Share

บทที่ 7

Penulis: JustMoonLight
last update Tanggal publikasi: 2026-04-14 15:04:43

เจิ้งฝูหลิงพาทุกคนลงจากเรือ ของบางห่อถูกเจ้าหน้าที่ทางการขอตรวจค้น แต่ดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะคุ้นเคยกับเจิ้งฝูหลิงดีจึงไม่มีท่าทางข่มขวัญสร้างความลำบากให้แก่คนครอบครัวโจว

"ไอหยา เจิ้งหลิงพวกข้าต้องคอยตอบคำถามของเมียเจ้าทุกวันว่าเมื่อไหร่เรือสินค้าของพี่หู่จะเทียบท่า ในที่สุดเจ้าก็กลับมาเสียที คราวนี้หมั่นโถวนึ่งของเมียเจ้าคงจะมีรสชาติอร่อยขึ้นสักที ฮ่าๆๆ"

"ต้องขอบคุณพวกท่านที่ช่วยดูแลชุ่ยเหนียนแทนข้า นี่คือมารดาและน้องสาวที่ข้าเดินทางไปรับกลับมาขอรับ"

เจ้าหน้าที่หลายคนของท่าเรือเหลือบมองใบหน้าโจวจวิน และดึงเจิ้งฝูหลิงมากระซิบถาม "เจิ้งหลิง น้องเขยของเจ้ามีรอยแผลบนใบหน้า เขาคงไม่ใช่พวกโจรสลัด หรือเป็นพวกผิดกฎหมายหรอกใช่ไหม"

"โอ๊ย ไม่ใช่แน่นอนขอรับ ท่านก็รู้แคว้นเล็กๆทางฝั่งนั้นเกิดสงคราม ยามนี้ยังคงมีข่าวเลือดไหลนองแผ่นดินอยู่เลย น้องเขยของข้าเป็นนายพรานล่าสัตว์อยู่ตามป่าเขา แผลที่ได้มาเป็นเพราะปกป้องน้องสาวของข้าจากคนร้าย ท่านดูสิน้องสาวข้าหน้าตางดงามมาก ยามนี้แผ่นดินทางด้านนั้นวุ่นวายโจรผู้ร้ายออกอาละวาด หากน้องเขยข้าไม่ทุ่มเทกำลังปกป้องครอบครัวสุดตัว ยามนี้ข้าคงรับเถ้ากระดูกท่านแม่และน้องสาวกลับมาแทนคนเป็นๆแล้ว"

"น้องเขยเจ้าร่างกายสูงใหญ่ ด้านหลังที่เขาแบกอยู่มีธนูและผ้าที่ห่อดาบใหญ่เล่มโตอยู่ เจ้าจะไม่ให้ข้าเอ่ยปากถามได้อย่างไร"

"โจวจวินมีอาชีพเป็นช่างตีเหล็ก เขาจึงหลงใหลพวกอาวุธที่ทำขึ้นจากการตีเหล็ก นี่ก็ไปเจอดาบที่ขายที่ท่าเรือจึงซื้อนำมาศึกษาขอรับ น้องเขย เจ้าช่วยนำดาบที่เจ้าซื้อมาแกะผ้าออกให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทีสิ" เจิ้งฝูหลิงหันไปบอกโจวจวินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

โจวจวินยืนฟังเจิ้งฝูหลิงพูดคุยกระซิบกับเจ้าหน้าที่คนนี้อยู่นานแล้ว เขาจึงนำดาบที่สะพายหลังอยู่ออกมาแกะผ้าออกให้คนอื่นดู ผู้คนต่างรุมดูดาบเนื้อดีเป็นประกายแวววาว บางคนใจกล้าขอลองจับดาบยกขึ้น ก่อนจะรีบวางลงอย่างรวดเร็ว

