Home / แฟนตาซี / เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส / บทที่ 6 ออกนอกวังครั้งแรก

Share

บทที่ 6 ออกนอกวังครั้งแรก

last update Last Updated: 2025-11-02 15:13:26

ยามเฉินแสงอาทิตย์อ่อน ๆ ทาบยอดหลังคากระเบื้องเคลือบสีทองนอกวังหลวง รถม้าสีเรียบจอดอยู่หน้าตลาดตะวันออก ผู้คนพลุกพล่าน กลิ่นขนมอบและผลไม้สดลอยคลุ้งในอากาศ

 

องค์หญิงหลิงเซียงทรงสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายสีงาช้าง ปิดพระพักตร์ไว้ด้วยผ้าคลุมบางเบา มีเพียงห่าวเฉิงและเฟิงหวงติดตามอยู่ห่าง ๆ ในคราบข้ารับใช้ธรรมดา

 

“ตลาดนี้ช่างครึกครื้นนัก” หลิงเซียง

พระสุรเสียงแผ่วแต่แฝงรอยยิ้มบาง 

“ข้าจำได้ว่าเมื่อครั้งยังเด็ก พระมารดาเคยพาข้ามาซื้อแป้งข้าวหอมเพื่อนำไปทำขนมดอกเหมย” หลิงเซียง

 

เฟิงหวงเอ่ยเบา ๆ พลางเหลือบมองรอบตัว 

“ห่าวเฉิง ข้าเห็นร้านขนมฝั่งโน้นมีคนแน่นไม่ขาดสาย ดูท่าจะมีชื่อเสียงไม่น้อย” เฟิงหวง

 

ห่าวเฉินยกมือแตะด้ามดาบที่ซ่อนใต้เสื้อคลุม พลางตอบ 

“แม้เพียงตลาดเล็ก ๆ ก็ยังมิอาจวางใจได้ ขอให้พระองค์ทรงอยู่ใกล้ข้าพเจ้าอย่าห่างนัก” ห่าวเฉิน

 

องค์หญิงทรงหัวเราะเบา ๆ 

“พี่จริงจังเกินไปนักห่าวเฉิง ข้าเพียงจะซื้อแป้งข้าวกับถั่วแดงเท่านั้น มิได้คิดก่อศึก” หลิงเซียง

 

พระสุรเสียงนั้นอ่อนโยนแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ ห่าวเฉิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนค้อมศีรษะ 

“พ่ะย่ะค่ะ หากเช่นนั้น กระหม่อมจะคอยเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ” ห่าวเฉิง

 

พระเนตรขององค์หญิงทอดมองร้านขนมเล็ก ๆ ที่หญิงชรากำลังนวดแป้งอยู่ 

“กลิ่นแป้งหอมดั่งความทรงจำ…” หลิงเซียง

พอได้กลิ่นแป้งหอม ๆ ความทรงจำขององค์หญิงหลิงเซียงก็ฉายภาพในหัวอีกครั้ง เป็นความทรงจำแห่งความสุขเมื่อที่ที่พระมารดาเคยพามาเที่ยวชมตลาด

 

 

ทันใดนั้นเสียงเด็กชายตะโกนขายของดังขึ้นใกล้ ๆ รถม้า 

“ปิ่นหยกของแท้จากเมืองทางใต้! ปิ่นหยกงามนักเข้ามาชมก่อนได้ขอรับ”

 

องค์หญิงหลิงเซียงชะงัก ฝ่าพระหัตถ์ที่กำลังจะรับแป้งข้าวหยุดกลางอากาศ พระเนตรเบิกกว้างเพียงชั่ววินาที ก่อนแฝงความนิ่งไว้ดังเดิม

 

“เฟิงหวง พี่ไปดูปิ่นหยกนั้นให้ข้าที” หลิงหญิง

พระสุรเสียงเรียบเย็นลงกะทันหัน เฟิงหวงยังไม่ทันเดินไปถึงร้านปิ่นหยก เสียงม้าร้องฮือดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของตลาด ฝุ่นทรายลอยคลุ้ง รถม้าสีดำสนิทแล่นเข้ามาช้า ๆ ฝูงชนรีบหลีกทางให้เป็นแนว

 

ห่าวเฉิงเหลือบสายตาไปมองทันที มือแตะด้ามดาบใต้เสื้อคลุมโดยสัญชาตญาณ องค์หญิงหลิงเซียงหันตามเสียงนั้น แล้วพระเนตรกลับแข็งค้างชายหนุ่มผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้า ชุดยาวสีดำขลิบทอง ปลายผมมัดสูง ดวงตาคมเย็นราวเหยี่ยวเหนือหุบเขา

 

คุณชายมู่เทียนหลาง แห่งตระกูลมู่ ตระกูลที่เคยเป็นศัตรูกับราชวงศ์อย่างเปิดเผยเมื่อสามปีก่อน… และยังเป็นผู้ที่องค์หญิงเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการลอบทำร้ายพระองค์ในอดีต มู่เทียนหลางกวาดสายตาไปรอบตลาดชั่วครู่ ก่อนหยุดลงที่พระพักตร์ใต้ผ้าคลุมบางนั้น เขาชะงักเพียงเสี้ยววินาทีรอยยิ้มเย็นผุดขึ้นตรงมุมปาก

 

“ผู้คนในเมืองนี้ช่างเปลี่ยนไปนัก… แม้แต่องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ยังลดพระองค์ลงมาซื้อของเอง” เทียนหลาง

เสียงทุ้มของเขาเอ่ยเรียบ แต่แฝงแรงเย้ยหยันบางอย่าง ห่าวเฉิงก้าวมาข้างหน้าโดยอัตโนมัติ 

“โปรดสำรวมวาจา ท่านมู่เทียนหลาง” ห่าวเฉิน

 

“หึ… องครักษ์เงาแห่งตำหนักไฉ่หง ข้าเห็นเจ้าครั้งสุดท้ายยังบาดเจ็บจากการฝึกหายดีแล้วหรือ” เทียนหลาง

 

องค์หญิงหลิงเซียงขยับพระกายเพียงน้อย พระสุรเสียงนิ่งสงบแต่แฝงอำนาจ

“ข้ามาซื้อของเท่านั้น มิได้มาเพื่อฟังถ้อยคำของผู้หลงตนในอำนาจตระกูล” หลิงเซียง

 

มู่เทียนหลางก้าวเข้ามาใกล้อีกเพียงก้าว พระเนตรเยียบเย็นจ้องสบพระเนตรของพระองค์ 

“สามปีก่อน… หากไม่ใช่เพราะการแข่งแต่งกลอนอะไรนั้น เราคงไม่เป็นศัตรูกันเช่นวันนี้” เทียนหลาง

 

เงียบงันปกคลุมตลาดในชั่วอึดใจ ผู้คนรอบข้างหยุดเคลื่อนไหว ลมหอบฝุ่นบางเบาผ่านระหว่างทั้งคู่ ในใจหลิงเซียงตอนนี้งงมาก แข่งขันอะไรกันไปแข่งตอนไหน ทำไม่ในความทรงจำขององค์หญิงถึงไม่มีเรื่องนี้

 

“อย่าพูดถึงมันอีกเลยเจ้าควรลืมได้แล้ว ข้าเองก็ลืมเช่นกัน” หลิงเซียง

พระสุรเสียงขององค์หญิงต่ำแต่หนักแน่น 

“แต่ข้าไม่เคยลอบทำร้ายผู้ใดในความมืดเหมือนท่าน” เทียนหลาง

ลอบทำร้ายอะไรอีก ไปทำร้ายใครอะไรยังไงกันองค์หญิง สร้างศัตรูไว้เยอะเกินไปแล้วนะ 

 

“หรือท่านมั่นใจนักว่าผู้ลงมือวันนั้น ไม่ใช่คนในวังของท่านเอง” เทียนหลาง

 

พระเนตรขององค์หญิงไหววูบไปเพียงแวบเดียว ก่อนกลับสงบนิ่งดังเดิม ยังเอ่ยเพื่อแก้ไขสถานการณ์ไปก่อน

 

“คำพูดของเจ้า… ข้าจะจำไว้” หลิงเซียง

 

มู่เทียนหลางค้อมศีรษะเล็กน้อย 

“จำไว้ก็แล้วกัน องค์หญิงหลิงเซียงเพราะความจริงนั้น บางครั้งอยู่ใกล้กว่าที่ท่านคิด” เทียนหลาง

 

เขาหันหลังขึ้นรถม้าเสียงเกือกม้าดังห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นฝุ่นและเงาของอดีตที่ปะทุขึ้นอีกครั้งในพระทัยขององค์หญิง ห่าวเฉิงก้าวเข้ามาใกล้ 

“จะให้กระหม่อมตามสืบหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ” ห่าวเฉิง

 

องค์หญิงหลิงเซียงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงแผ่ว

“ไม่ต้อง… ถ้าเขาคือคนที่คิดร้ายกับข้า เขาจะเผยตนเองในไม่ช้า” หลิงเซียง

 

 

มู่เทียนหลางนามนี้เมื่อเอ่ยถึง ไม่เพียงทำให้เหล่าขุนนางในราชสำนักต้องระวังคำพูด หากแม้แต่สตรีในเมืองหลวงยังเผลอเอ่ยชื่อเขาด้วยเสียงแผ่วเบา รูปโฉมของเขางามปานอสูรสวรรค์ ดวงตาเรียวยาวเจือแสงเย็นราวคมเหล็กใต้แสงจันทร์ ขนตาดกดำทอดเงาเหนือแก้ม ดั่งจะซ่อนความลึกล้ำไม่ให้ผู้ใดมองทะลุ

 

คิ้วเข้มทรงกระบี่ ขับให้ใบหน้าคมดั่งแกะสลักจากหยกหิมะ จมูกโด่งตรงไร้ที่ติ ริมฝีปากบางมีรอยยิ้มเย้ยหยันที่มักไม่ถึงดวงตายามยิ้มกลับดูน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าความเงียบ ผมยาวสีหมึกมัดไว้หลวม ๆ ด้วยริ้วแพรทอง เมื่อปล่อยลมพัด กลุ่มเส้นผมเคลื่อนไหวพลิ้วไหวราวเงาดำที่มีชีวิต

 

ยามสวมชุดสีดำขลิบทองปักลายมังกรเหิน เขาเปรียบเสมือนรัตติกาลที่มีเปลวไฟซ่อนอยู่ภายใน—งดงาม เยือกเย็น และอันตราย ผู้คนในวังเรียกเขาว่า เงามังกรแห่งตระกูลมู่ เพราะใต้ใบหน้าอันหล่อเหลานั้น คือจิตใจที่คมดั่งมีด ดุจชายผู้ยิ้มอยู่ข้างดอกเหมย แต่ดอกนั้นอาจเปื้อนเลือดเมื่อถึงยามร่วงโรย

หลังจากที่ออกห่างจากมู่เทียนหลางมาได้องค์หลิงเซียงก็คิดในใจว่า มู่เทียนหลางคนนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการตายครั้งนี้ของเขาหรือเปล่า เพราะมู่เทียนหลางนั้นอยู่ข้างของฮ่องเต้ แต่จะมีเหตุจูงใจอะไรถึงได้ทำร้ายองค์หญิงได้ ถ้าโกรธกันเล็กหน่อยก็ไม่น่าถึงขั้นฆ่าให้ตายนะ ยิ่งหาความจริงยิ่งมีผู้เกี่ยวข้องมาเพิ่มอีก แต่ยังมีเวลาอีกตั้งเจ็ดปีถึงจะเกิดเรื่องใหญ่ ระหว่างรอขอเตรียมตัวหาซื้อที่ดินก่อนแล้วกัน ข้าจะต้องเป็นเจ้าของเหลาอาหารที่ดังที่สุดให้ได้

 

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 170 ครอบครัวสุขสันต์ตลอดไป (จบบริบูรณ์)

    ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 169 คุณชายน้อยและคุณหนูเล็ก

    ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 168 โซ่ทองคล้องใจ

    สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 167 งานเลี้ยงหมูกะทะ และท่านอ๋องแปดจิ้งซี

    ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 166 ท่านอ๋องเจ็ดเสด็จเงียบ ๆ

    ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 165 ท่านอ๋องหกมาเมืองไฮ่หยาง

    ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status