Masuk“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา
“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงัน ภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว “ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี “นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ “เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน “เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง” ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด “อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่องที่ทำให้ครอบครัวต้องขายหน้า ข้าไม่อยากทำอีกแล้ว” คำพูดนั้นทำให้ว่านหนิงอวิ๋นถึงกับน้ำตาคลอ “ในที่สุดเจ้าก็คิดได้เสียที...เช่นนั้นเราก็ไม่ต้องคอยหาเรื่องแม่ดอกบัวขาวนั่นแล้วสินะ” ท่าทีเล่นใหญ่ของสหายทำเซี่ยหรงเหยาอ่อนใจ “อืม ไม่ต้องแล้ว ต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ต่อไปเราสองคนจะกลับมาร่ำเรียน ทำให้ครอบครัวต้องภาคภูมิใจ” “หา! เรียนหนังสือหรือ ม่ายย อ้าววว!” ว่านหนิงอวิ๋นร้องเสียงหลง เมื่อถูกเซี่ยหรงเหยาคว้าตัวไว้ก่อนที่นางจะวิ่งหนี เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังไปทั่วลานฝึก ขณะที่พี่ชายของพวกนางสองคนซึ่งแอบฟังอยู่ด้านหลัง ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ยังดี อย่างน้อย...ในระยะเวลาอันใกล้นี้ พวกนางคงไม่ก่อเรื่องให้พวกตนต้องปวดหัวอีก วันนี้...เหล่าอาจารย์พิเศษที่มาช่วยสอนอย่างกะทันหัน ต่างกระจายตัวไปตามลานฝึกเพื่อสาธิตวิธีการขี่ม้าและยิงธนู เสียงสายธนูดีดดังเป็นจังหวะสลับกับเสียงม้าสะบัดหางและกระทืบพื้นดิน เซี่ยหรงเหยาในชุดขี่ม้าสีอ่อนกำลังยืนอยู่ห่างจากเป้าธนูเบื้องหน้า แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าคือ ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากหยกกำลังโอบนางจากด้านหลัง มู่หรงฉางชิง จับมือเรียวของหญิงสาวประคองคันธนูไว้แน่น “ยืดแขนออกอีกนิด...ใช่ อย่างนั้น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดใบหูจนลมหายใจอุ่นร้อนแทบจะสัมผัสผิวแก้ม ส่วนอีกฟากหนึ่ง พี่ชายของเซี่ยหรงเหยา ยามนี้กำลังจับมือว่านหนิงอวิ๋นช่วยเล็งเป้าอย่างตั้งใจ ภาพนั้นทำหญิงสาวต้องเอียงหน้ามองด้วยความฉงน “บางเรื่องก็เข้าใจยากจริงๆ” “บางเรื่อง...ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูอย่างแผ่วเบา ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของตนสัมผัสกับหน้าอกของชายหนุ่ม “ให้หม่อมฉันยิงเองก็ได้เพคะ พระองค์...ควรสอนคนอื่น” “ทำไม เจ้ารังเกียจเปิ่นไท่จื่อหรือ” น้ำเสียงหยอกเย้าดังขึ้นข้างหู “มะ...มิใช่เช่นนั้น หม่อมฉันจะกล้าได้อย่างไร” “แล้วอย่างไร...” คำถามนี้สำหรับนางยากจะตอบจริงๆ “คือ...เราสองคนใกล้กันเกินไปหรือไม่” ร่างบางทำท่าจะผละจากไป ทว่า... “แต่เปิ่นไท่จื่อคิดว่า เราสองคนยังใกล้ได้อีกกว่านี้” คำพูดนั้นมาพร้อมแรงดึงเบาๆ ที่ทำให้ร่างบางเอนเข้าหาอกกว้าง ลมหายใจหอมสะอาดของชายหนุ่มเป่ารดใบหูเล็กจนร้อนผ่าว ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยายามนี้แดงก่ำราวกับกุ้งสุก “ท่านช่าง...เป็นภัยต่อหัวใจของสตรีจริงๆ” นางพึมพำเสียงเบา แต่ถึงจะเบาเพียงใด ชายหนุ่มก็ยังได้ยินชัดเจน เสียงหัวเราะหึหึ ดังขึ้นในลำคอ “อะไร...