Compartir

บทที่ 7

Autor: กากบาทเย่
“แม่นม!”

เซวียหว่านอี้ในชุดลำลองเดินออกมายังโถงหน้า นางแย้มยิ้มพลางยอบกายคารวะแม่นมหลิน

แม่นมหลินเห็นดังนั้นก็รีบเบี่ยงกายหลบ “คุณหนู มิได้นะเจ้าคะ”

เซวียหว่านอี้ที่อยู่ตรงหน้าสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าเล็กหมดจดไร้เครื่องประทินโฉม แววตาคู่นั้นกำลังมองนางด้วยแววตายิ้มแย้ม

ยิ่งมองแม่นมหลินก็ยิ่งตระหนกตกใจ คำตอบหนึ่งผุดขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ จวนเจียนจะหลุดปาก

ไม่ทราบด้วยเหตุใด จิตใจของนางในยามนี้เริ่มสั่นคลอนเสียแล้ว

เพียงเพราะคุณหนูรองที่อยู่ตรงหน้าช่างคล้ายคลึงกับฮูหยินเหลือเกิน คิ้วตาที่ดูอ่อนโยนนั้นแทบจะถอดแบบมาจากฮูหยินราวกับพิมพ์เดียวกัน

เหตุใดเมื่อก่อนนางถึงไม่ทันสังเกตเห็นนะ?

เซวียหว่านอี้เดินไปนั่งลงที่นั่งหลัก เจินจูยกน้ำชามาให้แม่นมหลินเรียบร้อยแล้ว

“ลมราตรีหนาวเย็น ฝนใหญ่กำลังจะตก แม่นมมาเวลานี้ ท่านแม่มีเรื่องอันใดสั่งความหรือ?”

แม่นมหลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

นางได้ยินคำพูดของชิงถานจึงถือวิสาสะมาที่นี่เอง

ฮูหยินยังไม่ทราบเรื่อง และนางก็ยังไม่กล้าให้ฮูหยินล่วงรู้

เรื่องนี้จะเล็กก็เล็ก จะใหญ่ก็ใหญ่

หากเป็นเพียงความเข้าใจผิด นั่นย่อมดีที่สุด

แต่หากไม่ใช่ เกรงว่าตระกูลเซวียคงต้องประสบเคราะห์กรรมดั่งพายุฝนในค่ำคืนนี้ ผลที่ตามมามิอาจคาดเดาได้

“อีกสองวัน กรมตัดเย็บในวังจะมาวัดตัวตัดชุดให้คุณหนูรองที่จวน ฮูหยินจึงสั่งให้บ่าวเฒ่ามาดูว่าคุณหนูยังขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่เจ้าค่ะ”

วาจานี้มิได้กล่าวเท็จ ยามตั้งสำรับมื้อค่ำฮูหยินได้กำชับไว้จริง

เพียงแต่บอกให้มาวันพรุ่งนี้

เซวียหว่านอี้ยิ้มละไม “ลำบากท่านแม่ต้องเป็นห่วง ข้ามีข้าวของครบครัน มิได้ขาดเหลือสิ่งใด รบกวนแม่นมกลับไปเรียนท่านแม่แทนข้าด้วยว่า วันพรุ่งนี้ยามเช้าข้าจะไปคารวะขอบคุณท่านแม่ด้วยตนเองเจ้าค่ะ”

แม่นมหลินมิได้ใส่ใจเรื่องคำขอบคุณ

แต่เพราะรอยยิ้มของเซวียหว่านอี้ หัวใจของนางแทบจะกระดอนออกมาจากอก

ยามที่คุณหนูยิ้ม ช่างเหมือนฮูหยินราวกับแกะ

ทันใดนั้น แม่นมหลินก็คล้ายจะเข้าใจกระจ่างแจ้ง

ว่าเหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่มีผู้ใดในจวนสังเกตเห็น

