Masukเวลาผ่านไปอีกสิบห้าปี
ตอนนี้เฟยเจ๋อหยวนกับเฟยฟางอี้โตเป็นหนุ่มแล้ว เฟยเจ๋อหยวนรับช่วงต่อกิจการของตระกูลเฟยอย่างที่เฟยเจียงเหลียงวางแผนเอาไว้ ส่วนเฟยฟางอี้ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยในปีสุดท้าย ปีหน้าเขาก็จะออกมาเรียนรู้งานและรับช่วงต่อกิจการของเหอซินหยวน
และเฟยหลานเยว่ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาสะสวยจนทุกคนที่ได้เห็นต้องตะลึง เด็กสาวมีความฝันว่าอยากเป็นดารานักแสดง ซึ่งเฟยเจียงเหลียงกับเหอซินหยวนต่างก็สนับสนุนลูกสาวอย่างเต็มที่ เวลาที่มีการรับสมัครนักแสดงทั้งหลาย พวกเขาก็มักจะพาเฟยหลานเยว่ไปสมัครอยู่เสมอ
ค่ำคืนหนึ่ง สมาชิกครอบครัวตระกูลเฟยมานั่งรับประทานอาหารร่วมกันที่ห้องรับประทานอาหาร วันนี้เป็นวันที่เฟยฟางอี้เรียนจบระดับมหาวิทยาลัยพอดี ดังนั้นอาหารเย็นวันนี้จึงเหมือนการเลี้ยงฉลองเล็ก ๆ ให้กับเขา
เมื่อจบอาหารมื้อเย็น ทุกคนก็ออกมานั่งเล่นและจิบชาด้วยกันที่ลานหน้าบ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์นวลที่สาดส่องลงมา ทำให้บรรยากาศมีความอบอุ่นมาก
“ฟางอี้ นับจากวันนี้ไปก็ถือว่าหลานเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะ” เฟยตงที่อยู่ในวัยชราหันไปพูดกับหลานชาย “จะเที่ยวเล่นสนุกสนานเหมือนกับตอนที่ยังเป็นเด็กเป็นวัยรุ่นไม่ได้แล้วนะ ต่อไปต้องตั้งใจเรียนรู้งานจากพ่อกับแม่ เพื่อที่จะได้สืบสานธุรกิจต่อจากพวกเขาได้ เข้าใจไหม” เขาอบรมสั่งสอนด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแต่ก็แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน
“เข้าใจแล้วครับคุณปู่ ผมจะตั้งใจเรียนรู้และทำงานให้ดีที่สุดครับ” เฟยฟางอี้รับคำอย่างแข็งขัน
“ดี ๆ ปู่มีของขวัญจะให้นะ รับรองว่าหลานจะต้องชอบแน่” เฟยตงพูดด้วยรอยยิ้มยินดี ก่อนจะยื่นกล่องใบเล็ก ๆ สีดำให้กับหลานชาย
“ขอบคุณครับ” เฟยฟางอี้เอ่ยขอบคุณ แล้วเปิดกล่องออกทันทีที่ได้รับ ปรากฏว่าด้านในเป็นกุญแจดอกหนึ่ง เขาอ้าปากออกมาอย่างดีใจและถามอย่างตื่นเต้น “คุณปู่ซื้อรถให้ผมเหรอครับ”
“ใช่แล้ว หลานจะได้ขับไปทำงานยังไงล่ะ” เฟยตงพูดยิ้ม ๆ
“แต่ยี่ห้อนี้มันแพงมากเลยนะครับ” ชายหนุ่มพูดอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะที่กุญแจมียี่ห้อของรถบอกไว้อยู่
“คุณปู่เห็นว่านายชอบและอยากได้มานานแล้วน่ะ ก็เลยซื้อให้” ฟางเจ๋อหยวนตอบยิ้ม ๆ พร้อมกับส่งสายตาเอ็นดูไปทางน้องชาย
“ขอบคุณมากเลยครับคุณปู่” เฟยฟางอี้พูดด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินไปกอดคุณปู่เอาไว้แน่น
“ได้รถแล้วก็อย่ามัวแต่ขับเอาไปขี่โชว์สาวล่ะ พี่ฟางอี้ แค่นี้น้องก็กันท่าสาว ๆ ที่วิ่งตามพี่ไม่ไหวแล้วนะ” เฟยหลานเยว่พูดกับพี่ชายเป็นเชิงหยอกล้อ
“ช่วยไม่ได้นี่ ก็ใครใช้ให้พี่ชายเธอหล่อขนาดนี้เล่า” เฟยฟางอี้หันไปตอบน้องสาวด้วยรอยยิ้มสดใสพร้อมกับยกไหล่ให้
“ค่า.....พี่ชายของฉันหล่อที่สุดในโลกนี้ ฮ่า ๆ” เฟยหลานเยว่ตอบรับแบบประชดประชันและยู่หน้าใส่พี่ชาย ก่อนจะหัวเราะออกมา
ภาพนั้นทำให้คนในครอบครัวหัวเราะขึ้นมาพร้อมกัน
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลเฟยเป็นไปอย่างครึกครื้น พวกเขากินข้าวกันไปพูดคุยกันไป เฟยเจ๋อหยวนสรุปรายงานเรื่องราวของกิจการตระกูลเฟยในช่วงนี้ให้กับเฟยตงและเฟยงเจียงเหลียงฟังเหมือนทุกครั้ง ตอนนี้เขานั่งแท่นเป็นรองประธานบริษัท ซึ่งเป็นรองแค่เฟยเจียงเหลียงเพียงคนเดียว ย่อมมีหน้าที่จัดการงานต่าง ๆ แทนพ่อของตัวเอง
“กิจการเครื่องเคลือบตอนนี้ผมกำลังคุยกับบริษัทต่างประเทศอยู่ครับ ว่าจะทำให้เป็นรูปแบบยังไงดีถึงจะถูกใจคนในประเทศนั้น แต่ก็ยังมีกลิ่นอายของประเทศเราอยู่” เฟยเจ๋อหยวนพูดขึ้นมาอย่างจริงจัง
“ผลิตของส่งต่างประเทศเหรอ ดีเลย จะได้มีคนรู้จักสินค้าเราเยอะ ๆ แล้วส่งไปที่ไหนล่ะ” เฟยตงถามอย่างสนใจ
“ส่งไปยุโรปครับ แต่ว่าเราจะต้องมีปรับเปลี่ยนรูปแบบ ลวดลายของเครื่องเคลือบใหม่ โดยให้มีรูปแบบที่ทันสมัยและเข้ากับความเป็นยุโรปมากขึ้น แต่จะไม่ลืมรากฐานของประเทศเราด้วยครับคุณปู่ เพื่อให้คนประเทศนั้นมองแล้วรู้ว่าเป็นสินค้าที่ส่งไปจากประเทศของเราด้วยครับ ตอนนี้กำลังให้ฝ่ายออกแบบทำแบบออกมาให้เลือกอยู่ ได้มาสี่ห้าแบบแล้วครับ พอได้แบบครบเมื่อไร ผมจะเอามาให้คุณปู่กับคุณพ่อช่วยดูอีกทีนะครับ” เฟยเจ๋อหยวนอธิบายงานของเขาอย่างละเอียด
“ไม่ต้องหรอก ให้พ่อของหลานดูคนเดียวก็พอ ปู่วางมือมานานแล้ว ความคิดสู้คนรุ่นใหม่ไม่ได้หรอก” เฟยตงตอบปฏิเสธทันที เพราะเขารู้ว่าโลกหมุนไปเร็วมาก ความชอบของคนก็เช่นกัน
“ครับคุณปู่” เฟยเจ๋อหยวนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“ทำได้ดีมากลูก” เฟยเจียงเหลียงเอ่ยชมลูกชายด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ
“แล้วดาราสาวของเราล่ะ ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” เฟยตงหันไปหาเฟยหลานเยว่แล้วยิ้มให้อย่างเอ็นดู ก่อนจะถาม
“อีกไม่นานคุณปู่ก็จะได้เห็นหนูในทีวีแล้วค่ะ หนูได้รับเลือกให้ถ่ายโฆษณาเครื่องดื่มเจ้าดังของประเทศเลยนะคะ จะไปถ่ายกันเดือนหน้า” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ เพราะหากไม่นับการถ่ายแบบลงในนิตยสารแล้ว นี่ถือว่าเป็นงานชิ้นใหญ่ชิ้นแรกของเธอ
