LOGIN19 ปีต่อมา ณ คฤหาสน์ตระกูลเสิ่นในเมืองหลวง
ซุนลี่ ซึ่งอยู่ในฐานะอี๋เหนียงคนหนึ่งของเสิ่นต้งเหวินผู้เป็นหัวหน้าตระกูล ถูกลากตัวมากลางลานบ้านและถูกโบยตีจนกระทั่งกระดูกหลังหักอย่างทารุณ ความเจ็บปวดทรมานแทบขาดใจปลุกให้ซุนลี่ตื่นจากความฝันที่นางเฝ้าหลงวนเวียนอยู่มาตลอด
จะมีด้วยหรือ ชีวิตของเมียน้อยที่แสนสุขราวกับเทพนิยาย โดยเฉพาะเมียน้อยที่มีกำพืดมาจากบ่าวรับใช้แสนต้อยต่ำที่ถูกขายมาเป็นทาสเช่นนาง
“นังคนชั่ว! ยังจะปากแข็งอีกหรือ จะยอมรับสารภาพหรือไม่ว่าเจ้าทำผิดจริง!”
“ข้า...ไม่ได้ทำ...ข้าถูกใส่ร้า...ย”
“โอ๊ย!”
“ยังจะปากแข็งอีก ในเมื่อมันไม่รับผิดเช่นนั้นก็โบยมันให้หนัก ตีมันให้ตายไปเสียเลยถ้ามันไม่ยอมรับสารภาพ!”
เสียงของฮูหยินผู้เฒ่า สั่งให้บ่าวชายในบ้านฟาดไม้ลงไปบนร่างของซุนลี่ที่มีเลือดไหลกระเซ็นท่วมตัวจนดูแทบไม่ได้ ถึงจะถูกตีจนแทบไม่รู้สึกตัวแล้ว แต่ซุนลี่ก็ยังยืนกรานว่านางไม่ได้ทำผิด “ข้าน้อยเปล่าทำนะเจ้าคะ ข้าน้อยไม่ได้มีชู้”
“ฮึ ยังจะปากแข็ง!” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นสั่งให้บ่าวชายจัดการลงดาบสุดท้าย ฟาดซุนลี่ให้ตาย “ตีมัน ตีมันให้หลังหักไปเลย” แต่ว่าเด็กชายคนหนึ่งอายุราว 15 ย่าง 16 ปี ที่ยืนอยู่ข้างๆ นาง ได้เอ่ยปากขอร้องฮูหยินผู้เฒ่าไม่ให้ตีนางจนขาดใจตายในบ้าน
“ท่านย่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันประสูติของหลี่ฮองเฮา อย่าให้นางมาตายในบ้านหลังนี้เลยดีกว่าขอรับ”
เด็กหนุ่มคนนั้นพูดกับคนเป็นย่าไม่ได้ชายตามองมายังสตรีที่ถูกโบยจนเลือดท่วมเลยสักนิด เขาคือเป่าอี๋บุตรชายในสายเลือดของซุนลี่ แต่เขาถูกแยกตัวไปให้เสิ่นฮูหยินเลี้ยงดูตั้งแต่วันแรกที่คลอด ไม่เคยดื่มน้ำนมจากอกของนางเลยสักหยด จึงไม่ได้มีความรักความผูกพันให้กับนางในฐานะบุตรกับมารดา
เป่าอี๋ขอร้องท่านย่าไม่ให้ตีซุนลี่จนตาย ในฐานะที่ซุนลี่เพียงคลอดเขาออกมาเท่านั้น
“ก็ได้ ถือว่าข้าฟังคำของเป่าอี๋”
“ลากมันออกไปโยนทิ้งที่ป่าช้าไร้ญาติตรงริมป่าชานเมือง มันจะรอดหรือไม่รอดก็สุดแล้วแต่วาสนาของมันเถิด”
“ขอรับฮูหยินผู้เฒ่า”
สุดท้ายฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ยอมฟังคำขอจากหลานชาย โดยสั่งให้ บ่าวรับใช้ที่โบยตีซุนลี่ช่วยกันแบกร่างที่โชกเลือดของนางไปทิ้งไว้ที่ป่าช้าไร้ญาติ
ที่ป่าช้ารกร้างแห่งนั้น บ่าวรับใช้ชายวางร่างของเมียน้อยผู้โชคร้ายลงบนเสื่อกกผืนหนึ่งแล้วคุกเข่ากล่าวคำขอคมาต่อนาง
“ซุนอี๋เหนียง ยกโทษให้พวกข้าด้วยเถิด อย่าได้แค้นเคืองกันเลยนะ พวกข้าก็เป็นบ่าวเหมือนกับเจ้าต้องฟังคำสั่งของเจ้านาย ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น ถ้าเจ้าจะแค้นก็จงแค้นคนที่ทำกับเจ้าเถิด”
“ไปดีเถิดนะซุนอี๋เหนียงถ้าชาติหน้ามีจริง เจ้ามีโอกาสได้ไปเกิดใหม่ก็จงจำเอาไว้ว่า อย่าได้มาเกิดเป็นบ่าวรับใช้หรือเมียน้อยอีกเลย ถ้าหากว่าเจ้าไปสู่สุคติไม่ได้ก็จงไปหาทางแก้แค้นเอากับคนพวกนั้นเถิด พวกข้าคงช่วยซุนอี๋เหนียงได้เท่านี้”
บ่าวรับใช้สองคนพูดกับซุนอี๋เหนียง แล้วหนึ่งในนั้นก็ถอดเสื้อคลุมของตัวเองออก ปิดคลุมลงบนร่างที่เต็มไปด้วยเลือดแดงฉานของนาง ส่วนบ่าวอีกคนหยิบผ้าเช็ดหน้าสะอาดที่เหน็บอยู่ตรงสายคาดเอวเช็ดใบหน้าเปื้อนเลือดของซุนอี๋เหนียง
แล้วเขาก็ใช้ฝ่ามือหยาบกระด้างปิดเปลือกตาของนางลง ก่อนนำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นปิดคลุมใบหน้าให้กับซุนอี๋เหนียงที่นอนหายใจรวยรินรอความตายอยู่ในป่าช้าไร้ญาติ
และแล้วคืนนั้น ซุนลี่ก็สิ้นลมหายใจอย่างเดียวดายอยู่กลางป่าช้าที่รกร้างนั่นเอง ศพของนางถูกสุนัขจิ้งจอกและสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืนรุมฉีกทึ้งกินเป็นอาหารเหมือนกับศพไร้ญาติร่างอื่นๆ ที่เคยถูกนำมาโยนทิ้งไว้ที่นี่โดยขาดคนเหลียวแล
วิญญาณของซุนลี่กลายเป็นวิญญาณแค้น นั่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่ตรงริมชายป่า กรีดร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา จนกระทั่งเฉินมี่ที่เดินท่องผ่านมาทางนั้นได้ยินเข้า “เอ๊ะ...เสียงใคร” นางอุทานก่อนเดินย่างกรายไปยังต้นเสียง
ตอนที่ชายกระโปรงสีแดงกรุยกรายมาอยู่ตรงหน้าของดวงวิญญาณอาฆาต เฉินมี่ก็พูดเสียงเนิบออกมา “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงมาร้องไห้คร่ำครวญอยู่ที่นี่เล่า ไยไม่ไปผุดไปเกิดเสีย”
ซุนลี่ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองผู้ผ่านทางอันแปลกประหลาด เพียงแค่แวบเดียวที่ได้มองสบตากัน ดวงวิญญาณอาฆาตของนางก็รับรู้ได้ทันทีว่า ความยุติธรรมที่นางร่ำร้องหาได้เดินทางมาถึงแล้ว “ข้าแต่ใต้เท้า ข้าน้อยชื่อซุนลี่ เป็นอดีตอนุภรรยาของเสิ่นต้งเหวินขุนนางสังกัดกรมอากรเจ้าค่ะ ตลอดสิบเก้าปีมานี้ข้าน้อยอยู่รับใช้คนพวกนั้นมาด้วยความซื่อสัตย์ภักดี มอบบุตรชายให้เขาหนึ่งคน แต่พวกเขากลับฉ้อฉล ยัดความผิดฐานมีชู้ให้ข้าน้อย ซ้ำยังตีข้าน้อยจนขาดใจตายอย่างทุกข์ทรมานเช่นนี้อีกเจ้าค่ะ”
“ข้าน้อยแค้นพวกมันยิ่งนัก แค้นใจจนไม่อาจไปจากที่แห่งนี้ได้เจ้าค่ะ ข้าน้อยอยากแก้แค้นพวกมัน แต่ข้าน้อยไม่รู้จะทำเช่นไรดี ใต้เท้าโปรดมอบความเป็นธรรมให้แก่ผู้ต้อยต่ำเช่นข้าน้อยด้วยเถิดเจ้าค่ะ แลกกับการแก้แค้นจะให้ข้าน้อยทำอย่างไรก็ได้ จะฉีกทึ้ง ฉีกกินแก่นวิญญาณของข้าน้อยก็ได้ ขอแค่ข้าน้อยมีโอกาสแก้แค้นเท่านั้น” วิญญาณของซุนลี่อ้อนวอนทั้งน้ำตาเป็นสายเลือด
“เจ้าอยากแก้แค้นใครหรือจงบอกชื่อศัตรูของเจ้ามาสิ” เฉินมี่เอ่ยถาม พลางก้มลงมองดวงวิญญาณอาฆาตของซุนลี่อย่างสนอกสนใจยิ่ง
ซุนลี่กล่าวเสียงต่ำลอดไรฟัน “เสิ่นต้งเหวิน ซุนเหม่ยลี่ฮูหยิน ของมัน กับมารดาของมันฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเจ้าค่ะ”
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ถ้าวิญญาณของเจ้าถูกกัดกินจนหมดแล้ว เจ้าจะไม่มีโอกาสได้ไปผุดไปเกิดอีก” เฉินมี่เอ่ยปากถามวิญญาณแค้นตนนั้นให้แน่ใจถึงข้อแลกเปลี่ยนที่นางเสนอ
“ข้าน้อยยินยอมเจ้าค่ะ เพราะข้าน้อยแค้นนัก แค้นเคืองพวกมันยิ่ง ข้าน้อยจะไม่ยอมไปเกิดอีกหากไม่ได้แก้แค้นเจ้าค่ะ” ซุนลี่กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
สามเดือนล่วงผ่านไปอย่างรวดเร็ว สายลมเย็นของปลายฤดูร้อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสายลมแห่งฤดูสารท ใบไม้สีเขียวเริ่มแต้มด้วยสีเหลืองทองอร่าม ก่อนปลิวร่วงลงสู่พื้นหินทีละใบ บรรยากาศภายในพระราชวังกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง หลังพายุการเมืองที่โหมกระหน่ำอยู่นานหลายเดือนสงบลงภายในวังขององค์หญิงเจาเหอ แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นหินสีเทา ซุนลี่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเรียวค่อยๆ พลิกดูบันทึกต่างๆ ที่วางกองอยู่บนโต๊ะกระดาษเหล่านั้นเป็นบันทึกหลักฐาน และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเสิ่นยิ่งอ่าน นางก็ยิ่งขมวดคิ้ว “ยังไม่พอ...หลักฐานทั้งหมดเป็นเพียงคำบอกเล่ากับเหตุการณ์แวดล้อม หากนำขึ้นศาลต้าหลี่ เกรงว่าจะเอาผิดคนสกุลเสิ่นไม่ได้แน่”เฉินมี่ซึ่งกำลังนั่งชงชาอยู่ไม่ไกล ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าคิดจะทำอะไร”ซุนลี่วางกระดาษเหล่านั้นลง ดวงตาคู่สวยฉายแววเย็นชา “ข้าน้อยอยากสะสางบัญชีเก่าเจ้าค่ะ ให้พวกมันชดใช้ในสิ่งที่เคยทำต่อข้าน้อยเอาไว้” นางกำมือแน่น“คนเช่นเสิ่นต้งเหวินไม่ควรลอยนวล”เฉินมี่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างมือ พลางเพ่งมองซุนลี่อยู่ครู่หนึ่ง “แล
ทันทีที่พระราชโองการจบลง ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลง “ฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี!”เสียงโห่ถวายชัยดังกึกก้องไปทั่ววังหลวง จากนั้น ฮ่องเต้จึงทอดพระเนตรไปยังซุนลี่ ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างชุนเหมย พระสุรเสียงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “ลูกหญิงจงมาหาพ่อเถิด”ซุนลี่เดินเข้าไปตามพระบัญชา ก่อนคุกเข่าลง น้ำตาเอ่อคลอ “ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อเพคะ”ฮ่องเต้เสด็จลงจากบัลลังก์ด้วยพระองค์เอง พระหัตถ์แตะศีรษะบุตรสาวอย่างแผ่วเบา “ตลอดสิบเก้าปี เจ้าต้องลำบากแล้ว ต่อแต่นี้ ไม่มีผู้ใดพรากฐานะของเจ้าไปได้อีก”แล้วพระองค์ก็หันไปประกาศต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย“นับจากนี้ไปให้สถาปนาลูกสาวของข้าเป็นองค์หญิงใหญ่เจาเหอ มีฐานันดรศักดิ์เทียบเท่าองค์หญิงเอกแห่งราชวงศ์”ขุนนางในท้องพระโรงต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ “ถวายบังคมองค์หญิงเจาเหอ”ซุนลี่ก้มลงโขกศีรษะ น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลอาบแก้ม “ลูก...ขอบพระทัยเสด็จพ่อเพคะ”จากนั้นนางจึงหันไปมองชุนเหมย ผู้ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล ซุนลี่เดินไปจับมือนางไว้แน่น ก่อนคุกเข่าลงกราบฮ่องเต้อีกครั้ง “เสด็จพ่อเพคะ หากไม่มีมารดาบุญธรรมผู้นี้ ลูกคงไม่มีโอกาสมีชีวิตมาจนถึงวันนี้ ลูกขอพระ
ห้าวันต่อมาหลังจากตระกูลหลี่ถูกปิดตาย ม้าเร็วของสกุลหลี่ก็ได้เคลื่อนตัวมาถึงยังด่านชายแดนด้านทิศตะวันออก เวลานั้นแม่ทัพหลี่กำลังตรวจการอยู่บนกำแพงเมือง เมื่อม้าเร็วควบเต็มฝีเท้าเข้ามาก็ส่งเสียงตะโกนลั่น “ท่านแม่ทัพหลี่ เมืองหลวงส่งข่าวด่วนมาขอรับ!”เมื่ออ่านสารลับจบ สีหน้าของแม่ทัพหลี่ก็เปลี่ยนไปทันที “สกุลหลี่จบสิ้นแล้ว” เขาขยำกระดาษในมือแน่น“ฮองเฮาถูกกักบริเวณ คนทั้งตระกูลถูกจับข้อหากบฏ”รองแม่ทัพซึ่งเป็นน้องชายรีบคว้าม้วนสารมาอ่าน ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก “พี่ใหญ่...เราจะทำอย่างไรดี”แม่ทัพหลี่กล่าวเสียงเข้ม “หากกลับเมืองหลวงเวลานี้ก็มีแต่ความตายเท่านั้น แล้วจะกลับไปไย”เขาหันไปมองกองทหารที่กำลังฝึกอยู่ด้านล่าง ก่อนกัดฟันสั่งการ “รวบรวมคนของเราออกจากด่านทันที อย่าให้กองทัพหลวงตามทัน”“พี่ใหญ่เราจะกบฏจริงๆ หรือ” รองแม่ทัพกล่าวเสียงร้อนรน แม่ทัพหลี่พยักหน้าหนักแน่น “ไปเถิด ไปรวมตัวกับพวกโจรสลัดที่เกาะไห่เอ๋อร์ พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว”และในคืนนั้นเอง แม่ทัพหลี่กับขุนพลหลี่ก็นำทหารคนสนิทจำนวนหนึ่งกับทหารผู้ติดตามละทิ้งด่านชายแดน หลบหนีหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงค่ายทหารที่ไร้ผู
ใต้เท้าซ่งกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม “แม้วิธีนี้มิอาจตัดสินทุกสิ่งได้เพียงลำพัง แต่หากประกอบกับคำให้การ พยาน และหลักฐานอื่น ย่อมช่วยให้ศาลเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง พระเนตรทอดมองซุนลี่ ก่อนจะเหลือบไปยังองค์ชายใหญ่ที่ยังประทับนิ่งไม่ตรัสสิ่งใด สุดท้ายจึงตรัสขึ้นช้าๆ“อนุญาต”ไม่นานเจ้าหน้าที่ศาลก็รีบนำชามหยกใบหนึ่งเข้ามาวางกลางศาล ภายในบรรจุน้ำสะอาดใสบริสุทธิ์ไว้เกือบเต็มหัวหน้าหมอหลวงที่ตามเสด็จใช้เข็มทองแตะที่ปลายนิ้วพระหัตถ์ของฮ่องเต้เบาๆฉับพลันหยดพระโลหิตสีแดงสดก็ค่อยๆ หยดลงสู่ผิวน้ำ เมื่อได้เลือดมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นใต้เท้าซ่งจึงหันไปหาซุนลี่นางลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าของเสนาบดี ก่อนยื่นมือออกมาโดยไม่ลังเล ปลายนิ้วเรียวถูกสะกิดเพียงเล็กน้อย หยดเลือดอีกหลายหยดก็พรั่งพรูตกลงไปในชามทุกคนในศาลต่างกลั้นหายใจรอคอย และแล้วในถ้วยกระเบื้องสีขาว หยดเลือดทั้งสองคนก็ค่อยๆ ลอยเข้าหากัน ก่อนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างช้าๆดวงตาของใต้เท้าซ่งเบิกกว้าง เพราะเลือดนั้นได้หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน“รวมกันแล้ว เลือดรวมกันจริงๆ” เขารำพึงสีพระพักตร์ของฮ่อง
“พ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าซ่งน้อมรับราชโองการ แล้วไม่นานก็มีคำสั่งเปิดศาลต้าหลี่ เสียงกลองเริ่มการพิจารณาคดีดังกังวาน เรียกให้ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ พากันมามุงดูด้วยความสนอกสนใจยิ่งเพราะศาลต้าหลี่หาได้เปิดพิจารณาคดีบ่อยนักทำให้หน้าศาลแน่นขนัดไปด้วยผู้คนทหารหลวงยืนเรียงแถวตลอดสองข้างทาง สีหน้าทุกคนเคร่งขรึมผิดจากวันปกติภายในห้องพิจารณาคดี ใต้เท้าซ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่แผ่นป้ายด้านหลังเขียนภาพเสือตัวใหญ่กับตาชั่งและคำขวัญอันสื่อถึงความเที่ยงตรง ชุดขุนนางสีดำปักลายมังกรทองบนร่างของเขาขับให้ ใบหน้าเคร่งขรึมดุจหินผา บนหน้าผากของเขามีรอยปานรูปจันทร์เสี้ยวมองเห็นโดดเด่นเป็นสง่าด้านซ้ายเป็นกงซุนเส้อ ที่ปรึกษาศาลและเป็นผู้ช่วยผู้บันทึกสำนวนคดีความ ด้านขวาเป็นเสมียนศาลหลายคนคอยจดบันทึกทุกถ้อยคำของพยาน และทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในศาลแห่งนี้ไม่นาน เสียงขันทีก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “ฝ่าบาทเสด็จ!”ทุกคนภายในศาลรีบคุกเข่าลงพร้อมเพรียงฮ่องเต้เสด็จเข้ามาด้วยพระพักตร์สงบนิ่ง เบื้องหลังมีองค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง และองค์ชายสามตามเสด็จมาด้วยทั้งสามพระองค์ต่างประทับนั่งยังที่ซึ่งจัดเตรียมไว้ด้านข้าง ฮ่องเ
หลังจากเกิดเรื่องขึ้นที่ศาลต้าหลี่ ไม่นานข่าวการฟ้องร้องคดีก็แพร่งพรายไปยังตำหนักคุนหนิงกงโดยหูตาของตระกูลหลี่ ที่วางเอาไว้ในทุกๆ ที่ ทันทีที่ใต้เท้าซ่งเดินทางออกจากวังหลวงกลับไปที่ศาลต้าหลี่“อะไรนะ มีคนมาตีกลองฟ้องร้องข้าที่ศาลต้าหลี่อย่างนั้นเหรอ”“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงตอบเสียงหวาดหวั่น“เพล้ง!” ฉับพลันถ้วยชาในมือของพระนางก็ถูกขว้างลงกับพื้น เศษเครื่องเคลือบสีขาวนวลเนื้อละเอียดแตกกระจายเกลื่อน พระพักตร์ขาวเนียนของหลี่ฮองเฮาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาหงส์ที่มักจะเย็นเยียบอยู่เสมอลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ“ศาลต้าหลี่งั้นเรอะ!” พระนางแค่นเสียงต่ำลอดไรพระทนต์ หลี่มาม่าแม่นมคนสนิทรีบเดินเข้าไปปลอบพระนาง “ทูนหัวของหม่อมฉันอย่าเพิ่งกริ้วไปเลยเพคะ”“จะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไรกัน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะแม่นม!” พระนางหันกลับมาแหวใส่คนสนิทหลี่มาม่ารีบคุกเข่าลง พลางกราบทูล “ทรงเย็นพระทัยก่อนเพคะแล้วค่อยคิดกันเถิดว่าจะทำยังไง”หลี่ฮองเฮาเม้มพระโอษฐ์ พระพักตร์ที่แฝงความกรุ่นโกรธพลันเปลี่ยนกลายเป็นวิตกกังวล ทรงเดินกลับไปกลับมาราวกับหนูติดจั่น ขณะกำลังใช้ความคิดว่าจะทำเช่นไรกับเรื่องที่เกิดขึ







