LOGINสองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออก
หลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด สัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด “หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้ เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบา ในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า “เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะลงบนแก้มนวลแผ่วเบา เซี่ยหรงเหยาขยับตัวเล็กน้อยราวกับรับรู้ได้ถึงสัมผัสนั้น ความเย็นทำให้นางเบี่ยงหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นในลำคอ แววตาเป็นประกายในความมืด เต็มไปด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยใช้มองใครมาก่อน ร่างสูงนั่งลงข้างเตียง เฝ้ามองใบหน้างามนานกว่าครึ่งชั่วยามโดยไม่ละสายตา “เอาไว้เปิ่นไท่จื่อจะกลับมาเล่นด้วยใหม่” เสียงพึมพำเบาๆ ดังลอดออกมา ก่อนจะขยับผ้าห่มให้หญิงสาวอย่างระมัดระวัง จากนั้นร่างสูงก็พลันหายไปในความมืดอย่างเงียบงัน เหลือเพียงแสงจันทร์ที่ยังคงส่องลงบนใบหน้างาม หญิงสาวผู้ไม่รู้เลยว่า บัดนี้หัวใจของตนกำลังถูกใครบางคนช่วงชิงอย่างช้าๆเช้าตรู่วันต่อมา วันนี้เป็นอีกวันที่เซี่ยหรงเหยารู้สึกไม่อยากไปที่สำนักศึกษาเลยแม้แต่น้อย เพราะทุกต้นเดือน...สำนักศึกษาชายชางหลงและสำนักศึกษาหญิงหมิงเยวี่ย จะต้องรวมตัวกันเพื่อเรียนวิชาขี่ม้ายิงธนู ซึ่งเป็นสิ่งที่นางไม่ชอบที่สุดในบรรดาสิ่งที่นางต้องเรียนรู้ เพราะมันทั้งเหนื่อย และยังต้องใช้แรงมากกว่าที่สตรีบอบบางอย่างนางจะรับไหว “น้องสี่...มานี่สิ” เสียงของเซี่ยชิงสือ พี่ชายคนที่สามดังขึ้น ร่างสูงกวักมือเรียกหญิงสาวให้เข้ามารวมกลุ่ม ข้างกายยังมีว่านหนิงอวิ๋นและพี่ชายคนที่ห้าของนางยืนรออยู่ด้วยกัน “เจ้าเองก็ไม่ชอบเรียนวิชาขี่ม้ายิงธนู แล้วเหตุใดวันนี้จึงมาที่นี่เล่า ปกติมักจะโดดเรียนวิชานี้ไม่ใช่หรือ” เซี่ยหรงเหยาหันไปถามเพื่อนรักด้วยรอยยิ้ม ว่านหนิงอวิ๋นถอนหายใจเบาๆ “ไม่มาได้หรือ ท่านพ่อของข้ายื่นคำขาดแล้วว่า ถ้าโดดเรียนอีกครั้ง เบี้ยหวัดเดือนนี้จะเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เจ้าคิดดูสิ...บีบคั้นข้าเพียงนี้จะให้ทำอย่างไรได้” หญิงสาวเอนกายพิงหัวไหล่สหายรักด้วยสีหน้าหมดหวัง “สมแล้ว...ข้าว่าท่านแม่ทัพว่านทำถูก” เซี่ยหรงเหยาเอ่ยพลางหัวเราะร่วน “นี่เซี่ยหรงเหยา! เจ้ายังเป็นสหายข้าอยู่หรือไม่!” ว่านหนิงอวิ๋นแสร้งทำเสียงขุ่น ก่อนสตรีทั้งสองจะวิ่งไล่กันไปมา เสียงหัวเราะใสกังวานของทั้งคู่ดังไปทั่วลานฝึก ทำให้บรรยากาศรอบด้านสดใสขึ้นทันตา อีกฟากหนึ่ง...