เข้าสู่ระบบซ่งถิงเฟยตื่นมาอีกครั้งหลังจากหลับไปนานหกชั่วยาม อาหยวนที่เห็นว่าเจ้านายตื่นก็ยิ้มอย่างตื่นเต้น หากไม่ใช่ว่าเขาพลิกตัวไปมาขณะที่นอนหลับ ตนคงนึกว่าเขาป่วยหนักจนยากจะฟื้น
“ข้าหลับไปนานเท่าใด” เขาถามขณะที่ถูกประคองขึ้นให้ลุกนั่ง
“หกชั่วยามขอรับ ตอนนี้ก็เป็นยามเหม่า[1]พอดี”
ซ่งถิงเฟยพยักหน้า สิ่งที่เรียกว่าระบบคงเป็นความฝันของเขาเอง ส่วนความทรงจำของชายที่ชื่อจางเถานั้น เขายังรู้สึกประหลาดใจอยู่ ในขณะที่ความทรงจำของตนเองเขากลับจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด
“จริงสิอาหยวน เดิมทีข้าเป็นคนเช่นไร”
“บ่าวพูดได้หรือขอรับ” บ่าววัยสิบเจ็ดก้มหน้าไม่กล้าตอบ
“พูดมาเถอะ ข้าอยากรู้ความจริง เผื่อความทรงจำจะกลับคืนมาบ้าง เอาความจริงนะ” เขากล่าวเสียงเรียบ
“คุณชายเป็นบุรุษเสเพล การงานไม่ทำ ตำราไม่อ่าน ขี้หลี้ขี้อวด คุณหนูบ้านไหนก็หลีกหลบ ท่านคอยเป็นคนขี้ประจบเหล่าสตรีงาม โดยเฉพาะคุณหนูโจวที่ท่านกำลังตามเกี้ยว ยังไม่นับใช้เงินเติบมือ แล้วก็....”
“พอๆ ข้ารับตัวเองไม่ได้” เขายกมือขึ้นห้าม นี่ตนไม่มีข้อดีเลยหรือ
“แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนในจวนก็รักท่าน ท่านป๋อก็รักท่านและตามใจมาตั้งแต่เด็ก ซื่อจื่อเองก็เอ็นดูน้องชายอย่างท่าน ออกหน้าให้เสมอ ยิ่งฮูหยินนั้นไม่ต้องพูดถึง รักและตามใจท่านมาตั้งแต่ไหนแต่ไร”
“ข้าเป็นแบบนั้นแท้ๆ แต่ก็ยังได้รับความรัก ต่างจากอีกคน ทำดีแทบตาย สุดท้ายก็...” เขากำลังเปรียบเทียบชีวิตนี้กับอีกชีวิตในความทรงจำ
จากนั้นจู่ๆ เขาก็ปวดศีรษะ มือสองข้างยกขึ้นกุม ภาพความทรงจำบางอย่างหลั่งไหลเข้ามาเป็นระลอก
เสียงไอแห้งๆ แผ่วเบาดังออกจากห้องเล็กที่ถูกกันไว้ด้านหลังเรือน จางเถานั่งอยู่ข้างเตียง มือบีบหลังมือของมารดาแน่น ก่อนจะคลายออกแล้วตัดสินใจออกไปตามหมอด้วยตัวเอง แต่ก็ถูกสาวใช้ขวางเอาไว้
“ข้าให้คนไปตามหมอนานแล้ว แต่ไม่มาเสียที ข้าจะออกไปตามเอง”
สาวใช้ไม่หลบสายตาไม่แสดงความเห็นใจแม้เสี้ยวเดียว “ฮูหยินให้หมอตรวจอาการไข้ของนายท่านอยู่ หมอยังมาไม่ได้ ฮูหยินให้คุณชายอยู่ดูแลไปก่อน”
“ท่านพ่อเพียงมีไข้เล็กน้อย แต่แม่ของข้าป่วยหนัก..”