"ดาบสวยงามมาก ไม่รู้ใช้เหล็กอะไรตี แต่น้องชาย ข้าคิดว่ามันหนักเกินไปแล้ว เจ้าซื้อมาแล้วจะเอาไปใช้ทำอะไรได้ ที่นี่คนธรรมดาห้ามพกพาอาวุธเจ้ารู้กฎนี้หรือยัง"

เจิ้งฝูหลิงรีบพูดตอบแทนน้องเขยว่า "ข้าบอกเขาแล้ว ดาบเล่มนี้เขาซื้อมาเอาไว้ใช้แล่เนื้อสัตว์ขนาดใหญ่ขอรับ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ ข้าจะพาน้องเขยไปลงทะเบียนอาชีพนายพรานขอรับ วันนี้ท่านก็ช่วยเห็นแก่หน้าข้า ปล่อยพวกข้าไปพักผ่อนก่อน ด้านหลังแถวเริ่มยาวแล้วนะขอรับ"

"ได้ๆ เจ้ากลับมาแล้วอย่าพักนานนักล่ะ ข้าอยากกินแพะตุ๋นฝีมือของเจ้าแล้ว"

"อีกสามวันข้าจะตุ๋นแพะ นายท่านอย่าลืมไปช่วยอุดหนุนร้านข้านะขอรับ" เจิ้งฝูหลิงรับคำและรีบพาทุกคนเดินออกจากท่าเรือ

ระหว่างเดินทางเจิ้งฝูหลิงก็พูดอธิบายว่า ชาวบ้านธรรมดาอายุตั้งแต่16ปีขึ้นไปต้องลงทะเบียนอาชีพเพื่อเสียภาษีให้ราชสำนัก หากไม่มีอาชีพไม่มีเอกสารการจ่ายภาษี จะถูกจับไปเป็นแรงงานหลวง ต้องทำงานแลกอาหารไม่มีค่าแรงให้

ดังนั้นวันนี้ทุกคนต้องพักที่บ้านของเจิ้งฝูหลิงก่อนพรุ่งนี้จะต้องไปลงทะเบียนอาชีพ โจวจวินลงทะเบียนอาชีพนายพรานและช่างตีเหล็ก เขามีสองอาชีพจะได้เสียภาษีลดลงเพราะถือว่าเป็นคนมีความสามารถ ส่วนเจิ้งฮุ่ยหลิงและเจียงฝานต้องลงอาชีพชาวไร่ชาวนา เพราะมีพื้นที่ทำกินของครอบครัวเป็นไร่นาที่ใช้ปลูกพืช เสียภาษีเป็นผลิตผลจากพืชที่ ปลูก โดยหนึ่งปีเสียภาษีถึงสองรอบ

ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมทุกคนที่นี่จึงยากจน เจียงฝานจึงต้องอดทนแบกท้องไปทำงานที่ต่างแคว้น เพราะแผ่นดินใหญ่ที่นี่ราชสำนักเก็บภาษีโหดมาก ยิ่งมีภัยแล้งผลผลิตจากไร่นาได้น้อย เมื่อจ่ายภาษีตามจำนวนคนของครอบครัวแล้ว แต่ละบ้านแทบจะไม่เหลืออะไรให้กิน

อาชีพพ่อค้าแม่ค้าจ่ายภาษีเพียงรอบเดียว ดังนั้นเจิ้งฝูหลิงจึงทิ้งไร่นามาทำการค้า เขาจึงมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้จะต้องจ่ายเป็นเงินจำนวนมาก แต่เขาค้าขายเก่งยังหาเงินได้ง่ายกว่า

โจวจวินจึงเอ่ยปากถามว่า "พี่รอง แล้วอาชีพนายพรานกับช่างตีเหล็กเสียภาษีอย่างไร"

"เสียภาษีเป็นเงิน เจ้ามีสองอาชีพ จึงเสียภาษีอาชีพละหนึ่งครั้งต่อปี ข้าจำไม่ได้ว่าต้องเสียปีละเท่าไหร่พรุ่งนี้พวกเราค่อยไปดูด้วยกัน"

