Share

บทที่ 7

Auteur: กากบาทเย่
“แม่นม!”

เซวียหว่านอี้ในชุดลำลองเดินออกมายังโถงหน้า นางแย้มยิ้มพลางยอบกายคารวะแม่นมหลิน

แม่นมหลินเห็นดังนั้นก็รีบเบี่ยงกายหลบ “คุณหนู มิได้นะเจ้าคะ”

เซวียหว่านอี้ที่อยู่ตรงหน้าสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าเล็กหมดจดไร้เครื่องประทินโฉม แววตาคู่นั้นกำลังมองนางด้วยแววตายิ้มแย้ม

ยิ่งมองแม่นมหลินก็ยิ่งตระหนกตกใจ คำตอบหนึ่งผุดขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ จวนเจียนจะหลุดปาก

ไม่ทราบด้วยเหตุใด จิตใจของนางในยามนี้เริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว

เพียงเพราะคุณหนูรองที่อยู่ตรงหน้าช่างคล้ายคลึงกับฮูหยินเหลือเกิน คิ้วตาที่ดูอ่อนโยนนั้นแทบจะถอดแบบมาจากฮูหยินราวกับพิมพ์เดียวกัน

เหตุใดเมื่อก่อนนางถึงไม่ทันสังเกตเห็นนะ?

เซวียหว่านอี้เดินไปนั่งลงที่นั่งหลัก เจินจูยกน้ำชามาให้แม่นมหลินเรียบร้อยแล้ว

“ลมราตรีหนาวเย็น ฝนใหญ่กำลังจะตก แม่นมมาเวลานี้ ท่านแม่มีเรื่องอันใดสั่งความหรือ?”

แม่นมหลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

นางได้ยินคำพูดของชิงถานจึงถือวิสาสะมาที่นี่เอง

ฮูหยินยังไม่ทราบเรื่อง และนางก็ยังไม่กล้าให้ฮูหยินล่วงรู้

เรื่องนี้จะเล็กก็เล็ก จะใหญ่ก็ใหญ่

หากเป็นเพียงความเข้าใจผิด นั่นย่อมดีที่สุด

แต่หากไม่ใช่ เกรงว่าตระกูลเซวียคงต้องประสบเคราะห์กรรมดั่งพายุฝนในค่ำคืนนี้ ผลที่ตามมามิอาจคาดเดาได้

“อีกสองวัน กรมตัดเย็บในวังจะมาวัดตัวตัดชุดให้คุณหนูรองที่จวน ฮูหยินจึงสั่งให้บ่าวเฒ่ามาดูว่าคุณหนูยังขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่เจ้าค่ะ”

วาจานี้มิได้กล่าวเท็จ ยามตั้งสำรับมื้อค่ำฮูหยินได้กำชับไว้จริง

เพียงแต่บอกให้มาวันพรุ่งนี้

เซวียหว่านอี้ยิ้มละไม “ลำบากท่านแม่ต้องเป็นห่วง ข้ามีข้าวของครบครัน มิได้ขาดเหลือสิ่งใด รบกวนแม่นมกลับไปเรียนท่านแม่แทนข้าด้วยว่า วันพรุ่งนี้ยามเช้าข้าจะไปคารวะขอบคุณท่านแม่ด้วยตนเองเจ้าค่ะ”

แม่นมหลินมิได้ใส่ใจเรื่องคำขอบคุณ

แต่เพราะรอยยิ้มของเซวียหว่านอี้ หัวใจของนางแทบจะกระดอนออกมาจากอก

ยามที่คุณหนูยิ้ม ช่างเหมือนฮูหยินราวกับแกะ

ทันใดนั้น แม่นมหลินก็คล้ายจะเข้าใจกระจ่างแจ้ง

ว่าเหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่มีผู้ใดในจวนสังเกตเห็น

ยามนั้นคุณหนูรองมักจะยืนห่อไหล่หลังค่อม ใบหน้าอมทุกข์ตลอดทั้งวัน ไม่กล้าสบตาผู้คนในจวน ประกอบกับตัวตนที่ดูจืดจาง ย่อมดูไม่ออกเป็นธรรมดา

แต่คุณหนูในยามนี้ คิ้วตาผ่อนคลาย รอยยิ้มอ่อนโยน ทุกอากัปกิริยาแทบจะเหมือนฮูหยินถึงเจ็ดแปดส่วน

รูปโฉมของฮูหยินเจียงค่อนไปทางงดงามหมดจดและสง่าผ่าเผย ส่วนเซวียหมิงเฟยนั้นงามหยาดเยิ้มสมชื่อ เป็นความงามคนละแบบโดยสิ้นเชิง

บัดนี้ เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ แม่นมหลินลองวาดภาพใบหน้าของคุณหนูใหญ่ในห้วงความคิด ก็พลันรู้สึกราวกับฟ้ากำลังจะถล่มลงมา

“เปรี้ยง—”

สิ้นเสียงกัมปนาท ทั่วทั้งเรือนก็สั่นสะเทือนจนเกิดเสียงอื้ออึง

ไม่นานนัก เม็ดฝนห่าใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างกะทันหัน

“เช่นนั้น บ่าวขอตัวกลับเรือนทิงหลานก่อน คุณหนูรีบเข้านอนเถิดนะเจ้าค่ะ”

เซวียหว่านอี้ลุกขึ้นเดินไปส่งที่ระเบียงหน้าโถง

“เจินจู ฝนตกหนักนัก กางร่มไปส่งแม่นมด้วย”

แม่นมหลินอยากจะปฏิเสธ แต่เจินจูตอบรับเรียบร้อยแล้ว

“เจ้าค่ะ คุณหนู”

เจินจูกางร่มกระดาษน้ำมัน สองมือจับด้ามร่มไว้แน่น

แววตาเป็นประกายจ้องมองแม่นมหลิน

“แม่นม พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ”

แม่นมหลินหันกายกลับไป ย่อกายคารวะเซวียหว่านอี้

“บ่าวเฒ่าขอตัวเจ้าค่ะ”

ทั้งสองเดินฝ่าสายฝน เร่งฝีเท้าจากไป

ฝนตกหนักปานฟ้ารั่วเช่นนี้ ต่อให้สนทนาเสียงดังสักเพียงใด เพียงไม่กี่ก้าวก็มิอาจได้ยินแล้ว

“คุณหนู บ่าวกลัวเจ้าค่ะ” เฝ่ยชุ่ยตัวสั่นเทา พยายามข่มความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ

เซวียหว่านอี้ยื่นมือออกไป กลางฝ่ามือถูกเม็ดฝนกระทบจนรู้สึกชาหนึบ

“นังเด็กโง่ กลัวอันใดกัน”

นางหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตาฉายแววบ้าคลั่งชวนให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน

“การแต่งงานของข้าถูกกำหนดไว้แล้ว เว้นแต่ข้าจะตาย มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางยกเลิกได้เด็ดขาด”

“เฝ่ยชุ่ย...”

น้ำเสียงของนางแผ่วเบา คล้ายกับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ท่ามกลางค่ำคืนฝนพรำนี้

เมื่อตกกระทบหูเฝ่ยชุ่ย กลับฟังดูเลื่อนลอยไม่สมจริง

“หากข้าตาย จวนสกุลเซวียอันใหญ่โตนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องโทษเนรเทศ”

เพราะเย่จั๋วกำลังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้

หากเป็นผู้อื่น คงไม่มีอำนาจบารมีมากถึงเพียงนี้

ดูหมิ่นพระเมตตา ดูแคลนเจิ้นกั๋วกงผู้เป็นที่ “โปรดปราน” ของฝ่าบาท…

“น่าเสียดาย”

น้ำเสียงเยียบเย็นของนางเจือแววเสียดาย

น่าเสียดายที่ฉู่ยวนยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้นนางอยากลองดูจริง ๆ ว่าความรู้สึกตอนที่ทำลายตระกูลเซวียจนย่อยยับจะเป็นเช่นไร

“คุณหนู…” เฝ่ยชุ่ยเศร้าเสียใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา

ไม่กล้าคิดเลยว่าหลังจากคุณหนูแต่งเข้าจวนกั๋วกงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แม่ทัพเย่ผู้เคยเป็นชายในฝันของหญิงสาวนับไม่ถ้วน กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าแต่งงานด้วย ย่อมแสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนั้นคือถ้ำมังกรแดนพยัคฆ์อย่างแท้จริง

เซวียหว่านอี้อดขำไม่ได้ ยกมือขึ้นจิ้มหว่างคิ้วของนางเบา ๆ

“สำหรับผู้อื่น อาจเป็นหุบเหวลึก แต่สำหรับข้า...”

นางสะบัดน้ำฝนออกจากฝ่ามือ หันกายเดินเข้าไปในโถงกลาง

“คือความสงบสุขชั่วชีวิต”

……

“แม่นม!”

ชิงถานเห็นแม่นมหลิน ก็รีบสาวเท้าเข้าไปหา

แม่นมหลินประคองนาง พาไปนั่งลงด้านข้าง สีหน้าท่าทางทั่วทั้งร่างล้วนสื่อความหมายเดียวกัน

——เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ฟ้าถล่มแล้ว

สีหน้าของนาง คล้ายได้ตอบคำถามทุกอย่างแล้ว

ชิงถานยันโต๊ะไว้ เพื่อป้องกันมิให้ตนเองทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะแข้งขาอ่อนแรง

“เป็น อนุชิวหรือเจ้าคะ?”

ชิงถานเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง

เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากแม่นมหลิน ชิงถานจึงกล่าวต่อว่า “ทางฝั่งฮูหยิน…”

ในที่สุดแม่นมหลินก็ได้สติ

นางหน้าซีดเผือด เอ่ยอย่างเชื่องช้า “ข้าจะจัดการเอง เจ้าทำเป็นไม่รู้เรื่องก็พอ”

ชิงถานรู้ดีว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด จึงรีบพยักหน้า “แม่นมวางใจเถิด”

นางตกใจจนแทบตาย จะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร

หากเป็นเมื่อก่อน อาจไม่ถึงกับหวาดกลัวเพียงนี้

แต่บัดนี้ผู้ที่อยู่ในเรือนว่างซู คือว่าที่ฮูหยินกั๋วกงอย่างแน่นอนแล้ว

หากจัดการเรื่องนี้ไม่ดี ตระกูลเซวียทั้งตระกูลก็จบสิ้นแล้ว

……

“ฟึ่บ——”

นิ้วมือเรียวยาวคีบกระดาษแผ่นหนึ่ง ยื่นไปแตะเปลวเทียน เพียงชั่วพริบตาก็ลุกไหม้

“สงบสุขชั่วชีวิตงั้นรึ?”

น้ำเสียงของเย่จั๋วเจือความเย็นชาไม่ยี่หระ “อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว จึงจะสงบสุขชั่วชีวิต”

ชายวัยกลางคนก้าวเข้ามา เขาคือเย่อัน พ่อบ้านใหญ่จวนกั๋วกง

“คุณชาย รองเสนาบดีเซวียทราบเรื่องนี้หรือไม่ขอรับ?”

สายลับสืบรู้เพียงว่าคุณหนูทั้งสองของตระกูลเซวียถูกอนุภรรยาสับเปลี่ยน แต่ทางเซวียฉงนั้น ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ

เย่จั๋วแค่นหัวเราะ “ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ การดูแลบ้านเรือนไม่เข้มงวดก็เป็นความจริง”

รถเข็นเคลื่อนตัว เย่อันเข็นเขาไปยังห้องอาบน้ำภายในจวน

ไอร้อนในสระลอยกรุ่น อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพร

เย่อันช่วยปรนนิบัติเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า และอุ้มเขาลงสู่บ่อน้ำอุ่น

ไม่นานชายชราเคราขาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา ฝังเข็มที่แผ่นหลังให้เขา

ใบหน้าถูกปิดไว้ด้วยหน้ากาก จึงไม่เห็นสีหน้า แต่ได้ยินเสียงหายใจของเขาที่เริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

ขาทั้งสองข้างที่จมอยู่ในน้ำ ส่วนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา ผิวหนังล้วนเป็นสีม่วงคล้ำ เส้นเลือดปูดโปน ก่อให้เกิดลวดลายซับซ้อนน่าสยดสยอง

“ลุงอัน!”

เสียงของเย่จั๋วแหบพร่า “แอบร่วมมือกับทางนั้น จัดการเรื่องตัวตนให้เรียบร้อย หากจำเป็นก็ช่วยเหลือสักเล็กน้อย”

เย่อันรับคำ “ขอรับ คุณชาย”

ทันทีที่ราชโองการลงมา ไม่ว่าคุณชายจะเต็มใจหรือไม่ คุณหนูรองตระกูลเซวียก็คือนายหญิงแห่งจวนกั๋วกงที่ผู้คนต่างรับรู้โดยทั่วกันแล้ว

คุณชายจะมองนางอย่างไรยังไม่ทราบ แต่ “คนนอก” ย่อมไม่อาจรังแกนางได้

มิเช่นนั้น ก็เท่ากับตบหน้าจวนกั๋วกง

เกียรติยศที่ตระกูลเย่แลกมาด้วยเลือดเนื้อหลายชั่วคน มิอาจถูกเหยียบย่ำได้

……

วันรุ่งขึ้น ฝนซาลง แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับจะถล่มลงมา บรรยากาศอึมครึมชวนให้อึดอัดจนหายใจไม่ออก

เซวียฉงไปร่วมประชุมเช้า แม่นมหลินกำลังปรนนิบัติฮูหยินเจียงล้างหน้า

“ว่ามาเถิด”

ฮูหยินเจียงกล่าว “มีเรื่องใดที่ทำให้เจ้าอ้ำอึ้งเช่นนี้?”
Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Latest chapter

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 208

    อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว คล้ายมีกลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ เจืออยู่ในสายลมวูบหนึ่งเซวียหมิงเยว่นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ใบหน้าเล็กขาวซีดไร้สีเลือด ข้างกายมีสาวใช้ผู้หนึ่งยืนอยู่ กำลังลงมือทายาให้นางความเจ็บปวดแล่นพล่านจนร่างกายนางสั่นเทา มิอาจสะกดกลั้น ความทรมานนี้ช่างแสนสาหัสยิ่งนักเมื่อทายาเสร็จสิ้น สาวใช้จึงช่วยจัดอาภรณ์ให้นางเรียบร้อย ก่อนจะผ่อนฝีเท้าเดินจากไปเงียบ ๆไม่นานนัก ชายหนุ่มผู้หนึ่งก็เดินสวนทางกับสาวใช้เข้ามาด้านในเซวียหมิงเยว่มองผ่านม่านน้ำตาและเหงื่อที่โซมกายไปยังบุรุษผู้มาใหม่ นางรู้สึกคาดไม่ถึง“คุณชายสาม...”เขาคืออดีตคู่หมั้นของนางบุรุษหนุ่มสืบเท้าเข้ามาใกล้ ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างตั่งเตียง ก้มมองนางจากมุมสูง แววตาฉายความรู้สึกอันลึกล้ำยากจะเอื้อนเอ่ย“นี่คือสิ่งที่เจ้าปรารถนากระนั้นหรือ?” น้ำเสียงของเขาราบเรียบทว่าหากฟังให้ดี กลับสัมผัสได้ถึงความอาลัยอาวรณ์และความเวทนาสงสารที่แฝงอยู่เดิมทีเซวียหมิงเยว่ก็มีรูปโฉมบอบบางน่าทะนุถนอมอยู่แล้ว ยามนี้เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน นางย่อมปรารถนาจะไขว่คว้าที่พึ่งตรงหน้า ท่าทางสั่นระริกนั้นประหนึ่งบุปผางามที่ถูกพายุฝนกระหน่ำซ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 207

    ได้ยินมาว่าทั้งสองพำนักอยู่ที่ซางโจวตลอดทั้งปีส่วนองค์หญิงใหญ่ที่ถูกปฏิเสธการแต่งงานนั้น เล่ากันว่าตรอมใจจนล้มป่วย ผ่านไปไม่ทันถึงสองปีก็สิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ระทม“พี่หญิงรู้ความตื้นลึกหนาบางก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “หากประสบความยากลำบากอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้ พี่หญิงมาหาข้าได้เสมอนะเจ้าคะ”เฉียนชิวสุ่ยหัวเราะเบา ๆ “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า วางใจเถิด สตรีที่ยอมเป็นอนุให้เขาได้ ความรู้และความทะเยอทะยานคงมิได้มีมากนัก ข้ารับมือไหว”วาจานี้นับว่าเป็นความจริงผู้ที่มีความทะเยอทะยานอยู่บ้าง สายตาย่อมต้องมองสูงกว่านั้นไฉนเลยจะลดตัวมาเกาะแกะกับคนตระกูลหลิวผู้นั้นความสามารถก็ไม่มี หน้าตาก็หาดีไม่ก็มีเพียงเฉียนชิวสุ่ยที่มิอาจเลือกได้เมื่อเทียบกับอีกสองตระกูล ตระกูลหลิวดูจะปกติกว่ามาก ทว่าก็เป็นเพียงการเลือกคนแคระที่สูงที่สุดในกลุ่มเท่านั้นหลังมื้อเที่ยงผ่านไปไม่นาน ฝนเม็ดเล็กก็โปรยปรายลงมาสหายทั้งสองเอนกายสนทนากันบนตั่งเหม่ยเหริน ก่อนจะลุกขึ้นนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างลายบุปผา“ตายจริง ตกอีกแล้วหรือ” เฉียนชิวสุ่ยเอ่ยขึ้น “ยามเข้าสู่คิมหันต์ ลมฟ้าอากาศช่างแปรปรวนยิ่งน

