LOGIN“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา
“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท” มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่า เพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง “เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน “ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า “พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว “หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก “ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง” ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไป ตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่างกัน ทำให้มิอาจขัดขืนต่อพี่ชายต่างมารดา ความรู้สึกเช่นนี้...ช่างทำให้คนมิอาจทนฝืนกล้ำกลืนได้ มู่หรงจ้านสาบานในใจ ตำแหน่งรัชทายาท ตนจะต้องแย่งชิงมาให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดก็ตาม ร่างสูงสะบัดชายเสื้อคลุมเดินจากไปด้วยอารมณ์คุกรุ่น มู่หรงฉางชิงจูงมือเซี่ยหรงเหยาเดินออกจากตรงนั้น เสียงฝีเท้าของทั้งคู่ดังแผ่วเบาไปตามทางเดินที่ปกคลุมด้วยกลีบดอกเหมย หญิงสาวที่ขาสั้นกว่าจำต้องเร่งฝีเท้าตามให้ทัน มือเล็กถูกมือใหญ่กุมไว้แน่น จนรู้สึกถึงความอุ่นที่แผ่ซ่านผ่านปลายนิ้ว แต่แล้วคนตรงหน้ากลับหยุดกะทันหัน ทำให้นางชนเข้ากับแผ่นหลังแข็งแรงอย่างเต็มแรง “โอ๊ย!” เซี่ยหรงเหยาร้องเบาๆ พลางยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่แดงเถือกด้วยความเจ็บ มู่หรงฉางชิงหันกลับมามองเล็กน้อย ดวงตาคมฉายแววตำหนิ “โง่งม” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เข้าใจ “เพคะ? ...” ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ครั้งหน้า หากถูกเจ้านั่นขวางเอาไว้อีก เปิ่นไท่จื่อนุญาตให้เจ้าตีไปก่อนแล้วค่อยรายงาน...เรื่องหลังจากนี้ เราจะรับไว้เอง” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงัน นางมองเขาด้วยแววตางุนงงยิ่งกว่าเดิม ไม่แน่ใจว่าควรเอ่ยตอบเช่นไรดี ท่าทีสับสนของนางกลับทำให้มู่หรงฉางชิงอดรู้สึกเอ็นดูไม่ได้ ชายหนุ่มโน้มกายลงเล็กน้อย นิ้วมือเรียวยาวเคาะปลายจมูกของหญิงสาวเบาๆ “เข้าใจหรือไม่” สัมผัสนั้นทำให้หัวใจของเซี่ยหรงเหยาเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว “พะ...เพคะ” นางตอบเสียงแผ่ว ใบหน้างามแดงระเรื่อขึ้นทันตา มู่หรงฉางชิงยกยิ้มมุมปาก ก่อนกระชับมือของนางอีกครั้ง แล้วลากกลับเข้าไปในงานเลี้ยง ท่ามกลางสายลมหนาวและกลีบดอกเหมยที่ปลิวว่อน ราวกับกำลังอวยพรให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองที่กำลังก่อตัวขึ้น “กลับมาแล้วหรือ เหตุใดเข้าห้องน้ำนานเพียงนี้ หรือว่าปวดหนัก” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามสหายรักทันทีที่เซี่ยหรงเหยานั่งลง “บ้าหรือ ข้าทานไม่เยอะเท่าเจ้า จะปวดหนักได้อย่างไร” หญิงสาวเอ่ยตอบพลางค้อนให้สหายรักหนึ่งที “เช่นนั้นไปทำอะไรมา” ว่านหนิงอวิ๋นยังไม่ละความสงสัย ดวงตางามเป็นประกายอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ เซี่ยหรงเหยาเห็นท่าทีของนาง ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ ตนเองไม่เคยมีความลับต่อกันอยู่แล้ว จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตนและมู่หรงจ้านให้ฟังอย่างละเอียด ว่านหนิงอวิ๋นฟังจบก็ยกคิ้วขึ้นอย่างจับผิด “เขาชอบเจ้า” หญิงสาวเอ่ยตรงๆ “ใครชอบข้า” เซี่ยหรงเหยาถามกลับทันที “ก็องค์รัชทายาทผู้นั้นน่ะสิ” “ไม่มีทาง! เขาจะมาชอบคนที่พึ่งพบหน้าเพียงสองครั้งได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นหัวเราะในลำคอ “เช่นนั้นเจ้าลองให้เหตุผลมาสิ…ทำไมคนผู้หนึ่งถึงยื่นมือเข้าช่วยอีกคนหนึ่ง ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเกิดความบาดหมางกับพี่น้อง เขาทำเช่นนั้นไปเพื่ออะไร” เซี่ยหรงเหยาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างมั่นใจ “เพราะเป็นคนดี...องค์รัชทายาทเป็นคนดีมีคุณธรรม จึงไม่สามารถมองเรื่องอยุติธรรมตรงหน้าโดยไม่ยื่นมือเข้าช่วย” คำตอบนั้น...ทำสืออีที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ หลุดขำพรืดออกมาเสียงดังจนต้องรีบยกมือขึ้นปิดปากคนดีหรือ พบความอยุติธรรมแล้วยื่นมือเข้าช่วยหรือ แม่นางน้อย นั่นห่างไกลจากนายท่านของข้ายิ่งนัก แม้สตรีทั้งสองจะกระซิบกระซาบกันเสียงเบา แต่สำหรับผู้ที่ฝึกยุทธมานาน หูย่อมไวเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไป รัชทายาทมู่หรงฉางชิงและพี่ชายทั้งสองของพวกนางที่นั่งอยู่ไม่ไกล ต่างได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจนยิ่ง ชายหนุ่มเหล่านั้นมิได้สนใจเหล่าสตรีที่กำลังแสดงความสามารถอยู่เบื้องหน้า หากแต่กำลังตั้งใจฟังบทสนทนาซุบซิบนินทาของสองสหายด้วยสีหน้าที่ต่างกันไป และบางคน...กำลังแอบยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ “คนโง่ จะมีใครที่เป็นคนดีขนาดนั้นกัน” ว่านหนิงอวิ๋นเอ่ยพลางยกมือเคาะหัวสหายเบาๆ ด้วยความระอา เซี่ยหรงเหยาหันมาส่งค้อนให้เบาๆ แต่ก็มิได้โต้แย่งอันใด นางเองก็รู้ดีว่าคำพูดของอีกฝ่ายมีเหตุผล ทว่าลึกๆ ในใจ กลับอยากเชื่อว่า มู่หรงฉางชิงช่วยนางเพราะความมีน้ำใจ ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่น อีกอย่าง...หัวใจของนางในชาตินี้ คงมิอาจเปิดรับความรักได้อีกแล้ว หลังจากความรักที่ไม่สมหวังในชาติก่อน ได้ทิ้งรอยแผลลึกเอาไว้ในใจ นางจึงสาบานกับตนเองว่า จะไม่ยอมให้ใครเข้ามาทำร้ายหัวใจตนได้อีก ขณะนั้นเอง ในช่วงเวลาที่หญิงสาวทั้งสองกำลังสนทนาเรื่องลับๆ ระหว่างสตรี มู่หรงจ้านก็ได้ก้าวกลับเข้ามาในงานเลี้ยง เมื่อเขานั่งลงยังที่ของตน หลินเสวี่ยถงที่นั่งอยู่ด้านข้างพลันเหลือบสายตามองคนรัก ดวงตาของหญิงสาวเต็มไปด้วยความสงสัย และไม่ไว้วางใจ นางจำได้ดีว่าไม่นานหลังจากเซี่ยหรงเหยาออกจากงานเลี้ยง มู่หรงจ้านก็ลุกตามออกไปเช่นกัน “พระองค์ไปไหนมาหรือเพคะ” น้ำเสียงอ่อนหวานแต่แฝงความกดดันอยู่ในที เอ่ยถามออกไป และมู่หรงจ้านก็ตอบเรียบๆ อย่างไม่ใส่ใจ “ไม่มีอันใด...แค่ออกไปเดินเล่นแถวนี้”“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง