LOGINไม่กี่วันต่อมา
ข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยอง และที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานา บ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมด นางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม “นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง “ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า” “ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว “ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยงชมดอกเหมย นางคิดจะลากเจ้าให้เป็นเหยื่อโทสะขององค์หญิงใหญ่ โดนแค่นี้ข้ายังคิดว่าน้อยไปด้วยซ้ำ” ว่านหนิงอวิ๋นพูดพลางหัวเราะ สีหน้าเต็มไปด้วยความสะใจ แต่ในใจของเซี่ยหรงเหยา กลับนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาภายใต้หน้ากากหยกของรัชทายาทมู่หรงฉางชิงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ภาพดวงตาลึกลับยังคงติดอยู่ในความทรงจำ ร่างบางรีบสะบัดหัวเบาๆ พยายามขับไล่ความคิดนั้นออกไป “บ้าจริง เหตุใดถึงได้คิดว่าเป็นฝีมือของเขากันนะ” หญิงสาวพึมพำกับตนเองเบาๆ แต่ยิ่งพยายามหยุดคิด ภาพของชายหนุ่มผู้นั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นในใจ ราวกับเงาที่ไม่อาจสลัดหลุดได้ หลังวิชาเดินหมากสิ้นสุดลง อาจารย์หวงได้ออกจากห้องเรียนไป เสียงพูดคุยของเหล่าสตรีดังขึ้นเมื่อถึงเวลาพักเที่ยง ลู่หลานหลิงและไป๋เสี่ยวอิง สองสหายที่เคยหาเรื่องเซี่ยหรงเหยา บัดนี้ต่างรีบเก็บตำรา เตรียมจะหนีออกจากห้องให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่ทันถึงประตู ก็มีร่างหนึ่งก้าวออกมาขวางไว้ เป็นว่านหนิงอวิ๋นนั่นเอง หญิงสาวเหลือบมองสตรีทั้งสอง ดวงตากลมโตหรี่ลงเล็กน้อย “เจ้าลืมแล้วหรือ ท่านอาจารย์หวงสั่งว่าอย่างไร หรือเจ้าต้องการให้ข้าไปรายงาน” สองสหายชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าซีดเผือดลงทันที “เจ้า! รังแกกันเกินไปแล้ว!” ลู่หลานหลิงตะโกนเสียงสั่น ขณะที่ไป๋เสี่ยวอิงเริ่มน้ำตาคลอ “ข้าเพียงเตือนตามคำสั่งของอาจารย์เท่านั้น” ว่านหนิงอวิ๋นยักไหล่ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความขบขัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมอ่อนข้อ ทั้งสองจึงทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับร้องไห้ออกมาเสียงดัง “ขอร้องล่ะ อย่าให้เราสองคนไปล้างห้องน้ำเลย!” เสียงสะอื้นของทั้งคู่ดังสะท้อนภายในนห้องเรียน ว่านหนิงอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันไปมองเซี่ยหรงเหยาที่นั่งอยู่ด้านใน ซึ่งกำลังกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น บรรยากาศในห้องเรียนที่เคยตึงเครียด เริ่มผ่อนคลายลง สุดท้ายเพราะความกลัวต่ออาจารย์หวง ไป๋เสี่ยวอิงและลู่หลานหลิง ที่เคยเชิดหน้ากล่าวร้ายต่อเซี่ยหรงเหยา