Masukองค์หญิงหลิงเซียงเสด็จกลับจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้จิ้งอู่ พระทัยกลับคลางแคลงมิอาจสงบ ดุจมีบางสิ่งปิดบังอยู่ในเงามืด มิแน่ว่าฮ่องเต้จะเป็นผู้ทำร้ายพระองค์ดังที่เคยเข้าใจ
ภายในตำหนักไฉ่หง แสงตะเกียงนวลอ่อนส่องต้องผนังหยกขาว เงาไม้พลิ้วตามแรงลมเย็นของยามค่ำ หม่ากูกูยกถาดชาจากเตาร้อนวางลงอย่างเงียบงัน พลางเหลือบสายตาไปยังองค์หญิงผู้ยังนิ่งเงียบอยู่ริมหน้าต่าง “องค์หญิงเพคะ ทรงอย่าทรงกังวลนักเลยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง ไป๋กงกงเอ่ยเสียงแผ่วพลางค้อมศีรษะ “ฝ่าบาททรงมีพระท่าทีต่างไปจากเดิมก็จริง แต่หม่อมฉันเกรงว่า…เบื้องหลังอาจมีผู้ใดปั้นเรื่องใส่ร้าย” ไป๋กงกง องค์หญิงทอดพระเนตรลงในถ้วยชา น้ำสีอำพันสะท้อนภาพพระพักตร์อันหม่นเศร้า “ไป๋กงกงเห็นเช่นนั้นหรือ… หากเป็นจริง เช่นนั้นผู้ใดกันเล่าที่อยู่เบื้องหลังการทำร้ายข้า” หลิงเซียง ซินเหมยกับจูซิง นางกำนัลรุ่นเยาว์ยืนเงียบอยู่เบื้องหลัง สีหน้าสั่นไหวด้วยความกังวล “กระหม่อมกับเฟิงหวงตรวจตรารอบตำหนักแล้วเพคะ” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงก้าวออกมากล่าวเสียงเรียบ “แต่พบรอยเท้าแปลกปลอมใกล้สระบัวด้านใน อาจมีผู้ลอบเข้ามายามองค์หญิงเสด็จไปเข้าเฝ้า” ห่าวเฉิง พระเนตรขององค์หญิงหลิงเซียงฉายแววเยือกเย็นขึ้นทันที “เช่นนั้น… ให้เฝ้าสังเกตโดยอย่าให้ผู้ใดรู้ตัว ข้าต้องการทราบว่าแท้จริงแล้ว ใครคือศัตรูของข้าและใครกันแน่ที่ข้าควรไว้ใจ” หลิงเซียง ถึงจะพยายามทำน้ำเสียงให้ดูปกติ แต่ในใจกลับเต้นแรงและสมองคิดหนักว่าจะอยู่รอดไปได้กี่วันกันเนี่ย ถึงขั้นมีคนร้ายลอยเข้าอีก แสงตะเกียงพลันสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง เงาแห่งความลับจึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งในค่ำคืนที่เงียบงัน… คืนนั้น ลมเหนือพัดต้องหลังคาแกะสลักจนเกิดเสียงหวีดหวิว แสงตะเกียงตามระเบียงตำหนักแกว่งไหวเป็นระยะ เงาไม้สะท้อนผนังดุจวิญญาณที่เร้นกายยามราตรี ห่าวเฉิงในชุดดำสนิทเคลื่อนไหวอย่างไร้เสียง มือหนึ่งกุมด้ามดาบ อีกมือส่งสัญญาณให้เฟิงหวงลาดตระเวนรอบสระบัว ดวงตาคมขององครักษ์เงาคู่นั้นจับจ้องความมืดเบื้องหน้าไม่กะพริบ “มีเงาเคลื่อนไหวทางด้านหลังตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงหวง เสียงเฟิงหวงเอ่ยเบาๆ ขณะปรากฏตัวจากเงาไม้ “ดูเหมือนจะเป็นคนเดียว…เคลื่อนไหวชำนาญยิ่ง” เฟิงหวง ห่าวเฉิงขมวดคิ้ว ดึงผ้าคลุมหน้าขึ้น “ตามข้ามา” ห่าวเฉิง ทั้งสองเงียบกริบ เคลื่อนตัวผ่านสวนบัวที่ชุ่มด้วยไอละอองกลางคืน เสียงน้ำหยดจากใบบัวดังแผ่วๆ กลบฝีเท้าของทั้งคู่ ทว่าไม่นานนัก กรอบ! เสียงไม้แผ่นหนึ่งแตกร้าวดังขึ้นเบาๆ จากข้างระเบียงตำหนัก เงาดำพลันพุ่งออกจากมุมมืดด้วยความเร็วสูง! “หยุด!” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงกระโจนตาม ดาบในมือแวววับสะท้อนแสงจันทร์ แต่เงานั้นกลับพลิกกายหลบพ้นในเสี้ยวลมหายใจ พุ่งข้ามหลังคาไปทางเรือนเก็บเครื่องแต่งองค์ขององค์หญิง เฟิงหวงดีดตัวขึ้นตาม เสียงเท้าสองคู่กระทบกระเบื้องหลังคาเป็นจังหวะเร่งร้อน “มันไปทางตำหนักใน!” เฟิงหวง เฟิงหวงร้องขึ้น “อย่าให้ถึงองค์หญิงเด็ดขาด!” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงสั่งเสียงกร้าว แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าใกล้ เงานั้นกลับหยุดชะงักเพียงครู่ ทิ้งวัตถุบางอย่างลงพื้น แล้วหายวับไปในความมืดราวกับไม่เคยมีตัวตน ห่าวเฉิงหยุดยืนเหนือวัตถุนั้น ใช้ปลายดาบเขี่ยเบา ๆ มันคือ “ปิ่นหยกสีฟ้ารูปดอกเหมย” ห่าวเฉิง เครื่องประดับที่องค์หญิงเคยสวมเมื่อวันถูกทำร้าย… “นี่มัน” เฟิงหวง เฟิงหวงตะลึง ห่าวเฉิงขมวดคิ้วแน่น “ดูเหมือนเรื่องนี้จะซับซ้อนกว่าที่คิด…ใครกันแน่ที่อยากให้พระนางเข้าใจผิด” ห่าวเฉิง ลมยามค่ำพัดแรงขึ้นอีกครั้ง เงาจันทร์บนพื้นกระเพื่อมไหว คล้ายสวรรค์เองยังมิอาจนิ่งเงียบต่อความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผย… แสงอรุณแรกของวันส่องลอดม่านแพรบาง เข้าสัมผัสพระพักตร์อันงดงามแต่แฝงความอ่อนล้า องค์หญิงหลิงเซียงทรงนั่งอยู่เบื้องหน้าต่าง เสียงนกเช้าดังแผ่วราวกลบความหนักอึ้งในพระทัยมิได้ ไป๋กงกงค่อย ๆ เดินเข้ามาพร้อมหม่ากูกูในชุดผ้าฝ้ายเรียบ “องค์หญิงเมื่อคืนห่าวเฉิงกับเฟิงหวงเพิ่งกลับมาเมื่อยามชุ่ย นำของสิ่งหนึ่งมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง พระเนตรขององค์หญิงเหลียวขึ้นทันที “ของสิ่งหนึ่งหรือ” หลิงเซียง ไป๋กงกงค้อมศีรษะต่ำ แล้วยื่นห่อผ้าไหมออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อพระหัตถ์งามคลี่ออก สิ่งที่ปรากฏคือปิ่นหยกสีฟ้าอ่อนรูปดอกเหมยชิ้นเดียวกับที่เคยหายไปในวันที่พระองค์ถูกลอบทำร้าย “ปิ่นหยกนี้…” หลิงเซียง พระสุรเสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ “เป็นของข้าแท้ ๆ แต่เหตุใดจึงไปอยู่ในมือผู้ลอบเข้ามาเมื่อคืน” หลิงเซียง “หม่อมฉันตรวจดูอย่างถี่ถ้วนแล้วเพคะ ปิ่นนี้มีรอยแตกใหม่ตรงขอบ เหมือนเพิ่งตกกระทบของแข็งเมื่อไม่นาน” หม่ากูกู พระเนตรขององค์หญิงหลิงเซียงทอดมองหยกงามในมือ ดวงพระพักตร์เงียบงันอยู่ชั่วครู่ ก่อนตรัสเสียงเรียบเยือกเย็น “ให้ห่าวเฉิงสืบว่ามีผู้ใดในวังที่สามารถเข้าถึงห้องเก็บของส่วนนี้ได้… และอย่าให้ข่าวนี้เล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย” หลิงเซียง “พะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง องค์หญิงหลิงเซียงทรงหลับพระเนตรลง พลันภาพความหลังผุดขึ้นวันที่พระมารดาถูกกลั่นแกล้งในวังหลัง เสียงกระซิบในเงา และคำเตือนของอดีตฮองเฮาที่ว่า “ในวังนี้ ไม่มีสิ่งใดเป็นอย่างที่เห็น…” พระเนตรที่เปิดขึ้นอีกครั้งนั้น เปล่งแสงเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม “ดูท่าว่าสวรรค์…กำลังจะให้ข้ารู้ความจริงเสียที” หลิงเซียง ลมสายบ่ายพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยร่วงโรยแตะปลายจมูก ห่าวเฉิงกับเฟิงหวงในชุดข้าราชบริพารเดินเคียงกันอยู่ตามทางเดินอิฐหิน สายตาทั้งคู่กวาดมองรอบอย่างระแวดระวัง แม้เพียงเงาของนางกำนัลผ่านไปก็ไม่พ้นการจับสังเกต “ข้าให้คนตรวจบัญชีของห้องเก็บเครื่องประดับแล้ว” เฟิงหวง เฟิงหวงเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่รายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าออกกลับหายไปหนึ่งช่วงเดือนพอดีช่วงที่องค์หญิงถูกลอบทำร้าย” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงชะงักฝีเท้า ดวงตาเรียวคมแฝงแสงเย็น “หายไปหนึ่งเดือนเต็ม? เช่นนั้นมีคนตั้งใจลบ” ห่าวเฉิง “ข้าคิดเช่นกัน” เฟิงหวง เฟิงหวงตอบพลางหันมองไปทางเรือนรองด้านตะวันออก “และเมื่อเช้า ขันทีเวรยามเล่าว่ามีคนเห็นเงาดำปรากฏในบริเวณนั้นบ่อยนักยามค่ำ” เฟิงหวง ห่าวเฉิงพยักหน้าเบา ๆ “เรือนตะวันออก…นั่นคือที่พักของกงกงฝ่ายพิธีการไม่ใช่หรือ” ห่าวเฉิง “ใช่ จั่วกงกงผู้นำขันทีฝ่ายเครื่องต้น เคยรับใช้พระมารดาองค์หญิงมาก่อน แต่ภายหลังกลับอยู่ฝ่ายฮองไทเฮา” ห่าวเฉิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “แปลว่ามีสายสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย… อันตรายยิ่งนัก” ห่าวเฉิง ทั้งสองหยุดยืนหลังต้นเหมยใหญ่ มองเห็นเงาบ่าวผู้หนึ่งกำลังลอบซ่อนสิ่งของบางอย่างใต้กระถางหยกข้างเรือนนั้น เฟิงหวงส่งสายตา ห่าวเฉิงพยักหน้ารับ ทั้งคู่เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วและเงียบงันราวลมหายใจ เฟิงหวงคว้าแขนบ่าวผู้นั้นไว้ก่อนจะทันหนี “เจ้าทำอะไรอยู่” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงถามเสียงเรียบ ดวงตาคมจ้องลึกจนอีกฝ่ายหน้าซีด “ข้า…ข้าเพียงทำความสะอาดขอรับ!” จั่วกงกง “ทำความสะอาดยามบ่ายด้วยผ้าสีดำเช่นนั้นหรือ?” ห่าวเฉิง เฟิงหวงถาม พร้อมดึงห่อผ้าจากมืออีกฝ่ายออกมา เปิดดูภายในปรากฏเป็นเครื่องประดับหยกอีกชิ้นหนึ่ง สีเดียวกับปิ่นขององค์หญิง! ห่าวเฉิงยกขึ้นพินิจ เห็นรอยจารึกเล็ก ๆ ด้านในฐานหยกอักษรคำเดียว “เกา” เขาและเฟิงหวงสบตากันทันที ความเข้าใจฉับพลันไหลผ่านในแววตาทั้งคู่ “ดูท่าว่า…ต้นตอจะอยู่ใกล้กว่าที่คิด” เฟิงหวง เสียงลมยามบ่ายพลันพัดแรงขึ้น กลีบดอกเหมยปลิวว่อนในอากาศ ดุจสวรรค์เองกำลังปิดบังความลับที่ไม่ควรถูกเปิดเผย…ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ
ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส
สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ
ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง
ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่
ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว







