Masukตำหนักเฉียนชิงกงศูนย์กลางแห่งอำนาจสูงสุดของแผ่นดินต้าหลิง เป็นที่ประทับของฮ่องเต้จิ้งอู่ผู้ทรงอำนาจและเยือกเย็น ตั้งอยู่ลึกที่สุดภายในเขตพระราชวังชั้นใน ตัวตำหนักหันหน้าไปทางทิศใต้หลังพิงภูเขามองออกไปเห็นแนวหลังคาพระตำหนักน้อยใหญ่เรียงลดหลั่นลงไปจนสุดกำแพงวัง หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีเหลืองทองอร่าม สัญลักษณ์แห่งราชันย์ผู้เป็นศูนย์กลางฟ้าและดิน เมื่อแสงอาทิตย์ยามรุ่งสาดต้อง กระเบื้องเหล่านั้นสะท้อนแสงวับวาวราวเปลวเพลิงแห่งบัลลังก์
หน้าตำหนักมีลานหินอ่อนกว้างใหญ่เรียงด้วยหินขาวจากภูผาหลวง เสาหินมังกรแกะสลักสองข้างประตูยืนตระหง่าน เงามังกรพันเกลียวดูราวกับจะทะยานขึ้นสู่เมฆทุกครั้งที่ลมพัด พื้นลานถูกขัดจนสะอาดสะท้อนเงาเมฆบนฟ้าได้ชัดราวกระจก ภายในตำหนักกลิ่นกำยานจันทน์หอมอ่อนลอยอบอวล แสงไฟจากโคมทองส่องสว่างอบอุ่นแต่ไม่จ้า ผ้าม่านไหมสีเลือดนกพับระย้าอยู่เหนือบัลลังก์มังกร ซึ่งแกะจากไม้จันทน์แดงชิ้นเดียวทั้งแท่ง ลวดลายมังกรเก้าองค์พันรอบพนักบัลลังก์ ดวงตาแต่ละตาคมกริบราวกำลังจ้องผู้มาเข้าเฝ้า พื้นตำหนักปูด้วยไม้หอมที่ขัดจนเงามันเรียบสนิท ด้านหลังบัลลังก์เป็นฉากจิตรกรรมภูผาและทะเลเมฆ เขียนด้วยหมึกทองและครามเข้ม แสดงถึงความหมายฟ้าดินคู่ราชัน ข้างบัลลังก์ตั้งโต๊ะทรงกลมสำหรับวางฎีกา ข้างโต๊ะมีกระถางธูปหยกขาวขนาดใหญ่ควันลอยบาง ๆ ไม่เคยดับ ที่มุมห้องมีตั่งไม้สำหรับอ่านฎีกาและโต๊ะทรงเตี้ยซึ่งฮ่องเต้ใช้เขียนลายพระหัตถ์ พู่กันทองคำและหมึกดำบรรจุอยู่ในกล่องแกะลายเมฆมังกร ฝีมือช่างหลวงระดับสูงสุด เวลากลางวันแสงแดดลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ฉลุลายเมฆ มอบเงาอ่อนพาดลงบนพื้นให้ดูราวภาพวาดเคลื่อนไหว ส่วนยามค่ำ ยามที่ลมพัดผ้าม่านพลิ้ว เสียงระฆังลมทองคำจากชายคาดังแผ่ว แว่วก้องในตำหนักอันสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจขององค์เหนือหัว เฉียนชิงกงจึงมิใช่เพียงตำหนักที่งดงามโอฬาร แต่เป็นสถานที่ที่เวลาหยุดนิ่ง ทุกลมหายใจภายในล้วนอยู่ใต้รัศมีอำนาจของผู้หนึ่งเดียวในใต้หล้า ยามเช้าแห่งฤดูใบไม้ร่วงฟ้าด้านนอกยังคลุมด้วยหมอกบาง เสียงฆ้องประกาศเวลาที่ประตูวังดังสะท้อนก้องไปทั่วอาณาบริเวณ พระลานหน้าตำหนักเฉียนชิงกงเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงรองเท้ากำมะหยี่ของขันทีที่ก้าวเรียงจังหวะอย่างเป็นระเบียบ องค์หญิงหลิงเซียงก้าวลงจากเกี้ยวอย่างสง่างาม นางสวมฉลองพระองค์สีขาวปักดิ้นเงินเรียบสงบแต่เปี่ยมด้วยศักดิ์ ดวงหน้างามสงบ ทว่าดวงตาแฝงแววระวัง เมื่อมองเห็นบานประตูไม้แกะสลักมังกรเก้าตัวที่เบื้องหน้า