ยังพูดไม่ทันจบสาวใช้ผู้นั้นก็พูดแทรก “ฮูหยินบอกให้รอ คุณชายอย่าได้ทำให้ข้าลำบากใจเลย”
เขากัดฟันแน่นจนเลือดคาวในปากเอ่อขึ้น ทว่าตนเป็นเพียงลูกอนุแม้จะโกรธแค้นเพียงใดก็ทำอะไรไม่ได้
จางเถาเดินกลับไปนั่งคุกเข่าข้างมารดา ก้มหน้าน้ำตาไหลไม่หยุด “ท่านแม่ ข้าผิดเอง ข้าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ข้าควรทำให้ท่านมีชีวิตดีขึ้น แต่สุดท้าย…”
มารดาของเขายิ้มอ่อน แต่รอยยิ้มนั้นก็แผ่วราวจะหายไปทุกเมื่อ
“แค่เจ้ามาเกิดเป็นลูกแม่ แม่ก็พอใจแล้วเถาเอ๋อร์” หลังคำพูดนั้นไม่นาน ลมหายใจเบาบางของมารดาก็ขาดหายไป จางเถานิ่งราวกับโลกทั้งใบดับแสงลงตรงหน้า ความเจ็บปวดของการเป็นบุตรชายของอนุในเรือนรองที่ต้องทนดูมารดาของตนเองตายไปต่อหน้า มันทำให้เขาใจสลาย
สองวันหลังฝังมารดา จางเถายืนอยู่หน้าประตูเรือนพักของตน ข้างกายมีเพียงห่อของเล็กๆ ไม่กี่ชิ้น
เขาตั้งใจจะทิ้งทุกอย่าง ทิ้งชื่อเสียงที่ตนสร้างให้ผู้อื่นครอบครอง ทิ้งความเจ็บปวดทุกหยาดหยด เพราะสาเหตุเดียวที่เขายังอยู่คืออยากให้มารดามีชีวิตสงบสุข แต่เมื่อมารดาจากไป เขาไม่มีเหตุผลใดให้อยู่ที่จวนแห่งนี้อีกต่อไป
เขาหันหลังไป ไม่ต้องการแม้แต่ล่ำลา แต่จังหวะที่เขากำลังจะเดินออกไปจากจวน เสียงฝีเท้าหนักและเสียงเอ่ยเข้มขรึมดังจากด้านหลัง
“น้องรอง เจ้าจะไปไหน”
จางจิ้งยวนยืนอยู่ สีหน้าราบเรียบ ริมฝีปากยกขึ้นเล็กน้อยเหมือนยิ้ม แต่ในดวงตาเย็นชา ขายาวเรียวเดินเข้ามา ทุกก้าวของเขาหนักแน่นและเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้หายใจไม่ออก
“ข้าจะไปอยู่ชนบท คงไม่กลับมาเมืองหลวงอีกแล้ว”
“เจ้าไปไม่ได้หรอก เจ้าไปแล้วแม่เจ้าจะอยู่กับใคร”
จางเถาเบิกตากว้าง ริมฝีปากสั่น “พี่ใหญ่ ท่านกำลังพูดอะไร”
จางจิ้งยวนยกปลายนิ้วขึ้นลูบคางน้องชายเบาๆ
ท่าทางสนิทสนม แต่เย็นจนจางเถาขนลุกซู่“รู้หรือไม่ บางครั้งคนที่รู้ความลับมากเกินไป ก็จำเป็นต้องหายไป”
ดวงตาจางเถาสั่นระริก ลมหายใจขาดห้วง
“พี่ใหญ่ ท่านจะ..” คำพูดสุดท้ายติดอยู่ในคอ เมื่อจางจิ้งยวนโอบไหล่น้องชายดังเคย แต่แรงโอบนั้นแน่นจนเจ็บเหมือนถูกเหล็กบีบ
ใบหน้าพี่ชายโน้มเข้ามาใกล้ เอ่ยเสียงแผ่ว แต่เย็นชาไร้ความเป็นคน
“ลาก่อน เถาเอ๋อร์ ข้าขอบคุณเจ้าจริงๆ ที่ทำให้ข้าได้เป็นจอหงวน และแผนงานของเจ้าที่จะทำให้ข้ารุ่งโรจน์ แต่จากนี้ไป ข้าไม่ต้องการเจ้าแล้ว”
เสียงนั้นเป็นประโยคสุดท้ายที่จางเถาได้ยิน ก่อนที่จะถูกพี่ชายใช้มีดสั้นแทงเข้าที่ช่องท้องซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง ขณะที่มืออีกข้างโอบเขาเอาไว้
ซ่งถิงเฟยหายใจหอบแรง ความทรงจำและความเจ็บปวดแผ่ลามไปทั่วร่าง เขามั่นใจแล้วว่านี่คือการยืมร่างคืนวิญญาณ ร่างนี้คือซ่งถิงเฟยแต่ว่าความทรงจำทั้งหมดเป็นของจางเถา
‘ข้าคือจางเถา’ ความคิดนั้นพลันผุดขึ้นมา เขารู้ได้ทันทีว่าตนไม่ใช่เจ้าของร่างที่แท้จริง
[ภารกิจแรกเปิดใช้งาน]
“เสียงนั่นมาอีกแล้ว”
“เสียงอะไรขอรับ” อาหยวนถามพลางทำหน้างุนงง
[ไม่มีใครได้ยินระบบ นอกจากท่าน]
เมื่อสิ่งที่เรียกว่าระบบบอกเช่นนั้นซ่งถิงเฟยจึงเงียบไป ก่อนจะหันไปโบกมือไล่ บ่าวรับใช้หนุ่มจึงถอยออกไปอย่างงุนงง
“สิ่งที่เรียกตัวเองว่าระบบ เจ้าคือสิ่งใด” เขาถามอย่างจริงจัง หลังจากที่เมื่อวานยังงุนงงอยู่และไม่ทันตั้งตัว
[ระบบมีไว้ช่วยตัวละครจากอนาคตที่มาในนิยายย้อนยุค แต่กรณีของท่านที่เกิดในยุคนี้ ระบบนับว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ ท่านจึงไม่เข้าใจว่าคือสิ่งใด]
ซ่งถิงเฟยพยักหน้า ทำความเข้าใจตามคำอธิบายของเจ้าสิ่งที่เรียกตัวเองว่าระบบ
[ระบบจะช่วยให้ท่านใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นขึ้น มีภารกิจให้ทำ หากทำสำเร็จก็จะสามารถแลกรางวัลได้]
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่าภารกิจแรกเริ่มต้น หมายถึงสิ่งใด”
[ตอนนี้ท่านคงรู้แล้วว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าของร่างนี้ ท่านคือจางเถาที่ยืมร่างคืนวิญญาณในร่างของซ่งถิงเฟย พระรองในนิยาย]
“อืม ข้ารู้แล้ว”
[ภารกิจหลักของท่านคือการเป็นขุนนาง]
“แต่การสอบจอหงวนเพิ่งจะผ่านพ้นไป กว่าจะมีการสอบเคอจวี่อีกก็อีกสี่ปีข้างหน้า”
[นอกจากว่าท่านจะสามารถหาหลักฐานว่าจอหงวนคนปัจจุบันไม่ได้เข้าสอบด้วยตนเอง ร้องเรียนให้มีการสอบใหม่อีกครั้ง]
“จะร้องเรียนได้อย่างไรเล่า ในเมื่อ....” พูดไม่ทันจบเขาก็หยุดไปสักพัก ก่อนจะถามระบบ
“เจ้าจะบอกว่าให้ข้าร้องเรียนในนามของคุณชายรองซ่งถิงเฟยอย่างนั้นหรือ”
[ถูกต้อง ซ่งถิงเฟยเข้าสอบเพราะถูกคุณหนูโจวหว่านล้อม แต่ผลสอบเขากลับได้อันดับสุดท้าย เป็นเรื่องน่าอับอายจนเป็นเรื่องน่าขันสำหรับเมืองหลวง]
จางเถาในร่างซ่งถิงเฟยนิ่งไป จางจิ้งยวนไม่สมควรได้รับตำแหน่งจอหงวน ยิ่งไม่สมควรนำแผนงานของเขาไปสร้างชื่อเสียง
“ดีที่ข้าเขียนแผนงานไปแค่หนึ่งในสี่ส่วน เพราะคิดว่าส่วนที่เหลือจะทยอยเขียนอย่างละเอียดในภายหลัง เขาเปิดดูไม่ครบก็ดีใจขนาดนั้น หวังจะเอาหน้าด้วยผลงานคนอื่น เช่นนั้นข้าก็จะทวงทุกอย่างที่ควรเป็นของข้าคืน”
เขามีความมุ่งมั่นในดวงตา ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาส เขาก็จะใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าที่สุด
********************
[1] ยามเหม่า คือเวลาประมาณ 0.500-06.59 น.
หลังพิธีกราบไหว้ฟ้าดิน เจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าไปในห้องหอ ในขณะที่เจ้าบ่าวถูกมอมสุราอยู่ที่โถงต้อนรับแขกไป๋เหมี่ยวเอ๋อร์ยังไม่ได้เปิดผ้าคลุมหน้าออก นางนั่งรออยู่ในห้องหอ ข้างกายคือเสี่ยวหมี่ที่เพิ่งยกขนมมาให้กินรองท้องระหว่างที่รอให้เจ้าบ่าวมาถึง“กินเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ กว่าใต้เท้าซ่งจะมาก็คงอีกนาน ผู้บัญชาการโซ่วอิง ใต้เท้าหลี่กับใต้เท้าสวี่ กำลังมอมสุราเจ้าบ่าวหนักเลยเจ้าค่ะ”“เจ้าเดินไปหยิบขนมมาให้ข้า แต่กลับรู้เรื่องในห้องจัดเลี้ยงละเอียดนัก” เจ้าสาวเย้าสาวใช้ของตนเอง นางเพิ่งสังเกตว่าเสี่ยวหมี่กับเมิ่งฉีนั้น“เมิ่งฉีบอกมาเจ้าค่ะ” นางตอบเสียงเบาแล้วยื่นจานขนมให้คุณหนูของตนตอนนั้นเอง ประตูห้องหอปิดลงอย่างนุ่มนวลซ่งถิงเฟยเดินเซเบาๆ เข้ามาด้วยรอยยิ้มอ่อน แต่ดวงตาฉ่ำเยิ้มด้วยฤทธิ์สุราที่ถูกเหล่าสหายขุนนางมอมเมาเสี่ยวหมี่รีบออกไปแล้วรีบปิดประตูห้องหอลงอย่างรู้ความซ่งถิงเฟยเดินเข้ามาช้าๆ เสียงรองเท้าบนพื้นไม้ดังเป็นจังหวะมั่นคง ในขณะที่เจ้าสาวนั่งบนเตียง มือเรียววางบนตักอย่างสงบ แต่ความขวยเขินท
เสียงกลองมงคลดังก้องไปทั่วจวนโหว ผืนธงสีแดงพลิ้วไสวรับสายลมราวกับกำลังเต้นรำไปกับความสุข ในขณะที่ขบวนขันหมากกำลังเคลื่อนตัวออกไปรับเจ้าสาวที่อีกฟากหนึ่งของเมืองในห้องนอนเรือนชั้นในของสกุลไป๋ ไป๋เหมี่ยวเอ๋อร์นั่งอยู่หน้ากระจกทองเหลือง ใบหน้าอ่อนหวานของนางถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมชั้นดี มือเรียวลูบแขนเสื้อเจ้าสาวสีแดงสดอย่างทะนุถนอมในขณะที่มารดาช่วยสางผมให้“ในที่สุด วันนี้ก็มาถึงแล้ว” นางกระซิบเบาๆ ริมฝีปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มหวาน ดวงตาเปี่ยมด้วยความสุข“คุณหนูไป๋งดงามเหลือเกินเจ้าค่ะ วันนี้ใต้เท้าซ่งต้องตะลึงแน่นอน” เสี่ยวหมี่พูดขึ้น น้ำตารื้นออกมาด้วยความอิ่มเอมใจไป๋เหมี่ยวเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ แก้มแดงเรื่อ มองเงาสะท้อนของตนแล้วก็รู้สึกมีความสุขมากยิ่งขึ้นหลายเท่า ชุดเจ้าสาวที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมชั้นดีนี้ก็เป็นเขาที่ส่งมาให้ เครื่องประดับทุกอย่างถูกส่งมาจากจวนโหวทั้งสิ้นไม่เพียงแต่เขาที่รักนาง มารดาของเขาที่นางเพิ่งรู้ว่าเป็นคนเดียวกันกับที่เจอในร้านขายผ้า ก็เอ็นดูนางมากเช่นกันด้านนอกเสียงบรรเลงดังขึ้นเรื่อยๆ ขบวน
