Masukยามเฉินแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทาบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองนอกวังหลวง รถม้าสีเรียบจอดอยู่หน้าตลาดตะวันออก ผู้คนพลุกพล่าน กลิ่นขนมอบและผลไม้สดลอยคลุ้งในอากาศ
องค์หญิงหลิงเซียงทรงสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีงาช้าง ปิดพระพักตร์ไว้ด้วยผ้าคลุมบางเบา มีเพียงห่าวเฉิงและเฟิงหวงติดตามอยู่ห่าง ๆ ในคราบข้ารับใช้ธรรมดา
“ตลาดนี้ช่างครึกครื้นนัก” หลิงเซียง
พระสุรเสียงแผ่วแต่แฝงรอยยิ้มบาง
“ข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งยังเด็ก พระมารดาเคยพาข้ามาซื้อแป้งข้าวหอมเพื่อนำไปทำขนมดอกเหมย” หลิงเซียง
เฟิงหวงเอ่ยเบา ๆ พลางเหลือบมองรอบตัว
“ห่าวเฉิง ข้าเห็นร้านขนมฝั่งโน้นมีคนแน่นไม่ขาดสาย ดูท่าจะมีชื่อเสียงไม่น้อย” เฟิงหวง
ห่าวเฉินยกมือแตะด้ามดาบที่ซ่อนใต้เสื้อคลุม พลางตอบ
“แม้เพียงตลาดเล็ก ๆ ก็ยังมิอาจวางใจได้ ขอให้พระองค์ทรงอยู่ใกล้ข้าพเจ้าอย่าห่างนัก” ห่าวเฉิน
องค์หญิงทรงหัวเราะเบา ๆ
“พี่จริงจังเกินไปนักห่าวเฉิง ข้าเพียงจะซื้อแป้งข้าวกับถั่วแดงเท่านั้น มิได้คิดก่อศึก” หลิงเซียง
พระสุรเสียงนั้นอ่อนโยนแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ ห่าวเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนค้อมศีรษะ
“พ่ะย่ะค่ะ หากเช่นนั้น กระหม่อมจะคอยเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ” ห่าวเฉิง
พระเนตรขององค์หญิงทอดมองร้านขนมเล็ก ๆ ที่หญิงชรากำลังนวดแป้งอยู่
“กลิ่นแป้งหอมดั่งความทรงจำ…” หลิงเซียง
พอได้กลิ่นแป้งหอม ๆ ความทรงจำขององค์หญิงหลิงเซียงก็ฉายภาพในหัวอีกครั้ง เป็นความทรงจำแห่งความสุขเมื่อที่ที่พระมารดาเคยพามาเที่ยวชมตลาด
ทันใดนั้นเสียงเด็กชายตะโกนขายของดังขึ้นใกล้ ๆ รถม้า
“ปิ่นหยกของแท้จากเมืองทางใต้! ปิ่นหยกงามนักเข้ามาชมก่อนได้ขอรับ”
องค์หญิงหลิงเซียงชะงัก ฝ่าพระหัตถ์ที่กำลังจะรับแป้งข้าวหยุดกลางอากาศ พระเนตรเบิกกว้างเพียงชั่ววินาที ก่อนแฝงความนิ่งไว้ดังเดิม
“เฟิงหวง พี่ไปดูปิ่นหยกนั้นให้ข้าที” หลิงหญิง
พระสุรเสียงเรียบเย็นลงกะทันหัน เฟิงหวงยังไม่ทันเดินไปถึงร้านปิ่นหยก เสียงม้าร้องฮือดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของตลาด ฝุ่นทรายลอยคลุ้ง รถม้าสีดำสนิทแล่นเข้ามาช้า ๆ ฝูงชนรีบหลีกทางให้เป็นแนว
ห่าวเฉิงเหลือบสายตาไปมองทันที มือแตะด้ามดาบใต้เสื้อคลุมโดยสัญชาตญาณ องค์หญิงหลิงเซียงหันตามเสียงนั้น แล้วพระเนตรกลับแข็งค้างชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้า ชุดยาวสีดำขลิบทอง ปลายผมมัดสูง ดวงตาคมเย็นราวเหยี่ยวเหนือหุบเขา
คุณชายมู่เทียนหลาง แห่งตระกูลมู่ ตระกูลที่เคยเป็นศัตรูกับราชวงศ์อย่างเปิดเผยเมื่อสามปีก่อน… และยังเป็นผู้ที่องค์หญิงเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการลอบทำร้ายพระองค์ในอดีต มู่เทียนหลางกวาดสายตาไปรอบตลาดชั่วครู่ ก่อนหยุดลงที่พระพักตร์ใต้ผ้าคลุมบางนั้น เขาชะงักเพียงเสี้ยววินาทีรอยยิ้มเย็นผุดขึ้นตรงมุมปาก
“ผู้คนในเมืองนี้ช่างเปลี่ยนไปนัก… แม้แต่องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ยังลดพระองค์ลงมาซื้อของเอง” เทียนหลาง
เสียงทุ้มของเขาเอ่ยเรียบ แต่แฝงแรงเย้ยหยันบางอย่าง ห่าวเฉิงก้าวมาข้างหน้าโดยอัตโนมัติ
“โปรดสำรวมวาจา ท่านมู่เทียนหลาง” ห่าวเฉิน
“หึ… องครักษ์เงาแห่งตำหนักไฉ่หง ข้าเห็นเจ้าครั้งสุดท้ายยังบาดเจ็บจากการฝึกหายดีแล้วหรือ” เทียนหลาง
องค์หญิงหลิงเซียงขยับพระกายเพียงน้อย พระสุรเสียงนิ่งสงบแต่แฝงอำนาจ
“ข้ามาซื้อของเท่านั้น มิได้มาเพื่อฟังถ้อยคำของผู้หลงตนในอำนาจตระกูล” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางก้าวเข้ามาใกล้อีกเพียงก้าว พระเนตรเยียบเย็นจ้องสบพระเนตรของพระองค์
“สามปีก่อน… หากไม่ใช่เพราะการแข่งแต่งกลอนอะไรนั้น เราคงไม่เป็นศัตรูกันเช่นวันนี้” เทียนหลาง
เงียบงันปกคลุมตลาดในชั่วอึดใจ ผู้คนรอบข้างหยุดเคลื่อนไหว ลมหอบฝุ่นบางเบาผ่านระหว่างทั้งคู่ ในใจหลิงเซียงตอนนี้งงมาก แข่งขันอะไรกันไปแข่งตอนไหน ทำไม่ในความทรงจำขององค์หญิงถึงไม่มีเรื่องนี้
“อย่าพูดถึงมันอีกเลยเจ้าควรลืมได้แล้ว ข้าเองก็ลืมเช่นกัน” หลิงเซียง
พระสุรเสียงขององค์หญิงต่ำแต่หนักแน่น
“แต่ข้าไม่เคยลอบทำร้ายผู้ใดในความมืดเหมือนท่าน” เทียนหลาง
ลอบทำร้ายอะไรอีก ไปทำร้ายใครอะไรยังไงกันองค์หญิง สร้างศัตรูไว้เยอะเกินไปแล้วนะ
“หรือท่านมั่นใจนักว่าผู้ลงมือวันนั้น ไม่ใช่คนในวังของท่านเอง” เทียนหลาง
พระเนตรขององค์หญิงไหววูบไปเพียงแวบเดียว ก่อนกลับสงบนิ่งดังเดิม ยังเอ่ยเพื่อแก้ไขสถานการณ์ไปก่อน
“คำพูดของเจ้า… ข้าจะจำไว้” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางค้อมศีรษะเล็กน้อย
“จำไว้ก็แล้วกัน องค์หญิงหลิงเซียงเพราะความจริงนั้น บางครั้งอยู่ใกล้กว่าที่ท่านคิด” เทียนหลาง
เขาหันหลังขึ้นรถม้าเสียงเกือกม้าดังห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นฝุ่นและเงาของอดีตที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในพระทัยขององค์หญิง ห่าวเฉิงก้าวเข้ามาใกล้
“จะให้กระหม่อมตามสืบหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ” ห่าวเฉิง
องค์หญิงหลิงเซียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว
“ไม่ต้อง… ถ้าเขาคือคนที่คิดร้ายกับข้า เขาจะเผยตนเองในไม่ช้า” หลิงเซียง
มู่เทียนหลางนามนี้เมื่อเอ่ยถึง ไม่เพียงทำให้เหล่าขุนนางในราชสำนักต้องระวังคำพูด หากแม้แต่สตรีในเมืองหลวงยังเผลอเอ่ยชื่อเขาด้วยเสียงแผ่วเบา รูปโฉมของเขางามปานอสูรสวรรค์ ดวงตาเรียวยาวเจือแสงเย็นราวคมเหล็กใต้แสงจันทร์ ขนตาดกดำทอดเงาเหนือแก้ม ดั่งจะซ่อนความลึกล้ำไม่ให้ผู้ใดมองทะลุ
คิ้วเข้มทรงกระบี่ ขับให้ใบหน้าคมดั่งแกะสลักจากหยกหิมะ จมูกโด่งตรงไร้ที่ติ ริมฝีปากบางมีรอยยิ้มเย้ยหยันที่มักไม่ถึงดวงตายามยิ้มกลับดูน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าความเงียบ ผมยาวสีหมึกมัดไว้หลวม ๆ ด้วยริ้วแพรทอง เมื่อปล่อยลมพัด กลุ่มเส้นผมเคลื่อนไหวพลิ้วไหวราวเงาดำที่มีชีวิต
ยามสวมชุดสีดำขลิบทองปักลายมังกรเหิน เขาเปรียบเสมือนรัตติกาลที่มีเปลวไฟซ่อนอยู่ภายใน—งดงาม เยือกเย็น และอันตราย ผู้คนในวังเรียกเขาว่า เงามังกรแห่งตระกูลมู่ เพราะใต้ใบหน้าอันหล่อเหลานั้น คือจิตใจที่คมดั่งมีด ดุจชายผู้ยิ้มอยู่ข้างดอกเหมย แต่ดอกนั้นอาจเปื้อนเลือดเมื่อถึงยามร่วงโรย
หลังจากที่ออกห่างจากมู่เทียนหลางมาได้องค์หลิงเซียงก็คิดในใจว่า มู่เทียนหลางคนนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการตายครั้งนี้ของเขาหรือเปล่า เพราะมู่เทียนหลางนั้นอยู่ข้างของฮ่องเต้ แต่จะมีเหตุจูงใจอะไรถึงได้ทำร้ายองค์หญิงได้ ถ้าโกรธกันเล็กหน่อยก็ไม่น่าถึงขั้นฆ่าให้ตายนะ ยิ่งหาความจริงยิ่งมีผู้เกี่ยวข้องมาเพิ่มอีก แต่ยังมีเวลาอีกตั้งเจ็ดปีถึงจะเกิดเรื่องใหญ่ ระหว่างรอขอเตรียมตัวหาซื้อที่ดินก่อนแล้วกัน ข้าจะต้องเป็นเจ้าของเหลาอาหารที่ดังที่สุดให้ได้
ฤดูหนาวอันโหดร้ายผ่านพ้นไปพร้อมหิมะสุดท้ายที่ละลายกลายเป็นสายน้ำเล็ก ๆ ไหลลงสู่คูเมือง แคว้นเว่ยยังคงยืนอยู่ไดไม่ใช่เพราะอำนาจของบัลลังก์เพียงอย่างเดียว หากเพราะการมองไกลของคนไม่กี่คน หลิงเซียงยืนมองท้องฟ้ายามเช้า สีฟ้าใสสะอาดราวกับฟ้าดินเพิ่งถูกชำระล้าง นางควรจะโล่งใจควรจะภูมิใจ แต่หัวใจกลับรู้สึกว่างเปล่าอย่างประหลาด“ทุกอย่างจบแล้ว…จริงหรือ” หลิงเซียงคำถามนั้นวนเวียนอยู่ในใจตลอดหลายปีที่ผ่านมา นางเดินอยู่ท่ามกลางเงาอำนาจ เงาความตาย