โจวจวินยืนนิ่งและพูดว่า "เช่นนั้นข้าก็เสียภาษีสองครั้งต่อปีอยู่ดีไม่ใช่หรือ เพราะข้าลงทะเบียนสองอาชีพ"

เจิ้งฝูหลิงหัวเราะและพูดว่า "ก็ดีกว่าเจ้าต้องเสียภาษี นายพรานสองรอบต่อปี หรือเสียภาษีอาชีพช่างตีเหล็กสองรอบต่อปี แต่ละอาชีพเสียภาษีไม่เท่ากัน เจ้าเชื่อข้าเถิดลงสองอาชีพไว้ จะมีประโยชน์กว่า ช่างตีเหล็กขึ้นชื่อว่าเป็นแรงงานมีฝีมือ เสียภาษีน้อยกว่านายพราน แต่เจ้าต้องนำสัตว์มาขายและยังพกพาอาวุธอย่างไรก็ต้องลงทะเบียนเป็นอาชีพนายพรานเอาไว้"

เมื่อเจิ้งฝูหลิงอธิบายเช่นนี้ โจวจวินจึงเข้าใจมากขึ้น หากเขาเป็นช่างตีเหล็กจะพกพาอาวุธไม่ได้นี่เอง

เจิ้งฝูหลิงเอ่ยชวนน้องสาวอีกครั้งว่า "อาผิง เจ้าเปลี่ยนมาค้าขายดีหรือไม่ พี่รองจะหาพื้นที่แถวท่าเรือให้เจ้าขายของ เจ้ามีฝีมือทำอาหารอร่อยเปิดร้านขายอาหารที่ทำจากพริกของเจ้าก็ได้"

เจิ้งฮุ่ยผิงก้มหน้ามองบุตรสาวในห่อผ้าและมองใบหน้าที่มีบาดแผลด้านหนึ่งของโจวจวิน แล้วจึงพูดว่า "ข้าค้าขายไม่เก่ง อีกทั้งใบหน้าของข้าพบเจอผู้คนมากมาย มักจะมีปัญหาตามมา ทำอาชีพปลูกผักอยู่หมู่บ้านในชนบท พบเจอผู้คนให้น้อยลงจะดีกว่าเจ้าค่ะ"

"เฮ้อ เจ้ายังกล้าเรียกหมู่บ้านเถียนซีว่าเป็นหมู่บ้านชนบทอีกหรือ ข้าว่าที่นั่นเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนได้เลยนะ อืมแต่เหมาะกับน้องเขย ที่นั่นป่าไม้บนภูเขาอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การล่าสัตว์"

ทุกคนพูดคุยกันไปและเดินหอบหิ้วของไปด้วย เดิมโจวจวินอยากจ้างเกวียนมาช่วยขนของ แต่เจิ้งฝูหลิงกลับพูดว่าไม่ต้องจ้าง ให้ฝากของส่วนใหญ่เอาไว้ที่คนของพี่หู่ก่อน แล้วเดี๋ยวเขานำเกวียนที่บ้านมาขนของที่ท่าเรืออีกที เวลานี้ทุกคนจึงถือห่อผ้าที่สำคัญและมีค่าเท่านั้น แต่ก็ยังมีของเยอะอยู่ดี เดินเท้าไปยังบ้านของเจิ้งฝูหลิง

ทุกคนเดินมาได้เกือบสองเค่อ*ก็ถึงบ้านของเจิ้งฝูหลิงที่ด้านหน้าเป็นร้านค้า ยามนี้มีคนมาซื้อของประปราย สตรีที่ดูคล่องแคล่วมีผ้าโพกหัวและอยู่ในชุดเสื้อแขนยาว กระโปรงยาวมีผ้ากันเปื้อนที่มีกระเป๋าใส่เงินสวมทับชุดกระโปรงอยู่อีกชั้น เมื่อนางเห็นเจิ้งฝูหลิงจึงเผยรอยยิ้มกว้าง และตะโกนเข้าไปในบ้าน "อามู่ พ่อของเจ้ากลับมาแล้ว เร็วเข้ารีบออกมาต้อนรับท่านพ่อและท่านย่าของเจ้า"

สิ้นเสียงตะโกน ก็มีเด็กชายวัยห้าขวบวิ่งออกมาจากด้านในบ้านอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเปื้อนมอมแมมแฝงแววดื้อรั้น

เจิ้งฝูหลิงหัวเราะ รีบหาที่วางของที่ตนถือมา ก่อนจะเดินไปอุ้มบุตรชายและกอดรัดเขาอย่างคิดถึง

"ท่านพ่อรีบปล่อยข้าลง ข้าโตแล้วท่านพ่อไม่ควรอุ้มข้า" เจิ้งหรงมู่ดิ้นหนีลงจากอ้อมแขนของพ่อตน เด็กชายผิวสองสีอยู่ในชุดเสื้อแขนยาวครึ่งแขนสวมกางเกงและมีผ้าผูกเอวไว้ ยามนี้ใช้ดวงตากลมโตหันไปมองคนแปลกหน้าอย่างอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะเด็กชายผิวขาวที่มือหนึ่งจับมือกับหญิงสูงวัยอีกมือหิ้วห่อผ้า เด็กชายคนนี้ผิวขาวมากแบบนี้เจิ้งหรงมู่ไม่เคยเห็นใครผิวขาวขนาดนี้มาก่อน แต่เมื่อเหลือบมองสตรีหน้าตาสวยงามในอ้อมแขนมีห่อผ้าที่ห่อเด็กไว้อีกคนหนึ่ง สตรีผู้นี้ก็มีผิวขาวมากเช่นกัน ใบหน้างดงามโดดเด่น งามกว่าสตรีของนายท่านเจ้ากรมการเรือที่เขาไปแอบดูเสียอีก ในขณะที่จ้องมองคนงามจนเพลินตา กลับมีบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ลำตัวหนา เสื้อที่สวมอยู่แทบจะปกปิดมัดกล้ามเนื้อของคนผู้นี้ไม่ได้เลย แต่เมื่อมองใบหน้าที่มีแผลเป็น เจิ้งหรงมู่ถึงกับตกใจจนเผลอร้องออกมา

"ไอ้หยา.....น่า.หน้า เจ้าหน้าเหมือนผิ....อี๋..อื้อๆๆ." ยังไม่ทันพูดจบ เจิ้งฝูหลิงก็ใช้มือปิดปากบุตรชายได้ทัน

"ข้าบอกเจ้าหลายครั้งแล้ว ว่าอย่าตัดสินคนที่หน้าตาภายนอก รีบขอโทษอาเขยของเจ้าเดี๋ยวนี้เร็วเข้า"

โจจวินไม่ถือสาคำพูดของเด็กน้อย แต่โจวจื่อหวายที่ยืนจับมือของเจียงฝานอยู่ มีสีหน้าไม่พอใจดวงตากลมโต ลูกตาสีดำสนิทกลับจ้องมองเจิ้งหรงมู่คล้ายคนมีความแค้นต่อกัน

