Share

บบที่ 7 ตระกูลมู่

last update Last Updated: 2025-11-03 10:15:17

ตระกูลมู่เป็นหนึ่งในตระกูลขุนนางชั้นสูงที่ทรงอำนาจและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก ฮ่องเต้จิ้งอู่แห่งแคว้นเว่ย และฮดีตฮ่องเต้หลายรัชกาลมาช้านาน ตระกูลนี้ไม่เพียงเป็นกำลังสำคัญทางการเมือง หากยังเป็นแบบอย่างแห่งคุณธรรม ความจงรักภักดี และความเที่ยงตรง ที่ได้รับการยกย่องไปทั่วทั้งแผ่นดินเว่ย

บรรพชนของตระกูลมู่คือ มู่เจิ้น อดีตอัครเสนาบดีในยุคก่อตั้งราชวงศ์เว่ย ผู้มีบทบาทในการวางระเบียบราชสำนักและร่างกฎหมายปกครองบ้านเมืองด้วยหลักแห่งคุณธรรมและสมดุลเขาได้รับสมญาว่า มือขวาแห่งบัลลังก์ ผู้ยืนอยู่ใต้ฟ้าแต่ไม่ลืมแผ่นดิน

 

นับแต่นั้นมา ตระกูลมู่ก็สืบทอดเจตนารมณ์ของมู่เจิ้นยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ไม่สยบต่ออำนาจและถือว่าการรับใช้ใต้หล้าเป็นหน้าที่แห่งสายเลือด ในยุคของฮ่องเต้จิ้งอู่ตระกูลมู่เป็นหนึ่งในสี่เสาหลักแห่งเว่ยร่วมกับตระกูลเกา ตระกูลฉิน และตระกูลซู

 

มู่เทียนหยางปรมาจารย์ฝ่ายบุ๋นเป็นเสนาบดีว่าการคลัง ผู้วางระบบการเก็บภาษีที่เป็นธรรม ลดภาระแก่ราษฎร และจัดการทรัพย์สินของแผ่นดินด้วยความโปร่งใส

มู่เทียนหลานบุตรชายคนโต เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นผู้มีชื่อเสียงด้านสติปัญญา เฉียบคมแต่ถ่อมตน เป็นผู้ถวายคำแนะนำแก่ฮ่องเต้จิ้งอู่ในหลายวาระ และเป็นหนึ่งในสหายสนิทในของฮ่องเต้จิ้งอู่

ตระกูลมู่ไม่มีกองทัพเป็นของตนแต่ทรงอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจ มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับสำนักศึกษาหลวงและราชสำนักกลาง

 

ยึดถือหลักจงรักภักดี สุจริต และถ่อมตน เน้นการศึกษาคัมภีร์และคุณธรรมเหนือการแสวงอำนาจ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงตำแหน่ง แต่ได้รับเกียรติจากความสามารถแท้จริง เป็นตระกูลที่สตรีได้รับการศึกษาและมีบทบาทในสังคม เช่น บางรุ่นมีสตรีเป็นอาจารย์หญิงในสำนักศึกษา ผู้คนในแคว้นเว่ยมักกล่าวว่า “หากแคว้นเว่ยมีตระกูลมู่ ย่อมไม่ขาดความยุติธรรม” ตระกูลมู่จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์ในวงขุนนาง แม้จะอยู่ท่ามกลางอำนาจและเล่ห์กลการเมือง ก็ยังคงดำรงตนอย่างสงบ ไม่สั่นคลอนด้วยอำนาจหรือทรัพย์สิน

 

 

มู่เทียนหลาง เป็นบุตรชายคนเล็กแห่งตระกูลมู่ ขุนนางใหญ่ที่หนุนหลังฮ่องเต้จิ้งอู่แห่งแคว้นเว่ย เขาเติบโตมาในตระกูลที่เปี่ยมด้วยเกียรติและคุณธรรม ได้รับการอบรมอย่างเข้มงวดทั้งด้านการศึกษา การวางตน และจรรยาข้าราชสำนัก แม้จะเป็นบุตรชายคนเล็ก แต่ด้วยความเฉลียวฉลาดและจิตใจหนักแน่น เขาจึงได้รับความไว้วางใจจากทั้งบิดาและฮ่องเต้

 

ในราชสำนักมู่เทียนหลางดำรงตำแหน่งขุนนางฝ่ายบุ๋น ดูแลกรมพิธีการ ซึ่งเป็นหน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องกับราชพิธี การจัดลำดับยศศักดิ์ และเอกสารทางการทูต เขาเป็นคนที่พูดน้อยแต่เฉียบคม มีความสามารถในการอ่านสถานการณ์ทางการเมืองได้อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังกล้าพูดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้บางครั้งจะขัดใจขุนนางผู้มีอำนาจอื่นก็ตาม

 

ด้วยบุคลิกสงบนิ่ง เยือกเย็น และท่าทีสุภาพ มู่เทียนหลางจึงเป็นที่ยำเกรงและเคารพในหมู่ขุนนางหนุ่ม แต่ก็มีผู้ริษยาอยู่ไม่น้อย เขามักปรากฏตัวในที่ประชุมใหญ่ของราชสำนักพร้อมคำกราบทูลที่หนักแน่นและรอบคอบ เป็นผู้ที่ฮ่องเต้จิ้งอู่มักทรงเรียกเข้าเฝ้าเพื่อขอความคิดเห็นในเรื่องการปฏิรูปภายในและการทูตกับต่างแคว้น

 

แม้มู่เทียนหลางจะอยู่ท่ามกลางเกมการเมืองที่ซับซ้อน แต่เขายังคงยึดมั่นในคุณธรรมของตระกูลมู่ ไม่ใช้เล่ห์กลเพื่อก้าวหน้า เขาเชื่อว่าผู้ที่ปกครองด้วยใจบริสุทธิ์ย่อมได้รับความศรัทธามากกว่าอำนาจใดในใต้หล้า จึงเป็นบุรุษหนุ่มผู้เปี่ยมด้วยเกียรติ ศรัทธา และปณิธานแห่งแผ่นดินเว่ยอย่างแท้จริง.

 

 

ภายในท้องพระโรงยามสาย แสงแดดยามปลายฤดูร้อนส่องลอดผ่านบานหน้าต่างไม้สลักรูปมังกรลงมาสะท้อนพื้นหยกขาว รัชทายาทและขุนนางทั้งหลายเพิ่งเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้า เหลือไว้เพียงฮ่องเต้จิ้งอู่กับสองพี่น้องตระกูลมู่ — มู่เทียนหลาน บุตรชายคนโต ผู้มีวาจาสุขุมเฉียบแหลม และ มู่เทียนหลาง บุตรชายคนเล็ก ผู้มีท่าทีเงียบสงบแต่สายตาแน่วแน่

 

ฮ่องเต้จิ้งอู่นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร พระพักตร์ทรงครุ่นคิดอยู่ครู่ ก่อนจะตรัสขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนลงกว่าทุกครั้ง

 

“เมื่อไม่นานมานี้ ข้าสังเกตว่า องค์หญิงหลิงเซียงเปลี่ยนไปมาก… จากเดิมที่เงียบขรึม ไม่ค่อยพูดจากับผู้ใด บัดนี้กลับดูร่าเริง สดใส และกล้าเอ่ยวาจากับเหล่านางข้าหลวง ข้ามิอาจทรงทราบว่าเพราะเหตุใด สองคนเห็นเป็นเช่นไรบ้าง” จิ้งอู่

 

มู่เทียนหลานประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม ก่อนเอ่ยด้วยเสียงเรียบแต่สุภาพ

“ฝ่าบาท พระขิษฐายามเยาว์ทรงผ่านเรื่องราวหนักหนามากนัก การได้ทรงเติบโตและออกพบเห็นผู้คนภายนอกวัง อาจทำให้องค์หญิงทรงมองโลกในอีกมุมหนึ่งกระหม่อมว่า มิใช่เรื่องน่ากังวล กลับเป็นสัญญาณที่ดี” เทียนหลาน

 

ฮ่องเต้จิ้งอู่ทรงพยักหน้าเบา ๆ แต่ยังมิคลายพระพักตร์ขุ่นคิดนัก

 

“เจ้าว่าจริงหรือ มู่เทียนหลาน ข้ากลัวเพียงว่าสภาพจิตใจของนางยังไม่มั่นคง… ข้าไม่อยากให้ต้องแบกรับความโดดเดี่ยวอีก” จิ้งอู่

 

ครานั้นมู่เทียนหลางผู้เงียบฟังอยู่นานจึงคุกเข่ากล่าวขึ้นอย่างนอบน้อมแต่จริงใจ

 

“ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นด้วยกับพี่ใหญ่พ่ะย่ะค่ะ องค์หญิงทรงเปลี่ยนไปในทางที่ดี ความร่าเริงนั้นมิใช่เพราะสิ่งใดอื่น หากเพราะพระองค์ทรงเรียนรู้ที่จะยืนหยัดด้วยพระหัตถ์ของตน อาจมีผู้คนรอบข้างที่ทำให้พระทัยของพระองค์อบอุ่นขึ้น… นั่นมิใช่สิ่งที่พ่อแม่ทุกคนปรารถนาดอกหรือพ่ะย่ะค่ะ” เทียนหลาง

 

คำกล่าวของเขาทำให้ห้องโถงสงัดลงชั่วขณะ ลมฤดูร้อนพัดเข้ามาเบา ๆ กลีบดอกเหมยแห้งปลิวตกลงใกล้พระบาทของฮ่องเต้ ฮ่องเต้จิ้งอู่ทอดพระเนตรสองพี่น้องตระกูลมู่สลับกัน สีพระพักตร์อ่อนลงเล็กน้อย

 

“เจ้าทั้งสองกล่าวได้ดี… ข้าช่างใจมากเกินไปกระมัง บางทีหลิงเซียงอาจเติบโตเกินกว่าที่ข้าคิดไว้” จิ้งอู่

 

มู่เทียนหลานยิ้มบาง เอ่ยด้วยเสียงเรียบสงบ

 

“ความเปลี่ยนแปลงของผู้คน มิได้มาจากโชคชะตาเพียงอย่างเดียวเพคะ บางคราอาจมาจากผู้ที่อยู่ข้างกายและมอบความจริงใจให้นางก็เป็นได้” เทียนหลาง

 

ฮ่องเต้จิ้งอู่ทอดพระเนตรพวกเขาแวบหนึ่ง แววตาแฝงความเข้าใจลึกซึ้ง ก่อนจะทรงแย้มพระโอษฐ์น้อย ๆ

 

“ข้าหวังว่าเจ้าพูดถูก… หากหลิงเซียงมีผู้ที่ทำให้นางยิ้มได้จริง ๆ ข้าก็คงวางพระทัยได้มากขึ้น” จิ้งอู่

 

ในห้องโถงนั้นความเงียบสงบอบอวลด้วยความอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งในวังหลวง ความอบอุ่นของพี่ชายผู้ห่วงน้องสาว และขุนนางผู้ภักดีที่เข้าใจหัวใจมนุษย์ยิ่งกว่าผู้ใด.

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 170 ครอบครัวสุขสันต์ตลอดไป (จบบริบูรณ์)

