LOGINสองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออก
หลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด สัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด “หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้ เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบา ในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า “เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะลงบนแก้มนวลแผ่วเบา เซี่ยหรงเหยาขยับตัวเล็กน้อยราวกับรับรู้ได้ถึงสัมผัสนั้น ความเย็นทำให้นางเบี่ยงหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นในลำคอ แววตาเป็นประกายในความมืด เต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยใช้มองใครมาก่อน ร่างสูงนั่งลงข้างเตียง เฝ้ามองใบหน้างามนานกว่าครึ่งชั่วยามโดยไม่ละสายตา “เอาไว้เปิ่นไท่จื่อจะกลับมาเล่นด้วยใหม่” เสียงพึมพำเบาๆ ดังลอดออกมา ก่อนจะขยับผ้าห่มให้หญิงสาวอย่างระมัดระวัง จากนั้นร่างสูงก็พลันหายไปในความมืดอย่างเงียบงัน เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ยังคงส่องลงบนใบหน้างาม หญิงสาวผู้ไม่รู้เลยว่า บัดนี้หัวใจของตนกำลังถูกใครบางคนช่วงชิงอย่างช้าๆเช้าตรู่วันต่อมา วันนี้เป็นอีกวันที่เซี่ยหรงเหยารู้สึกไม่อยากไปที่สำนักศึกษาเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกต้นเดือน...สำนักศึกษาชายชางหลงและสำนักศึกษาหญิงหมิงเยวี่ย จะต้องรวมตัวกันเพื่อเรียนวิชาขี่ม้ายิงธนู ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่ชอบที่สุดในบรรดาสิ่งที่นางต้องเรียนรู้ เพราะมันทั้งเหนื่อย และยังต้องใช้แรงมากกว่าที่สตรีบอบบางอย่างนางจะรับไหว “น้องสี่...มานี่สิ” เสียงของเซี่ยชิงสือ พี่ชายคนที่สามดังขึ้น ร่างสูงกวักมือเรียกหญิงสาวให้เข้ามารวมกลุ่ม ข้างกายยังมีว่านหนิงอวิ๋นและพี่ชายคนที่ห้าของนางยืนรออยู่ด้วยกัน “เจ้าเองก็ไม่ชอบเรียนวิชาขี่ม้ายิงธนู แล้วเหตุใดวันนี้จึงมาที่นี่เล่า ปกติมักจะโดดเรียนวิชานี้ไม่ใช่หรือ” เซี่ยหรงเหยาหันไปถามเพื่อนรักด้วยรอยยิ้ม ว่านหนิงอวิ๋นถอนหายใจเบาๆ “ไม่มาได้หรือ ท่านพ่อของข้ายื่นคำขาดแล้วว่า ถ้าโดดเรียนอีกครั้ง เบี้ยหวัดเดือนนี้จะเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เจ้าคิดดูสิ...บีบคั้นข้าเพียงนี้จะให้ทำอย่างไรได้” หญิงสาวเอนกายพิงหัวไหล่สหายรักด้วยสีหน้าหมดหวัง “สมแล้ว...ข้าว่าท่านแม่ทัพว่านทำถูก” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยพลางหัวเราะร่วน “นี่เซี่ยหรงเหยา! เจ้ายังเป็นสหายข้าอยู่หรือไม่!” ว่านหนิงอวิ๋นแสร้งทำเสียงขุ่น ก่อนสตรีทั้งสองจะวิ่งไล่กันไปมา เสียงหัวเราะใสกังวานของทั้งคู่ดังไปทั่วลานฝึก ทำให้บรรยากาศรอบด้านสดใสขึ้นทันตา อีกฟากหนึ่ง...ลู่หลานหลิงและไป๋เสี่ยวอิงยืนมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เจ้าดูพวกนางสิ...ทำเราต้องล้างห้องน้ำตั้งหนึ่งเดือน ยังมีหน้ามาหัวเราะอยู่ได้” ลู่หลานหลิงกำหมัดแน่น พร้อมกับเดินไปสมทบกับหลินเสวี่ยถง และวันนี้เป็นวันหลินเสวี่ยถงกลับมาเรียนได้แล้ว หลังจากพักรักษาอาการป่วย นางสวมชุดขี่ม้าสีอ่อนปักดิ้นทองอย่างประณีต ผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างงดงาม ทุกการเคลื่อนไหวล้วนผ่านการคำนวณมาอย่างดี เพราะรู้ล่วงหน้าว่า วันนี้...ตวนอ๋องจะมาสาธิตวิธีขี่ม้ายิงธนูด้วยตนเอง นางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มให้มาหยุดอยู่ที่ตนเพียงคนเดียว “เอาล่ะ ทุกคน...มารวมตัวกันตรงนี้” เสียงของอาจารย์ฟ่าน บุรุษวัยสามสิบต้นๆ ดังขึ้น เขาเคาะเกราะในมือส่งสัญญาณเรียกนักศึกษาชายหญิงให้มารวมตัวกันกลางลานฝึก และในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าพลันดังขึ้นจากอีกฟากของสนาม ทุกสายตาเริ่มหันไปมองเป็นจุดเดียว เมื่อร่างสูงในชุดขี่ม้าสีดำปรากฏขึ้น ใบหน้าหล่อเหลามีหน้ากากหยกปิดทับครึ่งหน้า เพิ่มความลึกลับให้กับบุคลิกที่สง่างามและทรงอำนาจ ม้าสีดำตัวใหญ่พ่วงพีหยุดลงตรงหน้ากลุ่มนักศึกษา ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวลงจากหลังม้าอย่างมั่นคงและสง่างาม “นั่น...องค์รัชทายาทมิใช่หรือ พระองค์มาทำอันใดที่นี่กัน” ว่านหนิงอวิ๋นเอนกายมากระซิบข้างหูเซี่ยหรงเหยา น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ข้าเองก็ไม่รู้” เซี่ยหรงเหยาตอบเสียงเบา หัวใจของนางยามนี้เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ตั้งแต่เห็นชายหนุ่มควบม้าตรงเข้ามา ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่เขาโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน มันได้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างบางก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอีกฝ่าย “ถวายพระพรองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” อาจารย์ฟ่านรีบค้อมกายลงอย่างนอบน้อม มู่หรงฉางชิงยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นเชิงให้อีกฝ่ายทำตัวตามสบาย “เปิ่นไท่จื่อได้ยินมาว่า อาจารย์สอนขี่ม้ายิงธนูมีไม่พอ จึงอาสามาช่วยเหลือ อย่างไรช่วงนี้ก็ว่างอยู่” “ต้องขอบพระทัยพ่ะย่ะคะ ความจริงคนของเราก็ไม่พอจริงๆ” อาจารย์ฟ่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงโล่งใจ ชายวัยกลางคนมองดูนักศึกษาชายหญิงเกือบสองร้อยชีวิตที่ยืนเรียงรายอยู่ตรงหน้า แล้วก็รู้ทันทีว่าตนคงคุมเหล่านี้ไม่ไหว หากไม่มีผู้ช่วย “แล้วนี่ตวนอ๋องยังไม่มาหรือ มีใครเห็นพระองค์บ้างหรือไม่” อาจารย์ฟ่านหันไปถามเหล่านักเรียนของตน “เปิ่นหวางอยู่นี่” เสียงทุ้มดังขึ้นจากอีกฟากของลานฝึก ร่างสูงโปร่งในชุดขี่ม้าสีเงินควบม้าเข้ามาอย่างสง่างาม ชายหนุ่มยกยิ้มบางๆ ขณะมองฝูงชน ความจริงเขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงและความประทับใจให้เหล่านักศึกษาชายหญิง โดยเฉพาะเซี่ยหรงเหยา หญิงสาวที่เคยตามติดตนเอง ให้นางหันกลับมามองตนอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นมู่หรงฉางชิง ดึงดูดสายตาของทุกคนไปจนหมด ความไม่พอใจพลันแล่นปราดขึ้นในอก มู่หรงจ้านขบกรามแน่น ก่อนจะลงจากหลังม้าอย่างสุขุม เดินตรงเข้ามาสมทบกับกลุ่มของอาจารย์ฟ่าน“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง
![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






