LOGINแล้วฉับพลันใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดก็พลันบิดเบี้ยว คร่ำครวญออกมาราวกับหญิงเสียสติอีกครา ท่ามกลางสายลมที่กำลังพัดหวีดหวิวเหนือทิวไม้ตรงเขตป่าช้าไร้ญาติ สายลมนั้นปัดผ่านเอาชายกระโปรงสีแดงของเฉินมี่ปลิวไสว
เฉินมี่นิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากรับคำว่า “ได้”
“ในเมื่อเจ้าอยากแก้แค้นข้าก็จะให้ตามคำที่เจ้าร้องขอ เจ้าจะได้แก้แค้นคนในตระกูลเสิ่น ได้ฉุดกระชากศัตรูของเจ้าลงสู่หายนะ”
“แต่ว่า...ข้ามีข้อแม้นะ”
ซุนลี่รีบโขกศีรษะให้เฉินมี่ทันที “ขอใต้เท้าโปรดเอ่ยเงื่อนไขของท่านมาเถิดเจ้าค่ะ ข้าน้อยสามารถให้ท่านได้ทั้งนั้นแม้กระทั่งแก่นดวงจิตของข้าน้อย”
“ดี...เช่นนั้น หลังจากเจ้าได้แก้แค้นสมใจแล้วข้าจะมารับแก่นดวงจิตของเจ้าตามข้อแลกเปลี่ยน เจ้าจะตกลงไหม” เฉินมี่พูดตอบรับคำขอของซุนลี่ ยามที่พูดดวงตากลมโตของนางเปล่งแสงสีเขียวเรืองรองท่ามกลางผืนป่ายามราตรี แลดูน่าสยดสยองยิ่ง
ดวงวิญญาณของซุนลี่ผงกศีรษะ พลางก้มตัวต่ำลงหมอบกราบอีกครั้งแทบเท้าของนาง เฉินมี่ก็ยื่นมือที่มีกรงเล็บยาวแหลมคมออกไปตรงหน้าวิญญาณของซุนลี่
และแล้วมือข้างนั้นก็พลันมีลูกแก้วประหลาดโผล่ขึ้นมาลูกหนึ่ง ในลูกแก้วมีเรื่องราวของซุนลี่ที่กำลังหมุนวนภาพต่อภาพ ตั้งแต่ตอนที่ซุนลี่เกิด จนมีอายุ 4 ขวบ พ่อของนางล้มป่วยทิ้งซุนลี่ไว้กับมารดาและน้องชายอีกหนึ่งคน กระทั่งมารดาของนางล้มป่วยไม่มีเงินไปหาหมอ ซุนลี่ในวัย 12 ปียอมขายตัวเองไปเป็นบ่าวรับใช้บ้านในตระกูลเสิ่น พออายุ 16 ซุนลี่ถูกนำไปพลีกายเป็นเครื่องบำบัดความใคร่ให้นายท่านตระกูลเสิ่น อายุ17 ซุนลี่ให้กำเนิดทายาทคนแรกแก่นายท่านเสิ่นและฮูหยินเอกตระกูลเสิ่น
อายุ 20 ปีนางวิ่งไล่ตามคุณชายน้อยเป่าอี๋ที่กำลังเล่นซุกซนอยู่ในสนามหลังบ้าน
อายุ 25 ปี ซุนลี่นั่งเฝ้าไข้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นทั้งคืนตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่าล้มป่วยหนัก
อายุ 27 ปี ซุนลี่เอาตัวบังสายฝนนั่งกอดฮูหยินเอกที่กำลังร้องไห้ราวกับคนเสียสติ ตอนที่นายท่านเสิ่นรับเมียน้อยอีกคนเข้าบ้าน
อายุ 30 ปี นางถูกนายท่านเสิ่นสั่งโบยจนหลังเหวอหวะเพราะออกหน้าตบตีกับบรรดาเมียน้อยคนอื่นของเขา เพื่อปกป้องฮูหยินเอก
ปีเดียวกันนางใช้หน้าอกของตัวเองอุ่นเท้าให้กับฮูหยินผู้เฒ่าในฤดูหนาว ล้างเท้าให้ฮูหยินเอกกับสามีทุกคืนก่อนที่สองคนจะเข้านอน
ตอนอายุ 31 ปี ซุนลี่ถูกใส่ร้ายด้วยข้อหาขโมยของพระราชทานและคบชู้สู่ชายจนถูกโบยตาย
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้นางกลายเป็นวิญญาณแค้นจนดึงดูดเฉินมี่เข้ามาที่ป่าช้าแห่งนี้....
