Home / แฟนตาซี / เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส / บทที่ 5 เริ่มสืบหาความจริง

Share

บทที่ 5 เริ่มสืบหาความจริง

last update Last Updated: 2025-11-02 10:14:29

องค์หญิงหลิงเซียงเสด็จกลับจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้จิ้งอู่ พระทัยกลับคลางแคลงมิอาจสงบ ดุจมีบางสิ่งปิดบังอยู่ในเงามืด มิแน่ว่าฮ่องเต้จะเป็นผู้ทำร้ายพระองค์ดังที่เคยเข้าใจ

ภายในตำหนักไฉ่หง แสงตะเกียงนวลอ่อนส่องต้องผนังหยกขาว เงาไม้พลิ้วตามแรงลมเย็นของยามค่ำ หม่ากูกูยกถาดชาจากเตาร้อนวางลงอย่างเงียบงัน พลางเหลือบสายตาไปยังองค์หญิงผู้ยังนิ่งเงียบอยู่ริมหน้าต่าง

“องค์หญิงเพคะ ทรงอย่าทรงกังวลนักเลยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง

ไป๋กงกงเอ่ยเสียงแผ่วพลางค้อมศีรษะ

“ฝ่าบาททรงมีพระท่าทีต่างไปจากเดิมก็จริง แต่หม่อมฉันเกรงว่า…เบื้องหลังอาจมีผู้ใดปั้นเรื่องใส่ร้าย” ไป๋กงกง

องค์หญิงทอดพระเนตรลงในถ้วยชา น้ำสีอำพันสะท้อนภาพพระพักตร์อันหม่นเศร้า

“ไป๋กงกงเห็นเช่นนั้นหรือ… หากเป็นจริง เช่นนั้นผู้ใดกันเล่าที่อยู่เบื้องหลังการทำร้ายข้า” หลิงเซียง

ซินเหมยกับจูซิง นางกำนัลรุ่นเยาว์ยืนเงียบอยู่เบื้องหลัง สีหน้าสั่นไหวด้วยความกังวล

“กระหม่อมกับเฟิงหวงตรวจตรารอบตำหนักแล้วเพคะ” ห่าวเฉิง

ห่าวเฉิงก้าวออกมากล่าวเสียงเรียบ

“แต่พบรอยเท้าแปลกปลอมใกล้สระบัวด้านใน อาจมีผู้ลอบเข้ามายามองค์หญิงเสด็จไปเข้าเฝ้า” ห่าวเฉิง

พระเนตรขององค์หญิงหลิงเซียงฉายแววเยือกเย็นขึ้นทันที

“เช่นนั้น… ให้เฝ้าสังเกตโดยอย่าให้ผู้ใดรู้ตัว ข้าต้องการทราบว่าแท้จริงแล้ว ใครคือศัตรูของข้าและใครกันแน่ที่ข้าควรไว้ใจ” หลิงเซียง

ถึงจะพยายามทำน้ำเสียงให้ดูปกติ แต่ในใจกลับเต้นแรงและสมองคิดหนักว่าจะอยู่รอดไปได้กี่วันกันเนี่ย ถึงขั้นมีคนร้ายลอยเข้าอีก

แสงตะเกียงพลันสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง เงาแห่งความลับจึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งในค่ำคืนที่เงียบงัน…

คืนนั้น ลมเหนือพัดต้องหลังคาแกะสลักจนเกิดเสียงหวีดหวิว แสงตะเกียงตามระเบียงตำหนักแกว่งไหวเป็นระยะ เงาไม้สะท้อนผนังดุจวิญญาณที่เร้นกายยามราตรี

ห่าวเฉิงในชุดดำสนิทเคลื่อนไหวอย่างไร้เสียง มือหนึ่งกุมด้ามดาบ อีกมือส่งสัญญาณให้เฟิงหวงลาดตระเวนรอบสระบัว ดวงตาคมขององครักษ์เงาคู่นั้นจับจ้องความมืดเบื้องหน้าไม่กะพริบ

“มีเงาเคลื่อนไหวทางด้านหลังตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงหวง

เสียงเฟิงหวงเอ่ยเบาๆ ขณะปรากฏตัวจากเงาไม้

“ดูเหมือนจะเป็นคนเดียว…เคลื่อนไหวชำนาญยิ่ง” เฟิงหวง

ห่าวเฉิงขมวดคิ้ว ดึงผ้าคลุมหน้าขึ้น

“ตามข้ามา” ห่าวเฉิง

ทั้งสองเงียบกริบ เคลื่อนตัวผ่านสวนบัวที่ชุ่มด้วยไอละอองกลางคืน เสียงน้ำหยดจากใบบัวดังแผ่วๆ กลบฝีเท้าของทั้งคู่ ทว่าไม่นานนัก

กรอบ!

เสียงไม้แผ่นหนึ่งแตกร้าวดังขึ้นเบาๆ จากข้างระเบียงตำหนัก เงาดำพลันพุ่งออกจากมุมมืดด้วยความเร็วสูง!

“หยุด!” ห่าวเฉิง

ห่าวเฉิงกระโจนตาม ดาบในมือแวววับสะท้อนแสงจันทร์ แต่เงานั้นกลับพลิกกายหลบพ้นในเสี้ยวลมหายใจ พุ่งข้ามหลังคาไปทางเรือนเก็บเครื่องแต่งองค์ขององค์หญิง

เฟิงหวงดีดตัวขึ้นตาม เสียงเท้าสองคู่กระทบกระเบื้องหลังคาเป็นจังหวะเร่งร้อน

“มันไปทางตำหนักใน!” เฟิงหวง

เฟิงหวงร้องขึ้น

“อย่าให้ถึงองค์หญิงเด็ดขาด!” ห่าวเฉิง

ห่าวเฉิงสั่งเสียงกร้าว

แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าใกล้ เงานั้นกลับหยุดชะงักเพียงครู่ ทิ้งวัตถุบางอย่างลงพื้น แล้วหายวับไปในความมืดราวกับไม่เคยมีตัวตน

ห่าวเฉิงหยุดยืนเหนือวัตถุนั้น ใช้ปลายดาบเขี่ยเบา ๆ มันคือ

“ปิ่นหยกสีฟ้ารูปดอกเหมย” ห่าวเฉิง

เครื่องประดับที่องค์หญิงเคยสวมเมื่อวันถูกทำร้าย…

“นี่มัน” เฟิงหวง

เฟิงหวงตะลึง ห่าวเฉิงขมวดคิ้วแน่น

“ดูเหมือนเรื่องนี้จะซับซ้อนกว่าที่คิด…ใครกันแน่ที่อยากให้พระนางเข้าใจผิด” ห่าวเฉิง

ลมยามค่ำพัดแรงขึ้นอีกครั้ง เงาจันทร์บนพื้นกระเพื่อมไหว คล้ายสวรรค์เองยังมิอาจนิ่งเงียบต่อความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผย…

แสงอรุณแรกของวันส่องลอดม่านแพรบาง เข้าสัมผัสพระพักตร์อันงดงามแต่แฝงความอ่อนล้า องค์หญิงหลิงเซียงทรงนั่งอยู่เบื้องหน้าต่าง เสียงนกเช้าดังแผ่วราวกลบความหนักอึ้งในพระทัยมิได้

ไป๋กงกงค่อย ๆ เดินเข้ามาพร้อมหม่ากูกูในชุดผ้าฝ้ายเรียบ

“องค์หญิงเมื่อคืนห่าวเฉิงกับเฟิงหวงเพิ่งกลับมาเมื่อยามชุ่ย นำของสิ่งหนึ่งมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง

พระเนตรขององค์หญิงเหลียวขึ้นทันที

“ของสิ่งหนึ่งหรือ” หลิงเซียง

ไป๋กงกงค้อมศีรษะต่ำ แล้วยื่นห่อผ้าไหมออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อพระหัตถ์งามคลี่ออก สิ่งที่ปรากฏคือปิ่นหยกสีฟ้าอ่อนรูปดอกเหมยชิ้นเดียวกับที่เคยหายไปในวันที่พระองค์ถูกลอบทำร้าย

“ปิ่นหยกนี้…” หลิงเซียง

พระสุรเสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ

“เป็นของข้าแท้ ๆ แต่เหตุใดจึงไปอยู่ในมือผู้ลอบเข้ามาเมื่อคืน” หลิงเซียง

“หม่อมฉันตรวจดูอย่างถี่ถ้วนแล้วเพคะ ปิ่นนี้มีรอยแตกใหม่ตรงขอบ เหมือนเพิ่งตกกระทบของแข็งเมื่อไม่นาน” หม่ากูกู

พระเนตรขององค์หญิงหลิงเซียงทอดมองหยกงามในมือ ดวงพระพักตร์เงียบงันอยู่ชั่วครู่ ก่อนตรัสเสียงเรียบเยือกเย็น

“ให้ห่าวเฉิงสืบว่ามีผู้ใดในวังที่สามารถเข้าถึงห้องเก็บของส่วนนี้ได้… และอย่าให้ข่าวนี้เล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย” หลิงเซียง

“พะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง

องค์หญิงหลิงเซียงทรงหลับพระเนตรลง พลันภาพความหลังผุดขึ้นวันที่พระมารดาถูกกลั่นแกล้งในวังหลัง เสียงกระซิบในเงา และคำเตือนของอดีตฮองเฮาที่ว่า

“ในวังนี้ ไม่มีสิ่งใดเป็นอย่างที่เห็น…”

พระเนตรที่เปิดขึ้นอีกครั้งนั้น เปล่งแสงเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม

“ดูท่าว่าสวรรค์…กำลังจะให้ข้ารู้ความจริงเสียที” หลิงเซียง

ลมสายบ่ายพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยร่วงโรยแตะปลายจมูก ห่าวเฉิงกับเฟิงหวงในชุดข้าราชบริพารเดินเคียงกันอยู่ตามทางเดินอิฐหิน สายตาทั้งคู่กวาดมองรอบอย่างระแวดระวัง แม้เพียงเงาของนางกำนัลผ่านไปก็ไม่พ้นการจับสังเกต

“ข้าให้คนตรวจบัญชีของห้องเก็บเครื่องประดับแล้ว” เฟิงหวง

เฟิงหวงเอ่ยเสียงแผ่ว

“แต่รายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าออกกลับหายไปหนึ่งช่วงเดือนพอดีช่วงที่องค์หญิงถูกลอบทำร้าย” ห่าวเฉิง

ห่าวเฉิงชะงักฝีเท้า ดวงตาเรียวคมแฝงแสงเย็น

“หายไปหนึ่งเดือนเต็ม? เช่นนั้นมีคนตั้งใจลบ” ห่าวเฉิง

“ข้าคิดเช่นกัน” เฟิงหวง

เฟิงหวงตอบพลางหันมองไปทางเรือนรองด้านตะวันออก

“และเมื่อเช้า ขันทีเวรยามเล่าว่ามีคนเห็นเงาดำปรากฏในบริเวณนั้นบ่อยนักยามค่ำ” เฟิงหวง

ห่าวเฉิงพยักหน้าเบา ๆ

“เรือนตะวันออก…นั่นคือที่พักของกงกงฝ่ายพิธีการไม่ใช่หรือ” ห่าวเฉิง

“ใช่ จั่วกงกงผู้นำขันทีฝ่ายเครื่องต้น เคยรับใช้พระมารดาองค์หญิงมาก่อน แต่ภายหลังกลับอยู่ฝ่ายฮองไทเฮา”

ห่าวเฉิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ

“แปลว่ามีสายสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย… อันตรายยิ่งนัก” ห่าวเฉิง

ทั้งสองหยุดยืนหลังต้นเหมยใหญ่ มองเห็นเงาบ่าวผู้หนึ่งกำลังลอบซ่อนสิ่งของบางอย่างใต้กระถางหยกข้างเรือนนั้น เฟิงหวงส่งสายตา ห่าวเฉิงพยักหน้ารับ

ทั้งคู่เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วและเงียบงันราวลมหายใจ เฟิงหวงคว้าแขนบ่าวผู้นั้นไว้ก่อนจะทันหนี

“เจ้าทำอะไรอยู่” ห่าวเฉิง

ห่าวเฉิงถามเสียงเรียบ ดวงตาคมจ้องลึกจนอีกฝ่ายหน้าซีด

“ข้า…ข้าเพียงทำความสะอาดขอรับ!” จั่วกงกง

“ทำความสะอาดยามบ่ายด้วยผ้าสีดำเช่นนั้นหรือ?” ห่าวเฉิง

เฟิงหวงถาม พร้อมดึงห่อผ้าจากมืออีกฝ่ายออกมา เปิดดูภายในปรากฏเป็นเครื่องประดับหยกอีกชิ้นหนึ่ง สีเดียวกับปิ่นขององค์หญิง!

ห่าวเฉิงยกขึ้นพินิจ เห็นรอยจารึกเล็ก ๆ ด้านในฐานหยกอักษรคำเดียว “เกา”

เขาและเฟิงหวงสบตากันทันที ความเข้าใจฉับพลันไหลผ่านในแววตาทั้งคู่

“ดูท่าว่า…ต้นตอจะอยู่ใกล้กว่าที่คิด” เฟิงหวง

เสียงลมยามบ่ายพลันพัดแรงขึ้น กลีบดอกเหมยปลิวว่อนในอากาศ ดุจสวรรค์เองกำลังปิดบังความลับที่ไม่ควรถูกเปิดเผย…

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 170 ครอบครัวสุขสันต์ตลอดไป (จบบริบูรณ์)

    ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 169 คุณชายน้อยและคุณหนูเล็ก

    ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 168 โซ่ทองคล้องใจ

    สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 167 งานเลี้ยงหมูกะทะ และท่านอ๋องแปดจิ้งซี

    ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 166 ท่านอ๋องเจ็ดเสด็จเงียบ ๆ

    ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 165 ท่านอ๋องหกมาเมืองไฮ่หยาง

    ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status