หลังจากโวยวายอยู่หน้าจวนโหว ไม่นานประตูใหญ่ก็เปิดออกช้าๆ ชายหนุ่มในชุดขุนนางสีคราม เดินออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม ดวงตาคมล้ำลึกของเขามองสตรีตรงหน้าด้วยความเย็นเฉียบซ่งถิงเฟยมองน้องสาวในอดีตของตน คุณหนูผู้งดงามบัดนี้นางดูราวกับคนเสียสติพอเห็นเขาปรากฏตัว จางฉีฉีก็เหมือนถูกปล่อยให้ความโกรธล้นทะลัก นางร้องออกมาด้วยเสียงแหลมสั่น“ซ่งถิงเฟย เจ้ากล้ามีความสุขได้อย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นต้นเหตุทำให้พี่ชายข้าต้องตาย ทำให้สกุลจางไร้ผู้สืบทอด”ซ่งถิงเฟยหยุดยืนตรงหน้า นัยน์ตาของเขานิ่งเย็น มุมปากตึงด้วยความเย็นชา“คุณหนูจาง โปรดตั้งสติ”เสียงทุ้มเรียบของเขาทำให้นางชะงักครู่หนึ่ง แต่ทันทีที่เห็นสีหน้าของเขาไร้ซึ่งความอาทรใดๆ หัวใจนางก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง“เจ้าจะจัดงานแต่งในขณะที่ข้ากับท่านแม่กำลังจะถูกกดขี่เหยียบย่ำ เจ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าข้าต้องเผชิญอะไรตั้งแต่ที่พี่ชายไม่อยู่” น้ำตาไหลอาบแก้มนาง แต่ไม่ใช่ความเศร้า เป็นความคั่งแค้น“เรื่องของสกุลจาง ข้าไม่เกี่ยว ข้าใช้ให้พี่ชายเจ้าทุจริตข้อสอบหรือ ข้าจับ
แม่สื่อจากจวนโหวสกุลซ่งก้าวเข้าสู่เรือนหลักของสกุลไป๋พร้อมรอยยิ้มของผู้ที่เชี่ยวชาญในหน้าที่ ใบหน้าของนางแดงระเรื่อด้วยความดีใจที่ได้ทำภารกิจสำคัญเมื่อไป๋ลู่เยียนและฮูหยินเชิญให้นั่งลง นางก็ยื่น หนังสือหนังสือหมั้นออกมาวางบนโต๊ะอย่างนอบน้อม“คุณชายรองแห่งจวนซ่งสกุลโหว ตำแหน่งรองเจ้ากรมการคลัง ถึงวัยอันสมควรที่จะแต่งงานแล้ว จวนโหวเห็นว่าคุณหนูไป๋ก็อยู่ในช่วงวัยออกเรือน กิริยางามพร้อม จึงปรารถนาจะสมรสเชื่อมสัมพันธ์ของสองตระกูล จึงให้ข้านำหนังสือหมั้นมาสู่ขอเจ้าค่ะ”คำทักทายอ่อนหวานนั้น