Masukตำหนักเฉียนชิงกงศูนย์กลางแห่งอำนาจสูงสุดของแผ่นดินต้าหลิง เป็นที่ประทับของฮ่องเต้จิ้งอู่ผู้ทรงอำนาจและเยือกเย็น ตั้งอยู่ลึกที่สุดภายในเขตพระราชวังชั้นใน ตัวตำหนักหันหน้าไปทางทิศใต้หลังพิงภูเขามองออกไปเห็นแนวหลังคาพระตำหนักน้อยใหญ่เรียงลดหลั่นลงไปจนสุดกำแพงวัง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองอร่าม สัญลักษณ์แห่งราชันย์ผู้เป็นศูนย์กลางฟ้าและดิน เมื่อแสงอาทิตย์ยามรุ่งสาดต้อง กระเบื้องเหล่านั้นสะท้อนแสงวับวาวราวเปลวเพลิงแห่งบัลลังก์
หน้าตำหนักมีลานหินอ่อนกว้างใหญ่เรียงด้วยหินขาวจากภูผาหลวง เสาหินมังกรแกะสลักสองข้างประตูยืนตระหง่าน เงามังกรพันเกลียวดูราวกับจะทะยานขึ้นสู่เมฆทุกครั้งที่ลมพัด พื้นลานถูกขัดจนสะอาดสะท้อนเงาเมฆบนฟ้าได้ชัดราวกระจก ภายในตำหนักกลิ่นกำยานจันทน์หอมอ่อนลอยอบอวล แสงไฟจากโคมทองส่องสว่างอบอุ่นแต่ไม่จ้า ผ้าม่านไหมสีเลือดนกพับระย้าอยู่เหนือบัลลังก์มังกร ซึ่งแกะจากไม้จันทน์แดงชิ้นเดียวทั้งแท่ง ลวดลายมังกรเก้าองค์พันรอบพนักบัลลังก์ ดวงตาแต่ละตาคมกริบราวกำลังจ้องผู้มาเข้าเฝ้า พื้นตำหนักปูด้วยไม้หอมที่ขัดจนเงามันเรียบสนิท ด้านหลังบัลลังก์เป็นฉากจิตรกรรมภูผาและทะเลเมฆ เขียนด้วยหมึกทองและครามเข้ม แสดงถึงความหมายฟ้าดินคู่ราชัน ข้างบัลลังก์ตั้งโต๊ะทรงกลมสำหรับวางฎีกา ข้างโต๊ะมีกระถางธูปหยกขาวขนาดใหญ่ควันลอยบาง ๆ ไม่เคยดับ ที่มุมห้องมีตั่งไม้สำหรับอ่านฎีกาและโต๊ะทรงเตี้ยซึ่งฮ่องเต้ใช้เขียนลายพระหัตถ์ พู่กันทองคำและหมึกดำบรรจุอยู่ในกล่องแกะลายเมฆมังกร ฝีมือช่างหลวงระดับสูงสุด เวลากลางวันแสงแดดลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆ มอบเงาอ่อนพาดลงบนพื้นให้ดูราวภาพวาดเคลื่อนไหว ส่วนยามค่ำ ยามที่ลมพัดผ้าม่านพลิ้ว เสียงระฆังลมทองคำจากชายคาดังแผ่ว แว่วก้องในตำหนักอันสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจขององค์เหนือหัว เฉียนชิงกงจึงมิใช่เพียงตำหนักที่งดงามโอฬาร แต่เป็นสถานที่ที่เวลาหยุดนิ่ง ทุกลมหายใจภายในล้วนอยู่ใต้รัศมีอำนาจของผู้หนึ่งเดียวในใต้หล้า ยามเช้าแห่งฤดูใบไม้ร่วงฟ้าด้านนอกยังคลุมด้วยหมอกบาง เสียงฆ้องประกาศเวลาที่ประตูวังดังสะท้อนก้องไปทั่วอาณาบริเวณ พระลานหน้าตำหนักเฉียนชิงกงเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงรองเท้ากำมะหยี่ของขันทีที่ก้าวเรียงจังหวะอย่างเป็นระเบียบ องค์หญิงหลิงเซียงก้าวลงจากเกี้ยวอย่างสง่างาม นางสวมฉลองพระองค์สีขาวปักดิ้นเงินเรียบสงบแต่เปี่ยมด้วยศักดิ์ ดวงหน้างามสงบ ทว่าดวงตาแฝงแววระวัง เมื่อมองเห็นบานประตูไม้แกะสลักมังกรเก้าตัวที่เบื้องหน้า