    ยามเช้าในเมืองไฮ่หยางเริ่มต้นด้วยเสียงคลื่นกระทบฝั่งและกลิ่นอาหารจากครัวของเหลาอาหารอันผิง แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาในเรือนเล็กด้านหลังร้าน เผยให้เห็นภาพที่งดงามที่สุดในชีวิตของหลิงเซียงบนที่นอนผืนใหญ่เด็กน้อยสองคนกำลังนอนเคียงกัน เซียงเทียนขยับตัวก่อนเสมอ มือเล็กกำผ้าห่มแน่นราวกับจะลุกไปสำรวจโลก ส่วนเทียนหลิงยังหลับตาพริ้ม แต่เมื่อพี่ชายส่งเสียงอืออา นางก็มักจะยิ้มก่อนลืมตาช้า ๆ หลิงเซียงลุกขึ้นช้า ๆ เดินเข้าไปนั่งข้างลูกทั้งสอง ดวงตาอ่อนโยนเต็มไปด้วยแสงแห่งความรัก“อรุณสวัสดิ์ ลูกแม่” หลิงเซียงเสียงของนางนุ่มนวลราวกับสายลม มู่เทียนหลางที่เพิ่งกลับจากตลาดเช้า วางตะกร้าผักสดลงเบา ๆ แล้วเดินเข้ามามองภาพนั้นอย่างเงียบงัน รอยยิ้มบาง ๆ แต้มอยู่บนใบหน้าคมเข้มชีวิตของเขาเคยผ่านสนามรบ เคยเผชิญอันตราย แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาใดที่ทำให้หัวใจเต้นแรงอย่างสงบสุขเท่านี้ เหลาอาหารอันผิงยังคงเปิดทุกวัน กลิ่นข้าวผัด ซุปทะเล และหมูย่างลอยหอมไปทั่วตลาด แต่บรรยากาศภายในเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียงหัวเราะของเด็กทารกดังแทรกกับเสียงลูกค้า เสียงอืออาของเซียงเทียนกลายเป็นเสียงประจำร้าน รอยยิ้มของเ

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 169 คุณชายน้อยและคุณหนูเล็ก

    ฤดูฝนมาเยือนเมืองไฮ่หยางพร้อมสายลมชื้นจากทะเล เมฆสีเทาอ่อนลอยต่ำเหนือหลังคากระเบื้องของเหลาอาหารอันผิง คลื่นซัดฝั่งเป็นจังหวะหนักแน่นกว่าทุกวัน ราวกับธรรมชาติกำลังรอคอยบางสิ่ง ในเรือนหลังเล็กด้านหลังร้าน หลิงเซียงนั่งพิงหมอน ผ้าบางคลุมท้องที่อุ้มน้ำหนักชีวิตถึงเก้าเดือนเต็ม ใบหน้าของนางอ่อนล้าแต่เปล่งประกาย ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องหน้าต่างที่เปิดรับลมฝน มู่เทียนหลางนั่งอยู่ข้างกายมือใหญ่ของเขากุมมือนางแน่นโดยไม่รู้ตัว“วันนี้ลมแรงนัก” เทียนหลางหลิงเซียงยิ้มบาง “เด็กน้อยคงอยากออกมาดูโลกแล้ว” หลิงเซียงราวกับคำพูดนั้นเป็นลาง ทันใดนั้นเองความปวดหน่วงลึกในท้องก็แล่นวาบขึ้น หลิงเซียงขมวดคิ้วมือกำผ้าห่มแน่น“ท่านพี่…” หลิงเซียงเสียงเรียกแผ่วแต่สั่น“เริ่มแล้วหรือ” เทียนหลางคำตอบไม่จำเป็นความปวดระลอกที่สองมาเร็วและแรงกว่าเดิม หมอตำแยที่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถูกเรียกเข้ามาอย่างเร่งด่วน เหมยซานและสตรีในตลาดอีกสองคนรีบมาช่วยจัดเตรียมน้ำร้อน ผ้าสะอาด และสมุนไพรหอมเพื่อให้ห้องอบอวลด้วยกลิ่นผ่อนคลายฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ เคาะหลังคาเป็นจังหวะสม่ำเสม ในห้องคลอดแสงตะเกียงส่องสว่างสลัว หมอตำแยจับชีพจร ฟังเส