เมื่อภาพในลูกแก้วหยุดหมุน เฉินมี่ก็พูดกับดวงวิญญาณของซุนลี่ที่หมอบกราบอยู่แทบเท้าของนาง “จงกลับไปเดี๋ยวนี้ ไปแก้แค้นตามความตั้งใจของเจ้า แล้วจงจำไว้ว่า เมื่อเจ้าได้ในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว ข้าเฉินมี่จะมารับแก่นดวงวิญญาณของเจ้า ตามที่เจ้าลั่นวาจาไว้”
“เจ้าค่ะใต้เท้า” ซุนลี่เอ่ยรับคำอย่างตื่นเต้นยินดี
และแล้วดวงวิญญาณของนางกลายเป็นควันสีขาว ถูกดึงดูดเข้าไปในลูกแก้วบนมือของเฉินมี่
กลางห้วงมหรรณพสีดำสนิทราวกับรัตติกาล เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดก็สุดรู้
และแล้วเช้าตรู่ของวันหนึ่ง ท่ามกลางเสียงไก่ขันปลุกดัง “เอ้ก อี้ เอ้ก เอ้กก...”
ซุนลี่สะดุ้งเฮือก ราวกับผู้ที่กำลังจมน้ำแล้วถูกใครบางคนฉุดกระชากขึ้นจากห้วงลึก นางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอย่างแรง หน้าอกกระเพื่อมถี่รัว ก่อนจะลืมตาขึ้นมองเพดานไม้ไผ่เก่าๆ ที่ทอดตัวอยู่เหนือศีรษะ เวลานั้นแสงแดดอ่อนของยามเช้าสาดส่องลงมา แสงสว่างจ้าลอดผ่านช่องหน้าต่างบานเล็กเข้ามาภายในห้อง ขับไล่ความมืดสลัวให้จางหาย ข้างเตียงไม้เก่าๆ ที่นางนอนอยู่มีโต๊ะไม้ตัวเล็กตัวหนึ่งตั้งไว้ บนโต๊ะวางถ้วยยาสมุนไพรที่ยังเหลือกลิ่นขมจางๆ ลอยอบอวลทั่วห้อง
ซุนลี่ค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่ง ความรู้สึกมึนงงยังไม่จางหายไปจากสมอง
‘ที่นี่คือที่ใด’ นางครุ่นคิด ความทรงจำก่อนหมดสติยังติดค้างอยู่ไม่จางหาย นางจำได้ว่าใต้เท้าชุดแดงได้ส่งให้นางเข้ามาในลูกแก้วกลมๆ ที่มีชีวิตของนางหมุนวนปนเปกันไปหมด แล้วนางมาฟื้นตื่นขึ้นที่นี่ได้อย่างไร ในห้องเล็กๆ ของบ้านไม้ที่ดูเก่าคร่ำคร่าเช่นนี้
“เหตุใดข้ายังมีชีวิตอยู่เล่า...ข้านึกว่าใต้เท้าผู้นั้นจะส่งข้าไปที่บ้านของคนสกุลเสิ่นเสียอีก” นางกระซิบเสียงแผ่วเบาอย่างเหลือเชื่อ พลางก้มลงมองฝ่ามือของตนเอง มือคู่นี้เรียวเล็ก ผิวขาวนวล แม้จะหยาบกร้านจากการทำงานหนักอยู่บ้าง แต่หาใช่มือของนางในอดีตไม่ หัวใจของนางเต้นแรง ค่อยๆ ยกมือขึ้นแตะใบหน้าของตน ลูบไล้ตั้งแต่หน้าผาก จมูก แก้ม ไปจนถึงริมฝีปาก ทุกอย่างล้วนแปลกประหลาด ราวกับกำลังสัมผัสใบหน้าของคนอื่น
ขณะที่กำลังตกอยู่ในความสับสนนั้นเอง เสียงของสตรีผู้หนึ่งก็ดังมาจากด้านนอก “เสี่ยวหลัน เจ้าตื่นหรือยัง!”
ซุนลี่ชะงัก เสี่ยวหลันหรือ...หลันตัวใด ใช่อักษรที่แปลว่าสีม่วงหรือไม่ ชื่อนั้นไม่คุ้นหูนางเลยแม้แต่น้อย ชะรอยว่านี่จะเป็นชื่อเจ้าของร่างกระมัง
และแล้วทันใดนั้นเองความทรงจำอีกชุดหนึ่งกลับค่อยๆ ผุดขึ้นจากส่วนลึกของจิตใจ มันคือความทรงจำของเสี่ยวหลันผู้เป็นเจ้าของร่างที่เพิ่งสิ้นใจเพราะอาการป่วยไข้...เด็กสาววัยสิบหกปี ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับมารดาเพียงสองคนในกระท่อมท้ายวัดเก้าบรรพตสวรรค์ หาเลี้ยงชีพด้วยการปักผ้า เก็บสมุนไพรในป่าและฟืนไปขายที่ตลาดในตัวเมืองข้างล่าง
เด็กสาวที่เติบโตมากับมารดาพิการที่อาศัยอยู่ด้านหลังวัดเก้าบรรพตสวรรค์ แม้จะขาดแคลนปัจจัยสี่อย่างหนัก หากแต่ความรักที่ได้จากมารดานั้นกลับมีอย่างล้นเหลือยิ่ง แล้วอยู่ๆ เด็กสาวก็เกิดเจ็บป่วยกะทันหัน เป็นไข้หนักจนจากไปอย่างน่าเวทนา จนนางได้มาสวมร่างสับเปลี่ยนวิญญาณนั่นเอง
ซุนลี่นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสติสำนึกของนางก็หวนกลับมาเมื่อมีเสียงเปิดประตูดังขึ้น “เสี่ยวหลัน! เจ้าตื่นแล้วหรือยังลูก อาการเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงนั้นแสดงออกถึงความห่วงใยอย่างสุดแสน มันดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นของสมุนไพรที่ลอยอบอวลเข้ามา
ซุนลี่อ้าปาก ตอบกลับไปตามสัญชาตญาณ “เจ้าค่ะท่านแม่...! ข้าตื่นแล้ว”
คำว่าแม่หลุดออกจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ในใจจะยังเต็มไปด้วยความสับสน
สามเดือนล่วงผ่านไปอย่างรวดเร็ว สายลมเย็นของปลายฤดูร้อนค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสายลมแห่งฤดูสารท ใบไม้สีเขียวเริ่มแต้มด้วยสีเหลืองทองอร่าม ก่อนปลิวร่วงลงสู่พื้นหินทีละใบ บรรยากาศภายในพระราชวังกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง หลังพายุการเมืองที่โหมกระหน่ำอยู่นานหลายเดือนสงบลงภายในวังขององค์หญิงเจาเหอ แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดผ่านหน้าต่างไม้ฉลุเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นหินสีเทา ซุนลี่นั่งอยู่ริมหน้าต่าง มือเรียวค่อยๆ พลิกดูบันทึกต่างๆ ที่วางกองอยู่บนโต๊ะกระดาษเหล่านั้นเป็นบันทึกหลักฐาน และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสกุลเสิ่นยิ่งอ่าน นางก็ยิ่งขมวดคิ้ว “ยังไม่พอ...หลักฐานทั้งหมดเป็นเพียงคำบอกเล่ากับเหตุการณ์แวดล้อม หากนำขึ้นศาลต้าหลี่ เกรงว่าจะเอาผิดคนสกุลเสิ่นไม่ได้แน่”เฉินมี่ซึ่งกำลังนั่งชงชาอยู่ไม่ไกล ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เจ้าคิดจะทำอะไร”ซุนลี่วางกระดาษเหล่านั้นลง ดวงตาคู่สวยฉายแววเย็นชา “ข้าน้อยอยากสะสางบัญชีเก่าเจ้าค่ะ ให้พวกมันชดใช้ในสิ่งที่เคยทำต่อข้าน้อยเอาไว้” นางกำมือแน่น“คนเช่นเสิ่นต้งเหวินไม่ควรลอยนวล”เฉินมี่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะข้างมือ พลางเพ่งมองซุนลี่อยู่ครู่หนึ่ง “แล
ทันทีที่พระราชโองการจบลง ขุนนางทั้งท้องพระโรงต่างพร้อมใจกันคุกเข่าลง “ฮ่องเต้ทรงพระเจริญหมื่นๆ ปี!”เสียงโห่ถวายชัยดังกึกก้องไปทั่ววังหลวง จากนั้น ฮ่องเต้จึงทอดพระเนตรไปยังซุนลี่ ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างชุนเหมย พระสุรเสียงอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด “ลูกหญิงจงมาหาพ่อเถิด”ซุนลี่เดินเข้าไปตามพระบัญชา ก่อนคุกเข่าลง น้ำตาเอ่อคลอ “ลูกถวายบังคมเสด็จพ่อเพคะ”ฮ่องเต้เสด็จลงจากบัลลังก์ด้วยพระองค์เอง พระหัตถ์แตะศีรษะบุตรสาวอย่างแผ่วเบา “ตลอดสิบเก้าปี เจ้าต้องลำบากแล้ว ต่อแต่นี้ ไม่มีผู้ใดพรากฐานะของเจ้าไปได้อีก”แล้วพระองค์ก็หันไปประกาศต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย“นับจากนี้ไปให้สถาปนาลูกสาวของข้าเป็นองค์หญิงใหญ่เจาเหอ มีฐานันดรศักดิ์เทียบเท่าองค์หญิงเอกแห่งราชวงศ์”ขุนนางในท้องพระโรงต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ “ถวายบังคมองค์หญิงเจาเหอ”ซุนลี่ก้มลงโขกศีรษะ น้ำตาแห่งความปลาบปลื้มไหลอาบแก้ม “ลูก...ขอบพระทัยเสด็จพ่อเพคะ”จากนั้นนางจึงหันไปมองชุนเหมย ผู้ยืนตัวสั่นอยู่ไม่ไกล ซุนลี่เดินไปจับมือนางไว้แน่น ก่อนคุกเข่าลงกราบฮ่องเต้อีกครั้ง “เสด็จพ่อเพคะ หากไม่มีมารดาบุญธรรมผู้นี้ ลูกคงไม่มีโอกาสมีชีวิตมาจนถึงวันนี้ ลูกขอพระ
ห้าวันต่อมาหลังจากตระกูลหลี่ถูกปิดตาย ม้าเร็วของสกุลหลี่ก็ได้เคลื่อนตัวมาถึงยังด่านชายแดนด้านทิศตะวันออก เวลานั้นแม่ทัพหลี่กำลังตรวจการอยู่บนกำแพงเมือง เมื่อม้าเร็วควบเต็มฝีเท้าเข้ามาก็ส่งเสียงตะโกนลั่น “ท่านแม่ทัพหลี่ เมืองหลวงส่งข่าวด่วนมาขอรับ!”