Masukพอชุนเหมยเห็นนางขยับตัวคล่องแคล่วก็เข้ามาใกล้ ยื่นมือมาอังหน้าผากของบุตรสาวด้วยความห่วงใย “ไม่มีไข้แล้ว ดีเหลือเกิน เจ้าอยากล้างหน้าเช็ดตัวไหมลูก” นางถามไถ่ด้วยความเอื้ออารียิ่ง ซุนลี่เองก็รู้สึกเหนียวตัวเช่นกันจึงพยักหน้าตอบตกลง
ชุนเหมยผลุบหายออกไปข้างนอกนานครู่ใหญ่ จึงเดินกระย่องกระแย่งกลับมาพร้อมกับถังใส่น้ำและอ่างล้างหน้า
ซุนลี่ขอบคุณมารดาเลี้ยง ก่อนลงมือบ้วนปากสีฟันด้วยกิ่งหลิวกับขี้เถ้า กลั้วคอด้วยน้ำเปล่าล้างคราบยาสมุนไพรที่ยังติดอยู่ในลำคอ แล้วใช้ผ้าฝ้ายผืนเก่าที่ถูกซักอย่างสะอาดเอี่ยมซับใบหน้าจนแห้ง
ชุนเหมยเดินกระย่องกระแย่งเข้ามาช่วยลูกสาวเช็ดตัว กิจกรรมทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นอย่างอ่อนโยนในกระท่อมหลังเล็ก ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนสดชื่นของป่าเขาลำเนาไพร แห่งวัดเก้าบรรพตสวรรค์
ได้ยินเสียงนกร้องรับอรุณดังแว่วมาจากป่าไผ่ด้านหลังกระท่อมอันแสนเรียบง่ายของพวกนาง แสงแดดยามเช้าส่องลอดช่องไม้เข้ามาเป็นลำ บรรยากาศนั้นช่างดูเรียบง่ายแตกต่างจากคฤหาสน์หลังใหญ่ของบ้านตระกูลเสิ่นที่ซุนลี่เคยใช้ชีวิตราวฟ้ากับเหว
“มาเถิด” ชุนเหมยกล่าวพลางยิ้มอ่อนโยน แล้วหยิบหวีไม้อันเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าต่างมาถือไว้ ก่อนค่อยๆ กดหัวไหล่ของซุนลี่ให้นั่งลง บนม้านั่งตัวเดียวในห้องนอน “นั่งลงเสีย แม่จะเกล้าผมให้เจ้าเอง”
ซุนลี่ชะงักค้างไปครู่หนึ่งด้วยเพราะยังไม่ชินกับการกระทำอันอบอุ่นของคนแปลกหน้าที่เพิ่งปรากฏกาย
ตั้งแต่จำความได้...ไม่สิ ตั้งแต่ขายตัวเข้าไปเป็นบ่าวในบ้านสกุลเสิ่นนางก็ไม่เคยมีผู้ใดหวีผมให้เช่นนี้เลย จะมีก็แค่...ชั่วระยะเวลาไม่กี่ปีที่ถูกรับเข้ามาเป็นอนุ บ่าวรับใช้เพียงคนเดียวของนางคอยหวีผมเกล้าแต่งทรงให้ แต่นั่นมันก็แค่หน้าที่ของบ่าวรับใช้ หาได้กระทำอย่างอ่อนโยนอย่างเช่น...เวลานี้ โดยหญิงพิการที่อยู่ในฐานะมารดาบุญธรรมผู้นี้
บัดนี้...กลับมีผู้เป็นมารดาคอยเรียกให้นั่งลงเพื่อเกล้าผมให้ราวกับนางยังเป็นเด็กตัวน้อย ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านขึ้นในอกอย่างประหลาด ซุนลี่ทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเตี้ยอย่างว่าง่าย
ชุนเหมยยืนอยู่ด้านหลัง ค่อยๆ ใช้หวีไม้สางเส้นผมสีดำขลับอย่างทะนุถนอม ทุกจังหวะของปลายนิ้วเต็มไปด้วยความอ่อนโยนราวกับกลัวว่าบุตรสาวจะเจ็บ
แม้มือของนางจะหยาบกร้านจากการทำงานหนักมาหลายปี แต่สัมผัสนั้นกลับอบอุ่นเหลือเกิน
“ลูกแม่งามยิ่งนัก..งามสมกับเป็น...” ชุนเหมยรำพึงรำพันเบาๆ แล้วก็กลับชะงักค้าง พร้อมๆ กับที่มีภาพของหญิงสาววัยยี่สิบกว่าคนหนึ่งแวบผ่านเข้ามาในห้วงความคิดของซุนลี่ นางผู้นั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีทองอร่าม บนศีรษะที่จัดแต่งทรงอย่างงดงามประดับด้วยปิ่นกับมงกุฎหงส์พราวระยับ ใบหน้าของนางงดงามยิ่ง กิริยาท่วงท่าก็แสนจะแช่มช้อยอ่อนหวาน ดูล้ำค่าดุจไข่มุกทะเลใต้ สูงส่งสง่างามเช่นเดียวกับมงกุฎหงส์บนศีรษะของนาง ใบหน้าที่มีเค้าลางของเจ้าของร่างอย่างชัดเจน
ติ้งหร่วนฮองเฮา
ซุนลี่เม้มปากให้กับความซับซ้อนของเรื่องราวที่เกิดขึ้น ก่อนจากมานางยังจำคำพูดของใต้เท้าชุดแดงผู้นั้นได้อย่างดี
‘ครั้งนี้ลองลิ้มรสการอยู่บนที่สูงดูบ้างเป็นอย่างไร’
ที่แท้นางก็ได้มาเกิดในร่างขององค์หญิงหรือนี่ เพียงแต่ว่า เฮ้อ...เรื่องช่างซับซ้อนเสียกระไร
“เอาทรงแบ่งเกล้าดีไหม แม่จะถักเปียให้แล้วเกล้าแบ่งเป็นช่อๆ” เสียงกระซิบอย่างอ่อนโยนของมารดาดึงสติของซุนลี่ให้กลับมาอีกครั้ง ผมทรงนี้ทำได้โดยไม่ต้องใช้ขี้ผึ้งแต่งทรงผม...ก็ดี นางเองก็ไม่ค่อยชอบกลิ่นของน้ำมันใส่ผมอยู่แล้ว “ได้เจ้าค่ะท่านแม่” นางตอบมารดาเสียงอ่อนโยน
“อืม” ชุนเหมยรับคำสั้นๆ ก่อนค่อยๆ บรรจงเกล้าผมให้บุตรสาวด้วยความชำนาญ แม้จะค่อนข้างช้าไปบ้างเนื่องจากความพิการ แต่ไม่นานทรงผมบนศีรษะของซุนลี่ก็ถูกเกล้าแต่งอย่างงดงามไม่มีที่ติ
เมื่อเสร็จแล้ว ชุนเหมยใช้ฝ่ามือลูบศีรษะของบุตรสาวเบาๆ
สายตาที่ทอดมองเงาของสตรีผู้นั้นเต็มไปด้วยความรัก ความเอ็นดู...และความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปิดบังได้
ริมฝีปากแห้งแตกของนางขยับช้าๆ “ขอโทษนะ...ขอโทษ”
ซุนลี่ชะงัก...ขอโทษอันใด
“แม่ขอโทษ” เสียงนั้นแผ่วเบา ราวกับเก็บงำอยู่ในใจมานานแสนนาน เป็นเวลาสิบเก้าปีเต็ม
“เรื่องอันใดหรือเจ้าคะไยต้องขอโทษด้วย” ซุนลี่กล่าวถามเสียงอ่อนโยน
ชุนเหมยก้มหน้าลง น้ำเสียงเริ่มสั่น “เพราะแม่...เจ้าจึงต้องลำบากมาตั้งแต่เด็กอย่างไร”
ซุนลี่หมุนตัวกลับไปช้าๆ หานาง ดวงตาคู่หวานใต้แพขนตาหนาจ้องมองหญิงผู้มีใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ฉับพลันหัวใจของนางก็คล้ายกับถูกบีบรัด
เมื่อครู่นี้ นางเพิ่งเห็นภาพอีกฝ่ายถูกหลี่กงกงใช้มีดแทงจนจมกองเลือด คนผู้นี้เคยเป็นนางกำนัลในวังหลวง เคยเสี่ยงชีวิตเพราะเด็กคนหนึ่ง ต้องหลบหนี เปลี่ยนฐานะ ใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ท้ายวัดนานนับสิบปี แต่กลับยังโทษตนเองเช่นนี้ นางไร้คำใดจะเอ่ย
ซุนลี่ยื่นมือไปกุมมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านของชุนเหมย ก่อนดึงมาแนบกับแก้มของตนเองด้วยกิริยาอ่อนโยน
ความอบอุ่นจากฝ่ามือนั้นทำให้ชุนเหมยเงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ
ซุนลี่ยิ้มอ่อนหวาน “ท่านแม่ไม่ต้องขอโทษหรอกเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงของนางนุ่มนวลจริงใจ “คนที่ควรกล่าวคำว่าขอบคุณคือข้าต่างหาก”
ชุนเหมยมองบุตรสาวอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “หากไม่มีท่านแม่ ข้าคงไม่มีโอกาสเติบโตมาจนถึงวันนี้”
ซุนลี่เอ่ยต่อไปอีก “ท่านเลี้ยงดูเสี่ยวหลันจนเติบใหญ่ ให้ที่พักพิง ให้ข้าวปลาอาหาร ให้ความอบอุ่น...เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว”
ดวงตาของชุนเหมยแดงเรื่อขึ้น แต่แทนที่ความรู้สึกผิดจะจางหาย นางกลับส่ายหน้าน้ำตานอง “ไม่...ยังไม่พอ” เสียงของนางสั่นเครือเมื่อหยดน้ำตาตกร่วง “แม่ยังติดค้างเจ้าอีกมากนัก...แม่ขอโทษ”
ซุนลี่เม้มปากส่ายหน้า ชุนเหมยราวกับได้สติจึงรีบปรับสีหน้า ก่อนจะฝืนยิ้มบางๆ “ปีนี้เจ้าอายุครบสิบเก้าปีแล้ว สมควรมีครอบครัวเสียที” และแล้วสีหน้าของชุนเหมยก็สลดลงอีกเมื่อเอ่ยถึงการแต่งงาน “แต่เพราะแม่มีฐานะยากจน ทั้งยังเป็นหญิงอัปลักษณ์ ผู้คนจึงไม่อยากข้องเกี่ยว ไม่มีผู้ใดมาสู่ขอเจ้า” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความละอาย
ซุนลี่จับมือของมารดากุมไว้แน่น “ท่านแม่...ข้าไม่อยากแต่งงาน” นางเพิ่งจะผ่านความอยุติธรรมมาหยกๆ ยังไม่อยากใช้ชีวิตคู่
แต่ชุนเหมยราวกับไม่สนใจคำคัดค้านของบุตรสาว นางยังคงจมอยู่ในโลกของตัวเอง “แม่รับปาก แม่จะพยายามหาคู่ครองที่ดีให้เจ้าให้ได้ ถึงต้องเดินไปทุกหมู่บ้าน แม่ก็จะหาให้ได้”
ซุนลี่ฟังแล้วอดเศร้าใจไม่ได้ แต่งงานใช้ชีวิตคู่น่ะหรือ...นางเข็ดแล้ว
นางค่อยๆ ดึงชุนเหมยให้นั่งลงข้างกาย หญิงสูงวัยยังทำหน้างุนงง ก่อนจะถูกบุตรสาวโอบกอดเอาไว้แน่น
ชุนเหมยตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ซุนลี่ซบศีรษะลงบนไหล่ของนาง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ลูกไม่รีบมีคู่ครองหรอกเจ้าค่ะ ลูกอยากอยู่กับท่านแม่ อยู่ดูแลท่านไปอีกนานๆ” ชุนเหมยเม้มริมฝีปากแน่น สองแขนที่เคยวางนิ่งค่อยๆ ยกขึ้น กอดตอบบุตรสาวอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าหากออกแรงมากกว่านี้ ความสุขตรงหน้าจะสลายหายไป “ลูกแม่”
สองแม่ลูกกอดกันท่ามกลางความเงียบสงบ มีเพียงสายลมอ่อนโยนที่พัดผ่านหน้าต่าง พร้อมเสียงระฆังกังวานจากวัดเก้าบรรพตสวรรค์ที่ดังแว่วมา
ชุนเหมยหลับตาลงช้าๆ หัวใจที่แบกความลับและความรู้สึกผิดมานานกว่าสิบเก้าปียังคงหนักอึ้งไม่ต่างจากเดิม
‘ติ้งฮองเฮาเพคะ...’ นางพร่ำเรียกอีกฝ่ายอยู่ในใจ ‘หม่อมฉันขอโทษ...หม่อมฉันทำผิดต่อพระนางเหลือเกิน’
แล้วภาพเหตุการณ์ในคืนอันนองเลือดเมื่อสิบเก้าปีก่อนก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง เสียงร้องโอดครวญของติ้งฮองเฮาขณะคลอดบุตร ตะกร้าที่บรรจุทารกแรกคลอด...การเดินเท้าฝ่าความมืดเข้าไปในป่า คมมีดมันปลาบของหลี่กงกง เสียงร้องไห้ของเด็กน้อย...ทุกสิ่งยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
ชุนเหมยค่อยๆ กระชับอ้อมกอดของตนเองแน่นขึ้นอีกนิด ราวกับกำลังยึดเหนี่ยวสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิตเอาไว้
แม้คนทั้งใต้หล้าจะมองนางเป็นเพียงหญิงอัปลักษณ์ผู้ไร้ค่า แต่สำหรับนาง...
เด็กสาวที่อยู่ในอ้อมแขนเวลานี้ คือของขวัญเพียงชิ้นเดียวที่สวรรค์ยังเมตตาเหลือไว้ให้ แม้นางจะเป็นคนบาปที่พรากสองแม่ลูกออกจากกัน และฉีกกระชากชีวิตอันสูงค่าของผู้หญิงอีกคนให้ขาดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่สวรรค์ก็ยังเมตตานาง ประทานเด็กหญิงผู้แสนดีคนนี้มาให้ นางขอสาบานด้วยใจว่า
‘ข้าจะต้องพาองค์หญิงกลับคืนสู่ฐานันดรเดิมให้ได้’
สามเดือนล่วงผ่านไปอย่างรวดเร็ว สายลมเย็นของปลายฤดูร้อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสายลมแห่งฤดูสารท ใบไม้สีเขียวเริ่มแต้มด้วยสีเหลืองทองอร่าม ก่อนปลิวร่วงลงสู่พื้นหินทีละใบ บรรยากาศภายในพระราชวังกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง หลังพายุการเมืองที่โหมกระหน่ำอยู่นานหลายเดือนสงบลงภายในวังขององค์หญิงเจาเหอ แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นหินสีเทา ซุนลี่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเรียวค่อยๆ พลิกดูบันทึกต่างๆ ที่วางกองอยู่บนโต๊ะกระดาษเหล่านั้นเป็นบันทึกหลักฐาน และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเสิ่นยิ่งอ่าน นางก็ยิ่งขมวดคิ้ว “ยังไม่พอ...หลักฐานทั้งหมดเป็นเพียงคำบอกเล่ากับเหตุการณ์แวดล้อม หากนำขึ้นศาลต้าหลี่ เกรงว่าจะเอาผิดคนสกุลเสิ่นไม่ได้แน่”เฉินมี่ซึ่งกำลังนั่งชงชาอยู่ไม่ไกล ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าคิดจะทำอะไร”ซุนลี่วางกระดาษเหล่านั้นลง ดวงตาคู่สวยฉายแววเย็นชา “ข้าน้อยอยากสะสางบัญชีเก่าเจ้าค่ะ ให้พวกมันชดใช้ในสิ่งที่เคยทำต่อข้าน้อยเอาไว้” นางกำมือแน่น“คนเช่นเสิ่นต้งเหวินไม่ควรลอยนวล”เฉินมี่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างมือ พลางเพ่งมองซุนลี่อยู่ครู่หนึ่ง “แล
ทันทีที่พระราชโองการจบลง ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลง “ฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี!”เสียงโห่ถวายชัยดังกึกก้องไปทั่ววังหลวง จากนั้น ฮ่องเต้จึงทอดพระเนตรไปยังซุนลี่ ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างชุนเหมย พระสุรเสียงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “ลูกหญิงจงมาหาพ่อเถิด”ซุนลี่เดินเข้าไปตามพระบัญชา ก่อนคุกเข่าลง น้ำตาเอ่อคลอ “ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อเพคะ”ฮ่องเต้เสด็จลงจากบัลลังก์ด้วยพระองค์เอง พระหัตถ์แตะศีรษะบุตรสาวอย่างแผ่วเบา “ตลอดสิบเก้าปี เจ้าต้องลำบากแล้ว ต่อแต่นี้ ไม่มีผู้ใดพรากฐานะของเจ้าไปได้อีก”แล้วพระองค์ก็หันไปประกาศต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย“นับจากนี้ไปให้สถาปนาลูกสาวของข้าเป็นองค์หญิงใหญ่เจาเหอ มีฐานันดรศักดิ์เทียบเท่าองค์หญิงเอกแห่งราชวงศ์”ขุนนางในท้องพระโรงต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ “ถวายบังคมองค์หญิงเจาเหอ”ซุนลี่ก้มลงโขกศีรษะ น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลอาบแก้ม “ลูก...ขอบพระทัยเสด็จพ่อเพคะ”จากนั้นนางจึงหันไปมองชุนเหมย ผู้ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล ซุนลี่เดินไปจับมือนางไว้แน่น ก่อนคุกเข่าลงกราบฮ่องเต้อีกครั้ง “เสด็จพ่อเพคะ หากไม่มีมารดาบุญธรรมผู้นี้ ลูกคงไม่มีโอกาสมีชีวิตมาจนถึงวันนี้ ลูกขอพระ
ห้าวันต่อมาหลังจากตระกูลหลี่ถูกปิดตาย ม้าเร็วของสกุลหลี่ก็ได้เคลื่อนตัวมาถึงยังด่านชายแดนด้านทิศตะวันออก เวลานั้นแม่ทัพหลี่กำลังตรวจการอยู่บนกำแพงเมือง เมื่อม้าเร็วควบเต็มฝีเท้าเข้ามาก็ส่งเสียงตะโกนลั่น “ท่านแม่ทัพหลี่ เมืองหลวงส่งข่าวด่วนมาขอรับ!”เมื่ออ่านสารลับจบ สีหน้าของแม่ทัพหลี่ก็เปลี่ยนไปทันที “สกุลหลี่จบสิ้นแล้ว” เขาขยำกระดาษในมือแน่น“ฮองเฮาถูกกักบริเวณ คนทั้งตระกูลถูกจับข้อหากบฏ”รองแม่ทัพซึ่งเป็นน้องชายรีบคว้าม้วนสารมาอ่าน ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก “พี่ใหญ่...เราจะทำอย่างไรดี”แม่ทัพหลี่กล่าวเสียงเข้ม “หากกลับเมืองหลวงเวลานี้ก็มีแต่ความตายเท่านั้น แล้วจะกลับไปไย”เขาหันไปมองกองทหารที่กำลังฝึกอยู่ด้านล่าง ก่อนกัดฟันสั่งการ “รวบรวมคนของเราออกจากด่านทันที อย่าให้กองทัพหลวงตามทัน”“พี่ใหญ่เราจะกบฏจริงๆ หรือ” รองแม่ทัพกล่าวเสียงร้อนรน แม่ทัพหลี่พยักหน้าหนักแน่น “ไปเถิด ไปรวมตัวกับพวกโจรสลัดที่เกาะไห่เอ๋อร์ พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว”และในคืนนั้นเอง แม่ทัพหลี่กับขุนพลหลี่ก็นำทหารคนสนิทจำนวนหนึ่งกับทหารผู้ติดตามละทิ้งด่านชายแดน หลบหนีหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงค่ายทหารที่ไร้ผู
ใต้เท้าซ่งกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม “แม้วิธีนี้มิอาจตัดสินทุกสิ่งได้เพียงลำพัง แต่หากประกอบกับคำให้การ พยาน และหลักฐานอื่น ย่อมช่วยให้ศาลเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง พระเนตรทอดมองซุนลี่ ก่อนจะเหลือบไปยังองค์ชายใหญ่ที่ยังประทับนิ่งไม่ตรัสสิ่งใด สุดท้ายจึงตรัสขึ้นช้าๆ“อนุญาต”ไม่นานเจ้าหน้าที่ศาลก็รีบนำชามหยกใบหนึ่งเข้ามาวางกลางศาล ภายในบรรจุน้ำสะอาดใสบริสุทธิ์ไว้เกือบเต็มหัวหน้าหมอหลวงที่ตามเสด็จใช้เข็มทองแตะที่ปลายนิ้วพระหัตถ์ของฮ่องเต้เบาๆฉับพลันหยดพระโลหิตสีแดงสดก็ค่อยๆ หยดลงสู่ผิวน้ำ เมื่อได้เลือดมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นใต้เท้าซ่งจึงหันไปหาซุนลี่นางลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าของเสนาบดี ก่อนยื่นมือออกมาโดยไม่ลังเล ปลายนิ้วเรียวถูกสะกิดเพียงเล็กน้อย หยดเลือดอีกหลายหยดก็พรั่งพรูตกลงไปในชามทุกคนในศาลต่างกลั้นหายใจรอคอย และแล้วในถ้วยกระเบื้องสีขาว หยดเลือดทั้งสองคนก็ค่อยๆ ลอยเข้าหากัน ก่อนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างช้าๆดวงตาของใต้เท้าซ่งเบิกกว้าง เพราะเลือดนั้นได้หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน“รวมกันแล้ว เลือดรวมกันจริงๆ” เขารำพึงสีพระพักตร์ของฮ่อง
