LOGINหลินเวยเปิดรายชื่ออย่างละเอียด ฮ่องเต้ ไทเฮา กุ้ยเฟย เต๋อเฟย เจาอี๋ เหม่ยเหริน ราชครูเกา หลี่กั๋ว
เหม่ยเหรินเผยคมเขี้ยวหลังการสอบสวนเงินภัยแล้ง ราชสำนักต้าเยี่ยนเข้าสู่ช่วงเวลาที่เปราะบางที่สุด ขุนนางฝ่ายราชครูเกาหลายคนถูกควบคุมตัว บางคนถูกอายัดทรัพย์สิน บางคนปิดประตูจวนไม่ยอมพบผู้ใดผู้คนต่างเชื่อว่าเครือข่ายของไทเฮากำลังจะล่มสลาย แต่หลินเวยกลับไม่เคยวางใจ เพราะบนกระดานหมากของนาง...ยังเหลือหมากสีดำอีกเม็ดหนึ่งเหม่ยเหริน สตรีผู้ไม่เคยแย่งชิงตำแหน่ง ไม่เคยส่งเสียงดัง ไม่เคยเป็นศัตรูกับผู้ใดอย่างเปิดเผย และนั่นเอง...ทำให้นางอันตรายที่สุดเช้าวันหนึ่ง ภายในตำหนักคุนหนิง ชิงหลัวรีบนำข่าวเข้ามารายงาน“ฮองเฮาเพคะ...เหม่ยเหรินป่วยอีกแล้ว”หลินเวยกำลังอ่านบันทึกการสอบสวนของกรมอาลา “ป่วยหรือ”“เพคะ...ครั้งนี้อาการหนัก บอกว่ารับประทานอาหารไม่ได้ ร้องไห้ทั้งคืน”เฉินอวี้กล่าวเสริม “ฝ่าบาทเสด็จไปเยี่ยมตำหนักของนางเมื่อคืนด้วยขอรับ”หลินเวยปิดแฟ้มลงช้า ๆ “เพราะเหตุใด”“หมอหลวงรายงานว่า เหม่ยเหรินมีอาการหวาดผวา นางกล่าวว่าก
ราชครูเกากำหมัดแน่น เขารู้ดีว่า...วันนี้ยังไม่มีหลักฐานมัดตัวถึงขั้นตัดสินโทษ แต่สิ่งที่สูญเสียไปแล้วคือความเชื่อใจของคนรอบตัว เมื่อการประชุมเลิกลง ขุนนางหลายคนที่เคยเดินตามราชครูเกา ต่างแยกย้ายกลับโดยไม่รอเขาเหมือนทุกครั้ง บางคนถึงกับเดินอ้อมเพื่อไม่ให้ถูกมองว่าอยู่ฝ่ายเดียวกันภายในตำหนักคุนหนิง ชิงหลัวยิ้มอย่างยินดี“ฮองเฮาเพคะ...พวกเขาเริ่มหนีจากราชครูเกาแล้ว”หลินเวยวางหมากสีดำที่สลักคำว่า ราชครูเกา ลงบนกระดาน รอบหมากเม็ดนั้น... หมากสีดำเม็ดเล็กหลายเม็ดถูกหยิบออกไปทีละเม็ด“คนที่รวมตัวกันเพราะผลประโยชน์...” นางกล่าวเบา ๆ “ไม่มีวันยืนเคียงกันเมื่อภัยมาถึง”นางยกหมากสีดำเม็ดเล็กอีกเม็ดออกจากกระดาน “จากนี้...ราชครูเกาไม่ได้ต่อสู้กับข้าเพียงคนเดียว”รอยยิ้มบางปรากฏบนริมฝีปาก “แต่เขาจะต้องต่อสู้...กับความหวาดกลัวของพรรคพวกตัวเอง”ฮ่องเต้ลงดาบเช้าวันถัดจากการเปิดโปงบัญชีเงินภัยแล้ง ท้องพระโรงต้าเยี่ยนปกคลุมด้วยบรรยากาศอึมครึมยิ่งกว่าทุ
นางหันไปมองราชครูเกา “หรือมีผู้ใด... ร่างต้นฉบับไว้แล้ว”ท้องพระโรงตกอยู่ในความเงียบ ราชครูเกาตอบเสียงเข้ม“เป็นเพียงการใช้ถ้อยคำราชการ”หลินเวยยิ้ม “เช่นนั้นหรือ”นางหยิบฎีกาฉบับหนึ่งขึ้น “ในฎีกาฉบับนี้ มีการสะกดคำว่า ‘ธรรมเนียม’ ผิด”จากนั้นหยิบอีกฉบับ “ฉบับนี้ก็ผิดเหมือนกัน”อีกฉบับ “ฉบับนี้ก็ผิด” นางวางทั้งหมดลงบนโต๊ะ “ขุนนางหนึ่งร้อยคน สะกดผิดเหมือนกันทั้งหมด”เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากขุนนางบางส่วน แม้แต่เยี่ยนจิ่งเฉินก็ทรงยกมุมพระโอษฐ์เล็กน้อย ราชครูเกาหน้าเปลี่ยนสี หลินเวยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัว“หม่อมฉันจึงขอถามราชครู ฎีกาเหล่านี้ เป็นความเห็นของขุนนาง หรือเป็นคำสั่งของผู้ใดผู้หนึ่ง”ราชครูเกาเงียบ เหงื่อเม็ดเล็กเริ่มผุดขึ้นที่ขมับ หลินเวยประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้“ฝ่าบาท...หม่อมฉันมิได้ขอให้พระองค์เชื่อหม่อมฉัน แต่ขอให้เชื่อหลักฐาน เพราะความยุติธรรมของราชสำนัก ต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริ
หลินเวยยิ้มบาง “แต่เป็นเสียง...ของคนเพียงคนเดียว”นางวางฎีกาลงบนโต๊ะ “ราชครูเกา”ตกบ่าย เยี่ยนจิ่งเฉินเสด็จมายังตำหนักคุนหนิงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ชิงหลัวรีบถวายบังคม“ถวายพระพรฝ่าบาท”ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ “ไม่ต้องมากพิธี”พระองค์เดินตรงไปหาหลินเวย “เจ้าทราบแล้วหรือ”หลินเวยพยักหน้า “เพคะ”ฮ่องเต้ทอดพระเนตรฎีกาที่กองอยู่บนโต๊ะ “เจ้าจะทำอย่างไร”หลินเวยหยิบฎีกาสองฉบับขึ้นมา “ฝ่าบาท...พระองค์เห็นสิ่งนี้หรือไม่”เยี่ยนจิ่งเฉินรับไปอ่าน เพียงครู่เดียว พระองค์ก็ขมวดพระขนง“ข้อความเหมือนกัน”หลินเวยหยิบอีกสามฉบับส่งให้ ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกัน แม้แต่คำว่า โหดเหี้ยม ทำลายธรรมเนียม สร้างความหวาดกลัว ยังอยู่ในตำแหน่งเดียวกันทุกประโยค เยี่ยนจิ่งเฉินยกยิ้มมุมพระโอษฐ์“ราชครูเกา...ประมาทเกินไป” หลินเวยตอบอย่างสงบ “เมื่อคนมั่นใจว่าจะชนะ เขามักละเลยรายละเอียด”ฮ่องเต้พยั
ชิงหลัวกัดริมฝีปาก “พวกเขาเปลี่ยนจากลอบฆ่า... มาใช้ปากคนแทน”หลินเวยพยักหน้า “เพราะพวกเขารู้แล้ว ฆ่าข้าไม่ง่าย จึงต้องฆ่าชื่อเสียงของข้า”เช้าวันต่อมา ราชครูเกาเข้าเฝ้าในท้องพระโรงฝ่ายหน้า เมื่อการประชุมเรื่องภัยแล้งสิ้นสุดลง เขาก็ก้าวออกมายืนกลางท้องพระโรง“ฝ่าบาท...กระหม่อมมีเรื่องจะกราบทูล”เยี่ยนจิ่งเฉินพยักพระพักตร์ “ว่ามา”ราชครูเกาประสานมือ “ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา วังหลังเกิดเรื่องไม่หยุด สนมถูกจับ ขุนนางถูกสอบ วัดหลวงเสื่อมเสียชื่อเสียง ประชาชนเริ่มหวาดหวั่น”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงหนักแน่น“กระหม่อมเห็นว่า... ผู้ดูแลวังหลังควรรับผิดชอบ”ขุนนางหลายคนเริ่มพยักหน้า รองเสนาบดีกรมพิธีการก้าวออกมา“กระหม่อมเห็นด้วย ตั้งแต่ฮองเฮาเข้ามาบริหารวังหลัง ความวุ่นวายไม่เคยหยุด”อีกคนรีบกล่าวตาม “แม้ฮองเฮาจะมีเจตนาดี แต่พระนางใช้วิธีรุนแรงเกินไป”เสียงสนับสนุนดังขึ้นทีละคน ไม่นานก็มีขุนนางกว่าสิบคนออกมายืนอยู่ข้
นางพยักหน้าให้เฉินอวี้ เฉินอวี้เปิดกล่องไม้ทันที ภายในไม่มีคำอธิษฐาน แต่เป็นกระดาษแผ่นเล็กหลายแผ่น พร้อมรายชื่อขุนนางและตัวเลขจำนวนเงิน หวังอี้คลี่ออกอ่าน“รองเสนาบดีกรมโยธา...ห้าพันตำลึง กรมพิธีการ...สามพันตำลึง กรมคลัง...เจ็ดพันตำลึง”ขุนนางที่ยืนอยู่ต่างหน้าซีด เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรกระดาษเหล่านั้นด้วยสีพระพักตร์เย็นเยียบ“อธิบายมา”เต๋อเฟยรีบคุกเข่าลง “หม่อมฉันไม่ทราบ! มีคนใส่ร้ายเพคะ!”หลินเวยหันไปหาแม่ชีจิ้งอวิ๋นซึ่งยืนอยู่ด้านหลังพระสงฆ์“เชิญ”แม่ชีจิ้งอวิ๋นก้าวออกมา ทันทีที่เต๋อเฟยเห็นนาง ใบหน้าก็ซีดเผือดราวกับเห็นวิญญาณ“เป็นไปไม่ได้...” นางเผลอหลุดปาก “เจ้าควรจะ...”ยังไม่ทันพูดจบ เต๋อเฟยก็รีบเม้มริมฝีปาก แต่สายเกินไปแล้ว หลินเวยมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ“เจ้าควรจะ...อะไร”เต๋อเฟยก้มหน้าลง แม่ชีจิ้งอวิ๋นประสานมือ“ฝ่าบาท...อาตมาเป็นผู้ดูแลวิหารนี้มาสิบสองปี ทุกคืนวันขึ้นแปดค่ำและสิบห้าค่ำ เต๋อเฟยจะนำกล่องไม้