หวั่นไหวแล้วหรือ” เซี่ยหรงเหยาเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว และในจังหวะนั้นเอง ปลายจมูกของทั้งสองแทบจะสัมผัสกัน ลมหายใจของอีกฝ่ายอุ่นร้อนจนหัวใจของนางแทบหยุดเต้น มู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นภาพนั้นเข้าพอดี ความโกรธพลันแล่นปราดขึ้นในอก ชายหนุ่มคิดจะพุ่งเข้าไปกระชากคนทั้งสองออกจากกัน ทว่าเสียงหวานของหลินเสวี่ยถง ดังขัดขึ้นเสียก่อน “ท่านอ๋องเพคะ เรามาลองเล่นอะไรสนุกๆ กันดีหรือไม่” ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย หันไปมองหญิงสาวด้วยแววตาเย็นเยียบ “เล่นอันใด” น้ำเสียงห้วนสั้นจนคนฟังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจ เซี่ยหรงเหยาที่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวรอบด้าน รีบผละออกจากอ้อมแขนของรัชทายาทหนุ่ม พร้อมใบหน้าแดงระเรื่อที่ยังไม่ทันจางหาย “วันนี้พวกเราเรียนขี่ม้ายิงธนู เช่นนั้นก็มาลองเดิมพันกันดีหรือไม่” หลินเสวี่ยถงยิ้มบาง “ถ้าใครชนะ ก็ให้ผู้แพ้ทำตามที่ผู้ชนะต้องการ” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบลานฝึกเริ่มคึกคัก ก่อนที่สายตาของมู่หรงจ้านจะตกลงยังเซี่ยหรงเหยาอย่างมีแผนการในใจ ถ้าหากเขาชนะ...นางจะต้องกลับมาอยู่ข้างกายเขาอีกครั้ง เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานฝึก เมื่อทุกคนเห็นพ้องกับข้อเสนอของหลินเสวี่ยถง การแข่งขันขี่ม้ายิงธนูครั้งนี้ ดูจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในพริบตา แต่ในขณะที่คนอื่นต่างแสดงสีหน้าตื่นเต้น เซี่ยหรงเหยากลับถอนหายใจอย่างหมดหวัง เพราะนางรู้ดีว่าฝีมือการยิงธนูของตนนั้น “ห่วยแตก” ขนาดไหน ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน “เจ้าจะไปไหน เซี่ยหรงเหยา” เสียงของหลินเสวี่ยถงดังขึ้น เมื่อเห็นคู่ปรับของตนทำท่าจะเดินจากไป “ทำไม ข้าไปไหนแล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า” เซี่ยหรงเหยาหันไปตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เจ้ากลัวหรือ กลัวที่จะต้องพ่ายแพ้ให้กับข้า” วาจาดูแคลนของหลินเสวี่ยถง ทำร่างบางกำหมัดแน่น ความอดทนของนางเริ่มถูกทดสอบ เซี่ยหรงเหยาไม่อยากถือสาคนเช่นนี้ แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่นางยังคงยั่วยุไม่หยุด “เจ้าจะแข่งกับนางหรือ ฝีมือของหลินเสวี่ยถงพวกเราต่างรู้กันดี” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบเสียงเบา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล “เปล่า...แต่ข้าจะให้คนอื่นลงแข่งแทน” สองสหายมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏบนใบหน้าของเซี่ยหรงเหยา “ข้ายอมรับการแข่งขันครั้งนี้ก็ได้ แต่ข้าจะส่งตัวแทนลงแข่ง เจ้าคิดว่าอย่างไร” หลินเสวี่ยถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาเหลือบมองไปยังเซี่ยชิงสือ พี่ชายของเซี่ยหรงเหยา แม้ชายหนุ่มจะเก่งกาจ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบมู่หรงจ้านได้ นางมั่นใจว่าตนยังมีโอกาสชนะอยู่ “ย่อมได้ เช่นนั้นเจ้าจะส่งใครลงมา” เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองไปทางมู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าของเขาในวันนี้ดูแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย “ไม่ได้! ท่านอ๋องอยู่ฝ่ายเดียวกับข้า” หลินเสวี่ยถงรีบพูดขัดขึ้น ราวกับกลัวว่าตนจะต้องสูญเสียบุรุษข้างกายไป “ใครบอกว่าข้าจะส่งตวนอ๋องลงแข่งเล่า...” เซี่ยหรงเหยาหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะเดินเข้าหาชายหนุ่มอีกคน ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่านักศึกษา“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