กำลังคุกเข่าขัดพื้นด้วยสีหน้าผะอืดผะอม เสื้อผ้าของสตีทั้งสองเปียกชุ่มไปด้วยน้ำสกปรกพร้อมเสียงอาเจียนดังเป็นระยะ ส่วนเซี่ยหรงเหยา ยามนี้นั่งอยู่ในรถม้าที่กำลังแล่นออกจากสำนักศึกษาอย่างเงียบๆ แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องกระทบใบหน้างามที่มีรอยยิ้มอ่อนโยน พร้อมดวงตาเปล่งประกายพึงพอใจ “กรรมใดใครก่อ...” ร่างบางพึมพำเสียงเบา วันนี้ เซี่ยหรงเหยากลับถึงจวนด้วยท่าทางอารมณ์ดี หลังจากหนึ่งวันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเล็กๆ ที่ชวนให้หัวใจเบิกบาน ทว่าขณะเดินผ่านศาลากลางสวน กลับเห็นเงาร่างหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างสงบนิ่ง ร่างบางชะลอฝีเท้า ก่อนจะก้าวเข้าไปใกล้ด้วยความสงสัย และเมื่อมองให้ชัดก็ต้องชะงักไป เพราะองค์รัชทายาทมู่หรงฉางชิงกำลังนั่งจิบชาอย่างเงียบๆ แสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าคมด้านข้าง ภาพนั้นทำหัวใจหญิงสาวเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว “ถวายพระพรองค์รัชทายาทเพคะ” เซี่ยหรงเหยายอบกายลงอย่างนอบน้อม เสียงของนางเบาหวิวและสั่นเทา ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองอีกฝ่าย “คุณหนูเซี่ย...” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นอย่างอ่อนโยน ทันใดนั้น ความเงียบพลันปกคลุมรอบกาย เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านใบไม้ เซี่ยหรงเหยาขยับกายเล็กน้อย ความอึดอัดแล่นเข้ามาแทนที ตลอดหลายวันมานี้ ใบหน้าของเขาไม่เคยหายไปจากความคิดคำนึง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เอ่ยสิ่งใด หญิงสาวจึงเบี่ยงกายหมายจะจากไป แต่กลับชนเข้ากับบางสิ่งที่แข็งแรงและอบอุ่น “ท่าน...มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อใด” ร่างบางเงยหน้าขึ้นพร้อมเบิกตาโตด้วยความตกใจ “เปิ่นไท่จื่อเห็นคุณหนูเซี่ยยืนเหม่อลอย จึงคิดว่าอาจกำลังไม่สบาย...” ชายหนุ่มยกมือขึ้นหวังจะสัมผัสที่หน้าผากมน ทว่าหญิงสาวกลับเอียงกายหลบ “ปะ...เปล่าเพคะ! หม่อมฉันสบายดี” เซี่ยหรงเหยารีบลนลานปฏิเสธ “จริงหรือ...เช่นนั้นยามเมื่อเราเดินมา ไยเจ้าถึงไม่รู้ตัว” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยพลางโน้มกายเข้ามาใกล้ ใกล้มากจนนางสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ จากชายหนุ่มทำให้หัวใจของเซี่ยหรงเหยาเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ ความร้อนแล่นปราดขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่ “ไหนบอกว่าสบายดี เหตุใดใบหน้าถึงได้แดงก่ำเพียงนี้” ฝ่ามือเย็นที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ยกขึ้นแตะหน้าผากของนาง ความเย็นสบายจากสัมผัสนั้นทำหญิงสาวเผลอหลับตา ก่อนจะรู้สึกตัวและรีบถอยห่าง ทว่า...