LOGIN“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา
“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง “ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงัน ภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว “ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี “นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ “เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน “เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง” ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด “อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่องที่ทำให้ครอบครัวต้องขายหน้า ข้าไม่อยากทำอีกแล้ว” คำพูดนั้นทำให้ว่านหนิงอวิ๋นถึงกับน้ำตาคลอ “ในที่สุดเจ้าก็คิดได้เสียที...เช่นนั้นเราก็ไม่ต้องคอยหาเรื่องแม่ดอกบัวขาวนั่นแล้วสินะ” ท่าทีเล่นใหญ่ของสหายทำเซี่ยหรงเหยาอ่อนใจ “อืม ไม่ต้องแล้ว ต่างคนต่างอยู่ น้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ต่อไปเราสองคนจะกลับมาร่ำเรียน ทำให้ครอบครัวต้องภาคภูมิใจ” “หา! เรียนหนังสือหรือ ม่ายย อ้าววว!” ว่านหนิงอวิ๋นร้องเสียงหลง เมื่อถูกเซี่ยหรงเหยาคว้าตัวไว้ก่อนที่นางจะวิ่งหนี เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังไปทั่วลานฝึก ขณะที่พี่ชายของพวกนางสองคนซึ่งแอบฟังอยู่ด้านหลัง ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ ยังดี อย่างน้อย...ในระยะเวลาอันใกล้นี้ พวกนางคงไม่ก่อเรื่องให้พวกตนต้องปวดหัวอีก วันนี้...เหล่าอาจารย์พิเศษที่มาช่วยสอนอย่างกะทันหัน ต่างกระจายตัวไปตามลานฝึกเพื่อสาธิตวิธีการขี่ม้าและยิงธนู เสียงสายธนูดีดดังเป็นจังหวะสลับกับเสียงม้าสะบัดหางและกระทืบพื้นดิน เซี่ยหรงเหยาในชุดขี่ม้าสีอ่อนกำลังยืนอยู่ห่างจากเป้าธนูเบื้องหน้า แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าคือ ชายหนุ่มผู้สวมหน้ากากหยกกำลังโอบนางจากด้านหลัง มู่หรงฉางชิง จับมือเรียวของหญิงสาวประคองคันธนูไว้แน่น “ยืดแขนออกอีกนิด...ใช่ อย่างนั้น” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยชิดใบหูจนลมหายใจอุ่นร้อนแทบจะสัมผัสผิวแก้ม ส่วนอีกฟากหนึ่ง พี่ชายของเซี่ยหรงเหยา ยามนี้กำลังจับมือว่านหนิงอวิ๋นช่วยเล็งเป้าอย่างตั้งใจ ภาพนั้นทำหญิงสาวต้องเอียงหน้ามองด้วยความฉงน “บางเรื่องก็เข้าใจยากจริงๆ” “บางเรื่อง...ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหูอย่างแผ่วเบา ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังของตนสัมผัสกับหน้าอกของชายหนุ่ม “ให้หม่อมฉันยิงเองก็ได้เพคะ พระองค์...ควรสอนคนอื่น” “ทำไม เจ้ารังเกียจเปิ่นไท่จื่อหรือ” น้ำเสียงหยอกเย้าดังขึ้นข้างหู “มะ...มิใช่เช่นนั้น หม่อมฉันจะกล้าได้อย่างไร” “แล้วอย่างไร...” คำถามนี้สำหรับนางยากจะตอบจริงๆ “คือ...เราสองคนใกล้กันเกินไปหรือไม่” ร่างบางทำท่าจะผละจากไป ทว่า... “แต่เปิ่นไท่จื่อคิดว่า เราสองคนยังใกล้ได้อีกกว่านี้” คำพูดนั้นมาพร้อมแรงดึงเบาๆ ที่ทำให้ร่างบางเอนเข้าหาอกกว้าง ลมหายใจหอมสะอาดของชายหนุ่มเป่ารดใบหูเล็กจนร้อนผ่าว ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยายามนี้แดงก่ำราวกับกุ้งสุก “ท่านช่าง...เป็นภัยต่อหัวใจของสตรีจริงๆ” นางพึมพำเสียงเบา แต่ถึงจะเบาเพียงใด ชายหนุ่มก็ยังได้ยินชัดเจน เสียงหัวเราะหึหึ ดังขึ้นในลำคอ “อะไร...