Share

บทที่ 6

Author: กากบาทเย่
“อีกไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็จะถึงวันออกเรือนของเจ้าแล้ว”

หลังมื้อค่ำ ฮูหยินเจียงและเซวียหมิงเฟยกำลังนั่งสนทนากันอยู่ในห้อง

“แม่เตรียมรายการสินเดิมไว้ให้เจ้าแล้ว ลองดูเถิดว่ายังมีสิ่งใดขาดเหลืออีกหรือไม่”

ฮูหยินเจียงมีชาติตระกูลที่ดี สินเดิมที่นำติดตัวมาในปีนั้นก็นับว่ามากมายมหาศาล

สินเดิมของนาง ย่อมต้องเก็บไว้ให้บุตรชายหญิงทั้งสองของตน

ส่วนสินเดิมของเซวียหว่านอี้ ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของกองกลางในจวนเป็นผู้จัดเตรียม

เซวียหมิงเฟยกอดแขนฮูหยินเจียงไว้ แสดงออกถึงความสนิทสนมรักใคร่

“ขอบพระคุณท่านแม่เจ้าค่ะ แล้วน้องหญิงเล่าเจ้าคะ?”

นางก้มหน้ามองรายการสินเดิม แน่นอนว่าย่อมด้อยกว่าชาติก่อนอยู่บ้าง

ไม่มีเหตุผลอื่นใด ชาติก่อนนางแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง ในวังย่อมประทานของดีมาให้ไม่น้อย

แต่ยามนี้กลับเป็นไปไม่ได้แล้ว

แม้ในใจจะรู้สึกเสียดาย หรือกระทั่งไม่ยินยอมพร้อมใจอยู่บ้าง แต่ก็จนปัญญา

จะให้นางแต่งให้เย่จั๋วอีกครั้ง ต้องเป็นม่ายทั้งเป็นไปชั่วชีวิต นางทำไม่ได้

หากแค่ปีสองปียังพออดทนได้

แต่ตลอดชีวิตนั้น ยาวนานเกินไป

หากเป็นผู้อื่น สามีตายย่อมสามารถแต่งงานใหม่ได้

แต่ตระกูลเย่เต็มไปด้วยวีรบุรุษผู้ภักดี เหลือเพียงเย่จั๋วที่เป็นทายาทคนเดียวที่ใกล้ตาย

หากคิดจะแต่งงานใหม่ ฝ่าบาทคงให้นางติดตามไปถูกฝังร่วมหลุมเป็นแน่

ฮูหยินเจียงกล่าวว่า “นี่เป็นสินเดิมส่วนของแม่ ทางด้านนางย่อมมีคนในวังช่วยจัดการเพิ่มสินเดิมให้”

สมรสพระราชทาน คนในวังย่อมต้องมีของพระราชทานลงมา

“เปรี้ยง—ครืน—”

ทันใดนั้น ด้านนอกพลันเกิดเสียงฟ้าแลบฟ้าร้อง

ท้องฟ้าที่อึมครึมมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็เริ่มส่งเสียงคำรามกึกก้อง

เซวียหมิงเฟยอดไม่ได้ที่จะสะดุ้งตกใจจนตัวสั่น

“ฝนนี้คงจะหนักไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ”

ฮูหยินเจียงตบหลังมือบุตรสาวคล้ายปลอบโยน แล้วกล่าวว่า “ดึกมากแล้ว รีบกลับไปพักผ่อนเสียเถิด ประเดี๋ยวฝนจะตกเสียก่อน”

“เจ้าค่ะ!” เซวียหมิงเฟยลุกขึ้น พับรายการสินเดิมเก็บใส่ถุงหอมที่เอว “ท่านแม่ ลูกกลับก่อนนะเจ้าคะ ท่านเองก็รีบเข้านอนเถิดเจ้าค่ะ”

ด้านนอกลมพายุโหมกระหน่ำ เมฆฝนดำทะมึนปกคลุมเหนือศีรษะ

ฮูหยินเจียงเดินมาส่งบุตรสาวที่หน้าประตูห้อง ด้วยความเป็นห่วงจึงสั่งว่า “ชิงถาน ไปส่งคุณหนูใหญ่กลับเรือน”

“เจ้าค่ะ ฮูหยิน” ชิงถานเป็นสาวใช้ขั้นหนึ่งของเรือนทิงหลาน เป็นรองเพียงแม่นมหลิน นางรับใช้ใกล้ชิดฮูหยินเจียง จึงได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่ง

……

“คืนนี้เกรงว่าคงจะมีพายุฝนกระหน่ำ”

“คงจะเป็นเช่นนั้น อากาศวันนี้ช่างประหลาดแท้”

หลังจากส่งเซวียหมิงเฟยแล้ว ชิงถานก็เดินฝ่าลมราตรีที่พัดแรงกลับเรือนทิงหลาน ระหว่างทางผ่านศาลาโอ่วเซียง นางได้ยินเสียงสาวใช้ในจวนลอยมาตามลม

นางไม่ได้ใส่ใจ เพียงเดินตามหลังคนทั้งสองไป

“คุณหนูใหญ่ใกล้จะออกเรือนแล้ว ไม่รู้เหตุใดจึงยอมทิ้งจวนเจิ้นกั๋วกง ต่อให้เจิ้นกั๋วกงผู้นั้นจะแย่เพียงใด ก็ยังเป็นถึงกั๋วกงขั้นหนึ่งเชียวนะ”

“งานแต่งของคุณหนูใหญ่หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เล็ก หากไม่แต่งก็เท่ากับผิดสัญญามิใช่หรือ?”

“ที่พูดมาก็ถูก”

หนึ่งในนั้นพยักหน้า ก่อนจะลดเสียงลงแล้วเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา

ชิงถานที่เดินตามหลังมาได้ยินเข้าพอดี ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงมาบนศีรษะ ทำเอานางมึนงงตาลายไปหมด

“จริงสิ เจ้าสังเกตหรือไม่ว่าคุณหนูใหญ่หน้าตาคล้ายอนุชิวมากกว่า ส่วนคุณหนูรองกลับดูคล้ายฮูหยินของพวกเรามากกว่า...”

ประโยคต่อจากนั้น ชิงถานแทบไม่กล้าฟังต่อ

ในหัวของนางปรากฏใบหน้าของคุณหนูทั้งสองขึ้นมา

“เปรี้ยง—”

สายฟ้าแลบแปลบปลาบผ่ากลางท้องฟ้ายามราตรี ทำเอาสาวใช้สองคนข้างหน้ากรีดร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งหนีไป

ส่วนชิงถานในยามนี้ ทั้งที่ยืนอยู่ท่ามกลางลมหนาวเหน็บของต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ทั่วร่างกลับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ดวงตาพร่าพราย

เมื่อเงยหน้าขึ้น เบื้องหน้าก็ไร้ผู้คนแล้ว

โคมไฟที่แขวนอยู่ตามจุดต่างๆ ในจวนแกว่งไกวอย่างรุนแรงท่ามกลางลมพายุ แสงเทียนวูบไหว เงาสลัวสั่นไหว

ดูน่ากลัวยิ่งนัก

นางดูเหมือนจะ…

ค้นพบเรื่องราวใหญ่โตเข้าเสียแล้ว

หากเป็นจริงดังที่นางคิด พฤติกรรม “แปลกประหลาด” ของอนุชิวตลอดหลายปีมานี้ ก็สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดี

เหตุใดนางจึงได้ร้ายกาจต่อคุณหนูรองนัก แต่กลับเอาอกเอาใจคุณหนูใหญ่เป็นที่สุด

ครั้งหนึ่ง ชิงถานเคยแอบคุยกับพี่น้องในเรือนทิงหลานว่าอนุชิวนั้นโง่เขลายิ่งนัก

ต่อให้นางประจบเอาใจคุณหนูใหญ่ไปก็ไร้ประโยชน์…

ฝีเท้าเร่งรีบขึ้น แม้ลมราตรีจะหนาวเหน็บเพียงใดก็ไม่อาจหยุดยั้งนางจากการรีบกลับเรือนทิงหลานได้

……

สาวใช้ทั้งสองกลับมาที่เรือนว่างซูอย่างระมัดระวัง และได้พบกับเฝ่ยชุ่ย

“พี่หญิง คิดว่าคงสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ”

เฝ่ยชุ่ยพยักหน้า ยัดกล่องอาหารใส่มือพวกนาง

แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใยว่า “ลำบากพวกเจ้าแล้ว กลางคืนอากาศหนาวเย็น รีบกลับห้องเถิด”

