Share

บทที่ 6

Auteur: กากบาทเย่
“อีกไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็จะถึงวันออกเรือนของเจ้าแล้ว”

หลังมื้อค่ำ ฮูหยินเจียงและเซวียหมิงเฟยกำลังนั่งสนทนากันอยู่ในห้อง

“แม่เตรียมรายการสินเดิมไว้ให้เจ้าแล้ว ลองดูเถิดว่ายังมีสิ่งใดขาดเหลืออีกหรือไม่”

ฮูหยินเจียงมีชาติตระกูลที่ดี สินเดิมที่นำติดตัวมาในปีนั้นก็นับว่ามากมายมหาศาล

สินเดิมของนาง ย่อมต้องเก็บไว้ให้บุตรชายหญิงทั้งสองของตน

ส่วนสินเดิมของเซวียหว่านอี้ ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของกองกลางในจวนเป็นผู้จัดเตรียม

เซวียหมิงเฟยกอดแขนฮูหยินเจียงไว้ แสดงออกถึงความสนิทสนมรักใคร่

“ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ แล้วน้องหญิงเล่าเจ้าคะ?”

นางก้มหน้ามองรายการสินเดิม แน่นอนว่าย่อมด้อยกว่าชาติก่อนอยู่บ้าง

ไม่มีเหตุผลอื่นใด ชาติก่อนนางแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง ในวังย่อมประทานของดีมาให้ไม่น้อย

แต่ยามนี้กลับเป็นไปไม่ได้แล้ว

แม้ในใจจะรู้สึกเสียดาย หรือกระทั่งไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง แต่ก็จนปัญญา

จะให้นางแต่งให้เย่จั๋วอีกครั้ง ต้องเป็นม่ายทั้งเป็นไปชั่วชีวิต นางทำไม่ได้

หากแค่ปีสองปียังพออดทนได้

แต่ตลอดชีวิตนั้น ยาวนานเกินไป

หากเป็นผู้อื่น สามีตายย่อมสามารถแต่งงานใหม่ได้

แต่ตระกูลเย่เต็มไปด้วยวีรบุรุษผู้ภักดี เหลือเพียงเย่จั๋วที่เป็นทายาทคนเดียวที่ใกล้ตาย

หากคิดจะแต่งงานใหม่ ฝ่าบาทคงให้นางติดตามไปถูกฝังร่วมหลุมเป็นแน่

ฮูหยินเจียงกล่าวว่า “นี่เป็นสินเดิมส่วนของแม่ ทางด้านนางย่อมมีคนในวังช่วยจัดการเพิ่มสินเดิมให้”

สมรสพระราชทาน คนในวังย่อมต้องมีของพระราชทานลงมา

“เปรี้ยง—ครืน—”

ทันใดนั้น ด้านนอกพลันเกิดเสียงฟ้าแลบฟ้าร้อง

ท้องฟ้าที่อึมครึมมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็เริ่มส่งเสียงคำรามกึกก้อง

เซวียหมิงเฟยอดไม่ได้ที่จะสะดุ้งตกใจจนตัวสั่น

“ฝนนี้คงจะหนักไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ”

ฮูหยินเจียงตบหลังมือบุตรสาวคล้ายปลอบโยน แล้วกล่าวว่า “ดึกมากแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเสียเถิด ประเดี๋ยวฝนจะตกเสียก่อน”

“เจ้าค่ะ!” เซวียหมิงเฟยลุกขึ้น พับรายการสินเดิมเก็บใส่ถุงหอมที่เอว “ท่านแม่ ลูกกลับก่อนนะเจ้าคะ ท่านเองก็รีบเข้านอนเถิดเจ้าค่ะ”

ด้านนอกลมพายุโหมกระหน่ำ เมฆฝนดำทะมึนปกคลุมเหนือศีรษะ

ฮูหยินเจียงเดินมาส่งบุตรสาวที่หน้าประตูห้อง ด้วยความเป็นห่วงจึงสั่งว่า “ชิงถาน ไปส่งคุณหนูใหญ่กลับเรือน”

“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” ชิงถานเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งของเรือนทิงหลาน เป็นรองเพียงแม่นมหลิน นางรับใช้ใกล้ชิดฮูหยินเจียง จึงได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่ง

……

“คืนนี้เกรงว่าคงจะมีพายุฝนกระหน่ำ”