เพราะความรีบร้อน ทำให้ก้าวเท้าพลาด ร่างบางเอนล้มไปด้านหลัง นางคิดแล้วว่า วันนี้ตนเองคงต้องเจ็บตัวเป็นแน่ แต่แล้ว...แขนแข็งแรงของชายหนุ่มกลับตวัดเข้ามารับไว้ได้ทัน หญิงสาวจึงตกอยู่ในอ้อมกอดของเขา ทั้งสองสบตากันในระยะใกล้จนได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่าย ชั่วขณะนั้น...เวลาราวกับหยุดนิ่ง“องค์รัชทายาทเพคะ พระองค์ยินดีจะช่วยหม่อมฉันเอาชนะคนเหล่านั้นหรือไม่” เสียงของนางอ่อนหวานแต่มั่นคง ทุกสายตาในลานฝึกต่างหันมาจับจ้องยังหญิงสาว พี่ชายของนางที่ได้ยินน้องสาวแสดงความขวัญกล้า เขาถึงกับอ้าปากค้างส่วนมู่หรงฉางชิงทำเพียงยกยิ้มมุมปาก ดวงตาคมกริบฉายแววบางอย่างที่ไม่มีใครอ่านออก“แน่นอน...เปิ่นไท่จื่อย่อมไม่ปฏิเสธคำขอของเจ้า” คำตอบนั้นทำให้คนที่อยู่ในลานฝึกต่างเงียบกริบ ก่อนที่เสียงซุบซิบจะดังขึ้นอีกครั้ง เพราะการแข่งขันครั้งนี้ ดูท่าจะไม่ธรรมดาเสียแล้วคำพูดของชายหนุ่มแม้จะทำให้ใบหน้าของเซี่ยหรงเหยาร้อนผ่าว แต่หญิงสาวก็ยังคงรักษาท่าทีได้อย่างสง่างาม ดวงตาคู่งามนิ่งสงบ ริมฝีปากบางยกยิ้มราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่ในอก หัวใจกำลังเต้นแรงจนแทบทะลุออกมาข้างนอกสืออีที่ยืนอยู่ด้านนอกลานฝึก มองภาพนั้นแล้วส่ายหน้าเบาๆ“ครั้งก่อนเป็นพี่ชายที่ใช้องค์รัชทายาทเพื่อจัดการกับตวนอ๋อง ครั้งนี้เป็นน้องสาว...คนสกุลเซี่ยนี่ช่างใจกล้ายิ่งนัก” แม้จะเอ่ยเช่นนั้นแต่กลับรู้สึกชื่นชมพวกเขาในใจ“เจ้ากล้าใช้เขาลงแข่งกับตวนอ๋องได้อย่างไร” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา เพราะกลัวว่ารัชทายาทหนุ่มจะได้ยิน“ข
“สหายรัก เจ้ายังจะทำเรื่องนั้นอยู่หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นกระซิบถามเสียงเบา ขณะยืนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเซี่ยหรงเหยา“ทำอะไร...” หญิงสาวขมวดคิ้วถามกลับ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง“ก็เรื่องนั้นไง...ผลักหลินเสวี่ยถงลงน้ำ ทำให้นางอับอายจนแต่งเป็นพระชายาเอกของตวนอ๋องไม่ได้อีกต่อไป” คำพูดนั้นทำให้เซี่ยหรงเหยาชะงักงันภาพความทรงจำวันแรกที่นางได้กลับมาเกิดใหม่ การสนทนาในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว“ไม่ได้นะ! ห้ามลงมือเด็ดขาด อีกอย่าง...ข้าก็ไม่ได้คิดจะตามติดตวนอ๋องอีกแล้ว ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับนางไปก็เท่านั้น เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า” ว่านหนิงอวิ๋นเบิกตากว้าง มองสหายรักราวกับเห็นผี“นี่! นี่ยังเป็นเพื่อนรักของข้าอยู่อีกหรือไม่” นางจับแขนเซี่ยหรงเหยาหมุนไปมาเพื่อหาความผิดปกติ“เอาล่ะ เอาล่ะ พอแล้ว เลิกจับข้าหมุนไปหมุนมาเสียที ข้าเวียนหัว” เซี่ยหรงเหยาพูดพลางหัวเราะร่วน“เล่ามา...มีรักครั้งใหม่ หรือเจ้าแค่คิดได้เอง”ว่านหนิงอวิ๋นเริ่มจับผิด“อะไรเล่า ข้าก็แค่คิดว่า รักในวัยเด็กมันควรจบลงเพียงเท่านี้ ตอนนี้ข้าก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทำตัวเรื่อยเปื่อยตามติดคนที่ไม่มีใจต่อไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา อีกอย่าง...เรื่อง
