Masukองค์หญิงหลิงเซียงเสด็จกลับจากเข้าเฝ้าฮ่องเต้จิ้งอู่ พระทัยกลับคลางแคลงมิอาจสงบ ดุจมีบางสิ่งปิดบังอยู่ในเงามืด มิแน่ว่าฮ่องเต้จะเป็นผู้ทำร้ายพระองค์ดังที่เคยเข้าใจ
ภายในตำหนักไฉ่หง แสงตะเกียงนวลอ่อนส่องต้องผนังหยกขาว เงาไม้พลิ้วตามแรงลมเย็นของยามค่ำ หม่ากูกูยกถาดชาจากเตาร้อนวางลงอย่างเงียบงัน พลางเหลือบสายตาไปยังองค์หญิงผู้ยังนิ่งเงียบอยู่ริมหน้าต่าง “องค์หญิงเพคะ ทรงอย่าทรงกังวลนักเลยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง ไป๋กงกงเอ่ยเสียงแผ่วพลางค้อมศีรษะ “ฝ่าบาททรงมีพระท่าทีต่างไปจากเดิมก็จริง แต่หม่อมฉันเกรงว่า…เบื้องหลังอาจมีผู้ใดปั้นเรื่องใส่ร้าย” ไป๋กงกง องค์หญิงทอดพระเนตรลงในถ้วยชา น้ำสีอำพันสะท้อนภาพพระพักตร์อันหม่นเศร้า “ไป๋กงกงเห็นเช่นนั้นหรือ… หากเป็นจริง เช่นนั้นผู้ใดกันเล่าที่อยู่เบื้องหลังการทำร้ายข้า” หลิงเซียง ซินเหมยกับจูซิง นางกำนัลรุ่นเยาว์ยืนเงียบอยู่เบื้องหลัง สีหน้าสั่นไหวด้วยความกังวล “กระหม่อมกับเฟิงหวงตรวจตรารอบตำหนักแล้วเพคะ” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงก้าวออกมากล่าวเสียงเรียบ “แต่พบรอยเท้าแปลกปลอมใกล้สระบัวด้านใน อาจมีผู้ลอบเข้ามายามองค์หญิงเสด็จไปเข้าเฝ้า” ห่าวเฉิง พระเนตรขององค์หญิงหลิงเซียงฉายแววเยือกเย็นขึ้นทันที “เช่นนั้น… ให้เฝ้าสังเกตโดยอย่าให้ผู้ใดรู้ตัว ข้าต้องการทราบว่าแท้จริงแล้ว ใครคือศัตรูของข้าและใครกันแน่ที่ข้าควรไว้ใจ” หลิงเซียง ถึงจะพยายามทำน้ำเสียงให้ดูปกติ แต่ในใจกลับเต้นแรงและสมองคิดหนักว่าจะอยู่รอดไปได้กี่วันกันเนี่ย ถึงขั้นมีคนร้ายลอยเข้าอีก แสงตะเกียงพลันสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง เงาแห่งความลับจึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งในค่ำคืนที่เงียบงัน… คืนนั้น ลมเหนือพัดต้องหลังคาแกะสลักจนเกิดเสียงหวีดหวิว แสงตะเกียงตามระเบียงตำหนักแกว่งไหวเป็นระยะ เงาไม้สะท้อนผนังดุจวิญญาณที่เร้นกายยามราตรี ห่าวเฉิงในชุดดำสนิทเคลื่อนไหวอย่างไร้เสียง มือหนึ่งกุมด้ามดาบ อีกมือส่งสัญญาณให้เฟิงหวงลาดตระเวนรอบสระบัว ดวงตาคมขององครักษ์เงาคู่นั้นจับจ้องความมืดเบื้องหน้าไม่กะพริบ “มีเงาเคลื่อนไหวทางด้านหลังตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” เฟิงหวง เสียงเฟิงหวงเอ่ยเบาๆ ขณะปรากฏตัวจากเงาไม้ “ดูเหมือนจะเป็นคนเดียว…เคลื่อนไหวชำนาญยิ่ง” เฟิงหวง ห่าวเฉิงขมวดคิ้ว ดึงผ้าคลุมหน้าขึ้น “ตามข้ามา” ห่าวเฉิง ทั้งสองเงียบกริบ เคลื่อนตัวผ่านสวนบัวที่ชุ่มด้วยไอละอองกลางคืน เสียงน้ำหยดจากใบบัวดังแผ่วๆ กลบฝีเท้าของทั้งคู่ ทว่าไม่นานนัก กรอบ! เสียงไม้แผ่นหนึ่งแตกร้าวดังขึ้นเบาๆ จากข้างระเบียงตำหนัก เงาดำพลันพุ่งออกจากมุมมืดด้วยความเร็วสูง! “หยุด!” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงกระโจนตาม ดาบในมือแวววับสะท้อนแสงจันทร์ แต่เงานั้นกลับพลิกกายหลบพ้นในเสี้ยวลมหายใจ พุ่งข้ามหลังคาไปทางเรือนเก็บเครื่องแต่งองค์ขององค์หญิง เฟิงหวงดีดตัวขึ้นตาม เสียงเท้าสองคู่กระทบกระเบื้องหลังคาเป็นจังหวะเร่งร้อน “มันไปทางตำหนักใน!” เฟิงหวง เฟิงหวงร้องขึ้น “อย่าให้ถึงองค์หญิงเด็ดขาด!” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงสั่งเสียงกร้าว แต่ก่อนที่ทั้งคู่จะเข้าใกล้ เงานั้นกลับหยุดชะงักเพียงครู่ ทิ้งวัตถุบางอย่างลงพื้น แล้วหายวับไปในความมืดราวกับไม่เคยมีตัวตน ห่าวเฉิงหยุดยืนเหนือวัตถุนั้น ใช้ปลายดาบเขี่ยเบา ๆ มันคือ “ปิ่นหยกสีฟ้ารูปดอกเหมย” ห่าวเฉิง เครื่องประดับที่องค์หญิงเคยสวมเมื่อวันถูกทำร้าย… “นี่มัน” เฟิงหวง เฟิงหวงตะลึง ห่าวเฉิงขมวดคิ้วแน่น “ดูเหมือนเรื่องนี้จะซับซ้อนกว่าที่คิด…ใครกันแน่ที่อยากให้พระนางเข้าใจผิด” ห่าวเฉิง ลมยามค่ำพัดแรงขึ้นอีกครั้ง เงาจันทร์บนพื้นกระเพื่อมไหว คล้ายสวรรค์เองยังมิอาจนิ่งเงียบต่อความลับที่กำลังจะถูกเปิดเผย… แสงอรุณแรกของวันส่องลอดม่านแพรบาง เข้าสัมผัสพระพักตร์อันงดงามแต่แฝงความอ่อนล้า องค์หญิงหลิงเซียงทรงนั่งอยู่เบื้องหน้าต่าง เสียงนกเช้าดังแผ่วราวกลบความหนักอึ้งในพระทัยมิได้ ไป๋กงกงค่อย ๆ เดินเข้ามาพร้อมหม่ากูกูในชุดผ้าฝ้ายเรียบ “องค์หญิงเมื่อคืนห่าวเฉิงกับเฟิงหวงเพิ่งกลับมาเมื่อยามชุ่ย นำของสิ่งหนึ่งมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง พระเนตรขององค์หญิงเหลียวขึ้นทันที “ของสิ่งหนึ่งหรือ” หลิงเซียง ไป๋กงกงค้อมศีรษะต่ำ แล้วยื่นห่อผ้าไหมออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อพระหัตถ์งามคลี่ออก สิ่งที่ปรากฏคือปิ่นหยกสีฟ้าอ่อนรูปดอกเหมยชิ้นเดียวกับที่เคยหายไปในวันที่พระองค์ถูกลอบทำร้าย “ปิ่นหยกนี้…” หลิงเซียง พระสุรเสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ “เป็นของข้าแท้ ๆ แต่เหตุใดจึงไปอยู่ในมือผู้ลอบเข้ามาเมื่อคืน” หลิงเซียง “หม่อมฉันตรวจดูอย่างถี่ถ้วนแล้วเพคะ ปิ่นนี้มีรอยแตกใหม่ตรงขอบ เหมือนเพิ่งตกกระทบของแข็งเมื่อไม่นาน” หม่ากูกู พระเนตรขององค์หญิงหลิงเซียงทอดมองหยกงามในมือ ดวงพระพักตร์เงียบงันอยู่ชั่วครู่ ก่อนตรัสเสียงเรียบเยือกเย็น “ให้ห่าวเฉิงสืบว่ามีผู้ใดในวังที่สามารถเข้าถึงห้องเก็บของส่วนนี้ได้… และอย่าให้ข่าวนี้เล็ดลอดออกไปแม้แต่น้อย” หลิงเซียง “พะย่ะค่ะ” ไป๋กงกง องค์หญิงหลิงเซียงทรงหลับพระเนตรลง พลันภาพความหลังผุดขึ้นวันที่พระมารดาถูกกลั่นแกล้งในวังหลัง เสียงกระซิบในเงา และคำเตือนของอดีตฮองเฮาที่ว่า “ในวังนี้ ไม่มีสิ่งใดเป็นอย่างที่เห็น…” พระเนตรที่เปิดขึ้นอีกครั้งนั้น เปล่งแสงเยียบเย็นยิ่งกว่าเดิม “ดูท่าว่าสวรรค์…กำลังจะให้ข้ารู้ความจริงเสียที” หลิงเซียง ลมสายบ่ายพัดผ่านสวนหลวง กลิ่นดอกเหมยร่วงโรยแตะปลายจมูก ห่าวเฉิงกับเฟิงหวงในชุดข้าราชบริพารเดินเคียงกันอยู่ตามทางเดินอิฐหิน สายตาทั้งคู่กวาดมองรอบอย่างระแวดระวัง แม้เพียงเงาของนางกำนัลผ่านไปก็ไม่พ้นการจับสังเกต “ข้าให้คนตรวจบัญชีของห้องเก็บเครื่องประดับแล้ว” เฟิงหวง เฟิงหวงเอ่ยเสียงแผ่ว “แต่รายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าออกกลับหายไปหนึ่งช่วงเดือนพอดีช่วงที่องค์หญิงถูกลอบทำร้าย” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงชะงักฝีเท้า ดวงตาเรียวคมแฝงแสงเย็น “หายไปหนึ่งเดือนเต็ม? เช่นนั้นมีคนตั้งใจลบ” ห่าวเฉิง “ข้าคิดเช่นกัน” เฟิงหวง เฟิงหวงตอบพลางหันมองไปทางเรือนรองด้านตะวันออก “และเมื่อเช้า ขันทีเวรยามเล่าว่ามีคนเห็นเงาดำปรากฏในบริเวณนั้นบ่อยนักยามค่ำ” เฟิงหวง ห่าวเฉิงพยักหน้าเบา ๆ “เรือนตะวันออก…นั่นคือที่พักของกงกงฝ่ายพิธีการไม่ใช่หรือ” ห่าวเฉิง “ใช่ จั่วกงกงผู้นำขันทีฝ่ายเครื่องต้น เคยรับใช้พระมารดาองค์หญิงมาก่อน แต่ภายหลังกลับอยู่ฝ่ายฮองไทเฮา” ห่าวเฉิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “แปลว่ามีสายสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย… อันตรายยิ่งนัก” ห่าวเฉิง ทั้งสองหยุดยืนหลังต้นเหมยใหญ่ มองเห็นเงาบ่าวผู้หนึ่งกำลังลอบซ่อนสิ่งของบางอย่างใต้กระถางหยกข้างเรือนนั้น เฟิงหวงส่งสายตา ห่าวเฉิงพยักหน้ารับ ทั้งคู่เคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็วและเงียบงันราวลมหายใจ เฟิงหวงคว้าแขนบ่าวผู้นั้นไว้ก่อนจะทันหนี “เจ้าทำอะไรอยู่” ห่าวเฉิง ห่าวเฉิงถามเสียงเรียบ ดวงตาคมจ้องลึกจนอีกฝ่ายหน้าซีด “ข้า…ข้าเพียงทำความสะอาดขอรับ!” จั่วกงกง “ทำความสะอาดยามบ่ายด้วยผ้าสีดำเช่นนั้นหรือ?” ห่าวเฉิง เฟิงหวงถาม พร้อมดึงห่อผ้าจากมืออีกฝ่ายออกมา เปิดดูภายในปรากฏเป็นเครื่องประดับหยกอีกชิ้นหนึ่ง สีเดียวกับปิ่นขององค์หญิง! ห่าวเฉิงยกขึ้นพินิจ เห็นรอยจารึกเล็ก ๆ ด้านในฐานหยกอักษรคำเดียว “เกา” เขาและเฟิงหวงสบตากันทันที ความเข้าใจฉับพลันไหลผ่านในแววตาทั้งคู่ “ดูท่าว่า…ต้นตอจะอยู่ใกล้กว่าที่คิด” เฟิงหวง เสียงลมยามบ่ายพลันพัดแรงขึ้น กลีบดอกเหมยปลิวว่อนในอากาศ ดุจสวรรค์เองกำลังปิดบังความลับที่ไม่ควรถูกเปิดเผย…ฤดูหนาวอันโหดร้ายผ่านพ้นไปพร้อมหิมะสุดท้ายที่ละลายกลายเป็นสายน้ำเล็ก ๆ ไหลลงสู่คูเมือง แคว้นเว่ยยังคงยืนอยู่ไดไม่ใช่เพราะอำนาจของบัลลังก์เพียงอย่างเดียว หากเพราะการมองไกลของคนไม่กี่คน หลิงเซียงยืนมองท้องฟ้ายามเช้า