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 168 โซ่ทองคล้องใจ

    สามเดือนหลังจากคืนงานเลี้ยงหมูกะทะที่เหลาอาหารอันผิง เมืองไฮ่หยางก็เข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิอย่างเต็มตัว ลมทะเลพัดอ่อนลง กลิ่นเค็มเจือจางด้วยกลิ่นดอกไม้ป่าที่บานตามเนินเขา เช้าตรู่วันหนึ่ง หลิงเซียงตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกแปลกประหลาดในร่างกาย มิใช่ความเจ็บปวด หากเป็นความเวียนศีรษะเบา ๆ คลื่นไส้จาง ๆ จนต้องนั่งนิ่งอยู่ขอบเตียง มู่เทียนหลางที่กำลังแต่งตัวเตรียมออกไปตลาด เหลือบเห็นสีหน้าของนางก็รีบเข้ามาประคอง“ไม่สบายหรือ” เทียนหลางหลิงเซียงส่ายหน้าเบา ๆ แต่ยกมือกุมท้องโดยไม่รู้ตัว“แค่… เหม็นกลิ่นน้ำมันหน่อย ๆ เท่านั้น” หลิงเซียงกลิ่นน้ำมันทั้งที่เมื่อวานยังยืนผัดอาหารหน้าเตาได้ทั้งวัน มู่เทียนหลางขมวดคิ้วเล็กน้อย ความคิดบางอย่างแล่นผ่านแววตาคมเข้มของเขาสองวันต่อมาอาการคลื่นไส้ยังไม่หาย อีกทั้งหลิงเซียงเริ่มง่วงง่าย เหนื่อยเร็วทั้งที่งานในร้านไม่ได้หนักกว่าปกติ เหมยซานที่แวะมาช่วยเตรียมวัตถุดิบ มองนางอย่างจับผิดก่อนหัวเราะเบา ๆ“หรือว่า… จะมีข่าวดี” หลิงเซียงหลิงเซียงชะงักหัวใจเต้นแรงอย่างไม่คาดคิด มู่เทียนหลางไม่รอช้ารีบเชิญหมอเฒ่าประจำย่านตลาดมาตรวจ หมอเฒ่านั่งลงจับชีพจรอย่างตั้งใจ นิ

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 167 งานเลี้ยงหมูกะทะ และท่านอ๋องแปดจิ้งซี

    ลมทะเลยามค่ำพัดเอื่อยผ่านตรอกหินของเมืองไฮ่หยาง กลิ่นเกลืออ่อน ๆ ปะปนกับกลิ่นถ่านไม้ที่เริ่มติดไฟทีละเตา เสียงหัวเราะดังลอดออกมาจากลานกว้างหลัง เหลาอาหารอันผิง โคมกระดาษสีส้มอุ่นแขวนเรียงเป็นแถว แสงไฟไหวระริกสะท้อนผิวโต๊ะไม้ยาวที่ตั้งเรียงรอแขกเหรื่อคืนนี้ไม่ใช่งานเทศกาลใหญ่โต หากเป็นงานเลี้ยงหมูกะทะที่ทุกคนรอคอย และเป็นเมนูใหม่ของเหลาอาหารอันผิงอีกด้วย ตั้งแต่บ่ายหลิงเซียงกับคนของร้านช่วยกันจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น หมูสามชั้นถูกหั่นบางจนเห็นชั้นเนื้อสลับมันอย่างสวยงาม เนื้อสันคอหมักพริกไทยดำกับกระเทียมจนหอมฟุ้ง หมูหมักซอสหวานเค็มสูตรลับถูกคลุกเคล้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ ๆ จัดเรียงใส่ถาดไม้ไผ่เป็นระเบียบผักสดกองโตถูกล้างจนหยดน้ำใสเกาะใบผักกาดขาว คะน้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟักทอง วุ้นเส้น เต้าหู้ไข่ และข้าวโพดอ่อน ทุกอย่างถูกจัดวางรอบโต๊ะน้ำจิ้มที่ตั้งชามเรียงรายชามน้ำจิ้มสีแดงสดส่งกลิ่นเผ็ดหอมจากพริกขี้หนูตำละเอียด กระเทียมสับ และน้ำมะนาวคั้นสด บางชามเพิ่มเต้าเจี้ยวให้เข้มข้น บางชามเติมงาคั่วหอมกรุ่นเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติเมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี ผู้คนในละแวกตลาดก็ทยอยกันมา เสียงทักทายดัง

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 166 ท่านอ๋องเจ็ดเสด็จเงียบ ๆ