ยามนั้นคุณหนูรองมักจะยืนห่อไหล่หลังค่อม ใบหน้าอมทุกข์ตลอดทั้งวัน ไม่กล้าสบตาผู้คนในจวน ประกอบกับตัวตนที่ดูจืดจาง ย่อมดูไม่ออกเป็นธรรมดา

แต่คุณหนูในยามนี้ คิ้วตาผ่อนคลาย รอยยิ้มอ่อนโยน ทุกอากัปกิริยาแทบจะเหมือนฮูหยินถึงเจ็ดแปดส่วน

รูปโฉมของฮูหยินเจียงค่อนไปทางงดงามหมดจดและสง่าผ่าเผย ส่วนเซวียหมิงเฟยนั้นงามหยาดเยิ้มสมชื่อ เป็นความงามคนละแบบโดยสิ้นเชิง

บัดนี้ เมื่อตระหนักถึงจุดนี้ แม่นมหลินลองวาดภาพใบหน้าของคุณหนูใหญ่ในห้วงความคิด ก็พลันรู้สึกราวกับฟ้ากำลังจะถล่มลงมา

“เปรี้ยง—”

สิ้นเสียงกัมปนาท ทั่วทั้งเรือนก็สั่นสะเทือนจนเกิดเสียงอื้ออึง

ไม่นานนัก เม็ดฝนห่าใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมาอย่างกะทันหัน

“เช่นนั้น บ่าวขอตัวกลับเรือนทิงหลานก่อน คุณหนูรีบเข้านอนเถิดนะเจ้าค่ะ”

เซวียหว่านอี้ลุกขึ้นเดินไปส่งที่ระเบียงหน้าโถง

“เจินจู ฝนตกหนักนัก กางร่มไปส่งแม่นมด้วย”

แม่นมหลินอยากจะปฏิเสธ แต่เจินจูตอบรับเรียบร้อยแล้ว

“เจ้าค่ะ คุณหนู”

เจินจูกางร่มกระดาษน้ำมัน สองมือจับด้ามร่มไว้แน่น

แววตาเป็นประกายจ้องมองแม่นมหลิน

“แม่นม พวกเราไปกันเถิดเจ้าค่ะ”

แม่นมหลินหันกายกลับไป ย่อกายคารวะเซวียหว่านอี้

“บ่าวเฒ่าขอตัวเจ้าค่ะ”

ทั้งสองเดินฝ่าสายฝน เร่งฝีเท้าจากไป

ฝนตกหนักปานฟ้ารั่วเช่นนี้ ต่อให้สนทนาเสียงดังสักเพียงใด เพียงไม่กี่ก้าวก็มิอาจได้ยินแล้ว

“คุณหนู บ่าวกลัวเจ้าค่ะ” เฝ่ยชุ่ยตัวสั่นเทา พยายามข่มความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ

เซวียหว่านอี้ยื่นมือออกไป กลางฝ่ามือถูกเม็ดฝนกระทบจนรู้สึกชาหนึบ

“นังเด็กโง่ กลัวอันใดกัน”

นางหัวเราะเบา ๆ นัยน์ตาฉายแววบ้าคลั่งชวนให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน

“การแต่งงานของข้าถูกกำหนดไว้แล้ว เว้นแต่ข้าจะตาย มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางยกเลิกได้เด็ดขาด”

“เฝ่ยชุ่ย...”

น้ำเสียงของนางแผ่วเบา คล้ายกับมีแรงดึงดูดบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ท่ามกลางค่ำคืนฝนพรำนี้

เมื่อตกกระทบหูเฝ่ยชุ่ย กลับฟังดูเลื่อนลอยไม่สมจริง

“หากข้าตาย จวนสกุลเซวียอันใหญ่โตนี้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องโทษเนรเทศ”

เพราะเย่จั๋วกำลังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้

หากเป็นผู้อื่น คงไม่มีอำนาจบารมีมากถึงเพียงนี้

ดูหมิ่นพระเมตตา ดูแคลนเจิ้นกั๋วกงผู้เป็นที่ “โปรดปราน” ของฝ่าบาท…

“น่าเสียดาย”

