Masuk
"ตีมันให้ตาย! ตีมันให้ตาย! ไอ้ผีพนันจางเสี่ยวหนิง บังอาจติดเงินเถ้าแก่หวังของข้า ในเมื่อเจ้าไม่มีเงินยี่สิบตำลึงมาคืนเถ้าแก่หวัง ก็เอาชีวิตเจ้ามาแลก!"
หัวหน้าอันธพาลสั่งให้ลูกน้องสามสี่คนรุมทำร้ายจางเสี่ยวหนิง บุตรชายที่ไม่ได้เรื่องและยากจน ทั้งยังติดการพนัน ดื่มสุรา ตบตีลูกเมีย เป็นที่น่ารังเกียจยิ่งนัก
"อย่า! อย่าตีข้า! เดี๋ยวข้าจะเอาเงินมาคืนพวกเจ้า อย่า... อย่าตีข้า...! อ๊าก...!" เสียงร้องขอชีวิตของจางเสี่ยวหนิงพยายามดิ้นรนให้พ้นจากการถูกทุบตี
"ไอ้คนไร้ค่าเช่นเจ้า! ตายไปแผ่นดินจะได้สูงขึ้น พวกเจ้าหยุดตีทำไม ตีมันต่อไป!" หัวหน้าอันธพาลหันมาสั่งลูกน้อง
"รับทราบนายท่าน อ้าวเฮ้ยพวกเรา จัดการ!"
"อ๊าก!!! ...ข้ากลัวแล้ว ข้าเจ็บ... ชะ ช่วย... ข้า... ด้วย... อุ๊ค...!"
จางเสี่ยวหนิงร้องขอชีวิตจากหัวหน้าอันธพาล พลันสายตาหันไปเห็นสองแม่ลูกนั่งซุ่มดูอยู่ไม่ไกล ผู้เป็นแม่เอามืออุดปากลูกชายเอาไว้แน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียง จางเสี่ยวหนิงมองไปพลางร้องขอให้สองแม่ลูกช่วยเหลือ
แต่นางไม่อาจทำอะไรได้ ได้แต่นั่งดูและน้ำตาไหล ราวกับสวรรค์จะลงโทษจางเสี่ยวหนิงคนชั่วให้ได้รับกรรมที่กระทำเอาไว้ ท่ามกลางฟ้าฝนที่โปรยปรายลงมาราวกับห่าฝน
ลูกสมุนอันธพาลเอ่ยขึ้น "นายท่าน ไอ้คนไร้ค่ามันสลบไปแล้ว แต่หายใจโรยริน จะให้พวกข้าทำเช่นไรกับมันดี"
หัวหน้าอันธพาล "เอามันไปโยนทิ้งที่หน้าผาหลังหมู่บ้านให้หมาป่ากิน!"
ลูกน้องอันธพาล "แต่นายท่าน เถ้าแก่หวังให้เราแค่มาสั่งสอน ไม่ได้สั่งให้ฆ่ามันสักหน่อย"
พลั่ก! ลูกน้องอันธพาลโดนฝ่าเท้าของลูกพี่ตัวเองจนกระเด็นหงายหลัง
หัวหน้าอันธพาล "เจ้าเป็นใคร! ถึงกล้ามาขัดคำสั่งข้า ข้าเป็นหัวหน้าหรือเจ้าเป็นหัวหน้า หรือเจ้าจะให้ข้าโยนเจ้าลงหน้าผาแทนมัน!"
ลูกน้องอันธพาล "ไม่ขอรับ! ข้าไม่กล้า ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดนายท่านให้อภัยด้วย"
หัวหน้าอันธพาล "งั้นก็ทำตามคำสั่งข้า รีบไปเถอะ ฝนตกลมแรงเช่นนี้ไม่มีผู้ใดเห็นหรอก"
"ขอรับนายท่าน" ร่างของจางเสี่ยวหนิงโดนโยนลงไปที่หน้าผาหลังหมู่บ้านอย่างไม่ใยดี สวรรค์มีตา
จางเสี่ยวหนิงนอนตากฝน ร่างกายท่วมไปด้วยเลือด เขาค่อย ๆ สิ้นลมหายใจ แต่ก่อนที่จะสิ้นใจ ภาพการกระทำชั่วต่าง ๆ ในหัวของเขาก็หลั่งไหลเข้ามา
มันทำให้เขาหวนนึกถึงภรรยาและลูกที่เขาทั้งตบตี และบิดาที่เขาไม่เคยดูแลเลยแม้แต่น้อย เขาจึงอธิษฐานว่าอยากจะกลับมาแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นตัวเขาเองหรือใครก็ตาม ขอให้สวรรค์เมตตาครอบครัวของเขาด้วย
โลกปัจจุบัน ปี 2025....