“คงจะเป็นเช่นนั้น อากาศวันนี้ช่างประหลาดแท้”

หลังจากส่งเซวียหมิงเฟยแล้ว ชิงถานก็เดินฝ่าลมราตรีที่พัดแรงกลับเรือนทิงหลาน ระหว่างทางผ่านศาลาโอ่วเซียง นางได้ยินเสียงสาวใช้ในจวนลอยมาตามลม

นางไม่ได้ใส่ใจ เพียงเดินตามหลังคนทั้งสองไป

“คุณหนูใหญ่ใกล้จะออกเรือนแล้ว ไม่รู้เหตุใดจึงยอมทิ้งจวนเจิ้นกั๋วกง ต่อให้เจิ้นกั๋วกงผู้นั้นจะแย่เพียงใด ก็ยังเป็นถึงกั๋วกงขั้นหนึ่งเชียวนะ”

“งานแต่งของคุณหนูใหญ่หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เล็ก หากไม่แต่งก็เท่ากับผิดสัญญามิใช่หรือ?”

“ที่พูดมาก็ถูก”

หนึ่งในนั้นพยักหน้า ก่อนจะลดเสียงลงแล้วเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา

ชิงถานที่เดินตามหลังมาได้ยินเข้าพอดี ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาบนศีรษะ ทำเอานางมึนงงตาลายไปหมด

“จริงสิ เจ้าสังเกตหรือไม่ว่าคุณหนูใหญ่หน้าตาคล้ายอนุชิวมากกว่า ส่วนคุณหนูรองกลับดูคล้ายฮูหยินของพวกเรามากกว่า...”

ประโยคต่อจากนั้น ชิงถานแทบไม่กล้าฟังต่อ

ในหัวของนางปรากฏใบหน้าของคุณหนูทั้งสองขึ้นมา

“เปรี้ยง—”

สายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่ากลางท้องฟ้ายามราตรี ทำเอาสาวใช้สองคนข้างหน้ากรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งหนีไป

ส่วนชิงถานในยามนี้ ทั้งที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวเหน็บของต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ทั่วร่างกลับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ดวงตาพร่าพราย

เมื่อเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าก็ไร้ผู้คนแล้ว

โคมไฟที่แขวนอยู่ตามจุดต่างๆ ในจวนแกว่งไกวอย่างรุนแรงท่ามกลางลมพายุ แสงเทียนวูบไหว เงาสลัวสั่นไหว

ดูน่ากลัวยิ่งนัก

นางดูเหมือนจะ…

ค้นพบเรื่องราวใหญ่โตเข้าเสียแล้ว

หากเป็นจริงดังที่นางคิด พฤติกรรม “แปลกประหลาด” ของอนุชิวตลอดหลายปีมานี้ ก็สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดี

เหตุใดนางจึงได้ร้ายกาจต่อคุณหนูรองนัก แต่กลับเอาอกเอาใจคุณหนูใหญ่เป็นที่สุด

ครั้งหนึ่ง ชิงถานเคยแอบคุยกับพี่น้องในเรือนทิงหลานว่าอนุชิวนั้นโง่เขลายิ่งนัก

ต่อให้นางประจบเอาใจคุณหนูใหญ่ไปก็ไร้ประโยชน์…

ฝีเท้าเร่งรีบขึ้น แม้ลมราตรีจะหนาวเหน็บเพียงใดก็ไม่อาจหยุดยั้งนางจากการรีบกลับเรือนทิงหลานได้

……

สาวใช้ทั้งสองกลับมาที่เรือนว่างซูอย่างระมัดระวัง และได้พบกับเฝ่ยชุ่ย

“พี่หญิง คิดว่าคงสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ”

เฝ่ยชุ่ยพยักหน้า ยัดกล่องอาหารใส่มือพวกนาง

แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใยว่า “ลำบากพวกเจ้าแล้ว กลางคืนอากาศหนาวเย็น รีบกลับห้องเถิด”

ทั้งสองประคองกล่องอาหาร ยิ้มตาหยีกล่าวขอบคุณเฝ่ยชุ่ย แล้วหันหลังเดินจากไป

เฝ่ยชุ่ยกลับเข้ามาในห้อง เห็นเซวียหว่านอี้ยังคงคัดอักษรอยู่ข้างแสงเทียน

“คุณหนู พวกนางกลับห้องไปแล้วเจ้าค่ะ”

นางเอ่ยพลางมีสีหน้ากังวล “พวกนางจะไม่แพร่งพรายแผนการของคุณหนูหรือเจ้าคะ”

เซวียหว่านอี้ยังคงขยับมือไม่หยุด

นางยิ้มกล่าวว่า “วางใจเถิด ข้ายังไม่ได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น”

สาวใช้สองคนนั้น ไม่มีทางแปรพักตร์ไปเข้าข้างเซวียหมิงเฟยเด็ดขาด

พวกนางแค้นเคืองจนอยากให้เซวียหมิงเฟยตายเสียด้วยซ้ำ

เซวียหมิงเฟยมิใช่คนเลวร้าย กระทั่งยังมีชื่อเสียงที่ดีในหมู่คุณหนูตระกูลขุนนาง

แต่น่าเสียดาย

แม้นางมิได้ลงมือฆ่าป๋อเหริน แต่ป๋อเหรินกลับต้องตายเพราะนาง

สาวใช้ทั้งสองเพิ่งเข้าจวนมาเมื่อหนึ่งปีครึ่งก่อน พวกนางต่างมีพี่ชายที่เป็นบ่าวชายของตระกูลเซวีย

เพราะการยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านครั้งหนึ่งของเซวียหมิงเฟย ทำให้พวกเขาถูกแก้แค้น จนบ่าวชายข้างกายหลายคนต้องตายอย่างน่าอนาถ

แม้ตระกูลเซวียจะมอบเงินชดเชยให้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเห็นเงินสำคัญกว่าชีวิต

ชาติก่อน สาวใช้ตัวน้อยสองคนนี้ตายในคืนก่อนวันออกเรือนของเซวียหมิงเฟย

ข้อหาปองร้ายเซวียหมิงเฟย จึงถูกโบยจนตาย

ราชวงศ์อวิ๋นมีกฎหมายคุ้มครองบ่าวไพร่ นายจะทุบตีสังหารตามอำเภอใจมิได้

แต่ข้อหาของสองคนนี้คือปองร้ายเจ้านาย โทษตายสถานเดียว

อีกทั้งในยามนั้นเซวียหมิงเฟยกำลังจะแต่งงานกับเจิ้นกั๋วกงเย่จั๋ว ต่อให้เป็นทางการก็ยังไม่กล้ายื่นมือเข้ามาสอด

ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ พวกมีอำนาจย่อมอยู่เหนือกฎหมายทั่วไป

แม้ทางการจะล่วงรู้ ก็ได้แต่ทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้าง

“เฝ่ยชุ่ย พรุ่งนี้ให้หวังหย่วนไปจับตาดูครอบครัวนั้นไว้ โดยเฉพาะเด็กคนนั้น”

เฝ่ยชุ่ยพยักหน้า “ความหมายของคุณหนูคือ จะมีคนลงมือกับพวกเขาหรือเจ้าคะ?”

เซวียหว่านอี้เลิกคิ้ว “นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว”

กุมความลับใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ แต่ยังมีชีวิตรอดมาจนถึงบัดนี้ได้ นับเป็นเรื่องยากนัก

“ผู้ใดเจ้าคะ?” เฝ่ยชุ่ยลดเสียงลงถาม “อนุ หรือว่า...”

คำพูดต่อจากนั้น นางไม่กล้าเอ่ยออกมา

เพียงแค่คิด ก็รู้สึกหวาดผวาจนขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง

เซวียหว่านอี้ยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มปลอบโยน

“ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ท้ายที่สุดทุกอย่างจะต้องกลับตาลปัตรคืนสู่ความถูกต้อง”

และต้องเกิดขึ้นก่อนที่นางจะออกเรือน

เซวียหมิงเฟยอาจจะบริสุทธิ์ แต่นางต่างหากที่เป็นผู้เสียหายที่แท้จริง

อนุชิวไม่ชอบบุตรสาวของตนเอง ถึงขั้นร้ายกาจใส่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับในตระกูลเซวีย

ราชโองการพระราชทานสมรสถูกกำหนดไว้แล้ว ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้

ชีวิตของนาง เท่ากับมีโล่ที่แข็งแกร่งที่สุดคุ้มครองอยู่

ไม่ว่าตระกูลเซวียจะเลือกทางใด นางย่อมได้กลับคืนสู่ตำแหน่งที่ควรจะเป็นของตน

ชาติก่อนนางตายอย่างน่าเวทนา ชาตินี้จึงไม่มีกะจิตกะใจจะคาดหวังความรักใคร่จากครอบครัวอีก

นางต้องการเพียงให้ฉู่ยวนตาย

และต้องตายด้วยวิธีเดียวกัน

“เฝ่ยชุ่ย!”