และเงาของประวัติศาสตร์ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่นางเคยรู้ โลกใบนี้เปลี่ยนไปแล้วและตัวนางเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ความสงบที่ได้มาในตอนนี้ มิได้ทำให้หลิงเซียงอยากยึดติดกับวังหลวงอีกต่อไป ตรงกันข้ามมันทำให้นางอยากจากไปมู่เทียนหลางกลับจากการตรวจแนวคลังหลวงในยามบ่าย แววตาเขาอ่อนล้ากว่าที่เคย แต่ไร้ความตึงเครียดแบบแม่ทัพในสนามรบ เขาเห็นหลิงเซียงกำลังจัดตำราบนโต๊ะ ไม่ใช่เอกสารราชสำนักหากเป็นหนังสือเกษตร การค้า และแผนที่ชายฝั่ง เขาไม่ถามเพียงยืนมองเงียบ ๆ“ท่านคิดเหมือนข้าหรือไม่” หลิงเซียงหลิงเซียงเอ่ยในที่สุดมู่เทียนหลางพยักหน้า“ตั้งแต่ภัยหนาวผ่านไป ข้าก็รู้ว่าเราคว
หลังการกวาดล้างสำนักโคมดำ แคว้นเว่ยเหมือนผู้ป่วยที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดใหญ่ บ้านเมืองสงบลงถนนหนทางกลับมามีผู้คน เสียงพ่อค้าเสียงเด็กเล่นดังขึ้นอีกครั้ง ราชสำนักพยายามฟื้นฟูความเชื่อมั่น ฮ่องเต้จิ้งอู่ลดทหารประจำการ เพิ่มการค้าขายและฟื้นการเก็บภาษีอย่างระมัดระวังหนึ่งปีเป็นเวลาสั้นเกินไปสำหรับแผลลึกจากการกบฏและการนองเลือด แต่ก็ยาวพอให้ผู้คนเริ่มหวังว่า ความทุกข์อาจจบลงแล้ว ทว่าฟ้าดินไม่เคยปรานีมนุษย์ ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นลมเหนือมาเร็วผิดปกติ หิมะโปรยปรายตั้งแต่เดือนที่ไม่ควรมี แม่น้ำเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง นกอพยพบินต่ำสัตว์ป่าเคลื่อนลงจากภูเขาชาวบ้านเริ่มกระซิบกันคำว่าภัยหนาว เริ่มดังขึ้นอีกครั้งคำที่ปรากฏในบันทึกโบราณเพียงไม่กี่หน้า แต่ทุกครั้งที่ปรากฏ มันหมายถึงความอดอยากและความตายหลิงเซียงยืนอยู่ในสวนจวน ลมหอบไอเย็นพัดผ่านผิว นางก้มมองใบไม้ที่ยังไม่ร่วงดี แต่ปลายใบกลับไหม้จากความหนาว ภาพนี้ไม่ใช่ภาพของปีปกติ ในความทรงจำจากประวัติศาสตร์เดิม ภัยหนาวครั้งใหญ่ควรจะมาอีกหลายปีให้หลัง ไม่ใช่ตอนนี้แต่โลกใบนี้โลกที่ประวัติศาสตร์เริ่มเบี่ยงเบน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าบันทึกไม่ใช่คำพยากรณ์“หากเรารอใ
รุ่งอรุณของวันนั้น เมืองหลวงแคว้นเว่ยปกคลุมด้วยหมอกหนา ไม่ใช่หมอกธรรมชาติแต่เป็นหมอกแห่งความหวาดกลัว เสียงกลองราชสำนักดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่น แต่ก้องสะท้อนราวประกาศจุดจบของยุคสมัยหนึ่ง ฮ่องเต้จิ้งอู่ประทับเหนือบัลลังก์มังกร พระพักตร์ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความอ่อนโยน มีเพียงความเด็ดขาดของผู้ปกครองที่ผ่านการสูญเสียมามากเกินพอ“สำนักโคมดำ” จิ้งอู่พระสุรเสียงดังขึ้นชัดเจนเย็นเยียบ“เป็นกลุ่มกรกบฏที่แฝงตัวอยู่ในแคว้นเว่ยมาหลายสิบปี บ่อนทำลายราชสำนัก ฆ่าฟันผู้บริสุทธิ์ และสมคบกับศัตรูภายนอก” จิ้งอู่เหล่าขุนนางคุกเข่าพร้อมกันไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง“วันนี้ข้ามีพระราชโองการ” จิ้งอู่ตรามังกรถูกยกขึ้นและคำตัดสินที่รอคอยก็ดังก้อง“ให้กวาดล้างสำนักโคมดำทั่วทั้งแคว้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวง หัวเมือง หรือชายแดน ผู้เกี่ยวข้องให้ประหาร ผู้ให้ที่พักพิงให้ประหารผู้รู้เห็นแต่ปิดบังให้เนรเทศหรือประหารตามโทษ” จิ้งอู่เสียงอักษรถูกขีดลงบนราชโองการราวกับขีดเส้นใต้คำว่าสิ้นสุดคำสั่งถูกส่งออกไปภายในครึ่งวัน ท่านอ๋องสามจิ้งหาว ท่านอ๋องห้าจิ้งเซียน มู่เทียนหลาง และกองทัพหลวง ออกเคลื่อนไหวพร
สายฝนโปรยปรายเหนือชายแดนแคว้นเว่ย ราวกับฟ้าดินกำลังไว้ทุกข์ให้กับความผิดบาปที่กำลังจะถูกชำระ ซูหนิงซานยืนอยู่ใต้ชายคาจวนร้างกลางหุบเขา มือเรียวสั่นเทาเมื่อกำสายประคำเก่าที่ติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นกุ้ยเฟยในวังหลวง นางเคยเป็นสตรีที่งดงามสูงศักดิ์ เป็นที่โปรดปราน เป็นมารดาของรัชทายาท เป็นผู้ที่คนทั้งวังต้องก้มศีรษะให้แต่วันนี้นางเป็นเพียงหญิงต้องโทษที่หนีออกจากวังเป็นอดีตพระสนมที่มีบาปติดตัว และเป็นมารดาของทั้งจิ้งไฉและเฟิงไป๋จิน เป็นสตรีชั่วที่คนทั่วทั้งแผ่นดินสาปแช่ง บาปที่นางทำนั้นไม่มีวันล้างออกได้“ท่านแม่…” ไป๋จินเสียงเรียกเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังเฟิงไป๋จินยืนอยู่ไม่ไกล ร่างสูงในชุดสีดำของสำนักโคมดำ ดวงตาเย็นชาเช่นเดียวกับบิดาเฟิงซือฉิน แต่ในแววตานั้นยังมีรอยแตกร้าวที่เขาไม่อาจซ่อน ซูหนิงซานไม่กล้าหันไปมอง นางรู้ดีว่าตนเองคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมดความรักต้องห้ามและเมล็ดพันธุ์แห่งหายนะที่นางก่อขึ้นนั้น ต้องย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ซูหนิงซานยังเป็นสาวน้อยจากตระกูลขุนนาง ได้รับคัดเลือกเข้าวังเพราะความงามและปัญญา เฟิงซือฉินในเวลานั้น ยังไม่ใช่หัวหน้าสำนักโคมดำ เขาเป็นเพียงบุรุษลึกล
