Masukนางลากปลายพู่กันเชื่อมชื่อบนกระดาษ คลังสินค้า เส้นทางม้า พ่อค้า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กองทัพ เมื่อเ
เยี่ยนจิ่งเฉินอ่านรายงานจนจบ “เสียทหารเท่าไร”หวังอี้ตอบ “น้อยกว่าที่คาดมากพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพกุ้ยไม่โจมตีตรง ๆ แต่ตัดเส้นทางเสบียงของโจร บีบให้พวกมันแตกออกเป็นกลุ่มเล็กแล้วจึงเข้าจับกุม ชาวบ้านที่ถูกจับเป็นตัวประกันได้รับการช่วยเหลือเกือบทั้งหมด”หลินเวยฟังเงียบ ๆ ยิ่งฟัง นางยิ่งเห็นภาพของชายคนหนึ่งชัดขึ้น ไม่ใช่แม่ทัพที่ชนะด้วยกำลัง แต่เป็นคนที่ชอบตัดทางหนีของศัตรูก่อนลงมือ น่าสนใจและอันตราย“มีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ” หวังอี้กล่าวต่อ เขาหยิบฎีกาอีกฉบับออกจากกล่อง “แม่ทัพกุ้ยส่งฎีกามาพร้อมรายงานชัยชนะ”เยี่ยนจิ่งเฉินรับมา เมื่อเปิดอ่าน พระพักตร์กลับนิ่งลงทีละน้อยหลินเวยถาม “เขาขอรางวัลหรือเพคะ”“ไม่”“ขอกำลังเพิ่ม?”“ไม่”พระองค์ยื่นฎีกาให้นางหลินเวยรับมาอ่านด้วยตนเอง ข้อความในฎีกาสั้นกว่าที่คาด กุ้ยจงเหยารายงานชัยชนะ ถวายความดีความชอบทั้งหมดแก่ทหารและแม่ทัพรอง ยืนยันว่าตนไม่ขอรับรางวัลใด แต่ย่อหน้าสุดท้ายกลับเขียนว่า หลังป
นางลากปลายพู่กันเชื่อมชื่อบนกระดาษ คลังสินค้า เส้นทางม้า พ่อค้า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น กองทัพ เมื่อเชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน มันกลายเป็นเส้นทางเดียวกับเงินเสบียงที่กำลังมีปัญหา“แต่ตราประทับที่พบอาจถูกวางไว้เพื่อใส่ร้าย” เยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรแผนผังนั้น“ใช่เพคะ”“เช่นนั้นเหตุใดจึงตรวจตระกูลกุ้ย”“เพราะต่อให้มีคนจงใจโยนตรานั้นไว้ เราก็ควรรู้ว่าเหตุใดมันจึงเลือกตระกูลกุ้ย” หลินเวยยิ้มเล็กน้อย“บางครั้งเราก็สงสารคนที่เป็นศัตรูกับเจ้า” คำตอบทำให้พระองค์ยิ้มตาม“ฝ่าบาทควรสงสารหม่อมฉันมากกว่านะเพคะ”“เพราะอะไร”“หม่อมฉันเพิ่งคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตสงบสักปีสองปี”“อย่างน้อยเจ้าก็ได้หนึ่งปี” เยี่ยนจิ่งเฉินหัวเราะหลินเวยมองพระองค์อย่างไม่พอใจนัก ก่อนกลับไปอ่านทะเบียนต่อ ทันใดนั้นสายตาของนางหยุดอยู่ที่ชื่อหนึ่งกุ้ยจงเหยา นางอ่านประวัติด้านข้างช้า ๆ น้องชายร่วมบิดาของอดีตแม่ทัพใหญ่ อายุสี่สิบเจ็ดป