สีฟ้าใสสะอาดราวกับฟ้าดินเพิ่งถูกชำระล้าง นางควรจะโล่งใจควรจะภูมิใจ แต่หัวใจกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด“ทุกอย่างจบแล้ว…จริงหรือ” หลิงเซียงคำถามนั้นวนเวียนอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเดินอยู่ท่ามกลางเงาอำนาจ เงาความตาย และเงาของประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่นางเคยรู้ โลกใบนี้เปลี่ยนไปแล้วและตัวนางเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ความสงบที่ได้มาในตอนนี้ มิได้ทำให้หลิงเซียงอยากยึดติดกับวังหลวงอีกต่อไป ตรงกันข้ามมันทำให้นางอยากจากไปมู่เทียนหลางกลับจากการตรวจแนวคลังหลวงในยามบ่าย แววตาเขาอ่อนล้ากว่าที่เคย แต่ไร้ความตึงเครียดแบบแม่ทัพในสนามรบ เขาเห็นหลิงเซียงกำลังจัดตำราบนโต๊ะ ไม่ใช่เอกสารราชสำนักหากเป็นหนังสือเกษตร การค้า และแผนที่ชายฝั่ง เขาไม่ถามเพียงยืนมองเงียบ ๆ“ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่” หลิงเซียงหลิงเซียงเอ่ยในที่สุดมู่เทียนหลางพยักหน้า“ตั้งแต่ภัยหนาวผ่านไป ข้าก็รู้ว่าเราคว
หลังการกวาดล้างสำนักโคมดำ แคว้นเว่ยเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ บ้านเมืองสงบลงถนนหนทางกลับมามีผู้คน เสียงพ่อค้าเสียงเด็กเล่นดังขึ้นอีกครั้ง ราชสำนักพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่น ฮ่องเต้จิ้งอู่ลดทหารประจำการ เพิ่มการค้าขายและฟื้นการเก็บภาษีอย่างระมัดระวังหนึ่งปีเป็นเวลาสั้นเกินไปสำหรับแผลลึกจากการกบฏและการนองเลือด แต่ก็ยาวพอให้ผู้คนเริ่มหวังว่า ความทุกข์อาจจบลงแล้ว ทว่าฟ้าดินไม่เคยปรานีมนุษย์ ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นลมเหนือมาเร็วผิดปกติ หิมะโปรยปรายตั้งแต่เดือนที่ไม่ควรมี แม่น้ำเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง นกอพยพบินต่ำสัตว์ป่าเคลื่อนลงจากภูเขาชาวบ้านเริ่มกระซิบกันคำว่าภัยหนาว เริ่มดังขึ้นอีกครั้งคำที่ปรากฏในบันทึกโบราณเพียงไม่กี่หน้า แต่ทุกครั้งที่ปรากฏ มันหมายถึงความอดอยากและความตายหลิงเซียงยืนอยู่ในสวนจวน ลมหอบไอเย็นพัดผ่านผิว นางก้มมองใบไม้ที่ยังไม่ร่วงดี แต่ปลายใบกลับไหม้จากความหนาว ภาพนี้ไม่ใช่ภาพของปีปกติ ในความทรงจำจากประวัติศาสตร์เดิม ภัยหนาวครั้งใหญ่ควรจะมาอีกหลายปีให้หลัง ไม่ใช่ตอนนี้แต่โลกใบนี้โลกที่ประวัติศาสตร์เริ่มเบี่ยงเบน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบันทึกไม่ใช่คำพยากรณ์“หากเรารอใ
รุ่งอรุณของวันนั้น เมืองหลวงแคว้นเว่ยปกคลุมด้วยหมอกหนา ไม่ใช่หมอกธรรมชาติแต่เป็นหมอกแห่งความหวาดกลัว เสียงกลองราชสำนักดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่น แต่ก้องสะท้อนราวประกาศจุดจบของยุคสมัยหนึ่ง ฮ่องเต้จิ้งอู่ประทับเหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความเด็ดขาดของผู้ปกครองที่ผ่านการสูญเสียมามากเกินพอ“สำนักโคมดำ” จิ้งอู่พระสุรเสียงดังขึ้นชัดเจนเย็นเยียบ“เป็นกลุ่มกรกบฏที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเว่ยมาหลายสิบปี บ่อนทำลายราชสำนัก ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ และสมคบกับศัตรูภายนอก” จิ้งอู่เหล่าขุนนางคุกเข่าพร้อมกันไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง“วันนี้ข้ามีพระราชโองการ” จิ้งอู่ตรามังกรถูกยกขึ้นและคำตัดสินที่รอคอยก็ดังก้อง“ให้กวาดล้างสำนักโคมดำทั่วทั้งแคว้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวง หัวเมือง หรือชายแดน ผู้เกี่ยวข้องให้ประหาร ผู้ให้ที่พักพิงให้ประหารผู้รู้เห็นแต่ปิดบังให้เนรเทศหรือประหารตามโทษ” จิ้งอู่เสียงอักษรถูกขีดลงบนราชโองการราวกับขีดเส้นใต้คำว่าสิ้นสุดคำสั่งถูกส่งออกไปภายในครึ่งวัน ท่านอ๋องสามจิ้งหาว ท่านอ๋องห้าจิ้งเซียน มู่เทียนหลาง และกองทัพหลวง ออกเคลื่อนไหวพร
สายฝนโปรยปรายเหนือชายแดนแคว้นเว่ย ราวกับฟ้าดินกำลังไว้ทุกข์ให้กับความผิดบาปที่กำลังจะถูกชำระ ซูหนิงซานยืนอยู่ใต้ชายคาจวนร้างกลางหุบเขา มือเรียวสั่นเทาเมื่อกำสายประคำเก่าที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นกุ้ยเฟยในวังหลวง นางเคยเป็นสตรีที่งดงามสูงศักดิ์ เป็นที่โปรดปราน เป็นมารดาของรัชทายาท เป็นผู้ที่คนทั้งวังต้องก้มศีรษะให้แต่วันนี้นางเป็นเพียงหญิงต้องโทษที่หนีออกจากวังเป็นอดีตพระสนมที่มีบาปติดตัว และเป็นมารดาของทั้งจิ้งไฉและเฟิงไป๋จิน เป็นสตรีชั่วที่คนทั่วทั้งแผ่นดินสาปแช่ง บาปที่นางทำนั้นไม่มีวันล้างออกได้“ท่านแม่…” ไป๋จินเสียงเรียกเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังเฟิงไป๋จินยืนอยู่ไม่ไกล ร่างสูงในชุดสีดำของสำนักโคมดำ ดวงตาเย็นชาเช่นเดียวกับบิดาเฟิงซือฉิน แต่ในแววตานั้นยังมีรอยแตกร้าวที่เขาไม่อาจซ่อน ซูหนิงซานไม่กล้าหันไปมอง นางรู้ดีว่าตนเองคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมดความรักต้องห้ามและเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะที่นางก่อขึ้นนั้น ต้องย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ซูหนิงซานยังเป็นสาวน้อยจากตระกูลขุนนาง ได้รับคัดเลือกเข้าวังเพราะความงามและปัญญา เฟิงซือฉินในเวลานั้น ยังไม่ใช่หัวหน้าสำนักโคมดำ เขาเป็นเพียงบุรุษลึกล