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 206

    ยามตั้งสำรับมื้อเที่ยง แม่นมก็อุ้มรั่วรั่วออกไปแล้วแม่นมผู้นี้เป็นแม่นมที่ตระกูลเฉียนส่งตัวมา อายุราวสามสิบปี เป็นคนสุขุมรอบคอบและใส่ใจยิ่งนักเมื่อทอดสายตามองอาหารตรงหน้าที่ล้วนมีแต่ของโปรดของตน เฉียนชิวสุ่ยก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจนอกจากท่านแม่แล้ว ก็เห็นจะมีแต่เซวียหว่านอี้ที่ใส่ใจนางมากที่สุดชาตินี้ได้คบหากับนาง นับว่าเป็นวาสนาของข้าโดยแท้“ไฉนจึงมีแต่ของที่ข้าชอบกิน แล้วเจ้าเล่า?” นางเอ่ยถามเจือรอยยิ้มเซวียหว่านอี้กล่าวว่า “พี่หญิงสามทานให้มากหน่อยเถิด ท่านมิได้มาเยือนบ่อยนัก ข้ามิได้ขัดสนอาหารมื้อนี้เสียหน่อย อีกอย่างท่านก็รู้ดีว่าข้านั้นมิใช่คนเลือกกิน”นางคีบเนื้อปลาส่งให้พลางเอ่ย “ของโปรดของพี่หญิง ข้าสั่งให้เฝ่ยชุ่ยไปซื้อมาจากภัตตาคารข้างนอก”ทั้งสองรับประทานไปพลางสนทนาไปพลาง ไม่นานหัวข้อการสนทนาก็วกมาถึงตระกูลหลิว“แม่สามีของท่านผู้นั้น เพียงแรกเห็นในวันแต่งงานของท่าน ข้าก็รู้สึกได้ว่ามิใช่คนที่จะคบหาด้วยง่าย ๆ แต่ก็อย่างที่เคยพูดไปเมื่อสองปีก่อน ในบรรดาตัวเลือกทั้งสามคน เขาก็นับว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว ตำแหน่งขุนนางต่ำต้อยย่อมมีข้อดีของมัน อย่างน้อยเพียงตระกูลเฉียนเอ่ย

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 205

    นางพยักหน้าแย้มยิ้ม “ถูกต้องแล้ว รบกวนพี่ชายช่วยไปเรียนให้ทราบ...”“มิต้องไปเรียนหรอกขอรับ” บ่าวเฝ้าประตูยิ้มกล่าว “ฮูหยินได้กำชับพวกข้าไว้แล้ว ฮูหยินเฉียน เชิญด้านในขอรับ”แม่นมและสาวใช้แหงนมองประตูจวนอันใหญ่โตโอ่อ่าเบื้องหน้า หวนนึกถึงตระกูลหลิว เมื่อนำมาเปรียบกันแล้วย่อมเห็นถึงความซอมซ่อจนมิอาจเทียบติดเมื่อเดินตามบ่าวเฝ้าประตูเข้าไป สาวใช้รุ่นเยาว์นางหนึ่งก็รีบก้าวเข้ามาหา“คุณหนูสาม”เฉียนชิวสุ่ยเห็นนาง รอยยิ้มก็สดใสขึ้นหลายส่วน เอ่ยปากปรามว่า “วิ่งช้าหน่อย ระวังจะหกล้มเอาได้”ผู้มาคือเจินจูนั่นเองนางวิ่งเหยาะ ๆ เข้ามา ลมหายใจหอบกระชั้นเล็กน้อย เจินจูเอ่ยว่า “คุณหนูของบ่าวบ่นถึงอยู่หลายหนเจ้าค่ะ ยังเปรยว่าหากนับตามเวลา คุณหนูสามน่าจะมาถึงตั้งนานแล้ว”เฉียนชิวสุ่ยชอบใจที่เจินจูเรียกขานนางว่าคุณหนูสาม แม้ยามอยู่ในตระกูลฉียนนางจะใช้ชีวิตอย่างจืดจางไร้ตัวตน ทว่าอย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง ทั้งมิต้องหวาดระแวงว่าจะถูกผู้ใดกลั่นแกล้งรังแกนั่นคือช่วงเวลาที่นางมิอาจหวนกลับไปได้อีกคนทั้งหมดเดินตามเจินจูมุ่งหน้าไปยังเรือนชุ่ยเวย แม่นมและสาวใช้เดินตามติดแทบไม่ห่าง แม้แต่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 204