หมายเหตุ; * 1 เค่อ ประมาณ15 นาที

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 200 ตอนจบ

    แคว้นต้าหมิงผลัดเปลี่ยนผู้ครองบัลลังก์ใหม่อีกครั้ง ฮ่องเต้จูหย่งตี้ขึ้นครองบัลลังก์ท่ามกลางปัญหามากมายในแคว้นต้าหมิง ทรงปราบปรามอ๋องทั้งหลายที่ก่อกบฏ ทรงแจกเสบียงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน ทรงก่อตั้งทหารเรือเพื่อกำจัดเหล่าโจรสลัดที่มักปล้นทรัพย์ชาวบ้านตามบริเวณชายฝั่งทะเลที่ปรึกษาเซี่ยคงเสวียนได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอัครเสนาบดีผู้คุมการทำงานของขุนนางในราชสำนัก บุตรเขยคนโตของเขาเจิ้งหรงเจี้ยนเป็นเสนาบดีฝ่ายขวาเลื่อนขึ้นมาเป็นขุนนางขั้นสองทั้งที่อายุยังน้อย เจิ้งหรงมู่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางขั้นสามเป็นเสนาบดีควบคุมกองคลัง เจิ้งหรงจิ้งเป็นแม่ทัพใหญ่ถูกย้ายมาประจำชายแดนทางเหนือ โจวจื่อหวายบุตรเขยคนรองของท่านอัครเสนาบดีได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพควบคุมทหารองครักษ์และรับผิดชอบทหารที่ใช้ปกป้องเมืองหลวงฮ่องเต้จูหย่งตี้ทรงย้ายเมืองหลวงมาตั้งใหม่ที่เมืองเป่ยจิง และสร้างปรับปรุงพระราชวังแห่งใหม่ขึ้นแทนที่จวนเอียนอ๋อง ช่วงปรับเปลี่ยนเมืองหลวงมีผู้คนต่อต้านและสร้างข่าวลือมากมาย มีบางคนได้ยินข่าวลือมาว่าฮ่องเต้จูจางเหวินยังไม่ตายและได้หลบลี้หนีภัยไปทางทะเล หม่าชางเหวินผู้ที่สังหารจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 199

    หม่าชางเหวินบุกเข้าไปในพระตำหนักคุณหนิง ซึ่งเป็นที่ประทับของฮ่องเต้จูจางเหวิน เขารู้ดีว่าโจวจวินเปิดทางให้เขาเป็นผู้ลงมือ เพราะเอียนอ๋องจะได้ไม่มีความแค้นเคืองกับโจวจวินในภายหลังไท่ซ่างหวงเอ่ยต่อรองกับหม่าชางเหวินท่ามกลางผู้คนที่คอยคุ้มกันเขาว่า "อาชางเอ๋ย อาจางผู้นี้เขามีศักดิ์เป็นพี่ชายของเจ้า ไว้ชีวิตของเขาได้หรือไม่""เสด็จปู่ คนผู้นี้สังหารเสด็จอาไปตั้งหลายคน แล้วเขายังก่อเรื่องทำให้เสด็จย่าของข้าต้องปลิดชีพตนเองเช่นนั้น ท่านยังจะขอให้ข้าไว้ชีวิตเขาอีกหรือ"จูจางเหวินมองกำลังทหารที่คุ้มครองตนแล้วมองไปยังคนที่อยู่ด้านหลังหม่าชางเหวินด้วยความท้อใจ "ข้าคงไม่มีหนทางถอยแล้วใช่หรือไม่ เช่นนั้นข้าขอร้องให้เจ้าปล่อยคนที่ตำหนักเฟิ่งหนิงไปได้หรือไม่ นางกำลังตั้งครรภ์บุตรของข้า ลู่ฮองเฮาดีต่อโจวจื่อหยามากมาโดยตลอดเจ้าปล่อยนางไปได้หรือไม่"หม่าชางเหวินเหยียดยิ้มก่อนจะพูดด้วยใบหน้าโกรธแค้นว่า "ในที่นี้ข้าละเว้นได้เพียงชีวิตของเสด็จปู่เท่านั้น ส่วนสตรีของเจ้าเหตุใดข้าต้องละเว้นพวกนางด้วย ในเมื่อเจ้ายังไม่ละเว้นฮูหยินของข้าเลย" หม่าชางเหวินรับรู้แล้วว่ายามนี้โจวจื่อหยานอนหลับยังไม่ฟื้นเนื่องจา