ประตูแห่งอำนาจที่ไม่เคยเปิดต้อนรับใครง่าย ๆ “เชิญองค์หญิง พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ดูแลเฉียนชิงกงประสานมือโค้งศีรษะ นำทางเข้าไปด้วยท่าทีสำรวม ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ กลิ่นกำยานจันทน์ลอยอ้อยอิ่ง แสงจากโคมทองสะท้อนบัลลังก์มังกรกลางห้องจนวาวราวเปลวไฟ ด้านหลังม่านไหมสีเลือดนก เงาของบุรุษผู้หนึ่งปรากฏชัด แผ่รัศมีเยือกเย็นที่ทำให้แม้แต่ลมหายใจยังต้องแผ่วลง “ถวายบังคมเพคะ” หลิงเซียง หลิงเซียงคุกเข่าลงช้า ๆ เสียงกระดูกข้อเข่ากระทบพื้นไม้ดังเบา แต่ก้องในอกของนางเอง ม่านไหมขยับเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำแต่ชัดเจนเอ่ยขึ้น “ลุกขึ้นเถิด หลิงเซียง” จิ้งอู่ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ฮ่องเต้จิ้งอู่ประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พระพักตร์เฉียบเย็น ดวงเนตรคมวาวราวเหล็กในราตรี พระอังสาสวมอาภรณ์มังกรทองที่สะท้อนแสงไฟชวนให้ผู้มองรู้สึกทั้งเกรงกลัวและยำเกรง “ฝ่าบาททรงมีพระบัญชาเรียกหม่อมฉันเข้าเฝ้า มิทราบว่าทรงมีพระประสงค์สิ่งใดเพคะ” หลิงเซียง เสียงของหลิงเซียงสงบนิ่ง แต่ภายในอกเต้นแรงราวกลองศึก เพราะฮ่องเต้จิ้งอู่นั้นรูปงามตามที่บันทึกในหนังสือเลย “เจ้ารู้ดีอยู่แล้ว” จิ้งอู่ พระสุรเสียงเรียบเย็นแต่แฝงแววเหนื่อยล้า “ข่าวจากตำหนักไฉ่หง ข้ามิอาจเพิกเฉย” จิ้งอู่ หลิงเซียงหลุบพระเนตรลง “หม่อมฉันมิได้ปฏิเสธเพคะ หากฝ่าบาทหมายถึงข้าวของในที่เสด็จทิ้งไว้นั้น หม่อมฉันเพียงรักษาสิ่งที่อดีตฮองเฮาทรงฝากไว้” หลิงเซียง “ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ข้าหมายถึงการกระทำของเจ้าต่างหาก เจ้าอะไรอยู่ถึงได้คิดจะปลิดชีพตัวเอง หรือเป็นเพราะชายเป็นพี่ชายที่ไม่มีดี ดูแลเจ้าไม่ดีจนเจ้าอยากที่จะ...ช่างมันเถอะข้าไม่พูดเรื่องนี้อีก” จิ้งอู่ จิ้งอู่ทรงทอดพระเนตรตรงมา แววตานั้นลึกจนยากหยั่งถึง “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าสิ่งที่เจ้าทำอาจเปลี่ยนชะตาทั้งแผ่นดิน” จิ้งอู่ หลิงเซียงเม้มริมฝีปาก พระอุณหภูมิในห้องราวกับลดลงทันที เสียงกำยานแตกเบา ๆ ดังในความเงียบ “หม่อมฉันไม่เคยคิดเช่นนั้นเพคะ เพียงแต่…วันนั้นมีคนจับตัวหม่อมฉันไปแล้วจัดฉากว่าหม่อมฉันข้าตัวตายเพค่ะ” หลิงเซียง ฮ่องเต้จิ้งอู่ทอดพระเนตรอยู่นาน ก่อนจะตรัสเสียงเบา “เเรื่องนั้นข้ารู้แล้ว ข้ากำลังให้พี่สามเจ้ากับศาลต้าเว่ยสืบอยู่ ระหว่างเจ้าก็ห้ามออกจากตำหนักไฉ่หงไปไหนโดยลำพังเด็ด” จิ้งอู่ “เพค่ะ” หลิงเซียง รับคำเสร็จหลิงเซียงก็รีบออกไปทันที ฮ่องเต้จิ้งอู่ทอดพระเนตรมองตามหลังพระขนิษฐาเพียงพระองค์ครู่หนึ่ง แล้วพระพักตร์แปรเป็นอ่อนลงเพียงเล็กน้อย ก่อนจะตรัสกับขันทีข้างกาย “หลิวกงกง สั่งหมอจัดยาบำรุงให้น้องเก้าด้วย สั่งห้องครัวหลวงทำอาหารบำร่างกายให้หลิงเซียงอย่าได้ขาด” จิ้งอู่ ฮ่องเต้จิ้งอู่บุรุษผู้ถืออำนาจสูงสุดแห่งแผ่นดินต้าหลิง พระรูปโฉมของพระองค์เป็นสิ่งที่ใครเห็นแล้วไม่มีวันลืมได้ ทั้งงดงามและน่าเกรงกลัวในเวลาเดียวกัน พระพักตร์ของพระองค์คมสลักราวมีดแกะจากหยกดำ คิ้วเข้มคมเฉียงเหนือดวงเนตรลึกดุจบึงมืดในราตรี ดวงตาคู่นั้นเยือกเย็นราวน้ำแข็ง แต่หากมองนานเข้า จะรู้ว่ามีเปลวเพลิงบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น เปลวเพลิงแห่งความมุ่งมั่นและความโหดเหี้ยมที่พร้อมเผาผลาญทุกสิ่งเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ สันจมูกโด่งตรงรับกับแนวกรามแข็งกร้าว ริมพระโอษฐ์บางที่มักปิดสนิททำให้ยากจะคาดเดาความคิดเบื้องหลัง เสี้ยวรอยยิ้มของพระองค์ไม่เคยอ่อนโยน มันคือรอยยิ้มที่ทำให้ผู้คนในท้องพระโรงต้องคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อพระองค์ทรงสวมอาภรณ์มังกรทอง ยามแสงจากโคมส่องต้อง เงาของลายดิ้นมังกรที่พาดบนพระอังสาจะวาวราวสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหว พระอิริยาบถสงบเยือก แต่ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยพลังอำนาจอันดุดัน ราวพยัคฆ์ที่อยู่ในร่างราชัน ผิวพระวรกายขาวแต่ไม่ซีดเป็นขาวแบบหยกเนื้อแข็ง เย็นและแฝงความแข็งแกร่ง เส้นผมดำขลับยาวประบ่ามักรวบขึ้นด้วยปิ่นทองรูปมังกร บางครั้งปอยผมเล็ก ๆ ที่หลุดออกมาเคลื่อนไหวตามลมก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์อันอันตรายให้พระองค์ ผู้คนในวังกล่าวกันว่ายามพระองค์นิ่ง เหมือนภูผาที่ไม่มีผู้ใดข้ามได้แต่ยามพระองค์กริ้ว ดุจสายฟ้าที่ผ่าฟ้า ทั้งวังเงียบลงในลมหายใจเดียว และแม้แต่ผู้กล้าที่สุด เมื่อสบพระเนตรกับฮ่องเต้จิ้งอู่ ก็ไม่อาจทนมองได้นานนัก เพราะใต้ความหล่อเหลาคมคายของพระองค์นั้น แฝงไว้ด้วยรัศมีของราชันผู้เปื้อนเลือด ชายผู้ขึ้นสู่บัลลังก์ด้วยทั้งอุบาย ดาบ และความโดดเดี่ยว เสน่ห์ของพระองค์จึงมิใช่ความงาม หากแต่เป็นความอันตรายที่งดงามจนไม่มีใครกล้าขัดใจฤดูหนาวอันโหดร้ายผ่านพ้นไปพร้อมหิมะสุดท้ายที่ละลายกลายเป็นสายน้ำเล็ก ๆ ไหลลงสู่คูเมือง แคว้นเว่ยยังคงยืนอยู่ไดไม่ใช่เพราะอำนาจของบัลลังก์เพียงอย่างเดียว หากเพราะการมองไกลของคนไม่กี่คน หลิงเซียงยืนมองท้องฟ้ายามเช้า สีฟ้าใสสะอาดราวกับฟ้าดินเพิ่งถูกชำระล้าง นางควรจะโล่งใจควรจะภูมิใจ แต่หัวใจกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด“ทุกอย่างจบแล้ว…จริงหรือ” หลิงเซียงคำถามนั้นวนเวียนอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเดินอยู่ท่ามกลางเงาอำนาจ เงาความตาย และเงาของประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่นางเคยรู้ โลกใบนี้เปลี่ยนไปแล้วและตัวนางเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ความสงบที่ได้มาในตอนนี้ มิได้ทำให้หลิงเซียงอยากยึดติดกับวังหลวงอีกต่อไป ตรงกันข้ามมันทำให้นางอยากจากไปมู่เทียนหลางกลับจากการตรวจแนวคลังหลวงในยามบ่าย แววตาเขาอ่อนล้ากว่าที่เคย แต่ไร้ความตึงเครียดแบบแม่ทัพในสนามรบ เขาเห็นหลิงเซียงกำลังจัดตำราบนโต๊ะ ไม่ใช่เอกสารราชสำนักหากเป็นหนังสือเกษตร การค้า และแผนที่ชายฝั่ง เขาไม่ถามเพียงยืนมองเงียบ ๆ“ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่” หลิงเซียงหลิงเซียงเอ่ยในที่สุดมู่เทียนหลางพยักหน้า“ตั้งแต่ภัยหนาวผ่านไป ข้าก็รู้ว่าเราคว
หลังการกวาดล้างสำนักโคมดำ แคว้นเว่ยเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ บ้านเมืองสงบลงถนนหนทางกลับมามีผู้คน เสียงพ่อค้าเสียงเด็กเล่นดังขึ้นอีกครั้ง ราชสำนักพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่น ฮ่องเต้จิ้งอู่ลดทหารประจำการ เพิ่มการค้าขายและฟื้นการเก็บภาษีอย่างระมัดระวังหนึ่งปีเป็นเวลาสั้นเกินไปสำหรับแผลลึกจากการกบฏและการนองเลือด แต่ก็ยาวพอให้ผู้คนเริ่มหวังว่า ความทุกข์อาจจบลงแล้ว ทว่าฟ้าดินไม่เคยปรานีมนุษย์ ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นลมเหนือมาเร็วผิดปกติ หิมะโปรยปรายตั้งแต่เดือนที่ไม่ควรมี แม่น้ำเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง นกอพยพบินต่ำสัตว์ป่าเคลื่อนลงจากภูเขาชาวบ้านเริ่มกระซิบกันคำว่าภัยหนาว เริ่มดังขึ้นอีกครั้งคำที่ปรากฏในบันทึกโบราณเพียงไม่กี่หน้า แต่ทุกครั้งที่ปรากฏ มันหมายถึงความอดอยากและความตายหลิงเซียงยืนอยู่ในสวนจวน ลมหอบไอเย็นพัดผ่านผิว นางก้มมองใบไม้ที่ยังไม่ร่วงดี แต่ปลายใบกลับไหม้จากความหนาว ภาพนี้ไม่ใช่ภาพของปีปกติ ในความทรงจำจากประวัติศาสตร์เดิม ภัยหนาวครั้งใหญ่ควรจะมาอีกหลายปีให้หลัง ไม่ใช่ตอนนี้แต่โลกใบนี้โลกที่ประวัติศาสตร์เริ่มเบี่ยงเบน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบันทึกไม่ใช่คำพยากรณ์“หากเรารอใ
