Share

๓ หลีกหนีจากอดีต

Penulis: วอลจู
last update Tanggal publikasi: 2025-09-08 01:12:24

หลายปีก่อน ตั้งแต่จำความได้ นางก็เอ่ยปากเรียกบุรุษผู้นั้นว่าท่านพี่มาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งก้าวเข้าสู่จวนสกุลเซี่ยในฐานะภรรยาของเซี่ยจวิ้นอี้ ความคุ้นชินนั้นก็ยังไม่เคยเลือนหายไป

ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาในฐานะสามีภรรยา ไม่เคยมีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้นหรือบางทีอาจเป็นเพียงความเคยชินที่รู้นิสัยใจคอมานานหาได้มีเรื่องอันใดต้องปรับตัวเข้าหากัน

ไป๋ซูหนิงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของสกุลไป๋ ทว่าไม่ใช่บุตรเพียงคนเดียวของนายท่านไป๋และไป๋ฮูหยินนางยังมีพี่ชายร่วมสายเลือดอีกสามคน

ในยามนั้นกิจการค้าของสกุลไป๋กำลังเฟื่องฟูยิ่งนัก ทั้งบิดา มารดาและเหล่าพี่ชายต่างเดินทางค้าขายไปต่างแคว้นอยู่บ่อยครั้ง นางจึงถูกส่งเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงกับท่านย่า เพราะฮูหยินผู้เฒ่าเห็นว่านางเป็นสตรีและยังเด็กเกินไปไม่สมควรเดินทางไกล

นับตั้งแต่ตอนนั้นนางจึงต้องห่างเหิมกับครอบครัว

บางทีเรื่องราวทั้งหมดคงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น…ตั้งแต่วันที่นางย้ายมาอยู่กับท่านย่า และได้ผูกชะตาชีวิตกับบุรุษผู้นี้อย่างแน่นหนาเกินกว่าจะคลายออกได้

ท่านย่าของนางเป็นภรรยาของขุนนางผู้เคยทรงอำนาจในวังหลวง มีทายาทเพียงสองคนคือบิดาของนางและท่านลุง แต่บิดานั้นไม่ชอบความวุ่นวายในเมืองใหญ่ จึงย้ายออกไปตั้งรกรากไกลถึงเมืองชิงโจวจนได้พบและแต่งงานกับมารดาของนาง เหลือเพียงท่านลุงที่สืบทอดชื่อเสียงและอำนาจของสกุลไป๋ต่อไป

ในวัยเด็กของไป๋ซูหนิง…นางเชื่อฟังทุกอย่างที่ท่านย่าสอน ไม่ว่าจะพาไปที่ใดหรือทำสิ่งใด นางก็ก้มหน้าพยักหน้าหงึกๆ ไม่เคยเอ่ยปากขัดจนกระทั่งวันหนึ่ง ปลายฤดูเหมันต์ปีนั้น…จวนสกุลเซี่ยส่งเทียบเชิญให้ไป๋ฮูหยินผู้เฒ่ามาดื่มน้ำชาที่จวนและนั่นเป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับเซี่ยจวิ้นอี้ในวัยเยาว์

เด็กสาวที่จากบ้านมาไกล ไร้สหายสนิท เมื่อได้พบพี่ชายผู้นั้นซึ่งอ่อนโยนและคอยตามใจนางเสมอ ไหนเลยหัวใจจะไม่ผูกพัน

ทุกครั้งที่ว่างจากคัดอักษร ปักผ้าหรือร่ำเรียนศาสตร์ทั้งสี่ของสตรี นางก็มักจะขอไปจวนสกุลเซี่ยทุกคราและฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่ได้ขัดอันใดแต่กลับคิดว่าอย่างไรเสียในอนาคตทั้งสองตระกูลย่อมกลายเป็นทองแผ่นเดียวกันอยู่แล้ว ย่อมไม่มีเรื่องเสียหายให้กังวล

จนกระทั่งไป๋ซูหนิงเติบโตเป็นดรุณีน้อย ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นฝังรากลึกลงในจิตใจ

นางถึงขั้นเอ่ยปากกับท่านย่าอย่างแน่วแน่ว่า หากไม่ได้ชาตินี้ไม่ได้แต่งกับเซี่ยจวิ้นอี้ก็ขออยู่ผู้เดียวไปตลอดชีวิตเสียยังดีกว่าที่จะ ต้องฝืนใจกลายเป็นภรรยาของผู้อื่นที่ไม่ได้มีใจให้

ทว่า จู่ๆ ท่านย่าของนางก็ล้มป่วยอย่างกระทันหันและสิ้นใจจากไปอย่างรวดเร็ว นั่นคือช่วงเวลาที่มืดมนไร้หนทางที่สุดในชีวิตของไป๋ซูหนิงที่เสียคนที่สนิทและคุ้นเคยไป

ทว่าในยามที่นางสิ้นหวังที่สุด…แต่กลับมีเขาเพียงผู้เดียวที่คอยอยู่เคียงข้างและยื่นมือมาจับนางเอาไว้แน่นไม่ให้หลงทาง

ภายหลังไป๋ซูหนิงจึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วสกุลไป๋และสกุลเซี่ยได้ตกลงจะผูกทั้งสองตระกูลเข้าด้วยกันไว้ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว รวมกับจะรวมทองเป็นแผ่นเดียวกัน

ไป๋ซูหนิงยิ่งมั่นใจว่านางได้เลือกสามีในวันข้างหน้าไม่ผิดแน่

บุรุษผู้นี้คือคนที่นางต้องการให้เป็นสามี และเป็นบิดาของบุตรในอนาคต แม้ยามนั้นจะถึงวัยปักปิ่นแล้ว ทว่านางก็ยังเลือกที่จะไว้ทุกข์ให้ท่านย่านานถึงสามปีก่อนที่จวนสกุลเซี่ยจะส่งแม่สื่อมาสู่ขออย่างเป็นทางการ

สามหนังสือหกพิธีถูกจัดขึ้นตามธรรมเนียม จนกระทั่งได้วันมงคลที่ดีที่สุดของปี ไป๋ซูหนิงได้สวมชุดเจ้าสาวสีชาดที่ใฝ่ฝันมานานเสียที งานแต่งนั้นยิ่งใหญ่จนกลายเป็นเรื่องที่เหล่าสตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างอิจฉา สามีของนางเพียบพร้อมทั้งรูปโฉม ฐานะและชาติตระกูล สมกับที่นางเคยเฝ้ารอคอยมาทั้งชีวิต…หรืออย่างน้อยนางก็เคยเชื่อเช่นนั้น

เซี่ยจวิ้นอี้ในยามนั้นเป็นสามีที่ดีอย่างแท้จริงตอนที่ยังเป็นเพียงพี่ชาย…นางก็คิดว่าเขาดีกับตนมากแล้ว

ทว่าภายจากที่หลังแต่งเข้าจวนสกุลเซี่ย เขายิ่งอ่อนโยนต่อนางมากกว่าเดิมเสียอีก มิหนำซ้ำยังให้เกียรติทั้งต่อหน้าและรับหลัง ไม่ทำให้นางต้องรู้สึกเหนื่อยใจหรือลำบากใจเลยแม้แต่น้อย

การกระทำทั้งหมดเหล่านี้…นางไม่เคยร้องขอ แต่เขากลับพร้อมยื่นให้อย่างเต็มใจ

มิหนำซ้ำแล้ว นอกจากสามีจะรักใคร่เอ็นดูนาง ผู้คนในจวนสกุลเซี่ยก็ยิ่งเอ็นดูนางมากขึ้นกว่าเดิมเพราะเห็นว่าคุ้นเคยเห็นมาตั้งแต่วัยเยาว์จนได้กลายมาเป็นสะใภ้ของสกุลเซี่ยเสียที

ชีวิตหลังแต่งงานของไป๋ซูหนิงราบรื่นดั่งที่ฝันเอาไว้

ทว่า…เพียงหนึ่งปีให้หลัง เหมือนสวรรค์จงใจจะกลั่นแกล้ง มารดาของเซี่ยจวิ้นอี้ล้มป่วยด้วยโรคชราและจากไป ทั้งนางและเขาต้องไว้ทุกข์ถึงสามปีเต็ม หลังพ้นช่วงเวลานั้น ทุกอย่างราวกับเป็นฝันร้ายที่ฉุดกระชากนางลงเหวลึกโดยไม่ทันตั้งตัว

สามีที่เคยอ่อนโยนกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน ราวกับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เซี่ยจวิ้นอี้กลายเป็นบุรุษเสเพลที่เข้าออกหอคณิกาไม่เว้นวัน คลุกเคล้าสุราและสตรี มากกว่าที่จะกลับจวนเพื่ออยู่กับภรรยาอย่างที่เคยทำ

ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนไปเช่นนั้น…!?