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 198

    โจวจวินขี่ม้ามารับขบวนรถม้าของบุตรชายและบุตรสาว เนื่องจากเขาเองก็โดนคนลอบโจมตีเช่นกันจึงทำให้เสียเวลา เมื่อเขาไม่ได้พบกับขบวนรถม้าของบุตรทั้งสองที่จุดนัดพบ จึงเร่งม้าเดินทางต่อเพราะคาดเดาได้ว่าขบวนรถม้าผิดเวลาเช่นนี้ต้องมีปัญหาเกิดขึ้นโจวจื่อหยาสั่งให้จงลู่ช่วยแบกโจวจื่อหวายมาขึ้นรถม้าของนางโดยให้สาวใช้คนสนิทย้ายไปขึ้นรถม้าคันอื่น และสั่งให้จงลู่พาคนเจ็บเคลื่อนย้ายเดินทางออกจากบริเวณนี้ ส่วนคนเสียชีวิตก็ให้นำศพกลับไปด้วย แม้จะทำให้การเดินทางล่าช้าลง แต่โจวจื่อหยาเลือกจะไม่ทิ้งใครเอาไว้ด้านหลัง แม้คนเหล่านั้นจะไม่มีลมหายใจแล้วก็ตามเมื่อขึ้นรถม้ามาอยู่คันเดียวกับโจวจื่อหวายเพียงสองคน นางก็ตรวจพบว่าลมหายใจของเขาแผ่วเบาแม้จะฝังเข็มที่บาดแผลเพื่อหยุดเลือดแต่อวัยวะภายในเสียหายมาก โจวจื่อหยารู้ดีว่าหากเป็นคนทั่วไปโจวจื่อหวายต้องเสียชีวิตแล้วไม่มีหนทางรักษาเพราะเขาโดนลูกธนูยิงทะลุปอดไปหนึ่งข้างโจวจื่อหยาเลือกที่จะเสี่ยงใช้พลังแก้วดวงจิตของตน ทั้งที่มีเสียงเตือนภายในใจว่าหากนางใช้พลังพิเศษรักษาโจวจื่อหวายจนหาย ถือว่าเกินขีดจำกัดตามธรรมชาติมากไปพลังชีวิตของนางอาจจะหมดลงได้แต่เมื่อคิดว่าไม่ใ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 197

    โจวจื่อหยากลับมาพักผ่อนอยู่ที่จวนหม่ากั๋วกง แต่ภายในใจยังคงวนเวียนอยู่กับความคิดที่แอบอ่านมาได้จากผู้คนในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นภายในวังหลวงค่ำคืนนี้หลังจากผ่านบทรักที่ชุ่มฉ่ำใจ หม่าชางเหวินกอดจูบร่างบางอย่างรักใคร่ ก่อนจะยื่นนิ้วเรียวยาวไปคลึงหัวคิ้วของโจวจื่อหยาอย่างเอาใจ"มีเรื่องอันใดหรือ ทำไมเจ้าจึงดูกลุ้มใจเช่นนี้""ท่านพี่ในงานเลี้ยงวันนี้ข้าเพิ่งค้นพบว่า ฮ่องเต้จูจางเหวินไม่มีทางปล่อยท่านไป ฮ่องเต้ทรงคิดว่าตระกูลหม่าไม่สมควรมีอยู่และทรงระแวงหม่าไทเฮารวมถึงเอียนอ๋อง" เมื่อพูดจบเงยหบน้ามองหม่าชางเหวินด้วยท่าทางไม่แน่ใจก่อนจะพูดเพิ่มเติมว่า " อีกเหตุผลก็เป็นเพราะฮ่องเต้จูจางเหวินสนใจในตัวจื่อหยา พระองค์คิดอยากได้จื่อหยาไปเป็นส่วนหนึ่งในสตรีที่ทรงโปรดปราน จึงคิดอยากกำจัดท่านพี่ที่ขวางทางอยู่ วันนี้พวกเราหลบเลี่ยงได้แต่วันต่อๆไปไม่รู้ว่าพวกเราจะพลาดเมื่อไหร่จื่อหยาจึงรู้สึกไม่สบายใจเลยเจ้าค่ะ"เมื่อโจวจื่อหยาพูดจบหม่าชางเหวินมีสีหน้าดำมืด แต่ยังคงพยายามพูดปลอบใจโจวจื่อหยา "เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องกังวลใจ ท่านพ่อตาเริ่มแผนการที่วางไว้แล้ว ยามนี้พวกเรามีหน้าที่กวนน้ำในวังหลวงให้ขุ่นเท่านั้น