สองสายตาสบประสาน เฝ้ามองกันและกันจนลึกถึงจิตวิญญาณ แต่แล้วเซี่ยหรงเหยาก็ผลักเขาออกเบาๆ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงรัชทายาทหนุ่มที่ยืนมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา แววตาที่ชายหนุ่มมองหญิงสาว มันลึกซึ้งเกินกว่าจะอ่านออกหลังกลับถึงเรือนส่วนตัว เซี่ยหรงเหยาพยายามข่มตาให้หลับ แต่ไม่ว่าจะพลิกกายกี่ครั้ง ใจของนางก็ยังไม่สงบ ภาพเหตุการณ์ในศาลาเมื่อกลางวันยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดสัมผัสอ่อนโยนนั้น เสียงทุ้มต่ำที่เรียกชื่อของนาง และแววตาที่ทำให้หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอก ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งท่ามกลางความมืด“หรือว่าข้าจะชอบองค์รัชทายาท...ไม่จริงน่า!” เสียงหวานพึมพำเบาๆ ก่อนนางจะล้มตัวลงนอนอีกครั้ง และพยายามบังคับให้ตนเองหลับให้ได้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ จนเสียงลมหายใจของหญิงสาวเริ่มดังอย่างสม่ำเสมอ ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาบางเบาในเงามืด...ร่างสูงในชุดคลุมสีทมิฬก้าวเข้ามาอย่างไร้เสียง เขาหยุดยืนข้างเตียง ดวงตาคมทอดมองร่างบางที่กำลังหลับสนิท ใบหน้าคมคายภายใต้หน้ากากหยก อ่อนโยนลงยามเมื่อมองสตรีตรงหน้า“เจ้ากระต่ายน้อย...” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบ ปล
ไม่กี่วันต่อมาข่าวลือได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง ศาลบรรพชนของตระกูลหลินถูกไฟเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ที่หน้าประตูเรือนของหลินเสวี่ยถงมีรอยเลือดสาดกระเซ็นให้เห็นอย่างน่าสยดสยองและที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ใบหน้าอันงดงามของนาง ยามนี้เต็มไปด้วยตุ่มหนองแดงช้ำจนไม่อาจออกมาพบผู้ใดได้ ผู้คนต่างพูดกันไปต่างๆ นานาบ้างว่าตระกูลหลินทำผิดต่อฟ้าดินจึงถูกสวรรค์ลงโทษ บ้างก็ว่าเป็นเวรกรรมที่สะสมมานานจนถึงคราวต้องชดใช้ ครอบครัวหลินเองต่างพากันกล่าวโทษหลินเสวี่ยถง ว่าเป็นต้นเหตุของเคราะห์ร้ายทั้งหมดนางจึงถูกสั่งให้คุกเข่าอยู่หน้าเรือนถึงสองวันเต็ม“นี่เจ้าได้ยินข่าวลือช่วงนี้หรือไม่” ว่านหนิงอวิ๋นนั่งลงข้างสหาย พลางกระซิบถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น“เรื่องอะไรหรือ ช่วงนี้ข้ามัวแต่อ่านตำราอยู่ในจวน มิได้ออกข้างนอกเลย” เซี่ยหรงเหยาตอบเรียบๆ พลางวางตำรากลยุทธการเดินหมากในมือลง“ก็เรื่องที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลินน่ะสิ...ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใครกันแน่ แต่ถึงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ ข้าก็อยากขอบคุณคนผู้นั้น ที่ช่วยระบายความโกรธแทนเจ้า”“ระบายความโกรธให้ข้าหรือ...” เซี่ยหรงเหยาขมวดคิ้ว“ใช่สิ! วันนั้นที่งานเลี้ยง