“เยี่ยมไปเลย ปู่รอดูหลานเล่นละครกำลังภายในอยู่นะ แบบว่าเล่นกับพระเอกที่ชื่อว่าหลิวเซียงอะไรนั่นน่ะ ปู่ชอบมากเลย” เฟยตงพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลางหัวเราะมาเสียงดัง
“คุณพ่อค่ะ คุณหลิวเซียงน่ะเขาเป็นนักแสดงอันดับหนึ่งของเมืองจีนเลยนะคะ หลานเยว่ของเราเพิ่งจะได้ถ่ายโฆษณาเอง จะได้เล่นละครกับเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ” เหอซินหยวนพูดกับพ่อสามีด้วยรอยยิ้ม
“ไม่รู้ล่ะ พ่อจะรอดู ไม่แน่นะ ปู่อาจจะได้รับเชิญไปแสดงเป็นปู่ของนางเอกก็ได้ ฮ่าๆ” เฟยตงพูดอย่างไม่ยอมแพ้ และหยอกล้อทุกคนอย่างอารมณ์ดี
นั่นทำให้ทั้งครอบครัวหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันอีกครั้ง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารอบอวลด้วยความสุขและความอบอุ่น เสียงพูดคุยแซวกันไปมา สลับเสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วบ้าน
เหอซินหยวนกับเฟยเจียงเหลียงนั่งโอบกอดกัน มองดูลูก ๆ อย่างภาคภูมิใจ รอยยิ้มแต่งแต้มบนใบหน้า เมื่อเห็นความสุขที่หลอมรวมทุกคนไว้ด้วยกัน ทุกคำพูดหยอกล้อล้วนเป็นสายใยที่เชื่อมโยงหัวใจของครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาอยากเก็บรักษาไว้ตลอดไป
“ขอบคุณนะ ซินหยวน ที่น้องเข้ามาทำให้ชีวิตพี่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก พี่สัญญาว่าจะรักษาความสุขนี้ให้อยู่กับเราตลอดไป” เฟยเจียงเหลียงพูดกับภรรยาที่อยู่ในอ้อมแขน
“ฉันก็ต้องขอบคุณความพยายามของพี่เหมือนกันนะคะ ที่ตามตื๊อฉันจนใจอ่อน ยอมให้โอกาสที่ทำให้เราได้มาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง” หญิงสาวก็ตอบกลับไปยิ้มๆ และคิดถึงช่วงเวลาที่เธอกลั่นแกล้งเขาสารพัด
“ฮ่า ๆ ก็สมควรแล้วที่น้องจะแกล้งพี่อย่างนั้น คิดมาแล้วก็มีแต่ความสุข” ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังเมื่อคิดถึงความหลัง
“คุณแม่แกล้งอะไรคุณพ่อเหรอคะ เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิคะ” เฟยหลานเยว่ที่นั่งกินขนมกับพี่ชายและปู่ เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ถามขึ้นทันที
“ใช่ครับ พวกเราอยากฟังว่าคุณพ่อกับคุณแม่รักกันได้ยังไง” เฟยฟางอี้ก็พูดขึ้นอีกคน จากนั้นทั้งสามคนก็มานั่งล้อมอยู่รอบ ๆ พ่อแม่
“ได้ ๆ เดี๋ยวพ่อจะเล่าให้ฟังนะ มันเริ่มจากที่พ่อเกเรไม่เอาไหน คุณปู่ของลูก ๆ ก็เลยคิดจะหาภรรยามาปราบพ่อ จากนั้น.....”
จากนั้นทั้งเฟยเจียงเหลียง เหอซินหยวนและเฟยตงก็เล่าเรื่องความหลังต่าง ๆ ให้ทั้งสามคนฟังอย่างสนุกสนาน โดยพูดข้ามเรื่องของอู๋ซินซินไปบ้าง เพราะยังอยากให้เด็ก ๆ มีความเคารพในตัวของคุณอาอย่าง เฟยเจียงซูอยู่
ระหว่างนั้นเหอซินหยวนก็มองภาพครอบครัวตรงหน้า แล้วแหงนไปมองพระจันทร์บนท้องฟ้า พร้อมกับคิดในใจอย่างมีความสุข
‘ขอบคุณที่ส่งฉันมาที่นี่นะคะ ขอบคุณเทพเจ้าเตาไฟที่มอบมิติให้ฉัน ขอบคุณจริง ๆ’
เวลาผ่านไปอีกสิบห้าปี ตอนนี้เฟยเจ๋อหยวนกับเฟยฟางอี้โตเป็นหนุ่มแล้ว เฟยเจ๋อหยวนรับช่วงต่อกิจการของตระกูลเฟยอย่างที่เฟยเจียงเหลียงวางแผนเอาไว้ ส่วนเฟยฟางอี้ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยในปีสุดท้าย ปีหน้าเขาก็จะออกมาเรียนรู้งานและรับช่วงต่อกิจการของเหอซินหยวนและเฟยหลานเยว่ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เธอเป็นเด็กสาวที่หน้าตาสะสวยจนทุกคนที่ได้เห็นต้องตะลึง เด็กสาวมีความฝันว่าอยากเป็นดารานักแสดง ซึ่งเฟยเจียงเหลียงกับเหอซินหยวนต่างก็สนับสนุนลูกสาวอย่างเต็มที่ เวลาที่มีการรับสมัครนักแสดงทั้งหลาย พวกเขาก็มักจะพาเฟยหลานเยว่ไปสมัครอยู่เสมอค่ำคืนหนึ่ง สมาชิกครอบครัวตระกูลเฟยมานั่งรับประทานอาหารร่วมกันที่ห้องรับประทานอาหาร วันนี้เป็นวันที่เฟยฟางอี้เรียนจบระดับมหาวิทยาลัยพอดี ดังนั้นอาหารเย็นวันนี้จึงเหมือนการเลี้ยงฉลองเล็ก ๆ ให้กับเขา เมื่อจบอาหารมื้อเย็น ทุกคนก็ออกมานั่งเล่นและจิบชาด้วยกันที่ลานหน้าบ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์นวลที่สาดส่องลงมา ทำให้บรรยากาศมีความอบอุ่นมาก“ฟางอี้ นับจากวันนี้ไปก็ถือว่าหลานเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะ” เฟยตงที่อยู่ในวัยชราหันไปพูดกับหลานชาย “จะเที่ยวเล่นสนุกสนา
ตอนพิเศษ 2ในที่สุดเหอซินหยวนก็คลอดลูกสาวให้สามีสมใจ เฟยเจียงเหลียงถึงกับกระโดดโลดเต้นอยู่หน้าห้องคลอด เมื่อพยาบาลออกมาบอกว่าครั้งนี้เขาได้ลูกสาว เขาแทบจะวิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้องคลอด เพื่อกอดลูกกับภรรยา แต่ยังดีที่พยาบาลห้ามเอาไว้ก่อนนับตั้งแต่ได้ลูกสาว เฟยเจียงเหลียงเองก็เริ่มทำงานน้อยลงเพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่ดูแลภรรยากับลูก ๆ ให้มากขึ้น กิจการของตระกูลเฟยไม่มีอะไรให้เป็นห่วงมากนัก เพราะตอนนี้งานทุกอย่างเข้าที่เข้าทางหมดแล้วและคนของเขาแข็งแกร่งพอที่จะสามารถจัดการเรื่องต่าง ๆ ได้ หากว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่จริง ๆ ก็ไม่ต้องถึงมือของเฟยเจียงเหลียง เหอซินหยวนเองช่วงนี้ก็วุ่นอยู่กับการเลี้ยงลูกเล็ก งานทุกอย่างของเธอจึงตกไปเป็นของเสี่ยวฮวา ตอนนี้เสี่ยวฮวาพัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นมาก สามารถดูแลเรื่องต่าง ๆ แทนเจ้านายได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องเวลาผ่านไปห้าปีตอนนี้เฟยเจ๋อหยวนพี่ชายคนโตอายุได้สิบสองปีแล้ว ส่วนเฟยฟางอี้ก็อายุได้เจ็ดปี และลูกสาวคนสุดท้ายอย่างเฟยหลานเยว่ก็อายุได้ห้าปีเฟยเจ๋อหยวนเป็นพี่ชายที่มีความคิดความอ่านโตกว่าอายุมาก เขาถูกปลูกฝังมาตลอดว่าเขาคือทายาทรุ่นต่อไปของตระกูลเฟย และมีหน้า
กลับมาถึงบ้านแล้วบทสนทนาก็ยังไม่จบ สองสามีภรรยายังคงพูดคุยกันถึงเรื่องความหลังเมื่อครั้งวันวานกันอยู่ เหอซินหยวนพูดถึงตอนที่เฟยตงไปรับตัวเธอให้มาอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเฟยแห่งนี้ให้เฟยเจียงเหลียงฟัง ส่วนเฟยเจียงเหลียงเองก็เล่าเรื่องตอนที่เขาพบเธอครั้งแรกให้เธอฟังเช่นกันทั้งสองเดินเข้ามาในห้อง และทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างผ่อนคลาย“พี่รู้ไหมว่าตอนที่ฉันรู้ข่าวว่าพ่อของฉันขายฉันให้แต่งงานกับพี่น่ะฉันโมโหขนาดไหน” เหอซินหยวนพูดยิ้ม ๆ พอพูดถึงเรื่องนี้แล้วเธอก็อดที่จะหัวเราะให้กับการกระทำของตัวเองในวันนั้นไม่ได้“ยังไงเหรอ เล่าต่อสิ” เฟยเจียงเหลียงเบิกตาโต แล้วหันหน้ามาตั้งใจฟัง“ตอนนั้นฉันโกรธพ่อของฉันมาก และฉันยื่นคำขาดว่ายังไงก็ไม่มีทางแต่งกับคนที่ไม่รู้จักเด็ดขาด แล้วก็ยังยืนยันอีกด้วยว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ให้เอง” เหอซินหยวนพูดถึงความหลังด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม“ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่ก็คงไม่ได้พบกับภรรยาคนสวยของพี่แล้วล่ะสิ” เฟยเจียงเหลียงพูดอย่างหยอกล้อ “แล้วยังไงต่อล่ะ”“ฉันน่ะถึงขั้นหนีออกจากบ้านเลยนะ” เหอซินหยวนเล่าต่อ “ฉันหนีขึ้นไปบนเขา ไปอยู่ตรงที่ดินของปู่กับย่า ที่นั่นมีกระท่อมร้างอยู่ ฉ
ตอนพิเศษ 1เย็นวันหนึ่งของฤดูหนาว หิมะที่ด้านนอกตกหนัก ทำเอาคนที่ด้านในหนาวจนร่างกายสั่นสะท้าน เหอซินหยวนนั่งอยู่ในห้องทำงานที่โรงงานใหญ่ของบริษัทซินเฟยกรุ๊ปในกรุงปักกิ่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารและอาหารตัวอย่าง ที่วางเรียงรายเต็มไปหมด แต่ดูเหมือนว่าเธอไม่ได้แตะต้องอาหารเหล่านั้นเลยสักนิดเฟยเจียงเหลียงที่เพิ่งเลิกการประชุมที่ตึกกิจการตระกูลเฟย ก็รีบมาหาภรรยาที่โรงงานทันที ด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าภรรยาจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานจนลืมกินอาหารเย็น เขามาพร้อมกับน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ของโปรดของภรรยา เมื่อมาถึงก็งุนงงเล็กน้อยที่เห็นอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะ“นี่อะไรกัน อาหารมากมายเต็มไปหมด ยังไม่เห็นแตะสักคำเลยนี่ พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าทำงานหนักได้ แต่ว่าก็ต้องกินข้าวด้วย” เฟยเจียงเหลียงมาถึงก็บ่นภรรยายกใหญ่ที่ไม่ดูแลตัวเอง“ของพวกนี้เป็นอาหารตัวอย่างค่ะ พ่อครัวใหญ่เอามาให้พวกเราชิมน่ะค่ะ พี่มาพอดีเลย จะได้ชิมด้วยกัน” เหอซินหยวนพูดขึ้นมายิ้ม ๆ เธอยื่นตะเกียบคู่หนึ่งให้สามี“มีอะไรบ้างเนี่ย” เขารับตะเกียบมาแล้วถามขึ้น“จานนี้เป็นข้าวผัดธัญพืช เป็นอาหารอิงหลักโภชนาการสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน แต่ว่าคนทั่วไปที่ร
“ไม่เป็นไรหรอก” เหอฟงตอบกลับมา “ที่ร้านยาน่ะมีอาเจียงกับอาหว่านดูแลอยู่แล้ว เพียงแค่เขาเขียนจดหมายมารายงานพ่อทุกสัปดาห์ก็ไม่เป็นไรแล้ว อาเจียงกับอาหว่านไว้ใจได้” เขาพูดอย่างสบายใจ“งั้นถ้าพ่อสบายใจ และทางนั้นไม่มีปัญหาก็ไม่เป็นไรค่ะ” เหอซินหยวนบอกยิ้ม ๆเหอฟงอุ้มหลานชายเดินไปเดินมาในห้อง จู่ ๆ ฟางอี้น้อยก็ร้องไห้จ้าขึ้นมา เหอฟงทำตัวไม่ถูกเขารีบเขย่าหลานชายยกใหญ่ แล้วพูดปลอบให้หลานชายหยุดร้อง“พ่อส่งลูกมาให้ฉันเถอะค่ะ ได้เวลากินนมแล้ว” เหอซินหยวนบอกกับพ่อของตัวเอง และเอื้อมมือออกไป“อ้อ...จริงสิ พ่อไม่ได้เลี้ยงเด็กมานาน ลืมไปเลยว่าเขาต้องกินนมเป็นเวลา” เหอฟงพูดพลางยื่นหลานชายในมือให้เหอซินหยวนเพียงไม่กี่วัน เหอซินหยวนก็ได้ออกจากโรงพยาบาลเพื่อกลับบ้าน เฟยเจียงเหลียงยังทำหน้าที่ดูแลภรรยาเช่นเคย เขาถึงขั้นไล่คนขับรถลงแล้วตัวเองขึ้นไปขับแทน เพราะกลัวว่าคนขับรถจะขับไม่ระวัง แล้วเหอวินหยวนกับเฟยฟางอี้จะได้รับการกระทบกระเทือน คนทั้งบ้านต่างก็หัวเราะเขาและบอกว่าเขาดูจะเป็นกังวลมากเกินไปกลับมาที่บ้านตระกูลเฟยแล้ว เฟยตงก็จัดงานเลี้ยงต้อนรับหลานชายตัวน้อยกันภายในครอบครัว งานนี้เป็นงานเลี้ยงท
ทายาทคนที่สองกลับมาถึงบ้าน คนทั้งคฤหาสน์ก็ร้องเฮกันยกใหญ่“ตระกูลเฟยมีข่าวดีอีกแล้ว นายหญิงน้อยกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง” อาตวนประกาศเสียงดัง“จริงเหรอ ดีจังเลย” ทุกคนพูดอย่างยินดี ไม่ว่าใครก็ดีใจทั้งนั้น และคนที่ดีใจที่สุดก็ไม่พ้นเฟยเจียงเหลียง“คราวนี้ฉันอยากได้ลูกสาวบ้าง ฉันอยากอุ้มลูกสาวตัวเล็ก ๆ หน้าตาน่ารัก ๆ ส่งเสียงเจื้อยแจ้วดังไปทั่วคฤหาสน์” เฟยเจียงเหลียงพูดอย่างดีใจเฟยตงเองก็ดีใจไม่แพ้กัน เขาให้คนจัดหาของขวัญชิ้นใหญ่ให้เหอซินหยวน ในฐานะที่มีทายาทให้แก่ตระกูลเฟยอีกคนเฟยเจ๋อหยวนเองก็ดีใจมากที่จะมีน้อง เขาอยากมีน้องสักคนมาวิ่งเล่นด้วยกันตั้งนานแล้ว เพราะนอกจากลูกชายของเฟยเจียงซูที่นาน ๆ มาครั้ง ที่บ้านก็ไม่มีใครวิ่งเล่นด้วยอีก คุณปู่เองก็วิ่งตามเขาไม่ทัน“แม่ครับ แล้วน้องจะออกมาเมื่อไร” เฟยเจ๋อหยวนถามขึ้น ดวงตากลมแป๋วจ้องมองท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยของแม่อย่างสงสัย“ต้องรออีกเจ็ดเดือน เดี๋ยวน้องก็ออกมา” เหอซินหยวนตอบอย่างอ่อนโยน“เจ็ดเดือน” เด็กชายยกมือขึ้นมานับนิ้ว แล้วพูดขึ้น “โห...นานเหมือนกันนะครับ”“ไม่นานหรอก เจ็ดเดือนสำหรับแม่ก็แค่แป๊บเดียว สำหรับลูกก็แค่ปิดเทอมหน้า” เ