“คุณหนู” เฝ่ยชุ่ยก้าวเข้ามาสองก้าว เล็มไส้เทียนที่ยาวเกินไปออก

เซวียหว่านอี้กล่าวว่า “รอข้าแต่งเข้าจวนกั๋วกงแล้ว จะหาฤกษ์งามยามดี คืนสัญญาทาสให้เจ้า ให้เจ้าได้แต่งงานกับหวังหย่วน”

เฝ่ยชุ่ยหน้าแดงระเรื่อ “คุณหนูสำคัญกว่าเจ้าค่ะ”

คำพูดนี้มาจากใจจริง

ชาติก่อน เฝ่ยชุ่ยและเจินจูได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว แต่กลับต้องพบจุดจบที่น่าสังเวช

“คุณหนู...”

เสียงของเจินจูจังมาจากด้านนอก “แม่นมหลินมาเจ้าค่ะ”

นายบ่าวในห้องสบตากัน

มาเร็วยิ่งนัก!

“เชิญเข้ามา”
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 208

    อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว คล้ายมีกลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ เจืออยู่ในสายลมวูบหนึ่งเซวียหมิงเยว่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ใบหน้าเล็กขาวซีดไร้สีเลือด ข้างกายมีสาวใช้ผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังลงมือทายาให้นางความเจ็บปวดแล่นพล่านจนร่างกายนางสั่นเทา มิอาจสะกดกลั้น ความทรมานนี้ช่างแสนสาหัสยิ่งนักเมื่อทายาเสร็จสิ้น สาวใช้จึงช่วยจัดอาภรณ์ให้นางเรียบร้อย ก่อนจะผ่อนฝีเท้าเดินจากไปเงียบ ๆไม่นานนัก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินสวนทางกับสาวใช้เข้ามาด้านในเซวียหมิงเยว่มองผ่านม่านน้ำตาและเหงื่อที่โซมกายไปยังบุรุษผู้มาใหม่ นางรู้สึกคาดไม่ถึง“คุณชายสาม...”เขาคืออดีตคู่หมั้นของนางบุรุษหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้ ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างตั่งเตียง ก้มมองนางจากมุมสูง แววตาฉายความรู้สึกอันลึกล้ำยากจะเอื้อนเอ่ย“นี่คือสิ่งที่เจ้าปรารถนากระนั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าหากฟังให้ดี กลับสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์และความเวทนาสงสารที่แฝงอยู่เดิมทีเซวียหมิงเยว่ก็มีรูปโฉมบอบบางน่าทะนุถนอมอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน นางย่อมปรารถนาจะไขว่คว้าที่พึ่งตรงหน้า ท่าทางสั่นระริกนั้นประหนึ่งบุปผางามที่ถูกพายุฝนกระหน่ำซ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 207

    ได้ยินมาว่าทั้งสองพำนักอยู่ที่ซางโจวตลอดทั้งปีส่วนองค์หญิงใหญ่ที่ถูกปฏิเสธการแต่งงานนั้น เล่ากันว่าตรอมใจจนล้มป่วย ผ่านไปไม่ทันถึงสองปีก็สิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ระทม“พี่หญิงรู้ความตื้นลึกหนาบางก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “หากประสบความยากลำบากอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้ พี่หญิงมาหาข้าได้เสมอนะเจ้าคะ”เฉียนชิวสุ่ยหัวเราะเบา ๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า วางใจเถิด สตรีที่ยอมเป็นอนุให้เขาได้ ความรู้และความทะเยอทะยานคงมิได้มีมากนัก ข้ารับมือไหว”วาจานี้นับว่าเป็นความจริงผู้ที่มีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง สายตาย่อมต้องมองสูงกว่านั้นไฉนเลยจะลดตัวมาเกาะแกะกับคนตระกูลหลิวผู้นั้นความสามารถก็ไม่มี หน้าตาก็หาดีไม่ก็มีเพียงเฉียนชิวสุ่ยที่มิอาจเลือกได้เมื่อเทียบกับอีกสองตระกูล ตระกูลหลิวดูจะปกติกว่ามาก ทว่าก็เป็นเพียงการเลือกคนแคระที่สูงที่สุดในกลุ่มเท่านั้นหลังมื้อเที่ยงผ่านไปไม่นาน ฝนเม็ดเล็กก็โปรยปรายลงมาสหายทั้งสองเอนกายสนทนากันบนตั่งเหม่ยเหริน ก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างลายบุปผา“ตายจริง ตกอีกแล้วหรือ” เฉียนชิวสุ่ยเอ่ยขึ้น “ยามเข้าสู่คิมหันต์ ลมฟ้าอากาศช่างแปรปรวนยิ่งน