บางทีอาจเพราะการสูญเสียมารดาทำให้เขารู้สึกโดดเดี่ยว ว้าเวง หรือบางทีเขาอาจเพียงแค่เบื่อหน่ายที่ชีวิตต้องถูกผูกติดอยู่กับนางมานานเกินไป

แท้จริงแล้วไม่ว่าเพราะจะเหตุใด แต่ไป๋ซูหนิงกลับตัดสินใจโทษตัวเองและแบกรับความผิดทั้งหมดเอาไว้

นางพยายามเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดและสูญเสียของเขาให้มากที่สุด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาพาสตรีผู้ผู้หนึ่งกลับจวน พร้อมกล่าวเพียงว่า เป็นสตรีสมควรมีสหายไว้พูดคุย

สหายหรือ!?

หากมีสามีที่เอาใจใส่ดั่งเคย…ผู้ใดก็ไม่จำเป็น

แต่ทว่าหากเขาอยากมีสตรีอื่น นางก็จะไม่ขัดขวาง

ไป๋ซูหนิงถูกท่านย่าสั่งสอนมาว่า หน้าที่ของภรรยาที่ดีคือคอยแบ่งเบาความเหนื่อยล้าของสามี หากเขาทำงานหนักนอกจวน นางก็ควรอ่อนโยน ยอมตามเพื่อให้จวนสงบสุข

เพราะเหตุนี้นางจึงยอมรับสตรีผู้นั้นเข้ามา คิดเพียงว่าหากสตรีนั้นช่วยปรนนิบัติให้เขาผ่อนคลายอารมณ์ลงได้ก็ดี

ทว่านับตั้งแต่วันนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขากลับสั่นคลอนราวเรือนที่ถูกพายุพัดจนเกือบพังไม่เหลือชิ้นดี

ยามซื่อ (09.00 – 11.00 น.)

ไป๋ซูหนิงหนีออกจากจวนสกุลเซี่ยตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งยามนี้แดดสายส่องจ้า ความร้อนเริ่มแผ่ลงมาบนศีรษะ นางเดินเท้าติดต่อกันมาตลอดทางจนถึงประตูทางออกเมืองหลวง นับตั้งแต่ถูกพามาอยู่เมืองหลัวกับท่านย่า นางแทบไม่ได้กลับบ้านเดิมเลย

นอกจากในวันครบรอบการจากไปของบิดากับมารดาเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น

ยิ่งกว่านั้นแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายทั้งสามของนางก็ห่างเหินราวกับคนแปลกหน้า ไม่หลงเหลือความอบอุ่นและคุ้นเคยให้ยึดเหนี่ยวแม้แต่น้อย

ไป๋ซูหนิงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเมือง สายตาทอดยาวออกไปเบื้องหน้า ความคิดหนักอึ้งวนเวียนในหัว หากไม่ลองหนีออกไปตายเอาดาบหน้าก็คงจะจบชีวิตซ้ำรอยเดิมอยู่ดี มือเรียวเผลอยกขึ้นลูบหน้าท้องที่ยังราบเรียบอย่างแผ่วเบา

เรื่องที่นางตั้งครรภ์ เดิมตั้งใจจะบอกเซี่ยจวิ้นอี้ตั้งแต่วันแรกที่รู้ทว่าแต่ละวันเขากลับจวนดึกดื่นจนไม่เคยมีโอกาสได้พูด จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่เดือนที่สอง…กระทั่งวันที่ตนสิ้นใจ ตายไปพร้อมลูกในครรภ์ เขาก็ยังไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นบิดาแล้ว เลือดเนื้อเชื้อไขครึ่งหนึ่ของเขาถูกฆ่าไปพร้อมกับนางอย่างน่าสมเพช

บุรุษใจด้านชาผู้นั้น…จะรู้สึกผิดแม้แต่น้อยหรือไม่?