เสี่ยวอ้าว พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวที่เปิดร้านจนขายดิบขายดีมีชื่อเสียงในเมืองหางโจว เขาถือว่าเป็นเศรษฐีในเมืองหางโจวเลยก็ว่าได้
เขาสันโดษไม่มีลูกเมีย ขณะที่กำลังเดินทางกลับบ้านกลับถูกรถชนในคืนที่ฝนตกหนัก และภาพก็ตัดไป เหลือเพียงแสงสีขาววูบเข้ามาในความคิดของเขา ทุกอย่างดับวูบ..จนกระทั่ง...
"ที่นี่มันที่ไหน! แล้วทำไมฉันถึงปวดเมื่อยไปทั้งตัวขนาดนี้"
ขณะที่เสี่ยวอ้าวลุกขึ้นยืน สภาพหลายอย่างรอบตัวเปลี่ยนไป ทั้งต้นไม้ใบหญ้าเขียวขจี และสภาพการแต่งกายที่สวมใส่เสื้อสีขาวเหมือนในยุคจีนโบราณที่เขาเคยเห็นในหนัง เขารู้สึกสับสนและพยายามนึกทบทวนว่าก่อนที่จะมาอยู่ที่นี่เกิดอะไรขึ้น
แต่ไวเท่าความคิด ภาพในหัวของเจ้าของร่างเดิมก็ไหลเข้ามา (ชื่อจางเสี่ยวหนิง อายุ 30 ปี เป็นคนสำมะเลเทเมาไม่เอาถ่าน ตบตีทั้งภรรยาและลูกชายลูกสาว เป็นคนเห็นแก่ตัว ขี้ขโมย แม้แต่พ่อของตัวเองที่นอนป่วยอยู่ก็ไม่เคยแยแส)
"นี่เจ้าของร่างเดิมมันชั่วช้าขนาดนี้เลยหรือไง" เสี่ยวอ้าวที่เห็นทุกอย่างในความคิดของเจ้าของร่างเดิมรำพึงขึ้น เขาคิดว่าต้องจัดการหลายอย่างให้เข้าที่ แม้จะยังมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่เขาก็เลือกที่จะเดินกลับไปที่บ้านซอมซ่อที่ผ่านเข้ามาในความทรงจำ
ระหว่างที่เดินทางกลับบ้าน ด้วยสภาพที่เลอะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงตามตัว เนื้อตัวมอมแมม และรอยฟกช้ำเต็มไปหมด
ทุกคนในหมู่บ้านต่างพากันมุงดูและมองเขาอย่างกับตัวประหลาด ภาพความทรงจำย้ำเตือนว่าเจ้าของร่างเดิมถูกกลุ่มคนโยนลงจากหน้าผาสูง
ขณะที่เขาเดินผ่านตลาดและได้พบกับกลุ่มคนในภาพความทรงจำที่โยนเขาลงจากหน้าผา ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้นถึงกับตกใจสุดขีด
ทางด้านอันธพาลที่เคยดักฆ่าเจ้าของร่างเดิม เมื่อเห็นเขาก็ตกใจจนเซถาล้มไปกับพื้น
"นี่! นี่! เจ้า... เจ้าทำไมยังไม่ตาย!"
อันธพาลลูกน้องของเถ้าแก่หวัง เจ้าของบ่อนพนันเลื่องชื่อในเมืองนี้ ตกใจที่เห็นจางเสี่ยวหนิง คนที่เขาเพิ่งสั่งให้ลูกสมุนโยนลงไปในหน้าผาลึกหลังหมู่บ้าน กลับมาเดินในตลาดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เสี่ยวอ้าวที่อยู่ในร่างของจางเสี่ยวหนิง เมื่อเห็นใบหน้าของโจรกระจอก ก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ทันที
เหตุการณ์ที่ไหลเข้ามาในหัวคือ จางเสี่ยวหนิงไปติดเงินบ่อนพนันจนหมดตัวและไม่มีเงินคืนเถ้าแก่หวัง เจ้าของบ่อนหน้าเลือดที่คอยเอารัดเอาเปรียบและจ้องจะยึดทรัพย์สินของผีพนันทุกคน เขาหลอกให้จางเสี่ยวหนิงเล่นการพนันจนหมดตัว จึงสั่งให้นักเลงกระจอกที่คุมบ่อนมาทวงเงิน
"เฮ้ย! เจ้าคนไร้ค่าจางเสี่ยวหนิง เจ้าติดเงินเถ้าแก่หวังยี่สิบตำลึง วันนี้ครบกำหนดชำระคืนแล้ว เจ้าจะไปไหน!" อันธพาลคุมบ่อนเดินเข้ามาพร้อมกับลูกน้องอีกสามคน
"โธ่! ท่านพี่ทั้งหลาย... ให้เวลาข้าอีกสักสองสามวัน ให้ข้าได้มีเวลาหาเงินสักหน่อยเถิด ท่านพี่ทั้งหลายได้โปรดบอกเถ้าแก่หวังว่าข้าขอเวลาอีกสามวัน ข้าจะนำเงินกลับไปคืนให้อย่างแน่นอน ข้าสาบาน!" จางเสี่ยวหนิงบอกกับอันธพาลทั้งสี่
"เถ้าแก่หวังให้เวลาเจ้ามานานเกินไปแล้ว คนอย่างเจ้ามันไร้ค่า ไม่มีค่าพอให้พวกข้ามาเสียเวลากับเจ้า ไปเอาเงินมา!" หัวหน้าอันธพาลพูดขึ้น
"ได้โปรด... ท่านพี่ทั้งหลาย ไว้ชีวิตข้าด้วย! ข้าขอเวลาอีกนิดเดียว ถ้าได้เข้าไปเล่นในบ่อนอีกครั้ง ข้ารับรองว่าจะเอาเงินมาคืนให้ พี่บอกเถ้าแก่หวังให้ข้าหน่อยเถอะ" จางเสี่ยวหนิงร้องขอชีวิต
"โธ่เว้ย! ลากมันไปกระทืบ!" หัวหน้าสั่งอันธพาลสามคนให้ดึงร่างจางเสี่ยวหนิงไปซ้อมจนกระอักเลือด นอนหายใจรวยรินอยู่ที่พื้น
"ฮ่า ฮ่า! หัวหน้า สภาพมันไม่น่าจะรอดแล้ว เอายังไงต่อดีขอรับ" ลูกน้องคนหนึ่งหันมาพูดกับหัวหน้าที่นั่งดูจางเสี่ยวหนิงโดนกระทืบปางตาย
หัวหน้าอันธพาลลุกขึ้นแล้วใช้เท้าเขี่ยใบหน้าที่ฟกช้ำดำเขียวเปรอะเปื้อนเลือดของจางเสี่ยวหนิงสลับไปมาซ้ายขวา
"ดูสิ ขนาดเลือดมันยังไม่คู่ควรที่จะเปื้อนรองเท้าข้า คนแบบนี้ช่างไร้ค่าจริงๆ เอาร่างของมันไปโยนลงหน้าผาให้หมาป่ากินไป!" หัวหน้าอันธพาลสั่งด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
"ไม่! อ๊าก...! ข้า... ไม่ยอม..." จางเสี่ยวหนิงร้องขอชีวิตจากกลุ่มอันธพาล
"เจ้า! เจ้า!" จางเสี่ยวหนิงใช้แรงเฮือกสุดท้ายลุกขึ้นคว้าชายเสื้อของหัวหน้าอันธพาลและลูกน้องอีกคนเพื่อร้องขอชีวิต
"ไอ้คนไร้ค่า! เจ้ากล้าใช้มือสกปรกมาสัมผัสตัวข้า หักกระดูกมัน!" หัวหน้าอันธพาลสั่งลูกน้องให้หักแขนข้างที่จางเสี่ยวหนิงสัมผัสตัวเขา
"ขอรับหัวหน้า!" ลูกน้องทั้งสามคนหักแขนทั้งสองข้างของจางเสี่ยวหนิงอย่างโหดร้าย และจัดการโยนร่างของจางเสี่ยวหนิงลงหน้าผาอย่างไม่ใยดี เหตุการณ์ทั้งหมดฉายชัดในห้วงความคิดของเสี่ยวอ้าวที่อยู่ในร่างนี้
แต่อันธพาลทั้งหมดหารู้ไม่ว่า มีแม่ลูกคู่หนึ่งที่กำลังหาผักป่าและผลไม้ป่าอยู่นั้นได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด จางเสี่ยวหนิงมองไปที่สองแม่ลูกเพื่อร้องขอความช่วยเหลือผ่านสายตาที่อาบเลือด แต่เขาไม่อาจส่งเสียงได้ ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรม
"อย่าส่งเสียงดังนะ เดี๋ยวอันธพาลพวกนั้นจะฆ่าเจ้าได้" แม่หม้ายสาวเอามืออุดปากลูกชายไว้ ลูกชายน้ำตาซึมพยักหน้ามองใบหน้ามารดาพร้อมน้ำตาที่ไหลริน
"ที่แท้ก็เป็นท่านนี่เอง ที่สั่งให้ลูกน้องโยนข้าลงหน้าผาให้หมาป่ากิน!" จางเสี่ยวหนิงเดินเข้าไปหาอันธพาลคุมบ่อนที่ตอนนี้ตกใจจนหน้าถอดสี
"ข้าทำตามคำสั่งของเถ้าแก่หวัง ใครใช้ให้เจ้าไม่มีเงินมาคืนล่ะ ข้าไม่ผิด!" หัวหน้าอันธพาลยังคงวางท่าและเรียกลูกน้องทั้งสามคนมาประจันหน้ากับจางเสี่ยวหนิง
"ท่านคิดจะรุมข้าอีกครั้งหนึ่งหรือ หากครั้งนี้ข้ารอดไปได้ พวกท่านนั่นแหละที่จะไม่รอด" เสี่ยวอ้าวในร่างที่อ่อนแอของจางเสี่ยวหนิง แม้จะรู้ว่าร่างนี้แทบไม่มีแรงแม้แต่จะหายใจ แต่เขาก็ต้องขู่เพื่อให้พวกมันล่าถอยไป
"เจ้ามีดีอะไรที่คิดว่าข้าทำอะไรเจ้าไม่ได้ ไอ้คนไร้ค่า!" หัวหน้าอันธพาลตะคอกออกมาพร้อมกับลูกน้องที่ส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ย
"ข้าจะเอาเรื่องทั้งหมดไปแจ้งที่จวนว่าการอำเภอและแจ้งหัวหน้าหมู่บ้าน ว่าพวกท่านโยนข้าลงหน้าผาเพื่อฆ่าปิดปาก วันนั้นมีสองแม่ลูกคู่หนึ่งเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด" จางเสี่ยวหนิงเอ่ยขึ้น
"เจ้าคิดหรือว่าสิ่งที่เจ้าพูดจะมีใครเชื่อ วันนั้นมีแค่พวกข้าเท่านั้นที่อยู่ในเหตุการณ์ ใครจะเป็นพยานให้เจ้า!" หัวหน้าอันธพาลพูดอย่างมั่นใจ ขณะที่ชาวบ้านเริ่มมามุงดูสถานการณ์ที่ตึงเครียด
"ไม่จำเป็นต้องมีใครเชื่อคำพูดข้า แต่สองแม่ลูกคู่นั้นจะเป็นพยานให้ข้า" จางเสี่ยวหนิงชี้ไปที่หญิงหม้ายและลูกชายที่กำลังก้มหน้าก้มตาขายผัก
"ไม่ ๆ ข้าไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เจ้าจำผิดคนแล้ว" แม่หม้ายสาวรีบปฏิเสธทันควัน
จางเสี่ยวหนิงหน้าถอดสีที่ไม่มีใครยอมเป็นพยานให้เลย (ก็ใช่สิ ใครจะยอมเป็นพยานให้คนชั่วแบบเจ้าของร่างกัน เป็นข้าข้าก็คงทำแบบเดียวกับแม่หม้ายสาวคนนั้น เสี่ยวอ้าวคิดในใจ)
"พวกเจ้าไม่ต้องพูดมาก! จัดการไอ้คนไร้ค่าคนนี้อีกครั้ง และครั้งนี้ก็สับร่างมันให้เป็นชิ้นๆ อย่าให้มันรอดไปได้!" สิ้นคำสั่งอันธพาล ลูกน้องทั้งสามก็พุ่งเข้ามาหมายจะเอาชีวิตจางเสี่ยวหนิง
พลั่ก! พลั่ก! เสียงปะทะกันพัลวัน เสี่ยวอ้าวที่อยู่ในร่างของจางเสี่ยวหนิงใช้พละกำลังอันน้อยนิดหลบการโจมตีของสามอันธพาลได้อย่างหวุดหวิด
"พวกเจ้ามันไม่ได้เรื่อง เลี้ยงเสียข้าวสุก! ข้าจัดการเอง!" หัวหน้าอันธพาลโมโหจนสติหลุด พุ่งตัวชักดาบหมายจะฟันร่าง
จางเสี่ยวหนิง แต่ยังไม่ทันได้ลงมือ ก็มีเสียงหนึ่งตะโกนหยุดเอาไว้
ยามเช้าที่สดใสของเมืองจินหยาง แสงอาทิตย์อ่อน ๆ สาดส่องผ่านยอดไม้ไผ่เหล็กกล้าเข้ามาในโถงกลางจวนสกุลจาง กลิ่นหอมของน้ำส้มป่อยและธูปหอมกระจายไปทั่วบริเวณวันนี้เป็นวันที่จางเสี่ยวหนิงตั้งใจจะทำสิ่งที่ค้างคาใจมานาน เพื่อความมั่นคงของหัวใจผู้เป็นบิดาบนตั่งไม้แกะสลัก พ่อเฒ่าจาง นั่งตัวตรงแต่มีแววตาประหม่าเล็กน้อย ข้างกายของท่านคือ ป้าว่านชิง หญิงหม้ายวัย 50 ปี ผู้มีกิริยาเรียบร้อย และมีรอยยิ้มที่อบอุ่นนางคอยดูแลสำรับอาหารและหยูกยาให้พ่อเฒ่าจางมาโดยตลอดนับตั้งแต่จางเสี่ยวหนิงรับนางเข้ามาอยู่ในเรือนด้วยความสงสารในคราวที่นางไร้ที่พึ่งจางเสี่ยวหนิงเดินเข้ามาในโถงพร้อมกับ หนิงเอ๋อ ที่อุ้ม จางเพ่ยเพ่ย และมี จางหนี่ เดินเคียงข้าง ทุกคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีมงคลดูสง่างาม"ท่านพ่อ... ท่านป้าว่านชิง" เสี่ยวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวานพลางทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าคนทั้งสอง"เสี่ยวหนิง... เจ้ามีธุระอันใดหรือลูก ถึงได้เรียกพวกเรามาพร้อมหน้าพร้อมตาเช่นนี้" พ่อเฒ่าจาง
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องก้องกังวานของเหล่าทหารที่ได้รับชัยชนะ จางเสี่ยวหนิงไม่ได้รอช้าเพื่อรับคำสรรเสริญ เขาควบม้าฝ่ากระแสลมมุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลจางด้วยหัวใจที่เต้นระรัวยิ่งกว่ากลองศึกในคราแรก เพราะสำหรับเขาแล้ว ชัยชนะเหนือข้าศึกนับหมื่นยังไม่สำคัญเท่าความปลอดภัยของดวงใจทั้งสามดวงที่รออยู่ในบ้านเมื่อมาถึงหน้าจวน เขาไม่ทันได้รอให้ม้าหยุดนิ่งสนิทดีก็กระโดดลงจากอาน ร่างสูงโปร่งก้าวพรวดเข้าไปในห้องโถงที่บัดนี้ปราศจากเสียงระเบิด แต่ยังคงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด"ท่านพ่อ! หนิงเอ๋อ! ข้ากลับมาแล้ว!"ทันทีที่สิ้นเสียง ร่างเล็กของ จางเพ่ยเพ่ย ในวัย 7 ขวบ ก็พุ่งออกมาจากมุมหนึ่งแล้วกอดขาเขาไว้แน่น ตามมาด้วย จางหนี่ พี่ชายวัย 12 ปี ที่แม้จะพยายามทำตัวสุขุมเป็นผู้ใหญ่ตามแบบบิดา แต่ดวงตาก็รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความดีใจ"ท่านพ่อ! ท่านปลอดภัย! มังกรดำพวกนั้นพ่ายแพ้ต่อหน้าไม้ของท่านแล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ?" เพ่ยเพ่ยเงยหน้าขึ้นถามเสียงใสเสี่ยวหนิงย่อตัวลงกอดลูกทั้งสองไว้แน่น "ใช่
เสียงกลองศึกดังกึกก้องประดุจฟ้าถล่มดินทลาย กองทัพมังกรดำจำนวนห้าหมื่นนาย เคลื่อนพลประชิดกำแพงเมืองจินหยาง ราวกับคลื่นยักษ์ ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง เบื้องหน้าคือแม่ทัพฮวาเจี้ยน ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหดและประสบการณ์ในสนามรบที่โชกโชน"ไอ้พวกกบฏจินหยาง! ลงมายอมจำนนซะดี ๆ ไม่เช่นนั้นเมืองนี้จะกลายเป็นสุสานของพวกเจ้า!" แม่ทัพฮวาเจี้ยนคำรามลั่น เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วทุ่งรบบนกำแพงเมือง จางเสี่ยวหนิงยืนเคียงข้างแม่ทัพเทียนอี้ หนิงเอ๋อ และนายอำเภอกู้ ใบหน้าของทุกคนนิ่งสงบผิดกับสถานการณ์เบื้องหน้า"ท่านพี่เทียนอี้... ถึงเวลาแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วว่า 'ความเท่าเทียม' มีพลังมากแค่ไหน" จางเสี่ยวหนิงพูดเบา ๆ แต่มั่นคงเทียนอี้ยิ้มมุมปาก "ข้าเชื่อมั่นในท่านมาตลอดน้องชาย" เขาหันไปออกคำสั่งเสียงกึกก้อง "หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง! เตรียมหน้าไม้!"กองทัพมังกรดำเริ่มเคลื่อนพลเข้าใกล้ ขุนพลฮวาเจี้ยนสั่งให้หน่วยพลธนูระดมยิงเปิดทางเพื่อลดขวัญกำลังใจ แต่ลูกธนูเหล่านั้นกลับไปไม่ถึงกำแพงเมือง
ย้อนกลับไปในช่วงก่อนศึกใหญ่... ในคืนที่พระจันทร์ถูกเมฆหนาทึบบดบังจนมืดมิด ณ กระท่อมกลางป่าไผ่ที่เป็นจุดนัดพบลับระหว่าง จางเสี่ยวหนิง และ แม่ทัพเทียนอี้ขณะที่เทียนอี้กำลังถ่ายทอดสถานการณ์ในราชสำนักให้เสี่ยวหนิงฟัง พลันสัญชาตญาณนักรบของเขาก็กระตุกวูบ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะขยับตัว"ระวัง!" เสี่ยวหนิงตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งตัวเข้าผลักเทียนอี้จนล้มลงไปกับพื้นฉึก! ฉึก! ฉึก!เข็มพิษสีดำสนิทสามเล่มปักเข้าที่พนักเก้าอี้ไม้ที่เทียนอี้นั่งอยู่เมื่อครู่ หากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที เข็มเหล่านั้นคงเจาะทะลุลำคอของยอดแม่ทัพไปแล้วเงาดำสิบสองร่างปรากฏตัวขึ้นจากความมืดล้อมรอบกระท่อม พวกมันคือกลุ่มนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดของราชครูหวัง ที่ถูกส่งมาเพื่อเก็บกวาด "เสี้ยนหนาม" ทั้งสองคนพร้อมกัน"แม่ทัพเทียนอี้... วันนี้หัวของท่านต้องกลับไปพร้อมกับพวกเรา" หัวหน้านักฆ่าคำราม พลางวาดดาบสั้นที่อาบไปด้วยมนตราสีม่วงคล้ำเทียนอี้พยายามจะชักดาบใหญ่คู่กาย แต่เขากลับทรุดฮวบลง "พิ
แผนการสร้างเมืองที่ผาสุกของจางเสี่ยวหนิงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ ชาวบ้านหนึ่งพันคนที่ได้รับการสมัครมาใหม่ถูกคัดกรองอย่างเข้มงวดคนที่มีจิตใจซื่อสัตย์จะถูกส่งไปทำนาขั้นบันไดตามที่ประกาศไว้ ส่วนคนที่มีแววกล้าหาญและไร้ภาระผูกพันจะถูกแยกออกมาเพื่อเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนเป็น"หน่วยอาสาพิทักษ์จินหยาง"จางเสี่ยวหนิงยืนอยู่บนยอดเขาเหลียนซาน มองลงมายังเมืองจินหยางที่บัดนี้ดูเหมือนป้อมปราการสีเขียวซึ่งค่อย ๆ ขยายตัวที่ดินเชิงเขาเหลียนซานไม่ใช่แค่ที่ทำนา แต่มันคือที่ตั้งของ "โรงเรือนเพาะชำมหาอำนาจ" ที่จางเสี่ยวหนิงใช้แต้มระบบอัปเกรดจนถึงขั้นสูงสุดแจ้งเตือนระบบ: เริ่มการผลิตหน้าไม้เหล็กกล้าไม้ไผ่คุณสมบัติ ตัวเรือนทำจากไม้ไผ่สีทองพันปีเสริมด้วยเหล็กกล้าจากมิติ มีน้ำหนักเบาแต่ยิงได้แรงกว่าหน้าไม้ทั่วไป 5 เท่ากระสุน: ลูกธนูอาบพิษสกัดจาก "หยดน้ำตาไม้ไผ่" (พิษแทรกซึมเข้าระบบประ
ในมุมมืดของป้อมสังเกตการณ์ จางเสี่ยวหนิงยืนดูความวินาศสันตะโรผ่านหน้าจอระบบอย่างใจเย็น ข้างกายเขาคือชายฉกรรจ์ 10 คนแรกที่ได้รับดื่ม "น้ำสกัดรากไม้ไผ่สีทอง" พวกเขาอยู่ในชุดรัดกุมสีดำ แววตาเป็นประกายวาววับดุจสัตว์ป่า"พวกเจ้า... เห็นหรือไม่? นี่คือผลของพวกที่คิดจะมาทำลายบ้านของเรา" จางเสี่ยวหนิงเอ่ยเสียงเรียบ "พวกโจรที่หลุดรอดจากกับดักเข้าไปในป่าได้ ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าจัดการ... อย่าให้เหลือซาก""รับคำสั่งนายท่าน!"หน่วยอารักขาเงาพุ่งตัวออกไปจากป้อมด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์ พละกำลังที่ได้จากน้ำยาเสริมกำลังทำให้พวกเขากระโดดข้ามกอไม้ไผ่ได้อย่างคล่องแคล่วพวกเขาเข้าประจัญบานกับโจรที่หลงเหลือด้วยความเงียบเชียบและรวดเร็ว เพียงการออกหมัดเดียวก็สามารถทำลายเกราะไม้ของโจรจนแตกละเอียดเวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเค่อ (15 นาที) ความวุ่นวายภายนอกก็สงบลง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณกำแพงไม้ไผ่ แต่ที่น่าสยดสยองกว่านั้นคือ รากของไม้ไผ่สีทองเริ่มเลื้อยขึ้นมาพันรอบร่างที่ไร้วิญญาณของพวกโจร แล้วค่อย ๆ







