LOGIN"หยุดเดี๋ยวนี้! พวกเจ้ากล้าก่อเรื่องวุ่นวาย ในเขตตลาดต่อหน้าข้าเชียวหรือ!"
เสียงกังวานนั้นทรงพลังจนคนทั้งหมดในตลาดต้องหันไปมอง ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางท้องถิ่นก้าวออกมาจากฝูงชน พร้อมกับเหล่าเจ้าหน้าที่มือปราบอีกสี่ห้านายที่ชักกระบองออกมาเตรียมพร้อม เขาคือ นายอำเภอกู้ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความยุติธรรมและเกลียดชังขบวนการผู้มีอิทธิพล
หัวหน้าอันธพาลชะงักดาบในมือทันควัน ใบหน้าที่เคยเหี้ยมเกรียมเปลี่ยนเป็นยิ้มประจบสอพลอ
"โธ่... ท่านนายอำเภอ ข้าน้อยเพียงแต่สั่งสอนคนโกงที่เบี้ยวหนี้เถ้าแก่หวังเท่านั้นขอรับ ไม่ได้มีเจตนาก่อความวุ่นวายแต่อย่างใด"
เสี่ยวอ้าวในร่างจางเสี่ยวหนิงไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอย เขาแสร้งทำเป็นทรุดตัวลงกับพื้น ร้องโอดโอยปานจะขาดใจ
"ท่านนายอำเภอ... ช่วยข้าด้วย! พวกมันไม่ได้มาทวงหนี้ธรรมดา แต่พวกมันหักแขนข้าแล้วโยนลงหน้าผาหมายจะฆ่าปิดปาก ข้าดวงแข็งรอดมาได้เพียงลมหายใจสุดท้าย หากท่านไม่มา ข้าคงต้องตายกลายเป็นผีเฝ้าตลาดแห่งนี้แน่!"
"เจ้าคนไร้ค่า! เจ้ากล้าใส่ความข้าหรือ!" หัวหน้าอันธพาลถลึงตาใส่
"พอได้แล้ว!" นายอำเภอกู้ตวาด "จางเสี่ยวหนิง แม้เจ้าจะเป็นคนสำมะเลเทเมา แต่ไม่มีใครมีสิทธิ์ถือศาลเตี้ยฆ่าคนตามใจชอบ เจ้าพวกอันธพาล... ไสหัวกลับไปบอกเถ้าแก่หวังว่าหากยังก่อเหตุรุนแรงเช่นนี้อีก ข้าจะสั่งปิดบ่อนของมันเสีย!
“ส่วนเจ้า จางเสี่ยวหนิง... กลับไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย หากมีเรื่องชกต่อยกันอีก ข้าจะจับเจ้าเข้าคุกใต้ดิน!”
กลุ่มอันธพาลถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความขัดใจ ก่อนจะรีบสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงซุบซิบของชาวบ้าน เสี่ยวอ้าวพยุงสังขารลุกขึ้น ก้มศีรษะขอบคุณนายอำเภอเล็กน้อย ก่อนจะก้าวเดินออกจากตลาดด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง
ตลอดเส้นทางที่จางเสี่ยวหนิงเดินผ่านมา ชาวบ้านที่นี่ดูอดอยากแร้นแค้น ดินที่นี่ปลูกอะไรก็ตายหมด ชาวบ้านแทบจะไม่มีอะไรกิน ลมหนาวพัดมาเบา ๆ เอื่อย ๆ ขณะที่จางเสี่ยวหนิงเดินกลับไปที่บ้าน เขาก็ได้เห็นระบบคอมพิวเตอร์บางอย่างเด้งลอยมาในอากาศ
"สวัสดีค่ะเจ้านาย ฉันคือระบบที่จะช่วยเจ้านายให้รอดพ้นวิกฤตความอดอยาก" เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับปรากฏตัวอักษรและภารกิจต่าง ๆ ที่ต้องทำ
จางเสี่ยวหนิงที่เห็นก็ตกใจ เขาจึงยืนศึกษาระบบอยู่ครู่หนึ่ง "ระบบ ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง?" จางเสี่ยวหนิงถาม
"เจ้านายสามารถนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนเป็นเงิน และสามารถซื้อสินค้าในระบบได้ดังนี้ สิ่งของที่นำมาแลกจะเปลี่ยนเป็นเหรียญ โดย
หนึ่งเหรียญ แลกไก่ได้หนึ่งตัว
ห้าเหรียญ แลกหมูได้หนึ่งตัว
สิบเหรียญ แลกวัวได้หนึ่งตัว
และเจ้านายสามารถแลกเมล็ดพันธุ์ข้าวหรือสมุนไพรต่าง ๆ ได้ เจ้านายมีพื้นที่จำนวนสิบไร่ และจะขยายออกเมื่อเลเวลเพิ่มขึ้น" ระบบที่ลอยอยู่ในอากาศอธิบายให้จางเสี่ยวหนิงเข้าใจ
"ฉันเข้าใจแล้ว ขอบใจมากระบบ"
เสี่ยวอ้าวเดินตามความทรงจำจนมาหยุดอยู่ที่หน้ากระท่อมไม้หลังเก่า ฝาบ้านมีรูโหว่ หลังคามุงจากทรุดโทรมจนแทบจะกันฝนไม่ได้ เสียงลมพัดผ่านช่องไม้ดังหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบของคนตาย เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะผลักประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเข้าไป
ภาพเบื้องหน้าทำให้หัวใจของเสี่ยวอ้าวบีบคั้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน.....
หญิงสาวนางหนึ่งในชุดผ้าป่านขาดปะชุนกำลังนั่งซ่อมแซมเสื้อผ้าอยู่มุมห้อง นางคือ หนิงเอ๋อ ภรรยาผู้มีใบหน้างดงามแต่กลับซีดเซียวและซูบผอมจนเห็นกระดูก
ข้างกายของนางมีเด็กน้อยสองคน จางหนี่ ลูกสาวตัวน้อยวัย และ จางเพ่ยเพ่ย ลูกชายวัย 12 ขวบ ทั้งคู่กำลังแบ่งหมั่นโถวแห้ง ๆ ที่มีขนาดไม่ถึงครึ่งฝ่ามือกันอย่างหิวโหย
ทันทีที่เสียงประตูเปิดออก เด็กทั้งสองสะดุ้งสุดตัวแล้วรีบคลานไปหลบข้างหลังมารดาด้วยความหวาดกลัว แววตาที่จ้องมองมาที่เขาไม่มีความรัก มีเพียงความหวาดระแวงเหมือนมองสัตว์ร้าย
"ท่าน... ท่านกลับมาทำไม" หนิงเอ๋อเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่นิ่งสนิท แววตาของนางไร้ความรู้สึกใด ๆ เหลือเพียงความขมขื่นที่สะสมมานานนับปี
"ข้า..." เสี่ยวอ้าวพูดไม่ออก เมื่อเห็นรอยเขียวช้ำจาง ๆ บนข้อมือของนางที่เกิดจากการถูกเจ้าของร่างเดิมทุบตี
"หากจะมาหาเงินไปเข้าบ่อนอีก... ข้าขอบอกท่านเลยว่าไม่มีแล้ว แม้แต่ข้าวสารก้นถังข้ายังต้องนำไปแลกหมั่นโถวเน่า ๆ นี้มาให้ลูกกิน ท่านจะฆ่าข้าหรือตีข้าให้ตายตรงนี้ก็ตามใจท่านเถิด แต่อย่าทำอะไรเด็ก ๆ เลย..." นางรวบตัวลูกทั้งสองเข้ามากอดแน่น น้ำตาหยดหนึ่งไหลผ่านแก้มที่ตอบซูบ
เสี่ยวอ้าวรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงหัวใจ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เดินตรงไปยังถังน้ำที่มุมห้อง ล้างคราบเลือดออกอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะหันไปมองถาดอาหารที่มีเพียงหมั่นโถวแข็ง ๆ
"ข้า... ข้าไม่ได้มาเอาเงิน" เสี่ยวอ้าวพยายามปรับโทนเสียงให้ฟังดูอ่อนโยนที่สุด แม้จะดูประหลาดในสายตาคนในบ้าน "ข้าจะออกไปข้างนอกครู่หนึ่ง พวกเจ้าอยู่นี่แหละ"
"ท่านจะไปไหน! จะไปขโมยของบ้านใครอีก หรือจะไปก่อเรื่องให้พวกเราโดนตราหน้า!" หนิงเอ๋อตะโกนตามหลังด้วยความสิ้นหวัง
เสี่ยวอ้าวไม่ตอบ เขายังคงสำรวจบ้านหลังนี้ และตั้งใจจะไปที่ป่าท้ายหมู่บ้าน ความรู้ในฐานะพ่อค้าก๋วยเตี๋ยว ชื่อดังและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดพุ่งพล่าน เขาจำได้ว่าระหว่างทางกลับบ้าน เขาเห็น ผักโขมป่าขึ้นอยู่ประปราย รวมถึงริมลำธารที่มีปลาตัวเล็ก ๆ ชุกชุม
ยามเช้าที่สดใสของเมืองจินหยาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ไผ่เหล็กกล้าเข้ามาในโถงกลางจวนสกุลจาง กลิ่นหอมของน้ำส้มป่อยและธูปหอมกระจายไปทั่วบริเวณวันนี้เป็นวันที่จางเสี่ยวหนิงตั้งใจจะทำสิ่งที่ค้างคาใจมานาน เพื่อความมั่นคงของหัวใจผู้เป็นบิดาบนตั่งไม้แกะสลัก พ่อเฒ่าจาง นั่งตัวตรงแต่มีแววตาประหม่าเล็กน้อย ข้างกายของท่านคือ ป้าว่านชิง หญิงหม้ายวัย 50 ปี ผู้มีกิริยาเรียบร้อย และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นนางคอยดูแลสำรับอาหารและหยูกยาให้พ่อเฒ่าจางมาโดยตลอดนับตั้งแต่จางเสี่ยวหนิงรับนางเข้ามาอยู่ในเรือนด้วยความสงสารในคราวที่นางไร้ที่พึ่งจางเสี่ยวหนิงเดินเข้ามาในโถงพร้อมกับ หนิงเอ๋อ ที่อุ้ม จางเพ่ยเพ่ย และมี จางหนี่ เดินเคียงข้าง ทุกคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีมงคลดูสง่างาม"ท่านพ่อ... ท่านป้าว่านชิง" เสี่ยวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานพลางทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าคนทั้งสอง"เสี่ยวหนิง... เจ้ามีธุระอันใดหรือลูก ถึงได้เรียกพวกเรามาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้" พ่อเฒ่าจาง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องกังวานของเหล่าทหารที่ได้รับชัยชนะ จางเสี่ยวหนิงไม่ได้รอช้าเพื่อรับคำสรรเสริญ เขาควบม้าฝ่ากระแสลมมุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลจางด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกในคราแรก เพราะสำหรับเขาแล้ว ชัยชนะเหนือข้าศึกนับหมื่นยังไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของดวงใจทั้งสามดวงที่รออยู่ในบ้านเมื่อมาถึงหน้าจวน เขาไม่ทันได้รอให้ม้าหยุดนิ่งสนิทดีก็กระโดดลงจากอาน ร่างสูงโปร่งก้าวพรวดเข้าไปในห้องโถงที่บัดนี้ปราศจากเสียงระเบิด แต่ยังคงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด"ท่านพ่อ! หนิงเอ๋อ! ข้ากลับมาแล้ว!"ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเล็กของ จางเพ่ยเพ่ย ในวัย 7 ขวบ ก็พุ่งออกมาจากมุมหนึ่งแล้วกอดขาเขาไว้แน่น ตามมาด้วย จางหนี่ พี่ชายวัย 12 ปี ที่แม้จะพยายามทำตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ตามแบบบิดา แต่ดวงตาก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ"ท่านพ่อ! ท่านปลอดภัย! มังกรดำพวกนั้นพ่ายแพ้ต่อหน้าไม้ของท่านแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?" เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นถามเสียงใสเสี่ยวหนิงย่อตัวลงกอดลูกทั้งสองไว้แน่น "ใช่
เสียงกลองศึกดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่มดินทลาย กองทัพมังกรดำจำนวนห้าหมื่นนาย เคลื่อนพลประชิดกำแพงเมืองจินหยาง ราวกับคลื่นยักษ์ ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง เบื้องหน้าคือแม่ทัพฮวาเจี้ยน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและประสบการณ์ในสนามรบที่โชกโชน"ไอ้พวกกบฏจินหยาง! ลงมายอมจำนนซะดี ๆ ไม่เช่นนั้นเมืองนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเจ้า!" แม่ทัพฮวาเจี้ยนคำรามลั่น เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วทุ่งรบบนกำแพงเมือง จางเสี่ยวหนิงยืนเคียงข้างแม่ทัพเทียนอี้ หนิงเอ๋อ และนายอำเภอกู้ ใบหน้าของทุกคนนิ่งสงบผิดกับสถานการณ์เบื้องหน้า"ท่านพี่เทียนอี้... ถึงเวลาแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่า 'ความเท่าเทียม' มีพลังมากแค่ไหน" จางเสี่ยวหนิงพูดเบา ๆ แต่มั่นคงเทียนอี้ยิ้มมุมปาก "ข้าเชื่อมั่นในท่านมาตลอดน้องชาย" เขาหันไปออกคำสั่งเสียงกึกก้อง "หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง! เตรียมหน้าไม้!"กองทัพมังกรดำเริ่มเคลื่อนพลเข้าใกล้ ขุนพลฮวาเจี้ยนสั่งให้หน่วยพลธนูระดมยิงเปิดทางเพื่อลดขวัญกำลังใจ แต่ลูกธนูเหล่านั้นกลับไปไม่ถึงกำแพงเมือง