น้ำเสียงเยียบเย็นของนางเจือแววเสียดาย

น่าเสียดายที่ฉู่ยวนยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้นนางอยากลองดูจริง ๆ ว่าความรู้สึกตอนที่ทำลายตระกูลเซวียจนย่อยยับจะเป็นเช่นไร

“คุณหนู…” เฝ่ยชุ่ยเศร้าเสียใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา

ไม่กล้าคิดเลยว่าหลังจากคุณหนูแต่งเข้าจวนกั๋วกงแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แม่ทัพเย่ผู้เคยเป็นชายในฝันของหญิงสาวนับไม่ถ้วน กลับตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีผู้ใดกล้าแต่งงานด้วย ย่อมแสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนั้นคือถ้ำมังกรแดนพยัคฆ์อย่างแท้จริง

เซวียหว่านอี้อดขำไม่ได้ ยกมือขึ้นจิ้มหว่างคิ้วของนางเบา ๆ

“สำหรับผู้อื่น อาจเป็นหุบเหวลึก แต่สำหรับข้า...”

นางสะบัดน้ำฝนออกจากฝ่ามือ หันกายเดินเข้าไปในโถงกลาง

“คือความสงบสุขชั่วชีวิต”

……

“แม่นม!”

ชิงถานเห็นแม่นมหลิน ก็รีบสาวเท้าเข้าไปหา

แม่นมหลินประคองนาง พาไปนั่งลงด้านข้าง สีหน้าท่าทางทั่วทั้งร่างล้วนสื่อความหมายเดียวกัน

——เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ฟ้าถล่มแล้ว

สีหน้าของนาง คล้ายได้ตอบคำถามทุกอย่างแล้ว

ชิงถานยันโต๊ะไว้ เพื่อป้องกันมิให้ตนเองทรุดลงไปกองกับพื้นเพราะแข้งขาอ่อนแรง

“เป็น อนุชิวหรือเจ้าคะ?”

ชิงถานเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง

เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากแม่นมหลิน ชิงถานจึงกล่าวต่อว่า “ทางฝั่งฮูหยิน…”

ในที่สุดแม่นมหลินก็ได้สติ

นางหน้าซีดเผือด เอ่ยอย่างเชื่องช้า “ข้าจะจัดการเอง เจ้าทำเป็นไม่รู้เรื่องก็พอ”

ชิงถานรู้ดีว่าเรื่องนี้ร้ายแรงเพียงใด จึงรีบพยักหน้า “แม่นมวางใจเถิด”

นางตกใจจนแทบตาย จะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร

หากเป็นเมื่อก่อน อาจไม่ถึงกับหวาดกลัวเพียงนี้

แต่บัดนี้ผู้ที่อยู่ในเรือนว่างซู คือว่าที่ฮูหยินกั๋วกงอย่างแน่นอนแล้ว

หากจัดการเรื่องนี้ไม่ดี ตระกูลเซวียทั้งตระกูลก็จบสิ้นแล้ว

……

“ฟึ่บ——”

นิ้วมือเรียวยาวคีบกระดาษแผ่นหนึ่ง ยื่นไปแตะเปลวเทียน เพียงชั่วพริบตาก็ลุกไหม้

“สงบสุขชั่วชีวิตงั้นรึ?”

น้ำเสียงของเย่จั๋วเจือความเย็นชาไม่ยี่หระ “อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว จึงจะสงบสุขชั่วชีวิต”

ชายวัยกลางคนก้าวเข้ามา เขาคือเย่อัน พ่อบ้านใหญ่จวนกั๋วกง

“คุณชาย รองเสนาบดีเซวียทราบเรื่องนี้หรือไม่ขอรับ?”

สายลับสืบรู้เพียงว่าคุณหนูทั้งสองของตระกูลเซวียถูกอนุภรรยาสับเปลี่ยน แต่ทางเซวียฉงนั้น ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ

เย่จั๋วแค่นหัวเราะ “ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ การดูแลบ้านเรือนไม่เข้มงวดก็เป็นความจริง”

รถเข็นเคลื่อนตัว เย่อันเข็นเขาไปยังห้องอาบน้ำภายในจวน

ไอร้อนในสระลอยกรุ่น อบอวลไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพร

เย่อันช่วยปรนนิบัติเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า และอุ้มเขาลงสู่บ่อน้ำอุ่น

ไม่นานชายชราเคราขาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา ฝังเข็มที่แผ่นหลังให้เขา

ใบหน้าถูกปิดไว้ด้วยหน้ากาก จึงไม่เห็นสีหน้า แต่ได้ยินเสียงหายใจของเขาที่เริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

ขาทั้งสองข้างที่จมอยู่ในน้ำ ส่วนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมา ผิวหนังล้วนเป็นสีม่วงคล้ำ เส้นเลือดปูดโปน ก่อให้เกิดลวดลายซับซ้อนน่าสยดสยอง

“ลุงอัน!”

เสียงของเย่จั๋วแหบพร่า “แอบร่วมมือกับทางนั้น จัดการเรื่องตัวตนให้เรียบร้อย หากจำเป็นก็ช่วยเหลือสักเล็กน้อย”

เย่อันรับคำ “ขอรับ คุณชาย”

ทันทีที่ราชโองการลงมา ไม่ว่าคุณชายจะเต็มใจหรือไม่ คุณหนูรองตระกูลเซวียก็คือนายหญิงแห่งจวนกั๋วกงที่ผู้คนต่างรับรู้โดยทั่วกันแล้ว

คุณชายจะมองนางอย่างไรยังไม่ทราบ แต่ “คนนอก” ย่อมไม่อาจรังแกนางได้

มิเช่นนั้น ก็เท่ากับตบหน้าจวนกั๋วกง

เกียรติยศที่ตระกูลเย่แลกมาด้วยเลือดเนื้อหลายชั่วคน มิอาจถูกเหยียบย่ำได้

……

วันรุ่งขึ้น ฝนซาลง แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

ท้องฟ้ามืดครึ้มราวกับจะถล่มลงมา บรรยากาศอึมครึมชวนให้อึดอัดจนหายใจไม่ออก

เซวียฉงไปร่วมประชุมเช้า แม่นมหลินกำลังปรนนิบัติฮูหยินเจียงล้างหน้า

“ว่ามาเถิด”

ฮูหยินเจียงกล่าว “มีเรื่องใดที่ทำให้เจ้าอ้ำอึ้งเช่นนี้?”