ทั้งสองประคองกล่องอาหาร ยิ้มตาหยีกล่าวขอบคุณเฝ่ยชุ่ย แล้วหันหลังเดินจากไป

เฝ่ยชุ่ยกลับเข้ามาในห้อง เห็นเซวียหว่านอี้ยังคงคัดอักษรอยู่ข้างแสงเทียน

“คุณหนู พวกนางกลับห้องไปแล้วเจ้าค่ะ”

นางเอ่ยพลางมีสีหน้ากังวล “พวกนางจะไม่แพร่งพรายแผนการของคุณหนูหรือเจ้าคะ”

เซวียหว่านอี้ยังคงขยับมือไม่หยุด

นางยิ้มกล่าวว่า “วางใจเถิด ข้ายังไม่ได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น”

สาวใช้สองคนนั้น ไม่มีทางแปรพักตร์ไปเข้าข้างเซวียหมิงเฟยเด็ดขาด

พวกนางแค้นเคืองจนอยากให้เซวียหมิงเฟยตายเสียด้วยซ้ำ

เซวียหมิงเฟยมิใช่คนเลวร้าย กระทั่งยังมีชื่อเสียงที่ดีในหมู่คุณหนูตระกูลขุนนาง

แต่น่าเสียดาย

แม้นางมิได้ลงมือฆ่าป๋อเหริน แต่ป๋อเหรินกลับต้องตายเพราะนาง

สาวใช้ทั้งสองเพิ่งเข้าจวนมาเมื่อหนึ่งปีครึ่งก่อน พวกนางต่างมีพี่ชายที่เป็นบ่าวชายของตระกูลเซวีย

เพราะการยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องชาวบ้านครั้งหนึ่งของเซวียหมิงเฟย ทำให้พวกเขาถูกแก้แค้น จนบ่าวชายข้างกายหลายคนต้องตายอย่างน่าอนาถ

แม้ตระกูลเซวียจะมอบเงินชดเชยให้ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเห็นเงินสำคัญกว่าชีวิต

ชาติก่อน สาวใช้ตัวน้อยสองคนนี้ตายในคืนก่อนวันออกเรือนของเซวียหมิงเฟย

ข้อหาปองร้ายเซวียหมิงเฟย จึงถูกโบยจนตาย

ราชวงศ์อวิ๋นมีกฎหมายคุ้มครองบ่าวไพร่ นายจะทุบตีสังหารตามอำเภอใจมิได้

แต่ข้อหาของสองคนนี้คือปองร้ายเจ้านาย โทษตายสถานเดียว

อีกทั้งในยามนั้นเซวียหมิงเฟยกำลังจะแต่งงานกับเจิ้นกั๋วกงเย่จั๋ว ต่อให้เป็นทางการก็ยังไม่กล้ายื่นมือเข้ามาสอด

ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ พวกมีอำนาจย่อมอยู่เหนือกฎหมายทั่วไป

แม้ทางการจะล่วงรู้ ก็ได้แต่ทำเป็นหลับตาข้างลืมตาข้าง

“เฝ่ยชุ่ย พรุ่งนี้ให้หวังหย่วนไปจับตาดูครอบครัวนั้นไว้ โดยเฉพาะเด็กคนนั้น”

เฝ่ยชุ่ยพยักหน้า “ความหมายของคุณหนูคือ จะมีคนลงมือกับพวกเขาหรือเจ้าคะ?”

เซวียหว่านอี้เลิกคิ้ว “นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว”

กุมความลับใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ แต่ยังมีชีวิตรอดมาจนถึงบัดนี้ได้ นับเป็นเรื่องยากนัก

“ผู้ใดเจ้าคะ?” เฝ่ยชุ่ยลดเสียงลงถาม “อนุ หรือว่า...”

คำพูดต่อจากนั้น นางไม่กล้าเอ่ยออกมา

เพียงแค่คิด ก็รู้สึกหวาดผวาจนขนลุกซู่ไปทั้งแผ่นหลัง

เซวียหว่านอี้ยกมุมปากขึ้น เผยรอยยิ้มปลอบโยน

“ไม่ต้องกลัว ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ท้ายที่สุดทุกอย่างจะต้องกลับตาลปัตรคืนสู่ความถูกต้อง”

และต้องเกิดขึ้นก่อนที่นางจะออกเรือน

เซวียหมิงเฟยอาจจะบริสุทธิ์ แต่นางต่างหากที่เป็นผู้เสียหายที่แท้จริง

อนุชิวไม่ชอบบุตรสาวของตนเอง ถึงขั้นร้ายกาจใส่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับในตระกูลเซวีย

ราชโองการพระราชทานสมรสถูกกำหนดไว้แล้ว ย่อมไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้

ชีวิตของนาง เท่ากับมีโล่ที่แข็งแกร่งที่สุดคุ้มครองอยู่

ไม่ว่าตระกูลเซวียจะเลือกทางใด นางย่อมได้กลับคืนสู่ตำแหน่งที่ควรจะเป็นของตน

ชาติก่อนนางตายอย่างน่าเวทนา ชาตินี้จึงไม่มีกะจิตกะใจจะคาดหวังความรักใคร่จากครอบครัวอีก

นางต้องการเพียงให้ฉู่ยวนตาย

และต้องตายด้วยวิธีเดียวกัน

“เฝ่ยชุ่ย!”

“คุณหนู” เฝ่ยชุ่ยก้าวเข้ามาสองก้าว เล็มไส้เทียนที่ยาวเกินไปออก

เซวียหว่านอี้กล่าวว่า “รอข้าแต่งเข้าจวนกั๋วกงแล้ว จะหาฤกษ์งามยามดี คืนสัญญาทาสให้เจ้า ให้เจ้าได้แต่งงานกับหวังหย่วน”

เฝ่ยชุ่ยหน้าแดงระเรื่อ “คุณหนูสำคัญกว่าเจ้าค่ะ”

คำพูดนี้มาจากใจจริง

ชาติก่อน เฝ่ยชุ่ยและเจินจูได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว แต่กลับต้องพบจุดจบที่น่าสังเวช

“คุณหนู...”

เสียงของเจินจูจังมาจากด้านนอก “แม่นมหลินมาเจ้าค่ะ”

นายบ่าวในห้องสบตากัน

มาเร็วยิ่งนัก!

“เชิญเข้ามา”

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 653

    มองเห็นนางแต่ไกล ถิงอวิ๋นก็ร้องบอกเสียงดังว่า “ฮูหยิน คุณชายกำลังรอท่านอยู่ขอรับ”เซวียหว่านอี้ประหลาดใจยิ่งนัก นางรีบสาวเท้าเข้าไปหา มองไปยังรถม้าอีกคันที่จอดอยู่หน้าประตูจวน เย่จั๋วก็กำลังเลิกม่านขึ้นมองนางพอดี“ท่านพี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่รู้จะกลับจวนยามใด รอนานเพียงไรแล้วหรือ?”นางไม่รอให้เย่จั๋วตอบคำ กลับหันไปเอ่ยกับฮูหยินเจียงว่า “ท่านแม่ ข้ากลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ยามเดินทางกลับก็ระวังด้วย หากมีเวลาว่างข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านอีก”ฮูหยินเจียงจะกล่าวอันใดได้ เจิ้นกั๋วกงมารับด้วยตนเองถึงเพียงนี้ ยังจะกล้าพูดพร่ำทำให้อีกฝ่ายต้องรอต่อไปได้หรือ?นางไม่อยากถูกคนผู้นี้หักหน้ากลางธารกำนัลหรอกนะ“ไปเถิด เหนื่อยมาจนป่านนี้แล้ว กลับไปก็รีบพักผ่อนเสีย” ฮูหยินเจียงยิ้มพลางโบกมือเซวียหว่านอี้ย่อกายอำลา แล้วหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าไปเมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยดีแล้ว เย่จั๋วก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่ล่วงเลยยามห้ามสัญจรมาเกือบชั่วยามครึ่งแล้ว โชคดีที่เป็นเมืองหลวง หากเป็นที่อื่นคงต้องค้างแรมอยู่ด้านนอกเป็นแน่”เป็นเช่นนั้นจริงดูท่าเขาคงจะรอมาเกือบสองชั่วยามแล้ว นับว่ายังอดทนนั่งรออยู่ไ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 652

    “ยินดีด้วยเจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” หมอตำแยอุ้มทารกน้อยในห่อผ้าเดินออกมาจากด้านใน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดียิ่งนักแม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะชิงชังเซวียหว่านอี้เพียงใด ทว่ากับหลานชายผู้นี้ นางย่อมดีใจอย่างแท้จริงนางผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ซวนเซก้าวไปเบื้องหน้า “จริงหรือ?”“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยที่สุขภาพแข็งแรงยิ่งนัก”ฮูหยินเจียงเองก็เบิกบานใจเช่นกัน นางชะโงกหน้ามองเด็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของฮูหยินผู้เฒ่าหวังทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มักมีผิวพรรณเหี่ยวย่น ดูคล้ายลูกลิงตัวน้อย ต้องรออีกสักสองวันจึงจะเปล่งปลั่งขึ้นแต่เด็กน้อยผู้นี้กลับมีผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด ดูน่ารักน่าชังจนยากจะหาคำใดมาเปรียบ“เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งนัก” ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าว “ยินดีกับฮูหยินแม่ดองด้วยนะเจ้าคะ”“ยินดีเช่นกัน ยินดีเช่นกัน นี่ก็เป็นหลานตาของฮูหยินแม่ดองมิใช่หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอาจมิได้เก่งกาจเรื่องการเข้าสังคมเฉกเช่นฮูหยินขุนนางทั่วไป ทว่านางก็มิได้โง่เขลาเสียทีเดียวก่อนหน้านี้นางอาจฟังน้ำเสียงดีร้ายของฮูหยินเจียงไม่ออก ทว่าครานี้ย่อมต่างออกไปหมอหล

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 651

    คาดไม่ถึงเลยว่าจะเจ็บปวดจนหลั่งน้ำตาออกมาจริง ๆ“ฮูหยิน น้ำแกงโสมเจ้าค่ะ” เจินจูเดินเข้ามา ในมือประคองชามน้ำแกงอุ่นร้อนแล้วส่งให้“ดื่มเสียสิ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “ระหว่างทางที่มา ข้าแวะซื้อจากภัตตาคารอิ๋งเซียนมาให้เจ้า”“เหตุใดในภัตตาคารจึงมีน้ำแกงโสมขายด้วยเล่า” เซวียหมิงเฟยบ่นอุบอิบ นางประคองชามน้ำแกงขึ้นมาดื่มช้า ๆ เพื่อฟื้นฟูพละกำลัง ป้องกันมิให้หมดสติไปในยามคลอด“ท่านแม่ทัพรับประทานอาหารอยู่ที่นั่น ทางร้านจึงเคี่ยวให้เป็นพิเศษ” เซวียหว่านอี้เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนักด้านนอกแว่วเสียงความวุ่นวายดังขึ้นครู่หนึ่ง ไม่นานนักฮูหยินเจียงและฉินเยว่ชิงก็ก้าวเข้ามาจากด้านนอก“อาหว่าน?” เมื่อเห็นบุตรสาว แววตาของฮูหยินเจียงก็ทอประกาย “มาถึงเร็วกว่าพวกเราเสียอีก”เซวียหว่านอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะขยับหลีกทางให้พวกนางฮูหยินเจียงก้าวเข้าไปหา เอ่ยกำชับเซวียหมิงเฟยถึงเรื่องการคลอดบุตรอย่างละเอียดถี่ถ้วน“ท่านพ่ออยู่ที่ศาลาว่าการ จึงมาไม่ได้” ฉินเยว่ชิงยืนอยู่ด้านข้างพลางเอ่ยกับเซวียหว่านอี้เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียหว่านอี้เพียงพยักหน้ารับ นางมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก ทว่าก็มิได้แสดงท่าทีอันใดอ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 650

    ภายในห้องมีเพียงพวกเขาสองคน“ฮูหยิน ชาติก่อนเคยมีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”เซวียหว่านอี้ครุ่นคิด สำหรับนางแล้ว เรื่องราวในหนหลังนั้นช่างเนิ่นนานเกินไป“จำมิได้ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”“เช่นนั้นก็คือไม่มี” เย่จั๋วกล่าวเซวียหว่านอี้ฉงนใจ “เหตุใดจึงไม่ใช่ข้าไม่เคยได้ยินเล่าเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิได้จงใจปิดบัง” เย่จั๋วกล่าว “หรงเจวี๋ยคือซื่อจื่อหนิงกั๋วกง มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง หากเขาเกิดเรื่อง แวดวงขุนนางย่อมมิอาจปิดข่าวได้มิด”ในคราแรก ความสัมพันธ์ระหว่างฉู่ยวนกับนางย่อมมิได้ย่ำแย่ หากเขากลับไปแล้วสนทนาเรื่องนี้กับนางก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อนางจำไม่ได้ เช่นนั้นก็แปลว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นวิถีของทั้งสองชาติภพแตกต่างกัน เย่จั๋วจึงมิได้รู้สึกแปลกใจอันใดโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนผู้หนึ่งไปได้ทั้งชีวิตยิ่งมิต้องเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคนเป็น ๆ คนหนึ่ง ผลกระทบย่อมมีแต่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม“ซื่อจื่อหรงถูกลอบสังหารในเมืองหลวง ฝ่าบาทจะรับสั่งให้คนไปสืบสวนหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“ย่อมต้องทำ” แววตาของเย่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 649

    “นี่คืออาหารบำรุงโลหิต ซื่อจื่อลองชิมดูเถิด”เซวียหว่านอี้ชี้ไปยังอาหารสองจานนั้น “ท่านพี่ไม่ชอบอาหารบำรุง ข้าจึงไม่เคยทำมาก่อน”หรงเจวี๋ยพยักหน้า “ขอบใจมาก”ส่วนเย่จั๋วนั้น เมื่อมองดูอาหารเบื้องหน้า ล้วนยังคงเป็นสิ่งที่ตนชอบเช่นเคยฮูหยินของเขามิใช่คนเลือกกิน มิได้มีสิ่งใดที่รังเกียจ และมิได้มีสิ่งใดที่โปรดปรานเป็นพิเศษทว่า…ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารที่นางคิดค้นขึ้นหลังจากแต่งงานเข้ามา ในเมื่อทำเป็น ย่อมต้องเป็นของที่ชอบกินเป็นแน่“นี่คือ...” หรงเจวี๋ยมองดูแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายที่อยู่เบื้องหน้า “รสชาติเป็นเช่นไรหรือ?”“ลองชิมดูสักคำก็รู้แล้ว” เย่จั๋วคีบขึ้นมาแผ่นหนึ่งเป็นคนแรกมื้อนี้ หรงเจวี๋ยถึงกับกินจนเหงื่อซึมแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มใน หอมจนทำให้คนวางไม่ลง อีกทั้งปลาทอดตัวเล็กที่เนื้อแน่นเคี้ยวเพลิน ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน กระทั่งก้างข้างในก็ยังเคี้ยวให้แหลกได้อย่างง่ายดายเนื้อแกะยำเย็นถือว่าใช้ได้ พ่อครัวในจวนก็ทำได้ไม่เลวนักคนสามคน อาหารหกอย่าง รสชาติของทุกจานล้วนดีเยี่ยม“อาหารบำรุงรสชาติดีทีเดียว เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินเล่า?” หรงเจวี๋ยกล่าว

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 648

    “อย่าคิดมากไปเลย”หรงเจวี๋ยจิบโจ๊กคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อมล้ำลึก ไม่รู้ว่าใส่สิ่งใดลงไปบ้าง“ข้าเพียงต้องการใช้คนผู้นั้นเป็นเหยื่อล่อปลา ได้ปรึกษาหารือกับท่านป้าก่อนลงมือแล้ว”เย่จั๋วเก็บงำท่าทีหยอกเย้า เอ่ยถามว่า “ล่อผู้ใดหรือ?”“ยามนี้ยังไม่แน่ชัด หากไม่ผิดคาดต้องเป็นองค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรืออาจจะเป็น...”เขาชี้นิ้วขึ้นไปเบื้องบน “เจ้าย่อมรู้ วรยุทธ์ของข้านับว่าไม่เลว ในเมืองหลวงแห่งนี้ ผู้ที่เก่งกาจกว่าข้ามีเพียงหยิบมือ หากไม่รวมพวกหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาที่ยอมทิ้งชีวิตโดยไม่ไยดี”“นั่นก็จริง” เย่จั๋วพยักหน้า “ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ละจวนย่อมมีหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาอยู่บ้าง เป็นเพียงเรื่องของจำนวน ทว่าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือสังหาร”ล้วนไม่มีข้อยกเว้นท้ายที่สุดแล้ว มิใช่ผู้ใดก็มีคุณสมบัติพอจะเป็นหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาได้ประการแรกต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เป็นเลิศ ประการรองลงมาต้องเป็นเด็กกำพร้า หากมีพรสวรรค์ดีแต่ฐานะธรรมดาสามัญ แม้มิใช่เด็กกำพร้าก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคนเหล่านี้ล้วนต้องทำงานลับที่มิอาจเปิดเผยให้แก่ผู้เป็นนาย หากไร้ซึ่งฝีมืออันเก่งกาจ ย่อ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status