เช้าวันนั้นท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงเว่ยไม่มืดแต่ก็ไม่สว่าง เมฆสีเทาเคลื่อนต่ำบดบังแสงอาทิตย์ราวกับฟ้ารู้ดีว่า วันนี้จะมีเลือดหลั่งลงสู่ผืนแผ่นดิน เสียงกลองศึกดังขึ้นจากกำแพงเมืองไม่ใช่กลองเฉลิมฉลอง แต่เป็นกลองเตือนภัย สำนักโคมดำเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวจากชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ รายงานตรงกันว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ยึดคลังเสบียงเผาด่านตรวจ และสังหารขุนนางท้องถิ่นภายในคืนเดียว ทุกหลักฐานชี้ไปที่ชื่อเดียเฟิงไป๋จินจิ้งไฉยืนอยู่กลางท้องพระโรงรายงานกองทัพถูกวางเรียงตรงหน้า ขุนนางเถียงกันเสียงดังบางคนเสนอให้เจรจา บางคนเสนอให้ประหารทั้งเครือข่ายบางคนยังไม่กล้าเอ่ยชื่อน้องชายต่างสายเลือด จิ้งไฉยกมือขึ้นทั้งท้องพระโรงเงียบลงทันที“นี่ไม่ใช่การก่อจลาจลเล็ก ๆ” จิ้งไฉเขาตรัสเสียงหนักแน่น“นี่คือสงครามและเป็นสงครามที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” จิ้งไฉเขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้หลายคนใจสั่น“ข้าจะนำทัพด้วยตนเอง” จิ้งไฉเสียงฮือฮาดังขึ้นแต่ไม่มีใครคัดค้านอย่างแท้จริง เพราะทุกคนรู้นี่ไม่ใช่เพียงศึกของแผ่นดิน แต่คือศึกของหัวใจฮ่องเต้ในขณะเดียวกันที่ราบหินดำทางเหนือธงสีดำไร้ตราโบกสะบัด กองกำลังของส
คืนที่ลมพัดกลิ่นเลือด ลมค่ำคืนนั้นพัดแรงผิดฤดูกาล ผืนป่าชานเมืองหลวงสั่นไหว ใบไม้เสียดสีกันราวเสียงกระซิบของวิญญาณ ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบังครึ่งหนึ่ง เหมือนฟ้าตั้งใจไม่ให้ใครเห็นทุกอย่างชัดเจน จิ้งไฉยืนอยู่กลางลานหินร้าง ด้านหลังคือกองกำลังองครักษ์ ด้านหน้าคือความว่างเปล่า แต่เขารู้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่“ไม่ต้องซ่อนตัวแล้ว ออกมาเถอะข้ารอเจอเจ้าอยู่แล้ว” จิ้งไฉเขากล่าวเสียงต่ำมั่นคง“ข้ารู้ว่าเจ้ามาแล้ว…เฟิงไป๋จิน” จิ้งไฉเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากเงาไม้ราวกับคำเชิญ ร่างหนึ่งก้าวออกมาชุดดำผมยาวมัดหลวม ใบหน้าคมคายดวงตาเย็นเฉียบ“องค์รัชทายาทว่าที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยคนต่อไป... ท่านพี่” ไป๋จินชายหนุ่มโค้งศีรษะเล็กน้อยท่าทางไม่ใช่การคำนับแต่คือการเยาะ“ในที่สุด…น้องชายของข้าก็ยอมมาพบกัน... เจ้าคงจะคิดถึงข้ามาสินะ” จิ้งไฉจิ้งไฉมองชายตรงหน้าหัวใจแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นี่คือเฟิงไป๋จินบุตรชายอีกคนของซูหนิงซานเลือดเดียวกันมารดาเดียวกัน เกิดมาหญิงชั่วชายโฉดที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แต่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหวเขาเติบโตในตำหนัก มีครูคอยสั่งสอน มีขุนนางคอยยำเกรง เป็นความคาดหวังแผ่นดินแต่อีกฝ่ายเติบโตในเ




![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