ลู่หลานหลิงและไป๋เสี่ยวอิงยืนมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าไม่พอใจ “เจ้าดูพวกนางสิ...ทำเราต้องล้างห้องน้ำตั้งหนึ่งเดือน ยังมีหน้ามาหัวเราะอยู่ได้” ลู่หลานหลิงกำหมัดแน่น พร้อมกับเดินไปสมทบกับหลินเสวี่ยถง และวันนี้เป็นวันหลินเสวี่ยถงกลับมาเรียนได้แล้ว หลังจากพักรักษาอาการป่วย นางสวมชุดขี่ม้าสีอ่อนปักดิ้นทองอย่างประณีต ผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างงดงาม ทุกการเคลื่อนไหวล้วนผ่านการคำนวณมาอย่างดี เพราะรู้ล่วงหน้าว่า วันนี้...ตวนอ๋องจะมาสาธิตวิธีขี่ม้ายิงธนูด้วยตนเอง นางตั้งใจจะใช้โอกาสนี้ดึงดูดสายตาของชายหนุ่มให้มาหยุดอยู่ที่ตนเพียงคนเดียว “เอาล่ะ ทุกคน...มารวมตัวกันตรงนี้” เสียงของอาจารย์ฟ่าน บุรุษวัยสามสิบต้นๆ ดังขึ้น เขาเคาะเกราะในมือส่งสัญญาณเรียกนักศึกษาชายหญิงให้มารวมตัวกันกลางลานฝึก และในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าพลันดังขึ้นจากอีกฟากของสนาม ทุกสายตาเริ่มหันไปมองเป็นจุดเดียว เมื่อร่างสูงในชุดขี่ม้าสีดำปรากฏขึ้น ใบหน้าหล่อเหลามีหน้ากากหยกปิดทับครึ่งหน้า เพิ่มความลึกลับให้กับบุคลิกที่สง่างามและทรงอำนาจ ม้าสีดำตัวใหญ่พ่วงพีหยุดลงตรงหน้ากลุ่มนักศึกษา ก่อนที่ชายหนุ่มจะก้าวลงจากหลังม้าอย่างมั่นคงและสง่างาม “นั่น...องค์รัชทายาทมิใช่หรือ พระองค์มาทำอันใดที่นี่กัน” ว่านหนิงอวิ๋นเอนกายมากระซิบข้างหูเซี่ยหรงเหยา น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ข้าเองก็ไม่รู้” เซี่ยหรงเหยาตอบเสียงเบา หัวใจของนางยามนี้เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ตั้งแต่เห็นชายหนุ่มควบม้าตรงเข้ามา ภาพเหตุการณ์ในวันนั้น วันที่เขาโอบกอดนางเอาไว้ในอ้อมแขน มันได้ผุดขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่อยู่ ร่างบางก้มหน้างุด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาอีกฝ่าย “ถวายพระพรองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ” อาจารย์ฟ่านรีบค้อมกายลงอย่างนอบน้อม มู่หรงฉางชิงยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นเชิงให้อีกฝ่ายทำตัวตามสบาย “เปิ่นไท่จื่อได้ยินมาว่า อาจารย์สอนขี่ม้ายิงธนูมีไม่พอ จึงอาสามาช่วยเหลือ อย่างไรช่วงนี้ก็ว่างอยู่” “ต้องขอบพระทัยพ่ะย่ะคะ ความจริงคนของเราก็ไม่พอจริงๆ” อาจารย์ฟ่านเอ่ยด้วยน้ำเสียงโล่งใจ ชายวัยกลางคนมองดูนักศึกษาชายหญิงเกือบสองร้อยชีวิตที่ยืนเรียงรายอยู่ตรงหน้า แล้วก็รู้ทันทีว่าตนคงคุมเหล่านี้ไม่ไหว หากไม่มีผู้ช่วย “แล้วนี่ตวนอ๋องยังไม่มาหรือ มีใครเห็นพระองค์บ้างหรือไม่” อาจารย์ฟ่านหันไปถามเหล่านักเรียนของตน “เปิ่นหวางอยู่นี่” เสียงทุ้มดังขึ้นจากอีกฟากของลานฝึก ร่างสูงโปร่งในชุดขี่ม้าสีเงินควบม้าเข้ามาอย่างสง่างาม ชายหนุ่มยกยิ้มบางๆ ขณะมองฝูงชน ความจริงเขาตั้งใจจะใช้โอกาสนี้สร้างชื่อเสียงและความประทับใจให้เหล่านักศึกษาชายหญิง โดยเฉพาะเซี่ยหรงเหยา หญิงสาวที่เคยตามติดตนเอง ให้นางหันกลับมามองตนอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นมู่หรงฉางชิง ดึงดูดสายตาของทุกคนไปจนหมด ความไม่พอใจพลันแล่นปราดขึ้นในอก มู่หรงจ้านขบกรามแน่น ก่อนจะลงจากหลังม้าอย่างสุขุม เดินตรงเข้ามาสมทบกับกลุ่มของอาจารย์ฟ่าน“ยอมรับซะ! ท่านหึงหวงข้า” เฟยหยางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ“ใช่ ข้ายอมรับว่าหึงหวง ข้ากลัวว่าเจ้าจะเลือกคนอื่นที่ดีกว่าข้า คนที่ไม่ได้ทอดทิ้งเจ้า คนที่สามารถดูแลเจ้าได้ดีกว่า” หลินหลันเยียนกอดชายหนุ่มเอาไว้“โง่จริง...ในใจข้ามีเพียงท่านคนเดียว ไม่มีใครอื่น”“และท่านไม่ได้ทอดทิ้งข้า ท่านเพียงแค่หลงทาง แต่ตอนนี้ท่านกลับมาแล้ว นั่นก็เพียงพอมิใช่หรือ” เฟยหยางกอดนางแน่นขึ้น และครั้งนี้...เขาได้พบกับความสุขของตนเองโดยไม่ต้องแย่งชิงแล้วหลังทั้งสองพูดคุยเปิดใจ ชายหนุ่มก็ไปพบบุตรชายทั้งสองที่เรือนของเอ้อโก่ว พร้อมแนะนำตนเองว่าเป็นบิดาแท้ๆ ของพวกเขาเด็กสองคนที่รู้ความ ต่างคาดเดาเอาไว้แล้วว่า พวกเขาอาจมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่เช่นนั้นเฟยหยางคงไม่ดูแลพวกเขาดีขนาดนี้“ท่านพ่อ” เด็กทั้งสองยอมรับบิดาแท้ๆ ผู้นี้ได้อย่างง่ายดาย“พ่อขอโทษที่ไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเจ้า แต่จากนี้ไป พ่อจะดูแลลูกทั้งสองและมารดาของเจ้าอย่างดีที่สุด” เด็กสองคนพยักหน้า ดวงตาเปียกชื้นด้วยหยาดน้ำตางานแต่งของพวกเขาถูกจัดขึ้นที่หมู่บ้านหลีฮวา หลินหลันเยียนขายเรือนที่หมู่บ้านเหมยฮวาที่ชอบดูถูกนาง มาซื้อเ
หนึ่งเดือนที่เขาไม่มาที่เรือนของนาง แต่ข้าวของกลับยังคงถูกส่งมาโดยเอ้อโก่ว นางทนไม่ไหวแล้ว จึงได้พาลูกทั้งสอง นั่งเกวียนลาตามเอ้อโก่วไปที่หมู่บ้านหลีฮวาเมื่อเห็นที่อยู่อันซอมซ่อของเขา เมื่อเทียบกับเรือนของนางแล้ว เขาใช้ชีวิตค่อนข้างลำบาก แต่ถึงอย่างนั้นกลับมอบทุกอย่างให้นางและลูกทั้งสอง หลายเดือนที่พวกเขาพบกัน นับแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยนางเอาไว้ นางไม่เข้าใจเจตนาของเฟยหยาง ทำไมต้องดีกับพวกนางแม่ลูก แต่กลับไม่เอ่ยขอสถานะใดๆเมื่อพบว่าในเรือนของเขามีบิดาที่นอนติดเตียง นางก็เข้าใจได้ทันที