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 196

    ก่อนที่โจวจื่อหยาจะออกจากวังได้มอบของขวัญให้แก่ลู่ฮองเฮา เป็นกำยานหอม และน้ำอาบแช่กายสูตรพิเศษ โจวจื่อหยาได้กระซิบบอกวิธีการใช้ของเหล่านี้เป็นพิเศษมอบให้แก่ลู่ฮองเฮาอีกด้วย โจวจื่อหยามั่นใจว่าของขวัญเหล่านี้ ฮ่องเต้จูจางเหวินจะได้รับการปรนนิบัติเป็นพิเศษจากลู่ฮองเฮา ถือได้ว่านี่เป็นการมอบผลประโยชน์ให้กับฮ่องเต้จูจางเหวินทางอ้อมสามวันต่อมาหม่าชางเหวินพาโจวจื่อหยาเข้าวังหลวงอีกครั้ง เพื่อมาตามเทียบเชิญของพระสนมหลี่เฟย ที่เชิญโจวจื่อหยาไปร่วมงานเลี้ยงที่พระตำหนักเฟิ่งจี๋พระสนมหลี่เฟย สั่งให้คนจัดโต๊ะอาหารตัวยาวพร้อมทั้งเชิญแขกเป็นฮูหยินคนสำคัญของขุนนางใหญ่ในเมืองหลวงมามากมายหลายคนวันนี้พระสนมหลี่เฟยทรงแต่งตัวงดงามหรูหราดูสูงส่ง ต่างจะคุณหนูหลี่หวงซินคนเดิมเป็นอย่างมาก จากเดิมเคยแต่งตัวเรียบง่ายด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ แต่วันนี้พระนางเลือกสวมชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายเป็นดอกไห่ถังและประดับตกแต่งด้วยผ้าลูกไม้เมื่อถึงเวลางานหม่าชางเหวินเดินเคียงคู่มากับโจวจื่อหยา ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาของคนผู้นี้ยังคงทำให้จิตใจของพระสนมหลี่เฟยเกิดความหวั่นไหวได้เหมือนเดิม พระสนมหลี่เฟยมองหม่าชางเหวินอยู่นานแล้วจ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 195