ทำให้เจ้าบ้านทั้งสองมองหน้ากันอย่างตื่นเต้นคล้ายไม่เชื่อหูตนเองไป๋ลู่เยียนเอื้อมไปรับหนังสือหมั้น มือสั่นเล็กน้อยด้วยความปลาบปลื้ม สองวันก่อนซ่งถิงเฟยเพิ่งมาแสดงความจริงใจกับตน วันนี้สกุลซ่งก็ส่งแม่สื่อมาแล้ว“สกุลไป๋ของเรานับเป็นวาสนาที่ตระกูลซ่งให้เกียรติถึงเพียงนี้”ไป๋ฮูหยินหยิบผ้าเช็ดหน้าซับที่หางตา ก่อนกล่าวเสียงนุ่ม “รองเจ้ากรมซ่งเป็นคนมีชื่อต่อแผ่นดิน ข้าเพียงหวังว่าบุตรีจะได้รับการให้เกียรติอย่างสมฐานะ” 
แสงแรกเพิ่งแตะหลังคาจวน ซ่งถิงเฟยก็สวมชุดเรียบร้อย เตรียมออกเดินทางไปยังสกุลไป๋ เมิ่งฉีที่ยืนรออยู่หน้าจวนรีบประคองหีบของขวัญขึ้นรถม้าอย่างคล่องแคล่ว“คุณชาย ของทั้งหมดพร้อมแล้วขอรับ”“อาหยวนล่ะ” เขาถามหาบ่าวที่คอยรับใช้ข้างกาย“ข้าแลกหน้าที่กันหนึ่งวันขอรับ” เมิ่งฉีก้มศีรษะ เขาเองก็อยากไปเจอสาวใช้ที่ชอบทำหน้าแป้นแล้นผู้นั้นซ่งถิงเฟยมองกล่องของทรงพิถีพิถันเหล่านั้นแล้วริมฝีปากเขายกขึ้นเล็กน้อย“ไปกันเถอะ”รถม้าเคลื่อนตัวออกอย่างนุ่มนวล เขาล้วงกำไลหยกที่ฝากพี่สะใภ้ซื้อออกมาวางไว้บนตัก ระหว่างทางมีเพียงใบหน้าอ่อนหวานของไป๋เหมี่ยวเอ๋อร์ผุดขึ้นมาไม่หยุดเมื่อมาถึงเรือนสกุลไป๋ ข้ารับใช้รีบออกมาต้อนรับ พอเห็นว่าผู้มาเยือนคือขุนนางผู้มีผลงานช่วยมณฑลเหยียนเหอ ทุกคนต่างนอบน้อมเป็นพิเศษซ่งถิงเฟยเดินตามผู้นำทางไปยังห้องรับรอง สีหน้าสุขุม แต่แววตาอ่อนโยนไป๋ลู่เยียนลุกขึ้นต้อนรับอย่างนอบน้อม “ใต้เท้าซ่งให้เกียรติมาเยือนถึงที่ หากข้าต้อนรับไม่ดีต้องขออภัย”&ld
หลังจากได้ยินว่ารถม้าที่บิดานั่งกลับจวนได้ชนเข้ากับคน แล้วพี่ชายมาเจรจาแล้วแต่ไม่ลงตัว จึงให้คนมาตามตัวเขาไปช่วยเจรจาอีกแรงซ่งถิงเฟยเร่งรุดมาถึง สายตาคมของเขาไล่มองภาพตรงหน้าอย่างสงบจนผิดปกติ เบื้องหน้าเขาเห็นซ่งเซ่าจือผู้เป็นบิดายืนหน้าเคร่ง ข้างกันนั้นซ่งเถียนเวยพี่ชายของเขายืนกอดอก สีหน้าเคร่งเครียดราวกับพยายามควบคุมอารมณ์ตรงกันข้ามคือจางหู่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคียดแค้น พอเห็นฝ่ายตระกูลซ่งครบจึงยกคางขึ้นอย่างท้าทายทันทีที่สายตาของซ่งถิงเฟยประสานกับจางหู่ หัวใจของเขาก็สะท้านวาบโดยไม่ทันตั้งตัว