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนศึกใหญ่... ในคืนที่พระจันทร์ถูกเมฆหนาทึบบดบังจนมืดมิด ณ กระท่อมกลางป่าไผ่ที่เป็นจุดนัดพบลับระหว่าง จางเสี่ยวหนิง และ แม่ทัพเทียนอี้ขณะที่เทียนอี้กำลังถ่ายทอดสถานการณ์ในราชสำนักให้เสี่ยวหนิงฟัง พลันสัญชาตญาณนักรบของเขาก็กระตุกวูบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว"ระวัง!" เสี่ยวหนิงตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าผลักเทียนอี้จนล้มลงไปกับพื้นฉึก! ฉึก! ฉึก!เข็มพิษสีดำสนิทสามเล่มปักเข้าที่พนักเก้าอี้ไม้ที่เทียนอี้นั่งอยู่เมื่อครู่ หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที เข็มเหล่านั้นคงเจาะทะลุลำคอของยอดแม่ทัพไปแล้วเงาดำสิบสองร่างปรากฏตัวขึ้นจากความมืดล้อมรอบกระท่อม พวกมันคือกลุ่มนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดของราชครูหวัง ที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาด "เสี้ยนหนาม" ทั้งสองคนพร้อมกัน"แม่ทัพเทียนอี้... วันนี้หัวของท่านต้องกลับไปพร้อมกับพวกเรา" หัวหน้านักฆ่าคำราม พลางวาดดาบสั้นที่อาบไปด้วยมนตราสีม่วงคล้ำเทียนอี้พยายามจะชักดาบใหญ่คู่กาย แต่เขากลับทรุดฮวบลง "พิ
แผนการสร้างเมืองที่ผาสุกของจางเสี่ยวหนิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านหนึ่งพันคนที่ได้รับการสมัครมาใหม่ถูกคัดกรองอย่างเข้มงวดคนที่มีจิตใจซื่อสัตย์จะถูกส่งไปทำนาขั้นบันไดตามที่ประกาศไว้ ส่วนคนที่มีแววกล้าหาญและไร้ภาระผูกพันจะถูกแยกออกมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนเป็น"หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง"จางเสี่ยวหนิงยืนอยู่บนยอดเขาเหลียนซาน มองลงมายังเมืองจินหยางที่บัดนี้ดูเหมือนป้อมปราการสีเขียวซึ่งค่อย ๆ ขยายตัวที่ดินเชิงเขาเหลียนซานไม่ใช่แค่ที่ทำนา แต่มันคือที่ตั้งของ "โรงเรือนเพาะชำมหาอำนาจ" ที่จางเสี่ยวหนิงใช้แต้มระบบอัปเกรดจนถึงขั้นสูงสุดแจ้งเตือนระบบ: เริ่มการผลิตหน้าไม้เหล็กกล้าไม้ไผ่คุณสมบัติ ตัวเรือนทำจากไม้ไผ่สีทองพันปีเสริมด้วยเหล็กกล้าจากมิติ มีน้ำหนักเบาแต่ยิงได้แรงกว่าหน้าไม้ทั่วไป 5 เท่ากระสุน: ลูกธนูอาบพิษสกัดจาก "หยดน้ำตาไม้ไผ่" (พิษแทรกซึมเข้าระบบประ
ในมุมมืดของป้อมสังเกตการณ์ จางเสี่ยวหนิงยืนดูความวินาศสันตะโรผ่านหน้าจอระบบอย่างใจเย็น ข้างกายเขาคือชายฉกรรจ์ 10 คนแรกที่ได้รับดื่ม "น้ำสกัดรากไม้ไผ่สีทอง" พวกเขาอยู่ในชุดรัดกุมสีดำ แววตาเป็นประกายวาววับดุจสัตว์ป่า"พวกเจ้า... เห็นหรือไม่? นี่คือผลของพวกที่คิดจะมาทำลายบ้านของเรา" จางเสี่ยวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ "พวกโจรที่หลุดรอดจากกับดักเข้าไปในป่าได้ ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าจัดการ... อย่าให้เหลือซาก""รับคำสั่งนายท่าน!"หน่วยอารักขาเงาพุ่งตัวออกไปจากป้อมด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ พละกำลังที่ได้จากน้ำยาเสริมกำลังทำให้พวกเขากระโดดข้ามกอไม้ไผ่ได้อย่างคล่องแคล่วพวกเขาเข้าประจัญบานกับโจรที่หลงเหลือด้วยความเงียบเชียบและรวดเร็ว เพียงการออกหมัดเดียวก็สามารถทำลายเกราะไม้ของโจรจนแตกละเอียดเวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) ความวุ่นวายภายนอกก็สงบลง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณกำแพงไม้ไผ่ แต่ที่น่าสยดสยองกว่านั้นคือ รากของไม้ไผ่สีทองเริ่มเลื้อยขึ้นมาพันรอบร่างที่ไร้วิญญาณของพวกโจร แล้วค่อย ๆ






