต่น้อย อีกทั้งยังถูกปิดตาอยู่ “ว้าว! ช่างเก่งกาจยิ่งนัก สมกับเป็นแม่ทัพผู้เก่งกาจ!” ว่านหนิงอวิ๋นร้องออกมาพร้อมตบมือเสียงดังด้วยความตื่นเต้น มู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับรู้สึกมือทั้งสองข้างสั่นเทา ธนูในมือถูกน้าวเอาไว้ แต่กลับไม่กล้าปล่อยออกไป “อะไร...เจ้ากลัวแล้วรึ” แม้ดวงตาของมู่หรงฉางชิงจะยังคงถูกปิดเอาไว้ ทว่าน้ำเสียงกลับเฉียบคม กระแทกลงกลางใจน้องชายต่างมารดาได้อย่างแม่นยำ ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วลานฝึกอีกครั้ง เหล่าผู้ชมต่างกลั้นหายใจรอชมผลงานของตวนอ๋อง แต่จนแล้วจนรอด ลูกธนูดอกนั้นก็ไม่ถูกยิงออกไปเสียที ยามนี้ในใจของทุกคน ต่างรู้ดีว่า ผู้ชนะ...อาจถูกตัดสินไปแล้วตั้งแต่ลูกธนูดอกแรกพุ่งออกจากสาย มู่หรงจ้านพูดไม่ออก เขาผ่อนสายธนูลงช้าๆ ก่อนจะโยนมันลงพื้นอย่างแรง เสียงคันธนูกระทบพื้นดังสะท้อนก้อง “ข้าจะจดจำความอัปยศในวันนี้ให้ขึ้นใจ” น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความอาฆาต เขาหันหลังให้ทุกคนแล้วเดินจากไปโดยไม่หันกลับมาอีก “ไชโย! เราชนะแล้ว!” เสียงโห่ร้องของว่านหนิงอวิ๋นดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะสดใสของเซี่ยหรงเหยา สตรีทั้งสองจับมือกันกระโดดไปมาด้วยความดีใจ ท่าทางร่าเริงของทั้งคู่ทำให้เหล่าพี่ชายที่ยืนมองอยู่ ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง