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 206

    ยามตั้งสำรับมื้อเที่ยง แม่นมก็อุ้มรั่วรั่วออกไปแล้วแม่นมผู้นี้เป็นแม่นมที่ตระกูลเฉียนส่งตัวมา อายุราวสามสิบปี เป็นคนสุขุมรอบคอบและใส่ใจยิ่งนักเมื่อทอดสายตามองอาหารตรงหน้าที่ล้วนมีแต่ของโปรดของตน เฉียนชิวสุ่ยก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจนอกจากท่านแม่แล้ว ก็เห็นจะมีแต่เซวียหว่านอี้ที่ใส่ใจนางมากที่สุดชาตินี้ได้คบหากับนาง นับว่าเป็นวาสนาของข้าโดยแท้“ไฉนจึงมีแต่ของที่ข้าชอบกิน แล้วเจ้าเล่า?” นางเอ่ยถามเจือรอยยิ้มเซวียหว่านอี้กล่าวว่า “พี่หญิงสามทานให้มากหน่อยเถิด ท่านมิได้มาเยือนบ่อยนัก ข้ามิได้ขัดสนอาหารมื้อนี้เสียหน่อย อีกอย่างท่านก็รู้ดีว่าข้านั้นมิใช่คนเลือกกิน”นางคีบเนื้อปลาส่งให้พลางเอ่ย “ของโปรดของพี่หญิง ข้าสั่งให้เฝ่ยชุ่ยไปซื้อมาจากภัตตาคารข้างนอก”ทั้งสองรับประทานไปพลางสนทนาไปพลาง ไม่นานหัวข้อการสนทนาก็วกมาถึงตระกูลหลิว“แม่สามีของท่านผู้นั้น เพียงแรกเห็นในวันแต่งงานของท่าน ข้าก็รู้สึกได้ว่ามิใช่คนที่จะคบหาด้วยง่าย ๆ แต่ก็อย่างที่เคยพูดไปเมื่อสองปีก่อน ในบรรดาตัวเลือกทั้งสามคน เขาก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว ตำแหน่งขุนนางต่ำต้อยย่อมมีข้อดีของมัน อย่างน้อยเพียงตระกูลเฉียนเอ่ย

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 205

    นางพยักหน้าแย้มยิ้ม “ถูกต้องแล้ว รบกวนพี่ชายช่วยไปเรียนให้ทราบ...”“มิต้องไปเรียนหรอกขอรับ” บ่าวเฝ้าประตูยิ้มกล่าว “ฮูหยินได้กำชับพวกข้าไว้แล้ว ฮูหยินเฉียน เชิญด้านในขอรับ”แม่นมและสาวใช้แหงนมองประตูจวนอันใหญ่โตโอ่อ่าเบื้องหน้า หวนนึกถึงตระกูลหลิว เมื่อนำมาเปรียบกันแล้วย่อมเห็นถึงความซอมซ่อจนมิอาจเทียบติดเมื่อเดินตามบ่าวเฝ้าประตูเข้าไป สาวใช้รุ่นเยาว์นางหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาหา“คุณหนูสาม”เฉียนชิวสุ่ยเห็นนาง รอยยิ้มก็สดใสขึ้นหลายส่วน เอ่ยปากปรามว่า “วิ่งช้าหน่อย ระวังจะหกล้มเอาได้”ผู้มาคือเจินจูนั่นเองนางวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อย เจินจูเอ่ยว่า “คุณหนูของบ่าวบ่นถึงอยู่หลายหนเจ้าค่ะ ยังเปรยว่าหากนับตามเวลา คุณหนูสามน่าจะมาถึงตั้งนานแล้ว”เฉียนชิวสุ่ยชอบใจที่เจินจูเรียกขานนางว่าคุณหนูสาม แม้ยามอยู่ในตระกูลฉียนนางจะใช้ชีวิตอย่างจืดจางไร้ตัวตน ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทั้งมิต้องหวาดระแวงว่าจะถูกผู้ใดกลั่นแกล้งรังแกนั่นคือช่วงเวลาที่นางมิอาจหวนกลับไปได้อีกคนทั้งหมดเดินตามเจินจูมุ่งหน้าไปยังเรือนชุ่ยเวย แม่นมและสาวใช้เดินตามติดแทบไม่ห่าง แม้แต่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 204