นางคงไม่หวังอีกแล้ว

“แม่นาง! หากไม่ขึ้นรถม้าก็หลบไปหน่อย”

เสียงห้วนๆ ของสารถีดังขึ้น เรียกไป๋ซูหนิงหลุดจากภวังค์ ความคิดฟุ้งซ่านถูกตัดขาด นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา เห็นแววตาอีกฝ่ายที่มองมาอย่างคลางแคลง ราวกับกำลังสงสัยว่าเหตุนางถึงยืนเหม่ออยู่ท่ามกลางแดดแต่เช้า

ไป๋ซูหนิงสูดหายใจลึก

นางตัดสินใจแล้ว นับจากนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร นางก็ต้องกลับบ้านเกิดให้ได้ อย่างน้อยก็หาที่ตั้งหลักก่อนจะหาทางรอดต่อไป ดีกว่าถูกจับกลับไปจบชีวิตในจวนสกุลเซี่ยอีกครั้ง!

นางโค้งศีรษะเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พาข้ากลับบ้านด้วยเถอะเจ้าค่ะ”

สารถีมองหญิงสาวตรงหน้า ไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้านางจนสังเกตุอาภรณ์ที่สงมใส่ แล้ฝไหนจะผิวพรรณไปจนถึงท่าทางสง่างาม เชาพลันรู้ได้ทันทีว่า หากไม่เป็นคุณหนูหรือฮูหยินจากจวนผู้ดีแน่!

และหากไม่ใช่หนีออกจากบ้านเพราะถูกแม่สามีรังแกก็คงเพราะถูกสามีขับไล่ไสส่งให้ออกจาเรือน

เขาจึงพยักหน้าหงึกๆ เอ่ยอย่างไม่ลังเล

“รีบขึ้นมาเถอะ! ข้าจะพาแม่นางกลับไปส่งถึงบ้านอย่างปลอดภัยเอง”

ไป๋ซูหนิงกล่าวอย่างสุภาพ “ขอบคุณเจ้าค่ะ”

“อืม…เมืองหลวงกว้างใหญ่ ผู้คนมากมาย ใจคนบางครั้งก็เย็นชาดุจหิน ไหนเลยจะเทียบได้กับบ้านเกิดที่เคยจากมา”

รถม้าค่อยๆ พลางเคลื่อนตัวออกไป ทิ้งเพียงฝุ่นบางเบาลอยตามแรงลม ขณะที่ไป๋ซูหนิงก้าวขึ้นรถม้าพร้อมกับยกมือขึ้นกอบกุมหน้าท้งองเอาไว้แน่นราวกับจะปกป้องสิ่งล้ำค่าที่เหลือเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของนาง

ณ จวนเว่ยอ๋อง

ทั้งที่ปากเคยพ่นคำขับไล่ด่าไสส่ง ราวกับว่าอยากจะไม่เห็นหน้านางไปตลอดชีวิต ทว่าเมื่อเงาของสตรีผู้นั้นหายไปจริงๆ ในใจของเซี่ยจวิ้นอี้กลับว้าวุ่นจนแทบไม่อาจข่มความร้อนรนลงได้

สตรีไม่สนิทสนมกับผู้ใดในเมืองจะหนีไปได้ที่ใดกันเล่า?

ลึกๆ ในใจแล้วนั้น เซี่ยจวิ้นอี้ย่อมรู้สึกเป็นห่วง อย่างไรเสียก็เป็นคุ้นเคยที่รู้จักมาหลายปี จนปานนี้ก็ยังไร้วี่แวว พลันทำให้หัวใจที่ด้านชามานานกระตุกวูบด้วยความหวาดกลัวอย่างไม่รู้ตัว

“หึ! นายท่านเซี่ยหรือ”

เว่ยอ๋องยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ สายตาคมกริบทอดมองอีกฝ่ายด้วยแววขบขันปนดูแคลน “สหายมาเยี่ยมเยือนทั้งที สมควรดื่มสุราสักจอกกับข้าก่อนหรือไม่ หากมีเรื่องอันใดเอาไว้ค่อยพูดคุยทีหลัง”

ยามนั้นเขากำลังผ่อนคลายอารมณ์อยู่แต่ จู่ๆกลับมีแม่บ้านวิ่งแจ้นสีหน้าตื่นตะหนกเข้าไปรายงานว่า นายท่านเซี่ยเดินบุกเข้ามาในจวนท่าทางนีบร้อนถามหาภรรยาที่นี่…แต่เหตุใดสตรีผู้นั้นจึงต้องมาปรากฏกายอยู่ในจวนเว่ยอ๋องของเขาเล่า?

เห็นทีบุรุษตรงหน้าคงโง่งมจนทำให้นางต้องโกรธเคืองถึงได้หนีหายไปเป็นแน่!

“นางอยู่ที่ใด” เซี่ยจวิ้นอี้เอ่ยถามเสียงต่ำ ข่มความโกรธที่ปะทุในอกเอาไว้แทบไม่ไหว

เขาถอนหายใจกระฟัดกระเฟียด มทอทั้งสองข้ากำมัดแน่น หาได้อยากพูดอันใดให้มากความจนกระทบกระทั่งกับสหายผู้นี้ไปมากกว่านี้

เซี่ยจวิ้นอี้เพียงต้องการให้ภรรยากลับจวนเท่านั้น มิได้คิดมานั่งร่ำสุรากับสหายผู้จิตใจไม่ซื่อตรงไม่!

เว่ยอ๋องแค่นหัวเราะเบาๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงยั่วเย้า “หึ…นายท่านเซี่ยที่จิตใจด้านชานักหนา ก็รู้จักหึงหวงภรรยาเป็นด้วยหรือ”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๗ คืนใจ

    หลายเดือนผ่านไปจวนสกุลไป๋เผชิญเรื่องราวมากมายจนหาความสงบไม่ได้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างเริ่มราบรื่น ไม่มีอุปสรรคใดกีดขวางและแม้กิจการของสกุลไป๋จะมีเศรษฐีมู่คอยจัดการให้ ทุกอย่างราบรื่นจนแทบไม่น่าเชื่อ ยิ่งกว่านั้น ครรภ์ของคุณหนูก็ล่วงเลยมาถึงเดือนสุดท้ายก่อนคลอด สุขภาพทั้งมารดาและบุตรก็แข็งแรงสมบูรณ์หากเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว ไม่มีผู้ใดไม่ตื่นเต้นรอคอยวันที่จะได้พบเด็กน้อยผู้นั้น คุณชายไป๋ทั้งสามต่างก็หลงหลานกันไม่ต่างกัน และนายท่านมู่ก็ไม่แพ้กัน ถึงขั้นอยากย้ายข้าวของเข้ามาอยู่ในจวนสกุลไป๋เพื่อดูแลคุณหนูอย่างใกล้ชิด แต่ถูกคุณชายทั้งสามห้ามไว้เสียก่อนแม้คุณหนูไป๋กับเศรษฐีมู่จะยังไม่ได้แต่งงานร่วมกราบไหว้ฟ้าดินกันแต่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เป็นที่รู้กันในชิงโจวว่างานมงคลครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงในไม่ช้าแน่!ไป๋ซูหนิงนอนเอนกายริมสระบัว สายลมพัดผ่านทำให้รู้สึกเย็นสบาย เคลิบเคลิ้มเกือบจะหลับไปหลายครั้งนัยน์ตาคู่สวยหนักอึ้ง ปรือขึ้นอย่างยากลำบาก จริงๆ แล้ว นางก็ไม่ได้ทำอะไรทั้งวัน นอกจากนอนและกินเกือบทั้งวัน“อาเหยียน…” เสี

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๖ ขาดสะบั้นไม่เหลือเยื่อใย

    น้ำเสียงหวานแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ หากแต่เจือไปด้วยความโกรธลึกอย่างถึงที่สุด ภายในใจของนางก็เดือดดาลไม่แพ้กัน มือทั้งสองข้างกำจนข้อนิ้วขาวซีด ลมหายใจหอบถี่ เนื้อตัวสั่นทึ่มนัยน์ตาเมล็ดซิ่งสบเข้ากับดวงตาคมกริบของบุรุษตรงหน้า หาได้กระพริบตาหรือหลบสายตาเลยแม้แต่น้อยมู่เหยียนเจ๋อรู้สึกปวดใจจริงๆ ไหนเลยยามนี้นางจะยังท้องอยู่อีก เขาเดินเข้าไปใกล้ก่อนเอ่ยแผ่วเบาเจือด้วยความอ่อนโยน“หากยุ่งยากนักก็ปล่อยให้ข้าปล่อยให้พี่ชายของเจ้าและข้าจัดการเรื่องนี้เถอะ” เขาไม่อยากเห็นนางโกรธ หรือต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ว่าผู้ใดก็อย่าได้บังอาจทำให้อารมณ์ของนางต้องขุ่นเคืองและมัวหมองเด็ดขาด!“อือ! พวกเจ้าพานางเข้าไปในจวนเถอะ” ไป๋อวี่เซวียนเห็นด้วย เขาออกคำสั่งกับสาวใช้ที่ยืนมองอยู่ อย่างรวบรัด หาได้ให้อีกฝ่ายเอ่ยปฏิเสธจัดการเอง มองดูแล้วคนสกุลเซี่ยผู้นี้ไม่มีทางยอมจากไปโดยง่ายแน่!เกรงว่าคงจะได้โดนเขาตีก่อนจริงๆ ถึงจะหลาบจำมู่เหยียนเจ๋อว่ามือลงบนหน้าท้องของนางอย่างแผ่วเบาสัมผัสแรกพลันทำให้หัวใจแกร่งกระตุกวูบ แผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกอยากจะกางแขนใช้ทั้งชีวิตปกป้อง สายตาคมกริบช้อนสบกับสตรีตรงหน้า “ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๕ ไกลเกินเอื้อม

    นึกไม่ถึงเลยว่านางจะปล่อยให้แมวกินปลาย่างได้!เหม่ยจินฮวาหาได้คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คนที่นี่ ไม่ว่าจะหันหน้าไปทางใด ล้วนเจอสายตาแปลกประหลาดจับจ้อง นางเดินออกไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็เปลี่ยนใจหันหลังกลับเข้าโรงเตี๊ยมทันทีทว่าเมื่อก้าวเข้าห้อง สิ่งที่เห็นกลับทำให้นางชะงัก เมื่อสามีที่สมควรจะนอนแผ่อยู่บนเตียงกลับหายตัวไปเหลือเพียงไออุ่นจางๆ บนฟูกเป็นหลักฐานว่ามีเคยคนอยู่ตรงนี้เมื่อไม่นานก่อนเพียงชั่วขณะนั้น ความอดทนที่อดกลั้นมาหลายวันพลันพลุ่งพล่านแตกกระจาย ราวกับหม้อต้มเดือดจัดจนฝาปิดกระเด็น เสียงกรีดร้องโกรธเกรี้ยวหลุดจากปาก ดวงตาคู่งามแดงก่ำ เส้นเอ็นบนขมับเต้นตุบๆ อย่างเด่นชัด มือกำแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดเสียงแหลมปรี๊ดของนางดังลั่น ข้าวของบางชิ้นแตกกระจาย บางชิ้นหล่นกระแทกพื้นดังสนั่น ความโกรธเกรี้ยวของเหม่ยจินฮวาทำเอาห้องข้างเคียง ห้องตรงข้ามรวมถึงชั้นบนชั้นล่าง ต่างพากันได้ยินและรีบแห่มาดูอย่างตื่นตระหนก ทว่านางหาได้สนใจไม่แต่กลับตะโกนเรียกหาเจ้าของโรงเตี๊ยมแทน โดยไม่สนใจเสียงด่าทอหรือสายตาสาปส่งของผู้คนแม้แต่น้อยเหม่ยจินฮวาถามกับผู้ดูแลโรงเตี๊ยมอยู่สองสามประโยคก็ได้ความว่า ตอนนี้เขา

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๔ มีวาสนาได้พบพาน

    กว่าจะเดินทางมาถึงชิงโจวก็ใช้เวลาหลายวัน แล้วยิ่งห่างภรรยาเกือบสองเดือน เซี่ยจวิ้นอี้ยิ่งไม่อาจข่มตาหลับได้ทั้งที่ร่างกายจะเหนื่อยล้าเพียงใดก็ตามเซี่ยจวิ้นอี้ออกจากโรงเตี๊ยม สายตาคมกริบกวาดมองถนนยามสายที่หาได้คึกคักเหมือนวันแรกที่มาถึง และยอมรับตามตรงว่า เขาไม่รู้แม้แต่ว่าควรเริ่มตามหาภรรยาจากที่ใดโรงเตี๊ยมที่พักอยู่เป็นกิจการของสกุลไป๋ แซ่เดียวกับภรรยา เมื่อซักถามอยู่พักใหญ่จึงได้ความว่า ในชิงโจวมีเพียงสกุลไป๋ตระกูลเดียว ทว่ามีเพียงบุตรชายสามคน หาได้มีสตรีตามที่เขาตามหาเพียงเท่านี้ก็พอให้เขามั่นใจได้แล้ว เขาจำได้ว่าไป๋ซูหนิงเคยเล่าเรื่องพี่ชายทั้งสามให้ฟัง เพียงแต่ตอนนั้นเขาอาจมัววุ่นอยู่กับงาน จึงไม่ได้ใส่ใจนัก ใครจะคิดเล่าว่าวันหนึ่งนางจะหนีจากจวนไปเช่นนี้ จนต้องการมาตามหาเซี่ยจวิ้นอี้เดินตามทางที่ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมแนะนำ อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง สายตาคมสอดส่องไปทั่ว ไม่แน่ว่าจะบังเอิญอาจได้พบนางระหว่างทางก็ได้ทว่ากลับผิดคาด…ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาคมคาย รูปร่างสูงกำยำ อาภรณ์ที่สวมใส่สะอาดสะอ้านและกลิ่นอายของขุนนาง ทำให้ระหว่างทางไม่ว่าผู้ใดต่างก็อดเหลียวมองไม่ได้ ราวกับถูกสะกดจนยา

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๓ เจตนาชัดเจน

    ไป๋ซูหนิงไม่รู้ว่าเมื่อวานพี่ชายทั้งสามของนางพูดอะไรกับนายท่านมู่บ้าง เหตุใดเช้าวันถัดมาจึงส่งรถม้าสกุลมู่มารับนางถึงที่จวนโดยไม่มีผู้ใดเอ่ยปากห้ามหรือแสดงท่าทีขุ่นเคืองไม่พอใจออกมาทางสีหน้า เพียงแค่กล่าวว่า เห็นนางอุดอู้เอาแต่อยู่ในจวนหลายวัน สมควรออกไปเดินเล่นผ่อนคลายบ้างไป๋ซูหนิงเพียงพยักหน้าหงึกๆ ออกมาอย่างว่าง่ายจวนสกุลไป๋อยู่ไม่ห่างจากตลาดนัก ทว่าตลอดทางนางเอาแต่นั่งเงียบ เก็บเงื่อนงำความสงสัยไว้ในใจ ไม่เอ่ยถามสักคำ เพียงทอดสายตามองเขาอย่างไม่วางใจจนกระทั่งเสียงล้อรถม้าหยุดลง“หากคุณหนูไป๋เปลี่ยนใจ ไม่อยากลงเดินแล้ว แต่อยากจะนั่งจ้องข้าเช่นนี้ ก็กลับดีกว่าหรือไม่ ข้าจะนั่งให้มองจนกว่าจะเบื่อ”มู่เหยียนเจ๋อรู้สึกได้ว่านางจ้องเขามาตลอดทาง ทั้งที่สงสัยมากแต่กลับนิ่งเงียบ เขาหันมาสบตากับนัยน์ตาเมล็ดซิ่งพอดีไป๋ซูหนิงชะงัก ก่อนเรียกสติกลับมา นัยน์ตาเมล็ดซิ่งกระพริบปริบๆ อย่างเก้อเขิน ริมฝีปากบางเม้มแน่น “วันนั้น…พี่ชายข้าพูดอะไรกับนายท่านมู่กันแน่”นางถามตรงๆ ไม่อ้อมค้อมมู่เหยียนเจ๋อลงจากรถม้า แล้วยื่นมือประคองนางลงอย่างระมัดระวัง สายตาคมเฝ้ามองทุกฝีเท้าราวกับกลัวว่าจะพลาดแล้วคว้