    โจวจื่อหยาและหม่าชางเหวินเข้าพักที่จวนหม่ากั๋วกงในเมืองหลวง ในขณะที่เหล่าพี่ชายแยกย้ายกลับไปพักที่บ้านตระกูลเจิ้งและจวนเหมันต์เพ่ยเพ่ยพาไป๋จือและไป่เหอมารอต้อนรับโจวจื่อหยาที่จวนหม่ากั๋วกง โจวจื่อหยาไม่ได้มองพวกนางเป็นสาวใช้ทั่วไป แต่มองพวกนางเป็นสหายต่างวัยเสียมากกว่า เมื่อได้มาพบหน้ากันจึงพูดคุยถามไถ่เหตุการณ์ในชีวิตของแต่ล่ะคน"อะไรกันคนของสำนักอินทรีย์เหตุใดจึงคิดจะมาแย่งคนของข้าไปอีกแล้ว แต่งพี่เพ่ยเพ่ยออกไปแล้วหนึ่งคนยังไม่พอนี่ยังจะมาขอแต่งไป๋จือเพิ่มอีกหรือนี่" โจวจือหยาแกล้งเอ่ยหยอกเย้าไป๋จือที่ยามนี้กำลังปลูกต้นรักอยู่กับข่งเจียซ่าน"หากคุณหนูไม่เห็นด้วยไป๋จือก็จะไม่แต่งเจ้าค่ะ"ไป๋จือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง"ฮ่าๆ ข้าเพียงพูดแกล้งหยอกเจ้า ใยถือเป็นจริงเป็นจัง หากเจ้าคิดว่าแต่งงานออกเรือนแล้วมีความสุขข้าย่อมสนับสนุน ไม่ใช่เพียงไป๋จือนะรวมถึงไป่เหอด้วย""ข้าจะไม่แต่งงานเจ้าค่ะ ชาตินี้ข้าจะอยู่รับใช้คุณหนูไปตลอดชีวิต"ไป่เหอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง 'หากไม่มีคุณหนูชีวิตของนางในยามนี้คงจบลงที่หอโคมแดงไปแล้วดังนั้นชาตินี้นางจะอยู่เพื่อทดแทนคุณให้กับคุณหนู'โจวจื่อหยาอ่านความคิดของไป่เ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 91

    ณ.จวนตระกูลจวง เรือนที่พักของแขกยามนี้มีครอบครัวตระกูลโจวและเจิ้งหรงมู่และหม่าชางเหวินมาพักอยู่อาศัย เวลานี้ทุกคนนั่งรวมตัวกันที่ห้องโถงกลางของเรือนรับแขก เพื่อฟังข่าวที่จงลู่ไปสืบกลับมาว่าเมื่อกลางวันเป็นใครที่ส่งคนมาสืบข่าว แต่แล้วก็ต้องประหลาดใจและพากันหันไปมองทางโจวจื่อหวายและหม่าชางเหวินด้วยสา

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 64

    เมื่อกลับมาถึงจวนเหมันต์ โจวจื่อหยาพาเซี่ยนปิงเหยียนและเซี่ยปิงหยูมานั่งพัก พอดีกับที่ชุ่ยเหนียนและเจิ้งฮุ่ยผิงกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในห้องโถง โจวจื่อหยาจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้ท่านแม่และป้าสะใภ้รองของตนฟังโดยละเอียด"อะไรกันเหตุใดฮวาเอ๋อร์ จึงสร้างเรื่องให้ผู้อื่นเข้าใจผิดอย่างนี้ล่ะ นี่ไ

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 42

    ยามเช้าโจวจื่อหยาตื่นมาด้วยความสดชื่น นั่งกินอาหารเช้าเพียงลำพังเพราะทุกคนต่างออกไปทำธุระกันหมดแล้ว เมื่อกินอาหารเช้าเสร็จจึงกลับมาเปลี่ยนชุด โจวจื่อหยาได้ขอให้เจิ้งฮุ่ยผิงผู้เป็นมารดาตัดเย็บชุดฉีผ่าวให้กับตนซึ่งเป็นรูปแบบชุดของชาวแมนจูมีตัวเสื้อคอป้ายมีกระดุมผ้าติดอย่างสวยงาม ตัวเสื้อยาวคลุมขา ชาย

  • เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นสตรีบ้านป่า   บทที่ 28

    ยามเย็นโจวจื่อหยาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จเปลี่ยนชุดใหม่ แล้วเดินออกมาจากห้องส่วนตัวของตน กลิ่นน้ำแกงหอมหวานลอยมาตามลม โจวจื่อหยาจึงเร่งซอยเท้าไปยังเรือนฝั่งขวาซึ่งมีห้องครัวอยู่ที่นั่นทันที "กลิ่นน้ำแกงไก่ หอมมากเลยเจ้าค่ะท่านแม่"โจวจื่อหยาพูดทักเมื่อเห็นเจิ้งฮุ่ยผ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status