“พ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าซ่งน้อมรับราชโองการ แล้วไม่นานก็มีคำสั่งเปิดศาลต้าหลี่ เสียงกลองเริ่มการพิจารณาคดีดังกังวาน เรียกให้ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ พากันมามุงดูด้วยความสนอกสนใจยิ่งเพราะศาลต้าหลี่หาได้เปิดพิจารณาคดีบ่อยนักทำให้หน้าศาลแน่นขนัดไปด้วยผู้คนทหารหลวงยืนเรียงแถวตลอดสองข้างทาง สีหน้าทุกคนเคร่งขรึมผิดจากวันปกติภายในห้องพิจารณาคดี ใต้เท้าซ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่แผ่นป้ายด้านหลังเขียนภาพเสือตัวใหญ่กับตาชั่งและคำขวัญอันสื่อถึงความเที่ยงตรง ชุดขุนนางสีดำปักลายมังกรทองบนร่างของเขาขับให้ ใบหน้าเคร่งขรึมดุจหินผา บนหน้าผากของเขามีรอยปานรูปจันทร์เสี้ยวมองเห็นโดดเด่นเป็นสง่าด้านซ้ายเป็นกงซุนเส้อ ที่ปรึกษาศาลและเป็นผู้ช่วยผู้บันทึกสำนวนคดีความ ด้านขวาเป็นเสมียนศาลหลายคนคอยจดบันทึกทุกถ้อยคำของพยาน และทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในศาลแห่งนี้ไม่นาน เสียงขันทีก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “ฝ่าบาทเสด็จ!”ทุกคนภายในศาลรีบคุกเข่าลงพร้อมเพรียงฮ่องเต้เสด็จเข้ามาด้วยพระพักตร์สงบนิ่ง เบื้องหลังมีองค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง และองค์ชายสามตามเสด็จมาด้วยทั้งสามพระองค์ต่างประทับนั่งยังที่ซึ่งจัดเตรียมไว้ด้านข้าง ฮ่องเ
หลังจากเกิดเรื่องขึ้นที่ศาลต้าหลี่ ไม่นานข่าวการฟ้องร้องคดีก็แพร่งพรายไปยังตำหนักคุนหนิงกงโดยหูตาของตระกูลหลี่ ที่วางเอาไว้ในทุกๆ ที่ ทันทีที่ใต้เท้าซ่งเดินทางออกจากวังหลวงกลับไปที่ศาลต้าหลี่“อะไรนะ มีคนมาตีกลองฟ้องร้องข้าที่ศาลต้าหลี่อย่างนั้นเหรอ”“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงตอบเสียงหวาดหวั่น“เพล้ง!” ฉับพลันถ้วยชาในมือของพระนางก็ถูกขว้างลงกับพื้น เศษเครื่องเคลือบสีขาวนวลเนื้อละเอียดแตกกระจายเกลื่อน พระพักตร์ขาวเนียนของหลี่ฮองเฮาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาหงส์ที่มักจะเย็นเยียบอยู่เสมอลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ“ศาลต้าหลี่งั้นเรอะ!” พระนางแค่นเสียงต่ำลอดไรพระทนต์ หลี่มาม่าแม่นมคนสนิทรีบเดินเข้าไปปลอบพระนาง “ทูนหัวของหม่อมฉันอย่าเพิ่งกริ้วไปเลยเพคะ”“จะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไรกัน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะแม่นม!” พระนางหันกลับมาแหวใส่คนสนิทหลี่มาม่ารีบคุกเข่าลง พลางกราบทูล “ทรงเย็นพระทัยก่อนเพคะแล้วค่อยคิดกันเถิดว่าจะทำยังไง”หลี่ฮองเฮาเม้มพระโอษฐ์ พระพักตร์ที่แฝงความกรุ่นโกรธพลันเปลี่ยนกลายเป็นวิตกกังวล ทรงเดินกลับไปกลับมาราวกับหนูติดจั่น ขณะกำลังใช้ความคิดว่าจะทำเช่นไรกับเรื่องที่เกิดขึ