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 653

    มองเห็นนางแต่ไกล ถิงอวิ๋นก็ร้องบอกเสียงดังว่า “ฮูหยิน คุณชายกำลังรอท่านอยู่ขอรับ”เซวียหว่านอี้ประหลาดใจยิ่งนัก นางรีบสาวเท้าเข้าไปหา มองไปยังรถม้าอีกคันที่จอดอยู่หน้าประตูจวน เย่จั๋วก็กำลังเลิกม่านขึ้นมองนางพอดี“ท่านพี่มาได้อย่างไรเจ้าคะ ข้าบอกท่านแล้วว่าไม่รู้จะกลับจวนยามใด รอนานเพียงไรแล้วหรือ?”นางไม่รอให้เย่จั๋วตอบคำ กลับหันไปเอ่ยกับฮูหยินเจียงว่า “ท่านแม่ ข้ากลับจวนก่อนนะเจ้าคะ ยามเดินทางกลับก็ระวังด้วย หากมีเวลาว่างข้าจะกลับไปเยี่ยมท่านอีก”ฮูหยินเจียงจะกล่าวอันใดได้ เจิ้นกั๋วกงมารับด้วยตนเองถึงเพียงนี้ ยังจะกล้าพูดพร่ำทำให้อีกฝ่ายต้องรอต่อไปได้หรือ?นางไม่อยากถูกคนผู้นี้หักหน้ากลางธารกำนัลหรอกนะ“ไปเถิด เหนื่อยมาจนป่านนี้แล้ว กลับไปก็รีบพักผ่อนเสีย” ฮูหยินเจียงยิ้มพลางโบกมือเซวียหว่านอี้ย่อกายอำลา แล้วหมุนตัวก้าวขึ้นรถม้าไปเมื่อเห็นนางนั่งเรียบร้อยดีแล้ว เย่จั๋วก็เอ่ยขึ้นว่า “นี่ล่วงเลยยามห้ามสัญจรมาเกือบชั่วยามครึ่งแล้ว โชคดีที่เป็นเมืองหลวง หากเป็นที่อื่นคงต้องค้างแรมอยู่ด้านนอกเป็นแน่”เป็นเช่นนั้นจริงดูท่าเขาคงจะรอมาเกือบสองชั่วยามแล้ว นับว่ายังอดทนนั่งรออยู่ไ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 652

    “ยินดีด้วยเจ้าค่ะฮูหยินผู้เฒ่า เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ” หมอตำแยอุ้มทารกน้อยในห่อผ้าเดินออกมาจากด้านใน สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดียิ่งนักแม้ฮูหยินผู้เฒ่าหวังจะชิงชังเซวียหว่านอี้เพียงใด ทว่ากับหลานชายผู้นี้ นางย่อมดีใจอย่างแท้จริงนางผุดลุกขึ้นด้วยความตื่นเต้น ซวนเซก้าวไปเบื้องหน้า “จริงหรือ?”“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยที่สุขภาพแข็งแรงยิ่งนัก”ฮูหยินเจียงเองก็เบิกบานใจเช่นกัน นางชะโงกหน้ามองเด็กน้อยตามการเคลื่อนไหวของฮูหยินผู้เฒ่าหวังทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มักมีผิวพรรณเหี่ยวย่น ดูคล้ายลูกลิงตัวน้อย ต้องรออีกสักสองวันจึงจะเปล่งปลั่งขึ้นแต่เด็กน้อยผู้นี้กลับมีผิวพรรณขาวสะอาดหมดจด ดูน่ารักน่าชังจนยากจะหาคำใดมาเปรียบ“เด็กคนนี้หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ่งนัก” ฮูหยินเจียงยิ้มกล่าว “ยินดีกับฮูหยินแม่ดองด้วยนะเจ้าคะ”“ยินดีเช่นกัน ยินดีเช่นกัน นี่ก็เป็นหลานตาของฮูหยินแม่ดองมิใช่หรือ” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังอาจมิได้เก่งกาจเรื่องการเข้าสังคมเฉกเช่นฮูหยินขุนนางทั่วไป ทว่านางก็มิได้โง่เขลาเสียทีเดียวก่อนหน้านี้นางอาจฟังน้ำเสียงดีร้ายของฮูหยินเจียงไม่ออก ทว่าครานี้ย่อมต่างออกไปหมอหล