นั่นคือบิดาในชาติที่แล้ว เขาชะงักไปเสี้ยววินาที แต่เพียงพอให้ซ่งเซ่าจือหันมาเรียกเสียงเบา“ถิงเฟย มาแล้วหรือ”บุรุษในชุดขุนนางตำแหน่งรองเจ้ากรมกะพริบตาเพียงครั้งเดียว ก่อนคืนสู่สีหน้าเรียบนิ่งดังเดิม เขาขยับเข้าไปยืนเคียงข้างบิดาอย่างมั่นคง“ตระกูลซ่งตั้งใจชนข้า ทำลูกข้าตายแล้วก็ยังรังแกสกุลจางไม่เลิก” เขายังคงคิดโทษที่ทำให้จางจิ้งยวนต้องโทษประหาร หากไม่ใช่เพราะซ่งถิงเฟย มีหรือสกุลจางจะวุ่นวายอย่างทุกวันนี้“ข
ข่าวการร้องทุกข์หน้าพระราชวังถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจางจิ้งยวนจะปิดหูแค่ไหนก็ไม่อาจหนีพ้นในห้องหนังสือของสกุลจาง เขานั่งตัวแข็ง เหงื่อผุดตามไรผมแม้ยามค่ำ ความสงบที่เคยยึดถือเป็นเกราะของตนกลับแตกเป็นเสี่ยงๆบ่าวคนสนิทกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่น “คุณชาย ศาลต้าหลี่ประกาศจะตรวจสอบใหม่ คาดว่าจะมีการทดส
ปลายฝนต้นหนาว ลมยามเช้าพัดผ่านหน้าซ่งถิงเฟยจนผมดำปลิวไหว เขายืนหน้าพระราชวังหลวง แผ่นหลังตั้งตรง ดวงตาดำสนิทฉายแววแน่วแน่จนผู้ติดตามทั้งสองที่ตามมาดูแลต่างหน้าเสียเพราะรู้ดีว่าต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นกลองร้องทุกข์ใบใหญ่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ซ่งถิงเฟยประกาศกร้าวจะตีกลองร้องทุกข์จนเป็นที่สนใจของคนที
หลังจากที่แต่งตัวเสร็จ ร่างสูงโปร่งก็ยืนมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกทองเหลือง ใบหน้าที่กำลังจ้องมองกลับคือใบหน้าของซ่งถิงเฟย เจ้าของร่างที่วิญญาณของเขามาสวมร่างซ่งถิงเฟยรูปงามดั่งหยก ร่างกายสูงใหญ่ ต่างจากจางเถาที่ถูกเลี้ยงมาไม่ต่างกับคนรับใช้ บุตรชายที่เกิดจากอนุในตระกูลจางนั้นช่างต่ำต้อยนัก แต่เข
เสียงลมหายใจแผ่วเบาดังสั่นในโพรงหู คล้ายผู้ใดกระซิบอยู่ข้างกาย เสียงนั้นสั่นพร่าและเต็มไปด้วยความกังวล“คุณชายรอง คุณชายรองได้ยินบ่าวหรือไม่ขอรับ”เปลือกตาที่หนักราวหินค่อยๆ เปิดออกทีละชั้น ความเจ็บร้าวแล่นผ่านขมับเหมือนคมเข็มร้อยเล่ม เขาครางต่ำอย่างอดกลั้นดวงตาที่เพิ่งมองเห็นเลือนรางปรากฏใบหน้าขอ