    ยามอรุณเพิ่งคลี่ม่านหมอกสีเงินเหนือหลังคาวังหลวง แสงแดดอ่อนแรกสาดกระทบกระเบื้องเคลือบสีหยกเป็นประกาย ทว่าภายในตำหนักด้านทิศตะวันตกกลับมีเงาร่างหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันท่านอ๋องเจ็ดจิ้งซวนผู้คนในราชสำนักเรียกขานว่า ท่านอ๋องเจ็ดกำลังยืนมองแผนที่บนโต๊ะไม้จันทน์ เส้นทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองไฮ่หยางถูกขีดเส้นบาง ๆ ด้วยหมึกสีดำ ไม่มีตราประจำพระองค์ ไม่มีขบวนรถม้าหรูหรา มีเพียงเครื่องหมายเล็ก ๆ ที่เขาวาดเอง การเดินทางครั้งนี้เขาจะไปแบบเงียบ ๆ มิใช่ในฐานะอ๋องผู้สูงศักดิ์ หากแต่เป็นเพียงพ่อค้าเครื่องหอมผู้หนึ่งนับตั้งแต่หลิงเซียง น้องสาวคนเล็กของเขา ตัดสินใจออกจากเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ไฮ่หยาง เปิดเหลาอาหารเล็ก ๆ ร่วมกับสามีอย่างมู่เทียนหลาง ข่าวคราวของนางก็ลอยมาตามลมบ้างเป็นครั้งคราว บ้างก็จากจดหมายที่เขาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเซียงเขียนว่า “พี่เจ็ด ข้าสบายดี ที่นี่มีลมทะเล กลิ่นเกลือ และผู้คนเรียบง่าย ข้าทำอาหารเอง ยกถาดเอง หัวเราะเอง… ข้ารู้สึกเหมือนเป็นคนธรรมดาอย่างแท้จริง”จิ้งซวนยามอ่านจดหมายนั้น รอยยิ้มบางเบาเคยผุดขึ้นบนริมฝีปาก แต่ในใจกลับปวดแปลบ น้องสาวที่เคยสวมอาภรณ์แพรไหม นั่งอ่

  • เกิดใหม่เป็นองค์หญิงวิปลาส   บทที่ 165 ท่านอ๋องหกมาเมืองไฮ่หยาง

    ข่าวการเดินทางลับของท่านอ๋องห้าไปเมืองไฮ่หยางมิได้แพร่สะพัดในราชสำนักอย่างเป็นทางการ ทว่ากำแพงวังสูงเพียงใดก็ไม่อาจกั้นบทสนทนาระหว่างพี่น้องได้ ค่ำวันหนึ่งในตำหนักด้านตะวันออก ท่านอ๋องหกจิ้งตงกำลังนั่งอ่านรายงานการคลัง เมื่อท่านอ๋องห้าเดินเข้ามาโดยมิได้นัดหมาย สีหน้าเรียบเฉยตามเคยแต่แววตากลับมีประกายแปลกไป “พี่ห้า ดูท่านอารมณ์ดีนัก” จิ้งตง จิ้งตงเงยหน้าขึ้น พลางวางพู่กัน “อารมณ์ดีหรือ” จิ้งตง อ๋องห้ายกถ้วยชา “บางทีอาจเพราะได้กินอาหารดี ๆ” จิ้งเซียน “อาหารดี ๆ” จิ้งตง จิ้งตงเลิกคิ้ว “ในวังยังมีสิ่งใดที่ท่านเห็นว่าดีไม่พอหรือ” จิ้งเซียน อ๋องห้าหัวเราะเบา ๆ แล้วเล่าเรื่องการเดินทางไปเมืองไฮ่หยางอย่างไม่ปิดบัง ตั้งแต่การปลอมตัวเป็นสามัญชน การนั่งโต๊ะมุมหน้าต่าง จนถึงรสปลานึ่งซีอิ๊วที่นุ่มละลายและซุปเห็ดหอมที่ลึกซึ้งเกินคาด “เจ้าควรได้ลอง” จิ้งเซียน เขาสรุปสั้น ๆ “อาหารของหลิงเซียง…มิใช่เพียงอร่อย แต่มีหัวใจ” จิ้งเซียน คำว่ามีหัวใจทำให้จิ้งตงนิ่งไป ในสายตาผู้คนเขาเป็นอ๋องผู้สุขุม รอบคอบ และมีความสามารถด้านการบริหาร แต่ลึกลงไป เขามักรู้สึกว่าชีวิตในวังเต็มไปด้ว

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status