หวั่นไหวแล้วหรือ” เซี่ยหรงเหยาเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว และในจังหวะนั้นเอง ปลายจมูกของทั้งสองแทบจะสัมผัสกัน ลมหายใจของอีกฝ่ายอุ่นร้อนจนหัวใจของนางแทบหยุดเต้น มู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นภาพนั้นเข้าพอดี ความโกรธพลันแล่นปราดขึ้นในอก ชายหนุ่มคิดจะพุ่งเข้าไปกระชากคนทั้งสองออกจากกัน ทว่าเสียงหวานของหลินเสวี่ยถง ดังขัดขึ้นเสียก่อน “ท่านอ๋องเพคะ เรามาลองเล่นอะไรสนุกๆ กันดีหรือไม่” ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย หันไปมองหญิงสาวด้วยแววตาเย็นเยียบ “เล่นอันใด” น้ำเสียงห้วนสั้นจนคนฟังสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจ เซี่ยหรงเหยาที่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวรอบด้าน รีบผละออกจากอ้อมแขนของรัชทายาทหนุ่ม พร้อมใบหน้าแดงระเรื่อที่ยังไม่ทันจางหาย “วันนี้พวกเราเรียนขี่ม้ายิงธนู เช่นนั้นก็มาลองเดิมพันกันดีหรือไม่” หลินเสวี่ยถงยิ้มบาง “ถ้าใครชนะ ก็ให้ผู้แพ้ทำตามที่ผู้ชนะต้องการ” คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศรอบลานฝึกเริ่มคึกคัก ก่อนที่สายตาของมู่หรงจ้านจะตกลงยังเซี่ยหรงเหยาอย่างมีแผนการในใจ ถ้าหากเขาชนะ...นางจะต้องกลับมาอยู่ข้างกายเขาอีกครั้ง เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วลานฝึก เมื่อทุกคนเห็นพ้องกับข้อเสนอของหลินเสวี่ยถง การแข่งขันขี่ม้ายิงธนูครั้งนี้ ดูจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ในพริบตา แต่ในขณะที่คนอื่นต่างแสดงสีหน้าตื่นเต้น เซี่ยหรงเหยากลับถอนหายใจอย่างหมดหวัง เพราะนางรู้ดีว่าฝีมือการยิงธนูของตนนั้น “ห่วยแตก” ขนาดไหน ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน “เจ้าจะไปไหน เซี่ยหรงเหยา” เสียงของหลินเสวี่ยถงดังขึ้น เมื่อเห็นคู่ปรับของตนทำท่าจะเดินจากไป “ทำไม ข้าไปไหนแล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า” เซี่ยหรงเหยาหันไปตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เจ้ากลัวหรือ กลัวที่จะต้องพ่ายแพ้ให้กับข้า” วาจาดูแคลนของหลินเสวี่ยถง ทำร่างบางกำหมัดแน่น ความอดทนของนางเริ่มถูกทดสอบ เซี่ยหรงเหยาไม่อยากถือสาคนเช่นนี้ แต่ครั้งแล้วครั้งเล่าที่นางยังคงยั่วยุไม่หยุด “เจ้าจะแข่งกับนางหรือ ฝีมือของหลินเสวี่ยถงพวกเราต่างรู้กันดี” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบเสียงเบา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล “เปล่า...แต่ข้าจะให้คนอื่นลงแข่งแทน” สองสหายมองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏบนใบหน้าของเซี่ยหรงเหยา “ข้ายอมรับการแข่งขันครั้งนี้ก็ได้ แต่ข้าจะส่งตัวแทนลงแข่ง เจ้าคิดว่าอย่างไร” หลินเสวี่ยถงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาเหลือบมองไปยังเซี่ยชิงสือ พี่ชายของเซี่ยหรงเหยา แม้ชายหนุ่มจะเก่งกาจ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบมู่หรงจ้านได้ นางมั่นใจว่าตนยังมีโอกาสชนะอยู่ “ย่อมได้ เช่นนั้นเจ้าจะส่งใครลงมา” เซี่ยหรงเหยาเหลือบมองไปทางมู่หรงจ้านที่ยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าของเขาในวันนี้ดูแปลกไปจากเดิมเล็กน้อย “ไม่ได้! ท่านอ๋องอยู่ฝ่ายเดียวกับข้า” หลินเสวี่ยถงรีบพูดขัดขึ้น ราวกับกลัวว่าตนจะต้องสูญเสียบุรุษข้างกายไป “ใครบอกว่าข้าจะส่งตวนอ๋องลงแข่งเล่า...” เซี่ยหรงเหยาหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มบางเบา ก่อนจะเดินเข้าหาชายหนุ่มอีกคน ที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่านักศึกษา“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง







