Masukกลับมาถึงบ้านแล้วบทสนทนาก็ยังไม่จบ สองสามีภรรยายังคงพูดคุยกันถึงเรื่องความหลังเมื่อครั้งวันวานกันอยู่
เหอซินหยวนพูดถึงตอนที่เฟยตงไปรับตัวเธอให้มาอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเฟยแห่งนี้ให้เฟยเจียงเหลียงฟัง ส่วนเฟยเจียงเหลียงเองก็เล่าเรื่องตอนที่เขาพบเธอครั้งแรกให้เธอฟังเช่นกันทั้งสองเดินเข้ามาในห้อง และทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างผ่อนคลาย
“พี่รู้ไหมว่าตอนที่ฉันรู้ข่าวว่าพ่อของฉันขายฉันให้แต่งงานกับพี่น่ะฉันโมโหขนาดไหน” เหอซินหยวนพูดยิ้ม ๆ พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วเธอก็อดที่จะหัวเราะให้กับการกระทำของตัวเองในวันนั้นไม่ได้
“ยังไงเหรอ เล่าต่อสิ” เฟยเจียงเหลียงเบิกตาโต แล้วหันหน้ามาตั้งใจฟัง
“ตอนนั้นฉันโกรธพ่อของฉันมาก และฉันยื่นคำขาดว่ายังไงก็ไม่มีทางแต่งกับคนที่ไม่รู้จักเด็ดขาด แล้วก็ยังยืนยันอีกด้วยว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ให้เอง” เหอซินหยวนพูดถึงความหลังด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม
“ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่ก็คงไม่ได้พบกับภรรยาคนสวยของพี่แล้วล่ะสิ” เฟยเจียงเหลียงพูดอย่างหยอกล้อ “แล้วยังไงต่อล่ะ”
“ฉันน่ะถึงขั้นหนีออกจากบ้านเลยนะ” เหอซินหยวนเล่าต่อ “ฉันหนีขึ้นไปบนเขา ไปอยู่ตรงที่ดินของปู่กับย่า ที่นั่นมีกระท่อมร้างอยู่ ฉันก็ใช้ชีวิตปลูกผัก ปลูกสมุนไพรเอามาขาย แล้วก็ทำอาหารกินอย่างเรียบง่าย”
“ก็ดูเหมือนว่าจะหนีพ้นแล้วนี่ แล้วทำไมถึงได้...”
เฟยเจียงเหลียงเอียงคอถามอย่างไม่เข้าใจ“หนีพ้นที่ไหนกันล่ะ ก็พ่อของฉันน่ะสิ ตามหาฉันจนเจอ จากนั้นก็ลากฉันลงเขามาส่งให้กับคุณพ่อของพี่ แล้วคุณพ่อของพี่ก็เลยพาฉันมาที่เมืองหลวงนี่ไง” เหอซินหยวนพูดอีก เธอมีท่าทีแง่งอนเล็กน้อย แต่นั่นก็เป็นเพียงการหยอกล้อเท่านั้น
“พี่ว่านะ เรื่องนี้มันต้องเป็นพรหมลิขิตที่สวรรค์สร้างมาให้เราคู่กัน ต่อให้ซินหยวนจะพยายามหนีพี่ไปไกลเท่าไร พวกเราก็จะได้พบกันอยู่ดี จริงไหม” เฟยเจียงเหลียงพูดพลางยิ้มเล็กน้อย เขาดีใจมากที่เรื่องราวเป็นอย่างนี้
“ตอนที่มาที่นี่ เห็นพี่ครั้งแรกแล้วพี่ปฏิเสธฉัน นั่นก็ทำฉันโกรธมากเป็นครั้งที่สอง” เหอซินหยวนค้อนเขาทีหนึ่งเมื่อนึกถึงวันนั้น
“ก็ตอนนั้นพี่มันไม่ดีนี่นา พี่มันมองไม่เห็นเพชรที่ห่ออยู่ในผ้า ก็เลยทำตัวแบบนั้นไป” เฟยเจียงเหลียงเอื้อมมือทั้งข้างมาโอบเอวภรรยาเพื่อเป็นการง้อ
“แล้วพี่รู้ไหมว่าเป็นเพราะพี่นั่นแหละ ที่ทำให้ฉันตัดสินใจลดน้ำหนักและดูแลตัวเองจนสวยขึ้น” เหอซินหยวนพูดออกมายิ้ม ๆ
“จริงเหรอ พี่คือแรงบันดาลใจของน้องอย่างงั้นเหรอ” เขาถามด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ค่ะ เป็นเพราะว่าตอนนั้นฉันเกลียดพี่มาก ฉันก็เลยตัดสินใจจะทำตัวเองให้ดีขึ้น แล้วก็สร้างกิจการเพื่อที่จะสามารถดูแลตัวเองได้ แล้วก็หาเงินมาใช้หนี้ จะได้หลุดพ้นจากตระกูลเฟย หลุดพ้นจากพี่ยังไงล่ะ” เหอซินหยวนบอกอย่างหมั่นไส้คนบางคน
“แต่พอพี่ป่วย ซินหยวนก็ใจอ่อนใช่ไหม ถึงกับยอมมาดูแลพี่” เฟยเจียงเหลียงพูดอย่างออดอ้อนพลางกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น คางของเขาเกยอยู่บนบ่าของภรรยา และสูดดมความหอมจากเส้นผมของเธอ
“ตอนแรกก็เป็นเพราะคุณพ่อสั่งให้มา แต่มาหลัง ๆ ฉันก็รู้สึกว่าพี่น่าสงสารจริง ๆ ผู้ชายที่คุณแม่ไม่อยู่แล้ว แถมยังมาโดนแม่เลี้ยงคิดจะฆ่าอีก ฉันคิดว่าพี่ไม่ควรที่จะถูกกระทำแบบนี้” เหอซินหยวนตอบอย่างจริงจัง เธอเอามือทั้งสองข้างมากุมแขนของเฟยเจียงเหลียงไว้ข้างหน้า
“พี่ขอบคุณซินหยวนมากเลยนะ ถ้าไม่มีมีซินหยวนมาช่วยในวันนั้น พี่ก็คงตายไปแล้ว” เขาพูดอย่างขอบคุณ
“ในที่สุดพี่ก็ไม่ตายนี่ค่ะ ตอนนี้พวกเราก็อยู่ด้วยกัน มีลูกสองคน มีครอบครัวที่อบอุ่น” เหอซินหยวนหันหน้ามายิ้มน้อย ๆ ให้สามี
ภายในห้องนอนที่เงียบสงบ มีเพียงแสงไฟอ่อนจากโคมตั้งโต๊ะที่ส่องผ่านผ้าม่านบางเบา เฟยเจียงเหลียงจ้องตาภรรยาแน่นิ่ง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพียงเพราะเธออยู่ตรงหน้า
“ซินหยวน...” เสียงของเขานุ่มลึก เต็มไปด้วยความรู้สึกรักที่อัดแน่นอยู่ในหัวใจ “พี่รักหยวน รักมากเลยรู้ไหม รักยิ่งกว่าชีวิตของพี่อีก แล้วก็จะรักตลอดไปด้วย”
เหอซินหยวนสัมผัสได้ถึงความรู้สึกรักลึกซึ้ง ที่ส่งผ่านน้ำเสียงของสามีมาถึงเธอ เธอกัดริมฝีปากพลางพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปแตะใบหน้าของหล่อเหลานั้น “ฉันก็รักพี่ค่ะ พี่กับลูกคือที่สุดของหัวใจฉัน ฉันจะเป็นภรรยาที่ดี จะอยู่เคียงข้างพี่กับลูกตลอดไปเหมือนกัน”
ทั้งสองกอดกันแน่น ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงแผ่ซ่านไปทั่ว หัวใจที่เต้นแรงของทั้งคู่คล้ายจะประสานเป็นจังหวะเดียวกัน เฟยเจียงเหลียงซบใบหน้ากับไหล่ของเธอ สูดกลิ่นหอมจากเรือนผม พลางกระซิบคำรักซ้ำ ๆ ที่ข้างหู
“พี่ดีใจที่มีซินหยวนอยู่ในชีวิตนะ”
ในจังหวะนั้นไม่มีคำพูดใดจำเป็นอีก ทั้งสองเอนตัวลงบนเตียงอย่างช้า ๆ มือของเขาประคองภรรยาอย่างทะนุถนอม เธอมองสามีด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเชื่อมั่นและรักลึกซึ้ง
ใต้ผ้าห่มผืนบาง เสียงลมหายใจของคนสองคนผสานกันอย่างนุ่มนวล ค่ำคืนนี้จะเป็นอีกคืนที่ทั้งสองไม่อาจลืมเลือน
เวลาผ่านไปอีกสิบห้าปี ตอนนี้เฟยเจ๋อหยวนกับเฟยฟางอี้โตเป็นหนุ่มแล้ว เฟยเจ๋อหยวนรับช่วงต่อกิจการของตระกูลเฟยอย่างที่เฟยเจียงเหลียงวางแผนเอาไว้ ส่วนเฟยฟางอี้ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยในปีสุดท้าย ปีหน้าเขาก็จะออกมาเรียนรู้งานและรับช่วงต่อกิจการของเหอซินหยวนและเฟยหลานเยว่ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาสะสวยจนทุกคนที่ได้เห็นต้องตะลึง เด็กสาวมีความฝันว่าอยากเป็นดารานักแสดง ซึ่งเฟยเจียงเหลียงกับเหอซินหยวนต่างก็สนับสนุนลูกสาวอย่างเต็มที่ เวลาที่มีการรับสมัครนักแสดงทั้งหลาย พวกเขาก็มักจะพาเฟยหลานเยว่ไปสมัครอยู่เสมอค่ำคืนหนึ่ง สมาชิกครอบครัวตระกูลเฟยมานั่งรับประทานอาหารร่วมกันที่ห้องรับประทานอาหาร วันนี้เป็นวันที่เฟยฟางอี้เรียนจบระดับมหาวิทยาลัยพอดี ดังนั้นอาหารเย็นวันนี้จึงเหมือนการเลี้ยงฉลองเล็ก ๆ ให้กับเขา เมื่อจบอาหารมื้อเย็น ทุกคนก็ออกมานั่งเล่นและจิบชาด้วยกันที่ลานหน้าบ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์นวลที่สาดส่องลงมา ทำให้บรรยากาศมีความอบอุ่นมาก“ฟางอี้ นับจากวันนี้ไปก็ถือว่าหลานเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะ” เฟยตงที่อยู่ในวัยชราหันไปพูดกับหลานชาย “จะเที่ยวเล่นสนุกสนา
ตอนพิเศษ 2ในที่สุดเหอซินหยวนก็คลอดลูกสาวให้สามีสมใจ เฟยเจียงเหลียงถึงกับกระโดดโลดเต้นอยู่หน้าห้องคลอด เมื่อพยาบาลออกมาบอกว่าครั้งนี้เขาได้ลูกสาว เขาแทบจะวิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้องคลอด เพื่อกอดลูกกับภรรยา แต่ยังดีที่พยาบาลห้ามเอาไว้ก่อนนับตั้งแต่ได้ลูกสาว เฟยเจียงเหลียงเองก็เริ่มทำงานน้อยลงเพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่ดูแลภรรยากับลูก ๆ ให้มากขึ้น กิจการของตระกูลเฟยไม่มีอะไรให้เป็นห่วงมากนัก เพราะตอนนี้งานทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้วและคนของเขาแข็งแกร่งพอที่จะสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้ หากว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จริง ๆ ก็ไม่ต้องถึงมือของเฟยเจียงเหลียง เหอซินหยวนเองช่วงนี้ก็วุ่นอยู่กับการเลี้ยงลูกเล็ก งานทุกอย่างของเธอจึงตกไปเป็นของเสี่ยวฮวา ตอนนี้เสี่ยวฮวาพัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นมาก สามารถดูแลเรื่องต่าง ๆ แทนเจ้านายได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องเวลาผ่านไปห้าปีตอนนี้เฟยเจ๋อหยวนพี่ชายคนโตอายุได้สิบสองปีแล้ว ส่วนเฟยฟางอี้ก็อายุได้เจ็ดปี และลูกสาวคนสุดท้ายอย่างเฟยหลานเยว่ก็อายุได้ห้าปีเฟยเจ๋อหยวนเป็นพี่ชายที่มีความคิดความอ่านโตกว่าอายุมาก เขาถูกปลูกฝังมาตลอดว่าเขาคือทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลเฟย และมีหน้า
กลับมาถึงบ้านแล้วบทสนทนาก็ยังไม่จบ สองสามีภรรยายังคงพูดคุยกันถึงเรื่องความหลังเมื่อครั้งวันวานกันอยู่ เหอซินหยวนพูดถึงตอนที่เฟยตงไปรับตัวเธอให้มาอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเฟยแห่งนี้ให้เฟยเจียงเหลียงฟัง ส่วนเฟยเจียงเหลียงเองก็เล่าเรื่องตอนที่เขาพบเธอครั้งแรกให้เธอฟังเช่นกันทั้งสองเดินเข้ามาในห้อง และทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างผ่อนคลาย“พี่รู้ไหมว่าตอนที่ฉันรู้ข่าวว่าพ่อของฉันขายฉันให้แต่งงานกับพี่น่ะฉันโมโหขนาดไหน” เหอซินหยวนพูดยิ้ม ๆ พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วเธอก็อดที่จะหัวเราะให้กับการกระทำของตัวเองในวันนั้นไม่ได้“ยังไงเหรอ เล่าต่อสิ” เฟยเจียงเหลียงเบิกตาโต แล้วหันหน้ามาตั้งใจฟัง“ตอนนั้นฉันโกรธพ่อของฉันมาก และฉันยื่นคำขาดว่ายังไงก็ไม่มีทางแต่งกับคนที่ไม่รู้จักเด็ดขาด แล้วก็ยังยืนยันอีกด้วยว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ให้เอง” เหอซินหยวนพูดถึงความหลังด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม“ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่ก็คงไม่ได้พบกับภรรยาคนสวยของพี่แล้วล่ะสิ” เฟยเจียงเหลียงพูดอย่างหยอกล้อ “แล้วยังไงต่อล่ะ”“ฉันน่ะถึงขั้นหนีออกจากบ้านเลยนะ” เหอซินหยวนเล่าต่อ “ฉันหนีขึ้นไปบนเขา ไปอยู่ตรงที่ดินของปู่กับย่า ที่นั่นมีกระท่อมร้างอยู่ ฉ
ตอนพิเศษ 1เย็นวันหนึ่งของฤดูหนาว หิมะที่ด้านนอกตกหนัก ทำเอาคนที่ด้านในหนาวจนร่างกายสั่นสะท้าน เหอซินหยวนนั่งอยู่ในห้องทำงานที่โรงงานใหญ่ของบริษัทซินเฟยกรุ๊ปในกรุงปักกิ่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารและอาหารตัวอย่าง ที่วางเรียงรายเต็มไปหมด แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้แตะต้องอาหารเหล่านั้นเลยสักนิดเฟยเจียงเหลียงที่เพิ่งเลิกการประชุมที่ตึกกิจการตระกูลเฟย ก็รีบมาหาภรรยาที่โรงงานทันที ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าภรรยาจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนลืมกินอาหารเย็น เขามาพร้อมกับน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ของโปรดของภรรยา เมื่อมาถึงก็งุนงงเล็กน้อยที่เห็นอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะ“นี่อะไรกัน อาหารมากมายเต็มไปหมด ยังไม่เห็นแตะสักคำเลยนี่ พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าทำงานหนักได้ แต่ว่าก็ต้องกินข้าวด้วย” เฟยเจียงเหลียงมาถึงก็บ่นภรรยายกใหญ่ที่ไม่ดูแลตัวเอง“ของพวกนี้เป็นอาหารตัวอย่างค่ะ พ่อครัวใหญ่เอามาให้พวกเราชิมน่ะค่ะ พี่มาพอดีเลย จะได้ชิมด้วยกัน” เหอซินหยวนพูดขึ้นมายิ้ม ๆ เธอยื่นตะเกียบคู่หนึ่งให้สามี“มีอะไรบ้างเนี่ย” เขารับตะเกียบมาแล้วถามขึ้น“จานนี้เป็นข้าวผัดธัญพืช เป็นอาหารอิงหลักโภชนาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แต่ว่าคนทั่วไปที่ร
“ไม่เป็นไรหรอก” เหอฟงตอบกลับมา “ที่ร้านยาน่ะมีอาเจียงกับอาหว่านดูแลอยู่แล้ว เพียงแค่เขาเขียนจดหมายมารายงานพ่อทุกสัปดาห์ก็ไม่เป็นไรแล้ว อาเจียงกับอาหว่านไว้ใจได้” เขาพูดอย่างสบายใจ“งั้นถ้าพ่อสบายใจ และทางนั้นไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นไรค่ะ” เหอซินหยวนบอกยิ้ม ๆเหอฟงอุ้มหลานชายเดินไปเดินมาในห้อง จู่ ๆ ฟางอี้น้อยก็ร้องไห้จ้าขึ้นมา เหอฟงทำตัวไม่ถูกเขารีบเขย่าหลานชายยกใหญ่ แล้วพูดปลอบให้หลานชายหยุดร้อง“พ่อส่งลูกมาให้ฉันเถอะค่ะ ได้เวลากินนมแล้ว” เหอซินหยวนบอกกับพ่อของตัวเอง และเอื้อมมือออกไป“อ้อ...จริงสิ พ่อไม่ได้เลี้ยงเด็กมานาน ลืมไปเลยว่าเขาต้องกินนมเป็นเวลา” เหอฟงพูดพลางยื่นหลานชายในมือให้เหอซินหยวนเพียงไม่กี่วัน เหอซินหยวนก็ได้ออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้าน เฟยเจียงเหลียงยังทำหน้าที่ดูแลภรรยาเช่นเคย เขาถึงขั้นไล่คนขับรถลงแล้วตัวเองขึ้นไปขับแทน เพราะกลัวว่าคนขับรถจะขับไม่ระวัง แล้วเหอวินหยวนกับเฟยฟางอี้จะได้รับการกระทบกระเทือน คนทั้งบ้านต่างก็หัวเราะเขาและบอกว่าเขาดูจะเป็นกังวลมากเกินไปกลับมาที่บ้านตระกูลเฟยแล้ว เฟยตงก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานชายตัวน้อยกันภายในครอบครัว งานนี้เป็นงานเลี้ยงท
ทายาทคนที่สองกลับมาถึงบ้าน คนทั้งคฤหาสน์ก็ร้องเฮกันยกใหญ่“ตระกูลเฟยมีข่าวดีอีกแล้ว นายหญิงน้อยกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง” อาตวนประกาศเสียงดัง“จริงเหรอ ดีจังเลย” ทุกคนพูดอย่างยินดี ไม่ว่าใครก็ดีใจทั้งนั้น และคนที่ดีใจที่สุดก็ไม่พ้นเฟยเจียงเหลียง“คราวนี้ฉันอยากได้ลูกสาวบ้าง ฉันอยากอุ้มลูกสาวตัวเล็ก ๆ หน้าตาน่ารัก ๆ ส่งเสียงเจื้อยแจ้วดังไปทั่วคฤหาสน์” เฟยเจียงเหลียงพูดอย่างดีใจเฟยตงเองก็ดีใจไม่แพ้กัน เขาให้คนจัดหาของขวัญชิ้นใหญ่ให้เหอซินหยวน ในฐานะที่มีทายาทให้แก่ตระกูลเฟยอีกคนเฟยเจ๋อหยวนเองก็ดีใจมากที่จะมีน้อง เขาอยากมีน้องสักคนมาวิ่งเล่นด้วยกันตั้งนานแล้ว เพราะนอกจากลูกชายของเฟยเจียงซูที่นาน ๆ มาครั้ง ที่บ้านก็ไม่มีใครวิ่งเล่นด้วยอีก คุณปู่เองก็วิ่งตามเขาไม่ทัน“แม่ครับ แล้วน้องจะออกมาเมื่อไร” เฟยเจ๋อหยวนถามขึ้น ดวงตากลมแป๋วจ้องมองท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของแม่อย่างสงสัย“ต้องรออีกเจ็ดเดือน เดี๋ยวน้องก็ออกมา” เหอซินหยวนตอบอย่างอ่อนโยน“เจ็ดเดือน” เด็กชายยกมือขึ้นมานับนิ้ว แล้วพูดขึ้น “โห...นานเหมือนกันนะครับ”“ไม่นานหรอก เจ็ดเดือนสำหรับแม่ก็แค่แป๊บเดียว สำหรับลูกก็แค่ปิดเทอมหน้า” เ