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒๒ หมากในกระดาน

    ครั้งนี้ แม้จะไม่ได้พูดคุยกันสองคน ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่จับจ้องอยู่คุณชายไป๋ทั้งสามไม่เปิดโอกาสให้เศรษฐีมู่ผู้นี้ได้พูดคุยกับคุณหนูอย่างสงบแต่กลับชักชวนอีกฝ่ายมาดวลหมากด้วยกันเสียอย่างนั้น ทั้งที่ตอนแรกตั้งใจจะให้ดื่มน้ำชาเพียงจอกเดียว แล้วไล่ออกไปจากจวนทันที ทว่าด้วยความตั้งแง่ จึงอยากข่มขู่หยั่งเชิงเพียงชั่วพริบตา บรรยากาศในจวนกลับคุกรุ่น เต็มไปด้วยกลิ่นอายกดดันปกคลุมทั่วบริเวณสาวใช้ที่อยู่แถวนั้นพลันรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก ราวนั่งอยู่ตรงหน้ากระดานหมากเสียเอง ไม่ว่าจะสายตาจริงจัง สีหน้าเคร่งขรึมของคุณชายทั้งสามที่จ้องเขม็งนายท่านมู่ พลางทำให้พวกนางรู้สึกแทบกระอักกระอ่วนแทนไป๋ซูหนิงนอนเอนกายทอดสายตามองลานประลองหมากตรงหน้า รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าอย่างเบิกบาน“เสี่ยวเถา…เจ้าว่า พี่ชายของข้าจะแพ้หรือไม่”เสี่ยวเถาจ้องหมากกระดานอย่างตั้งใจ ก่อนจะปรายตามองคนถาม “คุณหนูว่าอย่างไรเจ้าคะ”“พี่ชายของข้าชอบดวลหมากมาก เกรงว่าคงฝีมือดีแต่กับนายท่านมู่ที่วันๆ คงดีดลูกคิดนับแต่เงิน” ไป๋ซูหนิงกล่าวตามที่เห็น แม้พี่ชายทั้งสามนั้นต่างมีนิสัยและความชอบต่างกัน ทว่าหากเมื่อใดว่าก็ชักชวนกันดวลมาก

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๖ หนทางรอดที่ริบหรี่

    ไป๋ซูหนิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายยังคงเก็บความขุ่นเคืองจากเรื่องในอดีตไว้ในอก ทว่าเพียงเท่านี้ นางก็ถือว่ามากพอแล้ว สำหรับคนไร้ที่พึ่งพิงเช่นนาง อย่างน้อยก็มีที่ให้ซุกหัวนอนชั่วคราวโรงเตี๊ยมสกุลไป๋ตั้งอยู่ย่านการค้ากลางเมืองชิงโจว ผู้คนสัญจรขวักไขว่ไม่ขาดสาย แผ่นป้ายสลักอักษรไป๋เด่นเป็นสง่าเหนือ

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๕ ไร้ที่พึ่งพิง

    บรรยากาศในห้องโถงของจวนสกุลไป๋เงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงของสายลมพัดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง ทั้งไป๋จิ่นอวี่และไป๋อวี่เซวียนต่างยืนกอดอก จ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาขุ่นเคืองซ่อนอารมณ์ หัวคิ้วเข้มของทั้งคู่ขมวดแน่น ความอึดอัดลอยอวลในอากาศราวกับม่านหมอกควันหนาแน่นไป๋ซูหนิงยกจอกน้ำชาขึ้นแนบริมฝีปาก แม้จ

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๔ ยามที่สิ้นหวัง

    เซี่ยจวิ้นอี้เจอกับไป๋ซูหนิงครั้งแรก เมื่อตอนที่อีกฝ่ายยังอายุเพียงแค่เจ็ดขวบเท่านั้นส่วนเขาเพิ่งมีอายุสิบห้าปีเต็ม ผู้ใดจะคาดคิดว่ามีวาสนาได้พบพานแล้วยังมีวาสนาได้ครองคู่อีก เด็กสาวที่เอ็นดูในวันวานกลับกลายเป็นภรรยาที่ร่วมกราบไหว้ฟ้าดินในวันนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าฐานะพี่ชายหรือสามี…เซี่ยจวิ่น

  • เกิดใหม่อีกคราข้าจะพาลูกหนีสามีชั่ว   ๒ หวนคืนกลับมา

    อากาศช่วงนี้แปรปรวนเสียจริง กลางวันแดดออกแต่พอตกกลางคืนกลับมืดครึ้ม ฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนไม่ทันตั้งตัวเปรี้ยง!เสียงฟ้าคำรามดังก้องฟาดลงกลางลานจวนสกุลเซียวราวกับมีว่าผู้ใดกล้าฝ่าฝืนกฎสวรรค์ไป๋ซูหนิงสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมากลางดึก ลมหายใจหอบถี่จนหน้าอกกระเพื่อมสั่นไหว กรอบใบหน้าคนงามเปียกชุ่มไปด้วยเ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status