รุ่งอรุณของวันนั้น เมืองหลวงแคว้นเว่ยปกคลุมด้วยหมอกหนา ไม่ใช่หมอกธรรมชาติแต่เป็นหมอกแห่งความหวาดกลัว เสียงกลองราชสำนักดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่น แต่ก้องสะท้อนราวประกาศจุดจบของยุคสมัยหนึ่ง ฮ่องเต้จิ้งอู่ประทับเหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความเด็ดขาดของผู้ปกครองที่ผ่านการสูญเสียมามากเกินพอ“สำนักโคมดำ” จิ้งอู่พระสุรเสียงดังขึ้นชัดเจนเย็นเยียบ“เป็นกลุ่มกรกบฏที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเว่ยมาหลายสิบปี บ่อนทำลายราชสำนัก ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ และสมคบกับศัตรูภายนอก” จิ้งอู่เหล่าขุนนางคุกเข่าพร้อมกันไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง“วันนี้ข้ามีพระราชโองการ” จิ้งอู่ตรามังกรถูกยกขึ้นและคำตัดสินที่รอคอยก็ดังก้อง“ให้กวาดล้างสำนักโคมดำทั่วทั้งแคว้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวง หัวเมือง หรือชายแดน ผู้เกี่ยวข้องให้ประหาร ผู้ให้ที่พักพิงให้ประหารผู้รู้เห็นแต่ปิดบังให้เนรเทศหรือประหารตามโทษ” จิ้งอู่เสียงอักษรถูกขีดลงบนราชโองการราวกับขีดเส้นใต้คำว่าสิ้นสุดคำสั่งถูกส่งออกไปภายในครึ่งวัน ท่านอ๋องสามจิ้งหาว ท่านอ๋องห้าจิ้งเซียน มู่เทียนหลาง และกองทัพหลวง ออกเคลื่อนไหวพร
สายฝนโปรยปรายเหนือชายแดนแคว้นเว่ย ราวกับฟ้าดินกำลังไว้ทุกข์ให้กับความผิดบาปที่กำลังจะถูกชำระ ซูหนิงซานยืนอยู่ใต้ชายคาจวนร้างกลางหุบเขา มือเรียวสั่นเทาเมื่อกำสายประคำเก่าที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นกุ้ยเฟยในวังหลวง นางเคยเป็นสตรีที่งดงามสูงศักดิ์ เป็นที่โปรดปราน เป็นมารดาของรัชทายาท เป็นผู้ที่คนทั้งวังต้องก้มศีรษะให้แต่วันนี้นางเป็นเพียงหญิงต้องโทษที่หนีออกจากวังเป็นอดีตพระสนมที่มีบาปติดตัว และเป็นมารดาของทั้งจิ้งไฉและเฟิงไป๋จิน เป็นสตรีชั่วที่คนทั่วทั้งแผ่นดินสาปแช่ง บาปที่นางทำนั้นไม่มีวันล้างออกได้“ท่านแม่…” ไป๋จินเสียงเรียกเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังเฟิงไป๋จินยืนอยู่ไม่ไกล ร่างสูงในชุดสีดำของสำนักโคมดำ ดวงตาเย็นชาเช่นเดียวกับบิดาเฟิงซือฉิน แต่ในแววตานั้นยังมีรอยแตกร้าวที่เขาไม่อาจซ่อน ซูหนิงซานไม่กล้าหันไปมอง นางรู้ดีว่าตนเองคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมดความรักต้องห้ามและเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะที่นางก่อขึ้นนั้น ต้องย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ซูหนิงซานยังเป็นสาวน้อยจากตระกูลขุนนาง ได้รับคัดเลือกเข้าวังเพราะความงามและปัญญา เฟิงซือฉินในเวลานั้น ยังไม่ใช่หัวหน้าสำนักโคมดำ เขาเป็นเพียงบุรุษลึกล
เช้าวันนั้นท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงเว่ยไม่มืดแต่ก็ไม่สว่าง เมฆสีเทาเคลื่อนต่ำบดบังแสงอาทิตย์ราวกับฟ้ารู้ดีว่า วันนี้จะมีเลือดหลั่งลงสู่ผืนแผ่นดิน เสียงกลองศึกดังขึ้นจากกำแพงเมืองไม่ใช่กลองเฉลิมฉลอง แต่เป็นกลองเตือนภัย สำนักโคมดำเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวจากชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ รายงานตรงกันว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ยึดคลังเสบียงเผาด่านตรวจ และสังหารขุนนางท้องถิ่นภายในคืนเดียว ทุกหลักฐานชี้ไปที่ชื่อเดียเฟิงไป๋จินจิ้งไฉยืนอยู่กลางท้องพระโรงรายงานกองทัพถูกวางเรียงตรงหน้า ขุนนางเถียงกันเสียงดังบางคนเสนอให้เจรจา บางคนเสนอให้ประหารทั้งเครือข่ายบางคนยังไม่กล้าเอ่ยชื่อน้องชายต่างสายเลือด จิ้งไฉยกมือขึ้นทั้งท้องพระโรงเงียบลงทันที“นี่ไม่ใช่การก่อจลาจลเล็ก ๆ” จิ้งไฉเขาตรัสเสียงหนักแน่น“นี่คือสงครามและเป็นสงครามที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” จิ้งไฉเขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้หลายคนใจสั่น“ข้าจะนำทัพด้วยตนเอง” จิ้งไฉเสียงฮือฮาดังขึ้นแต่ไม่มีใครคัดค้านอย่างแท้จริง เพราะทุกคนรู้นี่ไม่ใช่เพียงศึกของแผ่นดิน แต่คือศึกของหัวใจฮ่องเต้ในขณะเดียวกันที่ราบหินดำทางเหนือธงสีดำไร้ตราโบกสะบัด กองกำลังของส
คืนที่ลมพัดกลิ่นเลือด ลมค่ำคืนนั้นพัดแรงผิดฤดูกาล ผืนป่าชานเมืองหลวงสั่นไหว ใบไม้เสียดสีกันราวเสียงกระซิบของวิญญาณ ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบังครึ่งหนึ่ง เหมือนฟ้าตั้งใจไม่ให้ใครเห็นทุกอย่างชัดเจน จิ้งไฉยืนอยู่กลางลานหินร้าง ด้านหลังคือกองกำลังองครักษ์ ด้านหน้าคือความว่างเปล่า แต่เขารู้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่“ไม่ต้องซ่อนตัวแล้ว ออกมาเถอะข้ารอเจอเจ้าอยู่แล้ว” จิ้งไฉเขากล่าวเสียงต่ำมั่นคง“ข้ารู้ว่าเจ้ามาแล้ว…เฟิงไป๋จิน” จิ้งไฉเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากเงาไม้ราวกับคำเชิญ ร่างหนึ่งก้าวออกมาชุดดำผมยาวมัดหลวม ใบหน้าคมคายดวงตาเย็นเฉียบ“องค์รัชทายาทว่าที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยคนต่อไป... ท่านพี่” ไป๋จินชายหนุ่มโค้งศีรษะเล็กน้อยท่าทางไม่ใช่การคำนับแต่คือการเยาะ“ในที่สุด…น้องชายของข้าก็ยอมมาพบกัน... เจ้าคงจะคิดถึงข้ามาสินะ” จิ้งไฉจิ้งไฉมองชายตรงหน้าหัวใจแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นี่คือเฟิงไป๋จินบุตรชายอีกคนของซูหนิงซานเลือดเดียวกันมารดาเดียวกัน เกิดมาหญิงชั่วชายโฉดที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แต่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหวเขาเติบโตในตำหนัก มีครูคอยสั่งสอน มีขุนนางคอยยำเกรง เป็นความคาดหวังแผ่นดินแต่อีกฝ่ายเติบโตในเ







