เข้าสู่ระบบชีวิตใหม่ของชุยชิงอีทำให้นางจำต้องทอดถอนใจอีกครั้ง นางยังคงกลับมาเกิดใหม่ในจวนสกุลชุยเช่นเดิม กับท่านพ่อคนเดิมและท่านแม่คนเดิม ยังคงเป็นคุณหนูใหญ่สกุลชุยที่มีความงามตั้งแต่แรกเกิดคนเดิม สิ่งเดียวที่แตกต่างไปจากเดิมก็คือนางพกพาความทรงจำในชาติก่อนมาด้วย
“เพราะไอ้เวรนั่นแท้ๆ ข้าจึงไม่ได้ดื่มน้ำแกงลืมเลือน และเป็นเพราะเขาข้าจึงได้หันหลังกลับไป คงเป็นเพราะข้าหันหลังกลับไปจึงทำให้ข้าได้ย้อนกลับมาเกิดใหม่ในร่างเดิมเช่นนี้” เสียงก่นด่าของชุยชิงอีกลายเป็นเสียงร้องไห้โยเยของเด็กทารก ตอนที่นางถูกมารดาอุ้มขึ้นมาตบก้นเบาๆ เอ่ยวาจาปลอบโยนอย่างเอาใจใส่ทำให้นางเงียบเสียงลง เหลือแค่เพียงหยาดน้ำตาที่ยังคงไหลรินลงมาเพียงเท่านั้น
“ท่านแม่” นางอยากจะเอ่ยปากเรียกคำนี้ออกมาให้มารดาของนางได้ยินเหลือเกิน ในปีที่นางมีอายุสิบขวบบิดาของนางก็พาคนรักในวัยเด็กของเขาเข้าจวนมา ความอ่อนโยนของมารดาที่เคยมีต่อนางก็พลันจางหายไป เหลือแค่เพียงความคาดหวัง ความกดดันและการบีบบังคับ ทำให้ความรักใคร่เอ็นดูที่มารดาของนางเคยมีต่อนางจางหายไป
แต่ยามนี้เมื่อได้กลับมาสัมผัสอ้อมอกอันอบอุ่นของมารดาอีกครั้ง สายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขของมารดา ทำให้ชุยชิงอีหลับตาลงแล้วซุกใบหน้าที่ยังเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาของตนเองเข้าไปในอ้อมอกอันอบอุ่นเพื่อซึมซับความอบอุ่นที่นางโหยหามาโดยตลอดอีกครั้ง
มารดาของชุยชิงอีคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของราชครูเสิ่น มีนามว่าเสิ่นอวิ๋นหรู เป็นสตรีสูงศักดิ์ที่มีความเชี่ยวชาญศาสตร์ทั้งสี่จนเป็นที่เลื่องลือ ทุกครั้งที่ชุยชิงอีได้เห็นความเพียบพร้อมของมารดา นางมักจะสงสัยว่าเหตุใดมารดาของนางจึงได้พ่ายแพ้ให้แก่บุตรสาวของชิ่วไฉจนๆ อย่างเฉินเวินเหนียงได้ สตรีนางนั้นไม่มีสิ่งใดจะเทียบเท่าเสิ่นอวิ๋นหรูได้เลย ไม่ว่าจะเป็นฐานะ ความรู้หรือว่าความงาม
“ท่านพ่อของข้าคงจะชอบที่นางเป็นสตรีแพศยา ทั้งเจ้ามารยาและมีความคิดต่ำช้าอยู่เต็มหัว สตรีเช่นนั้นคงจะทำให้ท่านพ่อรู้สึกดีที่ได้คลุกคลีกับคนประเภทเดียวกัน” สุดท้ายเมื่อชุยชิงอีได้ข้อสรุปเช่นนี้อารมณ์ที่เต็มไปด้วยความขุ่นมัวของนางจึงได้ดีขึ้นเมื่อคิดถึงสองแม่ลูกที่บิดาจะพาเข้าจวนมาในอนาคต
ชุยชิงอีมีพี่ชายสามคน พี่ชายคนโตมีนามว่าชุยชีชวน พี่ชายคนรองมีนามว่าชุยชีห่าว และพี่ชายคนที่สามมีนามว่าชุยชีอัน คนทั้งสามได้รับการขนานนามว่าเป็นอัจฉริยะน้อยทั้งสามของจวนสกุลชุย พวกเขาเป็นคุณชายน้อยที่สามารถท่องสี่ตำรา ห้าคัมภีร์ได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ พออายุสิบขวบพี่ชายคนโตก็ได้เป็นจอหงวนที่มีอายุน้อยที่สุด สร้างความยินดีให้แก่ชุยวั่งชูผู้เป็นบิดาของเขาเป็นอย่างยิ่ง
พอพี่ชายคนโตได้เป็นจอหงวนน้อยแล้ว พี่ชายคนรองและพี่ชายคนที่สามก็ไม่ยอมเข้าสอบขุนนางอีก พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีพี่ชายเข้าไปในสำนักฮั่นหลินได้แล้วพวกเข้าก็ควรจะเลือกเส้นทางอื่น แม้ว่าชุยวั่งชูจะรู้สึกโกรธเคืองมากสักเพียงใดแต่ด้วยความสามารถที่เหนือกว่าของบุตรชายทำให้เขาไม่กล้าบีบบังคับให้บุตรชายทั้งสองให้เข้าสอบได้อีก
ความโดดเด่นของมารดาและพี่ชายทั้งสามทำให้คุณหนูน้อยเช่นชุยชิงอีได้รับการจับตามองมากเป็นพิเศษ แม้ว่าใบหน้าของนางจะเผยความงดงามออกมาตั้งแต่เด็ก แต่ทุกคนก็ยังเฝ้ารอดูความสามารถของนางด้วยความคาดหวัง เดิมทีเสิ่นอวิ๋นหรูก็ไม่ได้บีบบังคับบุตรสาวให้ต้องเป็นสตรีที่ดีพร้อม แต่ตอนที่ชุยวั่งชูพาสตรีผู้หนึ่งเข้าจวนมา ความคิดของเสิ่นอวิ๋นหรูก็พลันเปลี่ยนแปลงไป
“ชิงอี ลูกจะมัวนอนอาบแดดอยู่กลางลานเช่นนี้ไม่ได้นะ ผิวพรรณของลูกจะหมองคล้ำอีกทั้งยังเป็นการใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ข้าได้ยินมาว่าลูกอนุในเรือนซวีถังผู้นั้นยามนี้กำลังเริ่มเรียนรู้การร่ายรำแล้ว เจ้าจะปล่อยให้นางมีความสามารถเหนือกว่าคุณหนูใหญ่ของจวนเช่นเจ้าจริงๆ หรือ” คำพูดของมารดาทำให้ชุยชิงอีดีดเปลือกเมล็ดแตงที่พึ่งจะแทะเสร็จลงไปบนพื้นแล้วจึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“ท่านแม่! ท่านแน่ใจนะว่าจะให้ลูกเรียนร่ายรำ หลานสาวของท่านราชครูเสิ่นเช่นลูกจำเป็นด้วยหรือที่จะต้องไปร่ายรำให้ผู้อื่นดูเฉกเช่นหลานสาวของชิ่วไฉ” ชุยชิงอีเอ่ยพลางชี้นิ้วให้มารดาของตนเองนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกายแล้วจึงได้เอ่ยกับมารดาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“ท่านอย่านิ่วหน้าสิ ใบหน้างามของท่านกำลังยับย่นแล้ว” เมื่อชุยชิงอีเอ่ยเช่นนี้มุมปากของเสิ่นอวิ๋นหรูก็พลันกระตุก บุตรสาวของนางคนนี้แม้ว่าภายนอกจะดูเฉื่อยชาแต่พอได้ลงมือทำอันใดแล้วกลับมีความสามารถเหนือกว่านางเสียอีก
เสิ่นอวิ๋นหรูนั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างแล้วแย่งเมล็ดแตงของบุตรสาวมาแทะอีกหนึ่งกำมือ นางเอนกายพิงพนักเก้าอี้แล้วหลับตาลงเพื่อซึมซับความอุ่นสบายของแสงแดดอันอบอุ่น เมื่อคิดถึงสิ่งที่สามีของนางทำในช่วงนี้ใบหน้าของนางจึงเต็มไปด้วยความขมขื่น
เมื่อสามเดือนที่แล้วอยู่ๆ สามีผู้ไม่ได้ความของนางก็นำสตรีและเด็กคู่หนึ่งเข้ามาในจวน เขาบอกกับนางว่าสตรีผู้นั้นคือบุตรสาวของอาจารย์ของเขา หลายปีมานี้นางต้องอุ้มท้องและเลี้ยงดูลูกของเขาเพียงลำพังอยู่นอกจวน ยามนี้บิดาของนางสิ้นชีพไปแล้ว เขาจึงได้พาสตรีนางนั้นและบุตรสาวนอกสมรสของเขาเข้ามาเลี้ยงดูอยู่ในจวน
“นางคือบุตรสาวของอาจารย์ของท่านมิใช่หรือ แล้วจะพูดว่าเลี้ยงดูลูกของท่านตามลำพังได้อย่างไร หึหึ ดูจากส่วนสูงของบุตรสาวของนางแล้วน่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับชิงอีของข้าชัดๆ ท่านพี่หลายปีมานี้ที่ท่านต้องออกไปสังสรรค์สุราข้างนอกอยู่บ่อยครั้ง ผลลัพธ์ของการออกไปสังสรรค์สุราของท่านก็คือพวกนางสองแม่ลูกสินะ”
นี่คือถ้อยคำตำหนิของเสิ่นอวิ๋นหรูในวันนั้น ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าที่สามีของนางจะพาสองแม่ลูกคู่นั้นเข้าจวนมา บุตรสาวของนางได้มาเอ่ยเตือนนางถึงเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เดิมทีนางรับปากกับชุยชิงอีเอาไว้ว่าจะไม่ร้องไห้ฟูมฟายและจะไม่ด่าทอสามีของนางให้เหน็ดเหนื่อย เพราะไม่ว่าจะทำเช่นไรสามีของนางก็จะยังดึงดันที่จะรับสองแม่ลูกคู่นั้นเข้าจวนมาอยู่ดี
เพื่อไม่ให้สองแม่ลูกคู่นั้นรู้สึกว่าตนเองคือผู้ชนะ นางจะต้องวางตัวเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่า ใช้อำนาจของฮูหยินผู้เป็นภรรยาเอกบีบบังคับให้พวกนางแม่ลูกเข้าจวนมาในฐานะของอนุและบุตรสาวของอนุเพียงเท่านั้น แต่พอได้พบหน้าสองแม่ลูกที่ชุยวั่งชูพาเข้าจวนมา นางก็อดทนเก็บกักอารมณ์ของตนเองไม่ได้อยู่ดี
เสิ่นฮวนผู้เป็นบิดาของนางและเป็นราชครูของแคว้นพึ่งจะลาออกจากตำแหน่งราชครู ชุยวั่งชูก็ฉวยโอกาสนี้พาสตรีและลูกนอกสมรสที่เขาเลี้ยงดูอยู่ข้างนอกเข้าจวนมาในช่วงนี้ในทันที หลายปีมานี้เขาไม่เคยรับอนุและไม่เคยมีสาวใช้อุ่นเตียง นางจึงคิดว่าเขาทั้งรักและให้เกียรตินางจึงไม่คิดจะมีสตรีอื่น ที่แท้แล้วสิ่งที่ทำให้เขาไม่กล้าก็ล้วนเป็นเพราะเขาเกรงกลัวอำนาจของบิดาของนางนั่นเอง
ในบรรดาคุณชายทั้งสามแห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวกันว่า ชุยชีอันเป็นคนที่ “น่ากลัว” ที่สุด พี่ใหญ่ชุยชีชวนสุขุมอ่อนโยน พี่รองชุยชีห่าวเจ้าสำอางและพูดเก่ง แต่คุณชายสามผู้นี้กลับเย็นชา เงียบขรึม และดุดันยามลงมือทำงานเขาเชี่ยวชาญการต่อสู้ ตั้งแต่วัยเยาว์ก็ชอบสืบคดีและจับโจร จึงเข้าสังกัดศาลต้าหลี่ตั้งแต่อายุยังน้อย กลายเป็นมือปราบฝีมือโดดเด่นที่สุดของกรมอาญา ส่วนเจ้านายโดยตรงของเขาคือ เจ้ากรมตุลาการแห่งศาลต้าหลี่ นิ่งหย่วนเจ๋อนิ่งหย่วนเจ๋อมีบุตรสาวเพียงคนเดียว นามว่า “นิ่งซินเยว่” หากกล่าวถึงชื่อเสียงของนางในเมืองหลวง ผู้คนล้วนขนลุก เพราะนางคือ “หวู่โจ้” มือหนึ่งของศาลต้าหลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการชันสูตรศพมากที่สุดในขณะที่คุณหนูสกุลอื่นกำลังปักผ้า ชมดอกไม้ หรือลองเครื่องประดับ นิ่งซินเยว่กลับใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องเก็บศพ ตรวจบาดแผล เลาะกระดูก และวิเคราะห์สาเหตุการตาย แม้นางจะงดงามเพียงใด แต่เพราะอาชีพของนาง ทำให้เรื่องแต่งงานล่าช้ามาหลายปีดังนั้นยามที่จวนอัครเสนาบดีส่งแม่สื่อมาสู่ขอ นิ่งหย่วนเจ๋อถึงกับตกตะลึง“เจ้าพูดจริงหรือ คนอย่างชุยชีอันน่ะหรือที่อยากจะแต่งงานกับบุตรสาวของ
ชุยชีห่าว คุณชายรองแห่งจวนอัครเสนาบดี เป็นบุรุษที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างกล่าวขานว่า “เจ้าสำอางอันดับหนึ่ง”ทุกครั้งที่เขาออกจากจวน เสื้อผ้าจะต้องไร้รอยยับ เครื่องหยกที่ห้อยเอวต้องเข้าชุดกับสีอาภรณ์ เส้นผมดำขลับถูกจัดอย่างประณีต แม้แต่พัดในมือยังเปลี่ยนไปตามฤดูกาลบัณฑิตในเมืองหลวงหลายคนลอบหัวเราะว่าเขาแต่งตัวโอ้อวดเกินเหตุ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าทั้งหมดนั้นล้วนมีเหตุผลมารองรับ และเหตุผลนั้นมีชื่อว่า “จี้หรงอิน”จี้หรงอินคือคุณหนูใหญ่แห่งสกุลจี้ บุตรสาวคนโตของคหบดีใหญ่ผู้ครอบครองกิจการมากมายทั่วเมืองหลวง ทั้งหอสุราเยี่ยนโหรว ภัตตาคารเฝิงไหล หอเครื่องประดับ ร้านผ้า และร้านค้าอีกนับไม่ถ้วนนางงดงามสะดุดตา อีกทั้งยังเฉลียวฉลาดเก่งกาจเรื่องการค้า ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ช่วยบิดาดูแลกิจการได้อย่างคล่องแคล่วชุยชีห่าวพบจี้หรงอินครั้งแรกที่ภัตตาคารเฝิงไหลวันนั้นเขาพาน้องสาวทั้งสองออกมากินอาหาร แต่กลับเห็นสตรีผู้หนึ่งกำลังยืนคิดบัญชีอยู่ด้านหน้าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง นางสวมชุดสีเขียวอ่อน ใบหน้างดงามละมุน ทว่าแววตากลับเฉียบคมยามสั่งการลูกน้องในภัตตาคารเพียงแวบเดียว หัวใจของคุณชายรองก็สั่นไหว หลังจากนั้นเขาจ
ชุยชีชวนคือ บุรุษหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเรียบเฉยแต่แฝงความเฉียบคม เขาเป็นคุณชายใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดี ผู้คนต่างกล่าวขานว่าทั้งบุ๋นและบู๊เขาล้วนเป็นเลิศ ตั้งแต่อายุยังน้อยก็ได้เข้าทำงานในสำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้ช่วยคนสนิทของราชเลขาธิการซ่งเซียวหมิงแต่เพราะดีพร้อมเกินไป จึงกลายเป็นที่หมายปองของสตรีทั่วเมืองหลวง โดยเฉพาะท่านหญิงซ่งเจาหนิง บุตรสาวคนโตของซ่งเซียวหมิง นางเป็นที่โปรดปรานขององค์ไทเฮาจนได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ท่านหญิงเพียงคนเดียวของสกุลซ่งซ่งเจาหนิงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าชื่นชอบชุยชีชวน จนถึงขั้นให้ผู้เป็นบิดามาทาบทามเขาหลายครั้ง สุดท้ายชุยชีชวนจึงได้จนมุมเอ่ยโกหกออกไปอย่างไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา“ข้าน้อยมีคู่หมายแล้วขอรับ”ประโยคนั้นทำให้ซ่งเซียวหมิงยอมล้มเลิกความคิด แต่กลับสร้างปัญหาใหญ่ให้จวนสกุลชุยแทนเพราะกังวลว่าเมื่อซ่งเซียวหมิงรู้ว่าชุยชีชวนโกหกเพื่อปฏิเสธบุตรีของเขา ความสัมพันธ์ระหว่างสองจวนจะต้องแตกร้าวอย่างแน่นอน ฮูหยินชุยก็รีบเรียกแม่สื่อมาคัดเลือกว่าที่สะใภ้ทันที“ในเมื่อเจ้าบอกว่ามีคู่หมายแล้ว เช่นนั้นก็รีบเลือกมาสักคน”ชุยชีชวนมองม้วนภาพกองโตอย่างหมดอาลัย
ข้าคือชุยชิงหว่าน บุตรสาวของอนุสกุลชุย ในปีแรกที่เข้ามาอยู่ในจวนสกุลชุย ข้าเต็มไปด้วยความริษยาและความไม่พอใจ ราวกับหัวใจถูกโยนลงในกองไฟที่ไม่มีวันมอดดับเดิมทีข้าเคยคิดมาตลอดว่าตนเองคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของบิดา จวบจนวันที่บิดาพาข้าและมารดาเข้าจวนสกุลชุยของเข้า ข้าจึงเพิ่งจะรู้ว่าแท้จริงแล้วข้ามีพี่ชายถึงสามคน มีพี่สาวอีกหนึ่งคน ส่วนข้าเป็นเพียงบุตรสาวนอกสมรสที่เขาพากลับเข้าจวนตอนแรกข้าคิดว่าชีวิตตนเองคงจะดีขึ้น แม้ว่าจะเป็นบุตรสาวนอกสมรสแต่บิดาของข้าเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีถึงอย่างไรก็ยังมีฐานะสูงกว่าบุตรสาวของบัณฑิตยากจนอย่างเช่นมารดาแท้ๆ ของขาแต่พอเข้ามาอยู่ในจวนอัครเสนาบดีจริง ๆ ข้าจึงได้รู้ว่า ฐานะ “บุตรสาวของอนุที่ถูกเลี้ยงดูอยู่นอกจวน” นั้นต่ำต้อยเพียงใดในสายตาของผู้คน แม้แต่บ่าวรับใช้บางคนยังกล้ามองข้าด้วยสายตาดูแคลนข้าเกลียดสายตาเหล่านั้นเหลือเกิน เกลียดเสียจนอยากดึงมันออกจากใบหน้าของคนพวกนั้นเสีย แต่ข้าทำก็อะไรพวกเขาไม่ได้ สิ่งที่ทำได้มีเพียงการพยายามเรียนรู้ศาสตร์ทั้งสี่อยู่แต่เรือนซวีถงที่บิดามอบให้ข้าและมารดาของข้าเท่านั้นจวบจนวันหนึ่ง ทุกอย่างในชีวิตข้าก็เปลี่ยนไปอีกครั
หลังผ่านพ้นคลื่นลมและการแย่งชิงอำนาจมาอย่างยาวนาน ในที่สุดใต้หล้าก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้งภายใต้การปกครองของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ บ้านเมืองค่อย ๆ ฟื้นตัว ราชสำนักเริ่มเปิดกว้างให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าสอบรับราชการได้ ไม่จำกัดเพียงชาติตระกูลสูงศักดิ์อีกต่อไป ผู้มีความสามารถจึงได้รับโอกาสอย่างแท้จริงดินแดนทางเหนือที่เคยเต็มไปด้วยสงครามก็สงบสุขลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชาวบ้านใช้ชีวิตอย่างร่มเย็น ควันไฟแห่งสงครามมอดดับลง เหลือเพียงประชาชนได้กินอิ่มนอนอุ่น ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดผวาและไม่ต้องเผชิญหน้ากับความอดอยากยามเกิดสงครามอีกสุขภาพของไท่ซ่างหวงเองก็ดีขึ้นตามลำดับ พิษร้ายที่สะสมในพระวรกายถูกถอนพิษออกไปจนหมดแล้ว ร่างกายค่อยๆ ฟื้นตัวจนไม่หลงเหลืออาการประชวรเรื้อรังอีกต่อไป หลังปลดภาระทั้งหมดออกจากบ่า พระองค์ดูผ่อนคลายและมีชีวิตชีวามากกว่าก่อนที่จะได้ครองราชย์เสียอีก และสถานที่ที่พระองค์เสด็จไปอยู่บ่อยครั้งก็คือจวนอ๋องพิทักษ์แผ่นดินไม่เพียงไท่ซ่างหวงเท่านั้น แม้แต่ชุยวั่งชู อดีตอัครเสนาบดีผู้มากความสามารถก็ขอลาออกจากราชการ หลังเห็นว่าราชสำนักมั่นคงแล้ว เขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่าง
กลิ่นโอสถเข้มข้นลอยคลุ้งไปทั่วตำหนักบรรทม เสียงไอแผ่วต่ำดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้บรรยากาศภายในหนักอึ้งจนแทบไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง หลี่เหิงฮ่องเต้บรรทมอยู่บนแท่นบรรทมและสลักด้วยลวดลายมังกร พระพักตร์ซีดเซียวกว่าที่เคย แม้จะฝืนประคองพระองค์มาหลายวัน แต่พิษร้ายที่สะสมอยู่ในพระวรกายกลับยิ่งกัดกร่อนจนยากจะต้านทานเหล่าขุนนางคนสนิทคุกเข่าอยู่ตรงหน้าแท่นบรรทม ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ย“เสด็จพี่ ทรงพักก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ” อ๋องเก้าหลี่หานโม่เอ่ยเสียงต่ำ ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความกังวล หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรมองพระอนุชาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแย้มพระสรวลออกมาอย่างอ่อนล้า“ฝืนต่อไปก็ไร้ประโยชน์” สุ้มเสียงนั้นแผ่วเบา แต่กลับทำให้หัวใจของทุกคนสั่นสะเทือนวันเดียวกันนั้น ราชโองการสำคัญก็ถูกประกาศออกไปทั่วทั้งแผ่นดิน หลี่เหิงฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์ แต่งตั้งองค์ชายใหญ่หลี่เฉิง ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ แต่งตั้งคุณหนูรองสกุลชุย ชุยชิงหว่าน ขึ้นเป็นฮองเฮา แต่งตั้งซูฮองเฮาเป็นไทเฮา และแต่งตั้งซ่งไทเฮาเป็นไท่หวงไท่เฮาทันทีที่ราชโองการฉบับแรกประกาศออกมา ราชโองการฉบับที่สองก็ถูกประกาศตามมาติดๆปลดขุนนางส
ตอนที่หลี่หานโม่ยกทัพออกจากเมืองหลวงก็มีพิธีการอำลาไม่ต่างจากพิธีต้อนรับเมื่อสองปีก่อน ชุยชิงอีจ้องมองหลี่หานโม่ที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่วงท่าอันองอาจและสง่างาม หลี่เหิงฮ่องเต้และบรรดาเชื้อพระวงศ์สกุลหลี่เสด็จออกมาส่งเขาที่หน้าประตูเมืองอย่างให้เกียรติ ชุยชิงอีในฐานะที่เป็นคู่หมั้นของเขาย่อมจะได้ร
ทันทีที่สองแม่ลูกสกุลชุยกลับไป องค์ชายรองหลี่ฉางที่รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีรีบพาหวังฟางเฟยกลับมาที่ตำหนักแต่ก็ช้าไปเสียแล้วพระนางเต๋อเฟยได้รับรู้ถึงต้นเหตุของความไม่สบายใจของชุยชิงอีไปเสียแล้วองค์ชายรองรีบคุกเข่าลงเพื่อรอรับโทษ หวังฟางเฟยเองก็รีบคุกเข่าลงเพื่อรอรับโทษเช่นเดียวกัน แต่ใบหน้าที่ยังคงไม่เ
องค์ชายรองย่อมจะสัมผัสถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังของชุยชิงอีได้ แต่ไม่ว่าจะคิดทบทวนอย่างไรเขาก็ไม่เคยทำสิ่งใดที่จะทำให้นางรู้สึกโกรธเคืองเลยสักครั้ง ดังนั้นสิ่งที่เขาคิดได้ในยามนี้ก็คือเรื่องการตกน้ำของนางและเขาในวัยเด็กคงจะทำให้นางจดจำฝังใจนางจึงไม่ชอบหน้าเขา“หากส่งต้นดอกปี้อั้นไปให้เจ้าปล
แม้จะมีอายุแค่เพียงสิบขวบแต่รูปโฉมของชุยชิงอีกลับทำให้ทุกคนที่ได้พบต่างพากันชื่นชมความงามของนางแล้ว พระสนมเต๋อเฟยไม่มีพระธิดา ข้างกายของพระนางไม่มีเด็กผู้หญิงคอยเอาอกเอาใจ หลานสาวในสกุลก็ไม่มีผู้ใดงดงามเท่าชุยชิงอี ดังนั้นทุกครั้งที่เสิ่นอวิ๋นหรูเข้าวังพระนางจึงมักจะตรัสถามถึงชุยชิงอีอยู่เสมอ ยามนี