    “ปฏิเสธไปเถิด”เซวียหว่านอี้วางเทียบเชิญหลายฉบับลงบนโต๊ะ พลางเอ่ยกับพ่อบ้านเย่ผิงว่า “ลุงผิง ฝากเรียนท่านพี่ด้วย ยามเที่ยงข้าจะเลี้ยงรับรองสหายสนิทที่เรือนชุ่ยเวย ต้องรบกวนให้ท่านพี่รับสำรับเพียงลำพังแล้ว”นางส่งคนไปเชื้อเชิญเฉียนชิวสุ่ยแล้วนับตั้งแต่บุตรสาวของอีกฝ่ายถือกำเนิด เซวียหว่านอี้ก็ยังมิได้ยลโฉมทารกน้อยเลยยามนี้ทารกน้อยอายุครบเดือนแล้ว ย่อมสามารถพาออกมาเปิดหูเปิดตาข้างนอกได้เย่ผิงยิ้มรับคำ “ขอรับฮูหยิน ต้องการให้บ่าวไพร่ไปซื้อหาอาหารรสเลิศจากภายนอกกลับมาหรือไม่ขอรับ?”“ข้าให้เฝ่ยชุ่ยไปจัดการแล้ว เมนูปลาจากภัตตาคารของเรา ก็จะจัดส่งไปให้ทางฝั่งท่านพี่ด้วยเช่นกัน”เป็นดังเช่นที่เซวียหมิงเฟยเคยกล่าวไว้ สหายสนิทที่แท้จริงของนาง เห็นจะมีเพียงเฉียนชิวสุ่ยผู้เดียวเท่านั้นแม้อีกฝ่ายจะมีอายุมากกว่านางหลายปี ทว่านิสัยใจคอกลับอ่อนโยนและจิตใจดีงามยิ่งนักน่าเสียดายที่คนทั้งสองต่างก็ออกเรือนกับบุรุษผิดคน……อีกด้านหนึ่ง เฉียนชิวสุ่ยสวมอาภรณ์ให้บุตรสาวดูมงคลยิ่ง ส่วนตัวนางเองก็ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดสีเหลืองนวล ดูแล้วสดใสขึ้นไม่น้อยครั้นจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย บุรุษรูปร่างสันทัด

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 203

    “นายน้อย อีกไม่กี่วันหมอเทวดาฉีจะเดินทางมาถึงเมืองหลวงขอรับ” หัวหน้าองครักษ์กล่าว “เวลานี้พำนักอยู่ที่ชิงโจว”เย่อันได้ยินดังนั้น ก็กล่าวด้วยความตื่นเต้นยินดีว่า “หรือว่าหาหญ้าเกล็ดมังกรพบแล้ว?”หัวหน้าองครักษ์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “พี่น้องที่ร่วมเดินทางทางฝั่งนั้นส่งข่าวกลับมา ว่าค้นพบในป่าลึกอันกว้างใหญ่ที่เฉียนโจวขอรับ เช่นนี้พิษในกายของนายน้อยก็จะขจัดออกไปได้กว่าครึ่งแล้วใช่หรือไม่?”หญ้าเกล็ดมังกร คือหญ้าที่มีลักษณะคล้ายเกล็ดของมังกรกระนั้นหรือ?หัวหน้าองครักษ์มิได้กระจ่างแจ้งในเรื่องนี้ และยิ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อน แม้แต่ก่อนหน้าที่หมอเทวดาฉีจะเอ่ยถึง เขาก็มิเคยได้ยินมาก่อนกล่าวกันว่าเสาะหาได้ยากยิ่ง อีกทั้งสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตนั้นแสนเข็ญ มักขึ้นในป่าทึบที่อับชื้นและอบอ้าว เติบโตท่ามกลางซากสิ่งปฏิกูล ดูดซับพิษร้ายจากซากผุพังเหล่านั้น จึงมีสรรพคุณในการถอนพิษที่รุนแรงยิ่งนัก ดังคำกล่าวที่ว่าใช้พิษต้านพิษเย่อันยิ้มกล่าวว่า “นี่เป็นกระบวนการที่ค่อนข้างยาวนาน จำเป็นต้องค่อย ๆ ขจัดออกไป หมอเทวดาฉีเคยกล่าวไว้ว่า อย่างน้อยต้องใช้เวลาถึงสองปี จึงจะสามารถขับพิษในกายออกได้จนหมดส

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status