ประตูแห่งอำนาจที่ไม่เคยเปิดต้อนรับใครง่าย ๆ “เชิญองค์หญิง พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ดูแลเฉียนชิงกงประสานมือโค้งศีรษะ นำทางเข้าไปด้วยท่าทีสำรวม ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ กลิ่นกำยานจันทน์ลอยอ้อยอิ่ง แสงจากโคมทองสะท้อนบัลลังก์มังกรกลางห้องจนวาวราวเปลวไฟ ด้านหลังม่านไหมสีเลือดนก เงาของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏชัด แผ่รัศมีเยือกเย็นที่ทำให้แม้แต่ลมหายใจยังต้องแผ่วลง “ถวายบังคมเพคะ” หลิงเซียง หลิงเซียงคุกเข่าลงช้า ๆ เสียงกระดูกข้อเข่ากระทบพื้นไม้ดังเบา แต่ก้องในอกของนางเอง ม่านไหมขยับเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำแต่ชัดเจนเอ่ยขึ้น “ลุกขึ้นเถิด หลิงเซียง” จิ้งอู่ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ฮ่องเต้จิ้งอู่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พระพักตร์เฉียบเย็น ดวงเนตรคมวาวราวเหล็กในราตรี พระอังสาสวมอาภรณ์มังกรทองที่สะท้อนแสงไฟชวนให้ผู้มองรู้สึกทั้งเกรงกลัวและยำเกรง “ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาเรียกหม่อมฉันเข้าเฝ้า มิทราบว่าทรงมีพระประสงค์สิ่งใดเพคะ” หลิงเซียง เสียงของหลิงเซียงสงบนิ่ง แต่ภายในอกเต้นแรงราวกลองศึก เพราะฮ่องเต้จิ้งอู่นั้นรูปงามตามที่บันทึกในหนังสือเลย “เจ้ารู้ดีอยู่แล้ว” จิ้งอู่ พระสุรเสียงเรียบเย็นแต่แฝงแววเหนื่อยล้า “ข่าวจากตำหนักไฉ่หง ข้ามิอาจเพิกเฉย” จิ้งอู่ หลิงเซียงหลุบพระเนตรลง “หม่อมฉันมิได้ปฏิเสธเพคะ หากฝ่าบาทหมายถึงข้าวของในที่เสด็จทิ้งไว้นั้น หม่อมฉันเพียงรักษาสิ่งที่อดีตฮองเฮาทรงฝากไว้” หลิงเซียง “ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ข้าหมายถึงการกระทำของเจ้าต่างหาก เจ้าอะไรอยู่ถึงได้คิดจะปลิดชีพตัวเอง หรือเป็นเพราะชายเป็นพี่ชายที่ไม่มีดี ดูแลเจ้าไม่ดีจนเจ้าอยากที่จะ...ช่างมันเถอะข้าไม่พูดเรื่องนี้อีก” จิ้งอู่ จิ้งอู่ทรงทอดพระเนตรตรงมา แววตานั้นลึกจนยากหยั่งถึง “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าสิ่งที่เจ้าทำอาจเปลี่ยนชะตาทั้งแผ่นดิน” จิ้งอู่ หลิงเซียงเม้มริมฝีปาก พระอุณหภูมิในห้องราวกับลดลงทันที เสียงกำยานแตกเบา ๆ ดังในความเงียบ “หม่อมฉันไม่เคยคิดเช่นนั้นเพคะ เพียงแต่…วันนั้นมีคนจับตัวหม่อมฉันไปแล้วจัดฉากว่าหม่อมฉันข้าตัวตายเพค่ะ” หลิงเซียง ฮ่องเต้จิ้งอู่ทอดพระเนตรอยู่นาน ก่อนจะตรัสเสียงเบา “เเรื่องนั้นข้ารู้แล้ว ข้ากำลังให้พี่สามเจ้ากับศาลต้าเว่ยสืบอยู่ ระหว่างเจ้าก็ห้ามออกจากตำหนักไฉ่หงไปไหนโดยลำพังเด็ด” จิ้งอู่ “เพค่ะ” หลิงเซียง รับคำเสร็จหลิงเซียงก็รีบออกไปทันที ฮ่องเต้จิ้งอู่ทอดพระเนตรมองตามหลังพระขนิษฐาเพียงพระองค์ครู่หนึ่ง แล้วพระพักตร์แปรเป็นอ่อนลงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะตรัสกับขันทีข้างกาย “หลิวกงกง สั่งหมอจัดยาบำรุงให้น้องเก้าด้วย สั่งห้องครัวหลวงทำอาหารบำร่างกายให้หลิงเซียงอย่าได้ขาด” จิ้งอู่ ฮ่องเต้จิ้งอู่บุรุษผู้ถืออำนาจสูงสุดแห่งแผ่นดินต้าหลิง พระรูปโฉมของพระองค์เป็นสิ่งที่ใครเห็นแล้วไม่มีวันลืมได้ ทั้งงดงามและน่าเกรงกลัวในเวลาเดียวกัน พระพักตร์ของพระองค์คมสลักราวมีดแกะจากหยกดำ คิ้วเข้มคมเฉียงเหนือดวงเนตรลึกดุจบึงมืดในราตรี ดวงตาคู่นั้นเยือกเย็นราวน้ำแข็ง แต่หากมองนานเข้า จะรู้ว่ามีเปลวเพลิงบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น เปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นและความโหดเหี้ยมที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่งเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ สันจมูกโด่งตรงรับกับแนวกรามแข็งกร้าว ริมพระโอษฐ์บางที่มักปิดสนิททำให้ยากจะคาดเดาความคิดเบื้องหลัง เสี้ยวรอยยิ้มของพระองค์ไม่เคยอ่อนโยน มันคือรอยยิ้มที่ทำให้ผู้คนในท้องพระโรงต้องคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อพระองค์ทรงสวมอาภรณ์มังกรทอง ยามแสงจากโคมส่องต้อง เงาของลายดิ้นมังกรที่พาดบนพระอังสาจะวาวราวสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหว พระอิริยาบถสงบเยือก แต่ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยพลังอำนาจอันดุดัน ราวพยัคฆ์ที่อยู่ในร่างราชัน ผิวพระวรกายขาวแต่ไม่ซีดเป็นขาวแบบหยกเนื้อแข็ง เย็นและแฝงความแข็งแกร่ง เส้นผมดำขลับยาวประบ่ามักรวบขึ้นด้วยปิ่นทองรูปมังกร บางครั้งปอยผมเล็ก ๆ ที่หลุดออกมาเคลื่อนไหวตามลมก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์อันอันตรายให้พระองค์ ผู้คนในวังกล่าวกันว่ายามพระองค์นิ่ง เหมือนภูผาที่ไม่มีผู้ใดข้ามได้แต่ยามพระองค์กริ้ว ดุจสายฟ้าที่ผ่าฟ้า ทั้งวังเงียบลงในลมหายใจเดียว และแม้แต่ผู้กล้าที่สุด เมื่อสบพระเนตรกับฮ่องเต้จิ้งอู่ ก็ไม่อาจทนมองได้นานนัก เพราะใต้ความหล่อเหลาคมคายของพระองค์นั้น แฝงไว้ด้วยรัศมีของราชันผู้เปื้อนเลือด ชายผู้ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยทั้งอุบาย ดาบ และความโดดเดี่ยว เสน่ห์ของพระองค์จึงมิใช่ความงาม หากแต่เป็นความอันตรายที่งดงามจนไม่มีใครกล้าขัดใจยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