เขาคงไม่ต้องการให้นางต้องลำบากไปกับเขา จึงได้แยกตัวมาใช้ชีวิตเงียบๆ กันสองคนวันนี้เฟยหยางเข้าเมือง ที่เรือนจึงมีเอ้อโก่วคอยดูแล หญิงสาวขอร้องให้เอ้อโก่วพาลูกๆ ของนางไปที่เรือนของเขา ส่วนตนเองรอชายหนุ่มเงียบๆ ภายในเรือน กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับหายไป ร่างสูงใหญ่เป็นเงาตะคุ่มเดินโซเซขึ้นเขามาเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลิ่นสุราลอยคลุ้งในอากาศ ทำให้นางรู้ว่าชายหนุ่มกำลังมึนเมา“เจ้าเป็นใคร!”ด้วยสัญชาตญาณ ชายหนุ่มพลันใช้มือกำรอบคอของอีกฝ่าย ดันเข้าผนังดินทันที ทว่าเมื่อเห็นใบหน้างามชัดๆ ความมึนเมาพลันหายเป็น
ได้ยินเช่นนั้น...กลิ่นอายความตายพลันแผ่ออกจากร่างของชายหนุ่ม อากาศรอบตัวเขาเย็นยะเยือกลงทันตา ดวงตาสองข้างเย็นชาจนน่ากลัวชายหนุ่มใช้วิชาตัวเบาทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว ตรงเข้าอำเภอถงอันทันที ร่างของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วจนเกือบมองไม่เห็น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว ต้องสังหารคนเหล่านั้นให้สิ้นเพียงไม่ถึงชั่วยาม...ร่างสูงใหญ่พลันหยุดยืนที่หน้าศาลาว่าการอำเภอถงอัน เจ้าหน้าที่นับสิบยืนรออยู่ก่อนแล้ว ราวกับรู้ว่า...ชายหนุ่มจะต้องตามมาแน่ พวกเขาตะโกนด่าทอออกไป“เฟยหยาง! เจ้าคือคนร้ายในประกาศจับ! ยอมจำนนซะ!ไม่อย่างนั้นเราจะสังหารบิดาของเจ้าเสีย!” เฟยหยางยังคงนิ่งเงียบ เขาเหลือบมองคนเหล่านั้นทีละคน สายตาเยือกเย็นจนอ่านไม่ออกว่าคิดสิ่งใดคำขู่ใช้ไม่ได้ผลกับเขา อันที่จริงตัวเขาและบิดาก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีเพียงนั้น ที่ยังดูแลก็เพราะต้องการบางสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ หากบิดาต้องตายด้วยน้ำมือของคนเหล่านี้ ตนเองก็จักทำหลุมศพให้อย่างดี และแก้แค้นเพื่อให้บิดาจากไปอย่างสงบเสมียนซูก้าวออกมาเบื้องหน้า พร้อมกับชี้ไปยังชายหนุ่ม“นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าบังอาจล่วงเกินข้า! วันนี้เจ้าต้องคุกเข่าขออภัยโทษ ยอมตัดขาสองข
ตลอดหลายปีทำแต่เรื่องเหลวไหล พลอยทำให้สามแม่ลูกต้องลำบาก แบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี เมื่อนอนไม่หลับ...จึงคว้าธนูขึ้นเขา หวังหาเงินให้มากเพื่อให้พวกเขาแม่ลูกไม่ต้องทนลำบากวันต่อมา...เฟยหยางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ชายหนุ่มได้ยืมเกวียนเทียมลาของหัวหน้าหมู่บ้าน เพื่อบรรทุกกวางหนุ่มสองตัว และไก่ป่ากระต่ายป่าอีกมากมาย หัวหน้าหมู่บ้านที่ได้ทานเนื้อเพราะชายหนุ่ม จึงยินยอมให้หยิบยืมอย่างยินดีหลังขายสัตว์ป่าได้เงินมากกว่าร้อยตำลึง ชายหนุ่มจึงเลือกซื้อเสบียงสำหรับสามแม่ลูก เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านเหมยฮวา แต่ในระหว่างทาง กลับถูกชายฉกรรจ์จำนวนสิบคนขวางเอาไว้“หยุดเดี๋ยวนี้! วันนี้เจ้าจะไปไหนไม่ได้!” ตัวหัวหน้าตะโกนเสียงดัง คล้ายกำลังข่มขู่ให้อีกฝ่ายหวาดกลัว“เจ้าควรรู้ตัวว่าได้ไปล่วงเกินใครเอาไว้ หลังจากวันนี้ไปก็จงจำใส่หัว อย่าได้คิดกร่างทั้งที่ตนไร้อำนาจ” คนเหล่านั้นหัวเราะออกมาราวกับตนเองจัดการเฟยหยางไปแล้ว“หลีกไป!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ไม่นำพาต่อเสียงหัวเราะของคนเหล่านั้น“นี่! ลูกพี่...เจ้านี่มันกำลังดูถูกพวกเราอยู่” ลูกน้องร่างผอมแห้งเดินเข้ามากระซิบกับหัวหน้าของตน แต่กลับถูกตบหน้าไปหนึ่งฉาด
ชายขายหมูเงื้อมือหวังจะทุบไปที่หลินหลันเยียน ทว่า...เฟยหยางกลับยื่นมือออกไปหยุดชายขายหมูเอาไว้ รอบๆ บริเวณเงียบลงทันที“เจ้า! เจ้ากล้าขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้าหรือ!” ชายขายหมูตะโกนลั่น เฟยหยางเหลือบมองแขนที่มีไขมันของเขา ก่อนจะบีบมันแรงๆ เสียงกร๊อบพลันดังขึ้น เพียงครั้งเดียวแขนก็หักงอไม่เป็นรูปชาวบ้านที่กำลังมุงดูเรื่องสนุกของผู้อื่น ต่างถอยห่างออกจากพวกเขา คนเราไม่พูดพร่ำทำเพลง บทจะตีก็ตีเลย ช่างน่าหวาดกลัวนัก ชาวบ้านเหล่านั้นคิดในใจเสียงชายขายหมูร้องโหยหวน ไม่ต่างจากหมูที่เขาเชือด ร่างอ้วนกลมล้มลงกับพื้นพร้อมกอดแขนที่บิดงอ แม้จะเป็นเช่นนั้น...สีหน้าของเฟยหยางก็มิได้แปรเปลี่ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เย็นชาและไร้อารมณ์เหมือนเดิม“ไสหัวไปซะ!!” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเย็น ชายขายหมูที่กลิ้งไปมาบนพื้นมองเขาด้วยสายตาอาฆาต“ได้! เรื่องในครั้งนี้ข้าไม่จบง่ายๆ แน่” เขาเอ่ยอาฆาต รีบลุกขึ้นด้วยแขนข้างหนึ่ง จากไปพร้อมสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธหลินหลันเยียนถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่แล้วใบหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกอีกครั้ง วันนี้รอดไปได้ แล้วพรุ่งนี้ล่ะ วันต่อๆ ไปล่ะ ตนเองจะหลบเลี่ยงภัยร้ายครั้งนี้ได้อย่า
ทุกเส้นประสาทในร่างกายตึงเครียด แม้จะเจ็บปวดจากบาดแผล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องเพื่อทำลายบรรยากาศ น้ำตาของคนเหล่านั้นไหลพราก ในใจคิดว่า...วันนี้คือวันสุดท้ายของชีวิตทว่า...เฟยหยางกลับไม่สนใจพวกเขา ชายหนุ่มหยิบของขึ้นแบกบนหลังอีกครั้ง มองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจากไปยังทิ้งคำพูดสุดท้ายเอาไว้“ถ้าพบกันครั้งหน้า จะไม่จบที่แค่ถูกหักขา” นั่นมิใช่เพียงคำขู่ หากแต่กลุ่มโจรรู้ว่า...ชายผู้นี้เอาจริง เฟยหยางเดินจากไป ทิ้งเสียงร้องโหยหวนไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้ากลับบ้านท่ามกลางความมืดชายหนุ่มลับถึงกระท่อมเชิงเขาในยามดึก แสงจันทร์ส่องผ่านหน้าต่างเล็ก ทำให้มองเห็นเอ้อโก่วห่มผ้าห่มเก่าขาด นั่งหลับที่ข้างเตียงเขามิได้จุดตะเกียงหรือปลุกเด็กหนุ่มให้ตื่น แต่กลับทำทุกอย่างท่ามกลางความมืด เคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบด้วยความชำนาญ เก็บของที่ซื้อมาให้เข้าที่ จากนั้นจึงหยิบธนูแบกขึ้นบ่าเดินกลับขึ้นเขาไปอีกครั้งเฟยหยางเป็นนายพรานที่เก่งกาจ แต่ชายหนุ่มไม่เคยจากบ้านไปเกินหนึ่งวันอย่างเช่นนายพรานคนอื่น นั่นเพราะยังมีบิดาที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง แม้จะจ่ายเงินให้เอ้อโก่วคอยดูแล แต่ก็ยังรู้สึกไม่วาง
ร่างสูงโปร่งแบกกวางตัวเขื่องเดินลงจากเขาราวกับไม่มีน้ำหนัก เลือดจากเหยื่อยังคงหยดลงเป็นจุดสีแดงเข้มตามทาง ใบหน้าที่มีรอยแผลยาวเป็นทางจากหว่างคิ้วลงมาที่ข้างใบหู ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัว แสงแดดยามบ่ายสาดส่องทำให้รอยแผลนั้นยิ่งชัดเจนชาวบ้านที่พบเห็นชายหนุ่มต่างรีบถอยห่าง เพราะรอยแผลเป็นทำให้พวกเขาต่างคา
เสียงล้อรถม้าบดกับพื้นหินดังแผ่วเบาลงเรื่อยๆ ทิ้งไว้เพียงภาพของจักรพรรดินีและพระราชสวามีที่ยังคงยืนส่งอยู่หน้าประตูเมือง ภาพแห่งมิตรภาพ ความผูกพัน และคำอวยพรที่อบอุ่นเหนือสิ่งใดในโลกเมื่อขบวนรถม้าของตระกูลมู่หรงแล่นเข้าสู่ประตูเมืองหลวงแห่งแคว้นเจา ผู้คนต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี เสียงกลองและขล
“จ้าวเหลยขอรับ” ทันทีที่ชื่อของจ้าวเหลยหลุดออกจากปากเด็กน้อย เซี่ยหรงเหยาพลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้างราวกับพึ่งเข้าใจบางสิ่ง“เด็กน้อย เข้ามาใกล้ๆ ให้ข้าดูหูของเจ้าได้หรือไม่” มู่หรงจ้านหันไปมองมู่หรงจื่ออิง อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบาๆ เขาจึงเดินเข้าไปใกล้หญิงงามตรงหน้าเซี่ยหรงเหยา
แม้แต่มู่หรงฉางชิง ผู้มีชื่อเสียงเรื่องความสามารถในการฝึกสัตว์ ยังต้องยอมรับว่ามันดื้อรั้นเกินไป แต่เพราะเซี่ยชิงสือเอ่ยปากขอร้องให้น้องเขยช่วยปราบพยศ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องทำตามคำขอ และท้ายที่สุด แม้แต่มู่หรงฉางชิงก็ยังไม่อาจทำให้มันยอมจำนนได้วันนี้...ที่มู่หรงจื่ออิงพาเด็กชายตัวเล็กมาที่ลานฝึกม้าด้