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 651

    คาดไม่ถึงเลยว่าจะเจ็บปวดจนหลั่งน้ำตาออกมาจริง ๆ“ฮูหยิน น้ำแกงโสมเจ้าค่ะ” เจินจูเดินเข้ามา ในมือประคองชามน้ำแกงอุ่นร้อนแล้วส่งให้“ดื่มเสียสิ” เซวียหว่านอี้เอ่ย “ระหว่างทางที่มา ข้าแวะซื้อจากภัตตาคารอิ๋งเซียนมาให้เจ้า”“เหตุใดในภัตตาคารจึงมีน้ำแกงโสมขายด้วยเล่า” เซวียหมิงเฟยบ่นอุบอิบ นางประคองชามน้ำแกงขึ้นมาดื่มช้า ๆ เพื่อฟื้นฟูพละกำลัง ป้องกันมิให้หมดสติไปในยามคลอด“ท่านแม่ทัพรับประทานอาหารอยู่ที่นั่น ทางร้านจึงเคี่ยวให้เป็นพิเศษ” เซวียหว่านอี้เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจนักด้านนอกแว่วเสียงความวุ่นวายดังขึ้นครู่หนึ่ง ไม่นานนักฮูหยินเจียงและฉินเยว่ชิงก็ก้าวเข้ามาจากด้านนอก“อาหว่าน?” เมื่อเห็นบุตรสาว แววตาของฮูหยินเจียงก็ทอประกาย “มาถึงเร็วกว่าพวกเราเสียอีก”เซวียหว่านอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะขยับหลีกทางให้พวกนางฮูหยินเจียงก้าวเข้าไปหา เอ่ยกำชับเซวียหมิงเฟยถึงเรื่องการคลอดบุตรอย่างละเอียดถี่ถ้วน“ท่านพ่ออยู่ที่ศาลาว่าการ จึงมาไม่ได้” ฉินเยว่ชิงยืนอยู่ด้านข้างพลางเอ่ยกับเซวียหว่านอี้เมื่อได้ยินดังนั้น เซวียหว่านอี้เพียงพยักหน้ารับ นางมิได้ใส่ใจกับเรื่องนี้นัก ทว่าก็มิได้แสดงท่าทีอันใดอ

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 650

    ภายในห้องมีเพียงพวกเขาสองคน“ฮูหยิน ชาติก่อนเคยมีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?”เซวียหว่านอี้ครุ่นคิด สำหรับนางแล้ว เรื่องราวในหนหลังนั้นช่างเนิ่นนานเกินไป“จำมิได้ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน”“เช่นนั้นก็คือไม่มี” เย่จั๋วกล่าวเซวียหว่านอี้ฉงนใจ “เหตุใดจึงไม่ใช่ข้าไม่เคยได้ยินเล่าเจ้าคะ?”“เรื่องนี้มิได้จงใจปิดบัง” เย่จั๋วกล่าว “หรงเจวี๋ยคือซื่อจื่อหนิงกั๋วกง มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองหลวง หากเขาเกิดเรื่อง แวดวงขุนนางย่อมมิอาจปิดข่าวได้มิด”ในคราแรก ความสัมพันธ์ระหว่างฉู่ยวนกับนางย่อมมิได้ย่ำแย่ หากเขากลับไปแล้วสนทนาเรื่องนี้กับนางก็ถือเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อนางจำไม่ได้ เช่นนั้นก็แปลว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้นวิถีของทั้งสองชาติภพแตกต่างกัน เย่จั๋วจึงมิได้รู้สึกแปลกใจอันใดโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจเพียงครั้งเดียว ย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนผู้หนึ่งไปได้ทั้งชีวิตยิ่งมิต้องเอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากคนเป็น ๆ คนหนึ่ง ผลกระทบย่อมมีแต่จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม“ซื่อจื่อหรงถูกลอบสังหารในเมืองหลวง ฝ่าบาทจะรับสั่งให้คนไปสืบสวนหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้“ย่อมต้องทำ” แววตาของเย่