    “ปฏิเสธไปเถิด”เซวียหว่านอี้วางเทียบเชิญหลายฉบับลงบนโต๊ะ พลางเอ่ยกับพ่อบ้านเย่ผิงว่า “ลุงผิง ฝากเรียนท่านพี่ด้วย ยามเที่ยงข้าจะเลี้ยงรับรองสหายสนิทที่เรือนชุ่ยเวย ต้องรบกวนให้ท่านพี่รับสำรับเพียงลำพังแล้ว”นางส่งคนไปเชื้อเชิญเฉียนชิวสุ่ยแล้วนับตั้งแต่บุตรสาวของอีกฝ่ายถือกำเนิด เซวียหว่านอี้ก็ยังมิได้ยลโฉมทารกน้อยเลยยามนี้ทารกน้อยอายุครบเดือนแล้ว ย่อมสามารถพาออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกได้เย่ผิงยิ้มรับคำ “ขอรับฮูหยิน ต้องการให้บ่าวไพร่ไปซื้อหาอาหารรสเลิศจากภายนอกกลับมาหรือไม่ขอรับ?”“ข้าให้เฝ่ยชุ่ยไปจัดการแล้ว เมนูปลาจากภัตตาคารของเรา ก็จะจัดส่งไปให้ทางฝั่งท่านพี่ด้วยเช่นกัน”เป็นดังเช่นที่เซวียหมิงเฟยเคยกล่าวไว้ สหายสนิทที่แท้จริงของนาง เห็นจะมีเพียงเฉียนชิวสุ่ยผู้เดียวเท่านั้นแม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่านางหลายปี ทว่านิสัยใจคอกลับอ่อนโยนและจิตใจดีงามยิ่งนักน่าเสียดายที่คนทั้งสองต่างก็ออกเรือนกับบุรุษผิดคน……อีกด้านหนึ่ง เฉียนชิวสุ่ยสวมอาภรณ์ให้บุตรสาวดูมงคลยิ่ง ส่วนตัวนางเองก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองนวล ดูแล้วสดใสขึ้นไม่น้อยครั้นจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย บุรุษรูปร่างสันทัด

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 203

    “นายน้อย อีกไม่กี่วันหมอเทวดาฉีจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงขอรับ” หัวหน้าองครักษ์กล่าว “เวลานี้พำนักอยู่ที่ชิงโจว”เย่อันได้ยินดังนั้น ก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า “หรือว่าหาหญ้าเกล็ดมังกรพบแล้ว?”หัวหน้าองครักษ์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “พี่น้องที่ร่วมเดินทางทางฝั่งนั้นส่งข่าวกลับมา ว่าค้นพบในป่าลึกอันกว้างใหญ่ที่เฉียนโจวขอรับ เช่นนี้พิษในกายของนายน้อยก็จะขจัดออกไปได้กว่าครึ่งแล้วใช่หรือไม่?”หญ้าเกล็ดมังกร คือหญ้าที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดของมังกรกระนั้นหรือ?หัวหน้าองครักษ์มิได้กระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ และยิ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้แต่ก่อนหน้าที่หมอเทวดาฉีจะเอ่ยถึง เขาก็มิเคยได้ยินมาก่อนกล่าวกันว่าเสาะหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตนั้นแสนเข็ญ มักขึ้นในป่าทึบที่อับชื้นและอบอ้าว เติบโตท่ามกลางซากสิ่งปฏิกูล ดูดซับพิษร้ายจากซากผุพังเหล่านั้น จึงมีสรรพคุณในการถอนพิษที่รุนแรงยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่าใช้พิษต้านพิษเย่อันยิ้มกล่าวว่า “นี่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนาน จำเป็นต้องค่อย ๆ ขจัดออกไป หมอเทวดาฉีเคยกล่าวไว้ว่า อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสองปี จึงจะสามารถขับพิษในกายออกได้จนหมดส

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status