เช้าวันนั้นท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงเว่ยไม่มืดแต่ก็ไม่สว่าง เมฆสีเทาเคลื่อนต่ำบดบังแสงอาทิตย์ราวกับฟ้ารู้ดีว่า วันนี้จะมีเลือดหลั่งลงสู่ผืนแผ่นดิน เสียงกลองศึกดังขึ้นจากกำแพงเมืองไม่ใช่กลองเฉลิมฉลอง แต่เป็นกลองเตือนภัย สำนักโคมดำเคลื่อนไหวแล้ว ข่าวจากชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ รายงานตรงกันว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ยึดคลังเสบียงเผาด่านตรวจ และสังหารขุนนางท้องถิ่นภายในคืนเดียว ทุกหลักฐานชี้ไปที่ชื่อเดียเฟิงไป๋จินจิ้งไฉยืนอยู่กลางท้องพระโรงรายงานกองทัพถูกวางเรียงตรงหน้า ขุนนางเถียงกันเสียงดังบางคนเสนอให้เจรจา บางคนเสนอให้ประหารทั้งเครือข่ายบางคนยังไม่กล้าเอ่ยชื่อน้องชายต่างสายเลือด จิ้งไฉยกมือขึ้นทั้งท้องพระโรงเงียบลงทันที“นี่ไม่ใช่การก่อจลาจลเล็ก ๆ” จิ้งไฉเขาตรัสเสียงหนักแน่น“นี่คือสงครามและเป็นสงครามที่ข้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” จิ้งไฉเขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้หลายคนใจสั่น“ข้าจะนำทัพด้วยตนเอง” จิ้งไฉเสียงฮือฮาดังขึ้นแต่ไม่มีใครคัดค้านอย่างแท้จริง เพราะทุกคนรู้นี่ไม่ใช่เพียงศึกของแผ่นดิน แต่คือศึกของหัวใจฮ่องเต้ในขณะเดียวกันที่ราบหินดำทางเหนือธงสีดำไร้ตราโบกสะบัด กองกำลังของส
คืนที่ลมพัดกลิ่นเลือด ลมค่ำคืนนั้นพัดแรงผิดฤดูกาล ผืนป่าชานเมืองหลวงสั่นไหว ใบไม้เสียดสีกันราวเสียงกระซิบของวิญญาณ ดวงจันทร์ถูกเมฆบดบังครึ่งหนึ่ง เหมือนฟ้าตั้งใจไม่ให้ใครเห็นทุกอย่างชัดเจน จิ้งไฉยืนอยู่กลางลานหินร้าง ด้านหลังคือกองกำลังองครักษ์ ด้านหน้าคือความว่างเปล่า แต่เขารู้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่“ไม่ต้องซ่อนตัวแล้ว ออกมาเถอะข้ารอเจอเจ้าอยู่แล้ว” จิ้งไฉเขากล่าวเสียงต่ำมั่นคง“ข้ารู้ว่าเจ้ามาแล้ว…เฟิงไป๋จิน” จิ้งไฉเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังจากเงาไม้ราวกับคำเชิญ ร่างหนึ่งก้าวออกมาชุดดำผมยาวมัดหลวม ใบหน้าคมคายดวงตาเย็นเฉียบ“องค์รัชทายาทว่าที่ฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ยคนต่อไป... ท่านพี่” ไป๋จินชายหนุ่มโค้งศีรษะเล็กน้อยท่าทางไม่ใช่การคำนับแต่คือการเยาะ“ในที่สุด…น้องชายของข้าก็ยอมมาพบกัน... เจ้าคงจะคิดถึงข้ามาสินะ” จิ้งไฉจิ้งไฉมองชายตรงหน้าหัวใจแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นี่คือเฟิงไป๋จินบุตรชายอีกคนของซูหนิงซานเลือดเดียวกันมารดาเดียวกัน เกิดมาหญิงชั่วชายโฉดที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี แต่กลับต่างกันราวฟ้ากับเหวเขาเติบโตในตำหนัก มีครูคอยสั่งสอน มีขุนนางคอยยำเกรง เป็นความคาดหวังแผ่นดินแต่อีกฝ่ายเติบโตในเ