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 649

    “นี่คืออาหารบำรุงโลหิต ซื่อจื่อลองชิมดูเถิด”เซวียหว่านอี้ชี้ไปยังอาหารสองจานนั้น “ท่านพี่ไม่ชอบอาหารบำรุง ข้าจึงไม่เคยทำมาก่อน”หรงเจวี๋ยพยักหน้า “ขอบใจมาก”ส่วนเย่จั๋วนั้น เมื่อมองดูอาหารเบื้องหน้า ล้วนยังคงเป็นสิ่งที่ตนชอบเช่นเคยฮูหยินของเขามิใช่คนเลือกกิน มิได้มีสิ่งใดที่รังเกียจ และมิได้มีสิ่งใดที่โปรดปรานเป็นพิเศษทว่า…ส่วนใหญ่ล้วนเป็นอาหารที่นางคิดค้นขึ้นหลังจากแต่งงานเข้ามา ในเมื่อทำเป็น ย่อมต้องเป็นของที่ชอบกินเป็นแน่“นี่คือ...” หรงเจวี๋ยมองดูแผ่นแป้งทอดสีเหลืองทองอร่าม ส่งกลิ่นหอมหวนยั่วน้ำลายที่อยู่เบื้องหน้า “รสชาติเป็นเช่นไรหรือ?”“ลองชิมดูสักคำก็รู้แล้ว” เย่จั๋วคีบขึ้นมาแผ่นหนึ่งเป็นคนแรกมื้อนี้ หรงเจวี๋ยถึงกับกินจนเหงื่อซึมแผ่นแป้งทอดกรอบนอกนุ่มใน หอมจนทำให้คนวางไม่ลง อีกทั้งปลาทอดตัวเล็กที่เนื้อแน่นเคี้ยวเพลิน ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน กระทั่งก้างข้างในก็ยังเคี้ยวให้แหลกได้อย่างง่ายดายเนื้อแกะยำเย็นถือว่าใช้ได้ พ่อครัวในจวนก็ทำได้ไม่เลวนักคนสามคน อาหารหกอย่าง รสชาติของทุกจานล้วนดีเยี่ยม“อาหารบำรุงรสชาติดีทีเดียว เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินเล่า?” หรงเจวี๋ยกล่าว

  • เกิดใหม่หนีรักทรยศ มาตกหลุมรักแม่ทัพพิการ   บทที่ 648

    “อย่าคิดมากไปเลย”หรงเจวี๋ยจิบโจ๊กคำหนึ่ง รสชาติกลมกล่อมล้ำลึก ไม่รู้ว่าใส่สิ่งใดลงไปบ้าง“ข้าเพียงต้องการใช้คนผู้นั้นเป็นเหยื่อล่อปลา ได้ปรึกษาหารือกับท่านป้าก่อนลงมือแล้ว”เย่จั๋วเก็บงำท่าทีหยอกเย้า เอ่ยถามว่า “ล่อผู้ใดหรือ?”“ยามนี้ยังไม่แน่ชัด หากไม่ผิดคาดต้องเป็นองค์ชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรืออาจจะเป็น...”เขาชี้นิ้วขึ้นไปเบื้องบน “เจ้าย่อมรู้ วรยุทธ์ของข้านับว่าไม่เลว ในเมืองหลวงแห่งนี้ ผู้ที่เก่งกาจกว่าข้ามีเพียงหยิบมือ หากไม่รวมพวกหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาที่ยอมทิ้งชีวิตโดยไม่ไยดี”“นั่นก็จริง” เย่จั๋วพยักหน้า “ไม่ว่าจะมากหรือน้อย แต่ละจวนย่อมมีหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาอยู่บ้าง เป็นเพียงเรื่องของจำนวน ทว่าทุกคนล้วนเป็นยอดฝีมือสังหาร”ล้วนไม่มีข้อยกเว้นท้ายที่สุดแล้ว มิใช่ผู้ใดก็มีคุณสมบัติพอจะเป็นหน่วยกล้าตายและองครักษ์เงาได้ประการแรกต้องมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เป็นเลิศ ประการรองลงมาต้องเป็นเด็กกำพร้า หากมีพรสวรรค์ดีแต่ฐานะธรรมดาสามัญ แม้มิใช่เด็กกำพร้าก็ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าคนเหล่านี้ล้วนต้องทำงานลับที่มิอาจเปิดเผยให้แก่ผู้เป็นนาย หากไร้ซึ่งฝีมืออันเก่งกาจ ย่อ

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status