คำตอบนั้นยิ่งทำให้หลินเสวี่ยถงจับพิรุธได้ชัดเจนขึ้น ดวงตางามหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะตวัดสายตาไปยังอีกมุมหนึ่งของงานเลี้ยง ที่นั่น...เซี่ยหรงเหยากำลังหัวเราะกับว่านหนิงอวิ๋นอย่างอารมณ์ดีรอยยิ้มของนางสดใสราวกับไม่เคยมีเรื่องใดให้ต้องกังวล หลินเสวี่ยถงกำมือแน่น ความโกรธแค้นแล่นปราดขึ้นในอกนางรู้ดีว่าตวนอ๋องของตนมิใช่บุรุษที่จะแสดงความสนใจต่อสตรีใดง่ายๆ แต่วันนี้เซี่ยหรงเหยากลับสามารถดึงดูดสายตาของเขาไปที่ตนได้อย่างง่ายดายภายในใจของหลินเสวี่ยถงพลันเต็มไปด้วยความริษยา และหวาดกลัว นางกลัวว่าสายตาที่เคยเป็นของนางแต่เพียงผู้เดียว จะไม่หวนกลับมาอีกแล้วงานเลี้ยงชมดอกเหมยสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอวลด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ ทว่าความสนใจของผู้คนเหล่านั้นกลับไม่อาจดึงดูดท่านหญิงหนิงอันได้เลย นางยังคงไม่แสดงท่าทีสนใจบุรุษใดเป็นพิเศษตรงกันข้าม องค์หญิงใหญ่กลับแสดงความสนใจต่อว่านอวิ๋นเซียวอยู่บ่อยครั้ง ทำชายหนุ่มถึงกับทำตัวไม่ถูก ในใจเกรงว่าตนจะกลายเป็นที่หมายตาขององค์หญิงใหญ่เข้าเสียแล้วแม้ท่านหญิงหนิงอันจะงดงามเพียงใด แต่เขาก็ยังอยากเลือกคู่ครองด้วยหัวใจของตนเอง มากกว่าจะถูกผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์ขอ
“เรียกเปิ่นไท่จื่อว่าองค์รัชทายาท” สายตาเย็นชาตวัดมองมือของน้องชายต่างมารดา ที่กำลังจับแขนของเซี่ยหรงเหยา“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”มู่หรงจ้านรีบปล่อยนางทันที เซี่ยหรงเหยาเห็นความประหม่าในแววตาของชายหนุ่ม ไม่คิดเลยว่า...ในอดีตเขาจะเคยมีท่าทีของผู้ที่ด้อยกว่าเพราะไม่กี่ปีหลังจากนี้ ตวนอ๋องจะผงาดขึ้นเป็นใหญ่ และมีอำนาจที่สุดในเมืองหลวง แต่นั่นต้องหลังจากองค์รัชทายาทสละตำแหน่ง และในชีวิตก่อนของนาง คนผู้นี้ก็ไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเลยสักครั้ง“เจ็บหรือไม่” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยกับหญิงสาว ราวกับก่อนหน้านี้มิใช่คนคนเดียวกัน“ไม่เจ็บเพคะ” ร่างบางส่ายหน้า“พี่ชายของเจ้ากำลังร้อนใจ เหตุใดมาเข้าห้องน้ำถึงไม่พาข้ารับใช้ติดตามมาด้วย” น้ำเสียงตำหนิของชายหนุ่มตรงหน้า ราวกับพี่ชายที่กำลังดุน้องสาว“หม่อมฉันผิดไปแล้ว ครั้งหน้าจะระวัง” เซี่ยหรงเหยารู้สึกประหม่า แต่ก็อุ่นใจยามเมื่ออยู่ใกล้คนคนนี้ มันช่างแตกต่างจากครั้งที่ต้องอยู่ตามลำพังกับมู่หรงจ้านยิ่งนัก“ไปเถอะ เปิ่นไท่จื่อจะไปส่ง”ชายหนุ่มจูงมือหญิงสาวเดินจากไปตั้งแต่ต้นจนจบ...มู่หรงจ้านมิได้เอ่ยปากแม้เพียงครึ่งคำ นั่นก็เพราะความสามารถและอำนาจที่ต่าง