เมื่ออ่านสารลับจบ สีหน้าของแม่ทัพหลี่ก็เปลี่ยนไปทันที “สกุลหลี่จบสิ้นแล้ว” เขาขยำกระดาษในมือแน่น“ฮองเฮาถูกกักบริเวณ คนทั้งตระกูลถูกจับข้อหากบฏ”รองแม่ทัพซึ่งเป็นน้องชายรีบคว้าม้วนสารมาอ่าน ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างตื่นตระหนก “พี่ใหญ่...เราจะทำอย่างไรดี”แม่ทัพหลี่กล่าวเสียงเข้ม “หากกลับเมืองหลวงเวลานี้ก็มีแต่ความตายเท่านั้น แล้วจะกลับไปไย”เขาหันไปมองกองทหารที่กำลังฝึกอยู่ด้านล่าง ก่อนกัดฟันสั่งการ “รวบรวมคนของเราออกจากด่านทันที อย่าให้กองทัพหลวงตามทัน”“พี่ใหญ่เราจะกบฏจริงๆ หรือ” รองแม่ทัพกล่าวเสียงร้อนรน แม่ทัพหลี่พยักหน้าหนักแน่น “ไปเถิด ไปรวมตัวกับพวกโจรสลัดที่เกาะไห่เอ๋อร์ พวกเราไม่มีทางเลือกแล้ว”และในคืนนั้นเอง แม่ทัพหลี่กับขุนพลหลี่ก็นำทหารคนสนิทจำนวนหนึ่งกับทหารผู้ติดตามละทิ้งด่านชายแดน หลบหนีหายไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงค่ายทหารที่ไร้ผู
ใต้เท้าซ่งกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสุขุม “แม้วิธีนี้มิอาจตัดสินทุกสิ่งได้เพียงลำพัง แต่หากประกอบกับคำให้การ พยาน และหลักฐานอื่น ย่อมช่วยให้ศาลเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง พระเนตรทอดมองซุนลี่ ก่อนจะเหลือบไปยังองค์ชายใหญ่ที่ยังประทับนิ่งไม่ตรัสสิ่งใด สุดท้ายจึงตรัสขึ้นช้าๆ“อนุญาต”ไม่นานเจ้าหน้าที่ศาลก็รีบนำชามหยกใบหนึ่งเข้ามาวางกลางศาล ภายในบรรจุน้ำสะอาดใสบริสุทธิ์ไว้เกือบเต็มหัวหน้าหมอหลวงที่ตามเสด็จใช้เข็มทองแตะที่ปลายนิ้วพระหัตถ์ของฮ่องเต้เบาๆฉับพลันหยดพระโลหิตสีแดงสดก็ค่อยๆ หยดลงสู่ผิวน้ำ เมื่อได้เลือดมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นใต้เท้าซ่งจึงหันไปหาซุนลี่นางลุกขึ้นเดินมาหยุดตรงหน้าของเสนาบดี ก่อนยื่นมือออกมาโดยไม่ลังเล ปลายนิ้วเรียวถูกสะกิดเพียงเล็กน้อย หยดเลือดอีกหลายหยดก็พรั่งพรูตกลงไปในชามทุกคนในศาลต่างกลั้นหายใจรอคอย และแล้วในถ้วยกระเบื้องสีขาว หยดเลือดทั้งสองคนก็ค่อยๆ ลอยเข้าหากัน ก่อนจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างช้าๆดวงตาของใต้เท้าซ่งเบิกกว้าง เพราะเลือดนั้นได้หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน“รวมกันแล้ว เลือดรวมกันจริงๆ” เขารำพึงสีพระพักตร์ของฮ่อง
“พ่ะย่ะค่ะ” ใต้เท้าซ่งน้อมรับราชโองการ แล้วไม่นานก็มีคำสั่งเปิดศาลต้าหลี่ เสียงกลองเริ่มการพิจารณาคดีดังกังวาน เรียกให้ชาวบ้านที่อยู่รอบๆ พากันมามุงดูด้วยความสนอกสนใจยิ่งเพราะศาลต้าหลี่หาได้เปิดพิจารณาคดีบ่อยนักทำให้หน้าศาลแน่นขนัดไปด้วยผู้คนทหารหลวงยืนเรียงแถวตลอดสองข้างทาง สีหน้าทุกคนเคร่งขรึมผิดจากวันปกติภายในห้องพิจารณาคดี ใต้เท้าซ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวใหญ่แผ่นป้ายด้านหลังเขียนภาพเสือตัวใหญ่กับตาชั่งและคำขวัญอันสื่อถึงความเที่ยงตรง ชุดขุนนางสีดำปักลายมังกรทองบนร่างของเขาขับให้ ใบหน้าเคร่งขรึมดุจหินผา บนหน้าผากของเขามีรอยปานรูปจันทร์เสี้ยวมองเห็นโดดเด่นเป็นสง่าด้านซ้ายเป็นกงซุนเส้อ ที่ปรึกษาศาลและเป็นผู้ช่วยผู้บันทึกสำนวนคดีความ ด้านขวาเป็นเสมียนศาลหลายคนคอยจดบันทึกทุกถ้อยคำของพยาน และทุกความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในศาลแห่งนี้ไม่นาน เสียงขันทีก็ดังขึ้นจากหน้าประตู “ฝ่าบาทเสด็จ!”ทุกคนภายในศาลรีบคุกเข่าลงพร้อมเพรียงฮ่องเต้เสด็จเข้ามาด้วยพระพักตร์สงบนิ่ง เบื้องหลังมีองค์ชายใหญ่ องค์ชายรอง และองค์ชายสามตามเสด็จมาด้วยทั้งสามพระองค์ต่างประทับนั่งยังที่ซึ่งจัดเตรียมไว้ด้านข้าง ฮ่องเ
หลังจากเกิดเรื่องขึ้นที่ศาลต้าหลี่ ไม่นานข่าวการฟ้องร้องคดีก็แพร่งพรายไปยังตำหนักคุนหนิงกงโดยหูตาของตระกูลหลี่ ที่วางเอาไว้ในทุกๆ ที่ ทันทีที่ใต้เท้าซ่งเดินทางออกจากวังหลวงกลับไปที่ศาลต้าหลี่“อะไรนะ มีคนมาตีกลองฟ้องร้องข้าที่ศาลต้าหลี่อย่างนั้นเหรอ”“พ่ะย่ะค่ะ” หลี่กงกงตอบเสียงหวาดหวั่น“เพล้ง!” ฉับพลันถ้วยชาในมือของพระนางก็ถูกขว้างลงกับพื้น เศษเครื่องเคลือบสีขาวนวลเนื้อละเอียดแตกกระจายเกลื่อน พระพักตร์ขาวเนียนของหลี่ฮองเฮาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ดวงตาหงส์ที่มักจะเย็นเยียบอยู่เสมอลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ“ศาลต้าหลี่งั้นเรอะ!” พระนางแค่นเสียงต่ำลอดไรพระทนต์ หลี่มาม่าแม่นมคนสนิทรีบเดินเข้าไปปลอบพระนาง “ทูนหัวของหม่อมฉันอย่าเพิ่งกริ้วไปเลยเพคะ”“จะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไรกัน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะแม่นม!” พระนางหันกลับมาแหวใส่คนสนิทหลี่มาม่ารีบคุกเข่าลง พลางกราบทูล “ทรงเย็นพระทัยก่อนเพคะแล้วค่อยคิดกันเถิดว่าจะทำยังไง”หลี่ฮองเฮาเม้มพระโอษฐ์ พระพักตร์ที่แฝงความกรุ่นโกรธพลันเปลี่ยนกลายเป็นวิตกกังวล ทรงเดินกลับไปกลับมาราวกับหนูติดจั่น ขณะกำลังใช้ความคิดว่าจะทำเช่นไรกับเรื่องที่เกิดขึ