แทบไม่มีใครสนใจเงินเสบียงชายแดนที่หายไปอีกแล้ว จากคดีทุจริตของขุนนางหนึ่งคน มันถูกเปลี่ยนเป็นคดีของหลินเวยภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม เมื่อกลับถึงพระราชวัง เยี่ยนจิ่งเฉินกำลังรอนางอยู่ พระพักตร์ของฮ่องเต้มืดครึ้ม“ข่าวออกไปเร็วเกินไป” หลินเวยถอดเสื้อคลุมส่งให้ชิงหลัว“เพคะ”“เราสั่งให้ตรวจว่าใครปล่อยข่าวแล้ว”“ไม่จำเป็นต้องรีบเพคะ”เยี่ยนจิ่งเฉินขมวดพระขนง“คนที่อยู่เบื้องหลังไม่ได้ต้องการซ่อนตัว มันต้องการให้คนพูด” หลินเวยนั่งลงตรงข้ามพระองค์ นางหยิบสำเนาสมุดบัญชีวางบนโต๊ะ “ลองดูสิ่งที่มันทำ เงินเสบียงหาย ฉินเหวินเซิงมีชื่อรับรอง พอเราสั่งเรียกตัว เขาก็ตาย จากนั้นพบเงินสินบนและบัญชีที่โยงมาหาข้า” หลินเวยเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ “นี่ไม่ใช่การปิดปากเพียงอย่างเดียว”เยี่ยนจิ่งเฉินมองนาง “มันกำลังโจมตีเจ้า”“ไม่ใช่แค่หม่อมฉัน” หลินเวยส่ายหน้า “มันกำลังโจมตีระบบตรวจสอบใหม่”พระองค์นิ่งไปหลินเวยกล่าวต่อ &ldq
ข่าวเริ่มเกาะกับเหตุการณ์จริงทีละชิ้นเหมือนเถาวัลย์ที่เลื้อยตามกำแพง ยิ่งมีของจริงให้เกาะ มันยิ่งเติบโตเร็วในที่สุดเรื่องไปถึงท้องพระโรงขุนนางคนหนึ่งกล่าวระหว่างประชุมว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าควรจัดการข่าวลือโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ มิฉะนั้นจะกระทบพระเกียรติของราชวงศ์”“จัดการอย่างไร” เยี่ยนจิ่งเฉินนั่งอยู่เหนือท้องพระโรง สีหน้าเย็นลง“จับผู้ปล่อยข่าวมาลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างพ่ะย่ะค่ะ”ขุนนางอีกคนเห็นด้วย “ข่าวกล่าวหาว่าฮองเฮาทรงแทรกแซงราชกิจ นับเป็นการหมิ่นพระเกียรติอย่างร้ายแรง”เยี่ยนจิ่งเฉินยังไม่ตอบหลินเวยซึ่งเข้าร่วมการหารือเรื่องระบบตรวจสอบในวันนี้กล่าวขึ้นก่อน“ไม่ต้องจับ”ขุนนางหลายคนหันมองคนแรกรีบกล่าว “แต่ฮองเฮาเพคะ หากปล่อยไว้…”“ยิ่งจับยิ่งเหมือนเรากลัว” นางตอบ “คนพูดตามกันเป็นพัน เจ้าจะจับทั้งหมดหรือ”“แต่ต้นทาง…”“ต้นทางต้องสืบแต่คนที่ได้ยินแล้วพูดต่อ ไม่
จวนของฉินเหวินเซิงไม่ได้ใหญ่โต แม้ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมเสบียงทหาร แต่บ้านของเขายังคงเรียบง่ายกว่าจวนขุนนางระดับเดียวกันมาก ทว่าบรรยากาศวันนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ภรรยาของฉินเหวินเซิงร้องไห้จนแทบหมดสติ บุตรชายสองคนคุกเข่าอยู่ข้างมารดา ข้ารับใช้ทุกคนถูกเจ้าหน้าที่แยกสอบถามเมื่อหลินเวยเดินเข้าไป ทุกคนรีบคุกเข่า“ถวายพระพรฮองเฮา”หลินเวยไม่ได้สนใจพิธีการ “ศพอยู่ที่ใด”เฉินอวี้นำทางไปยังห้องหนังสือ ทันทีที่เข้าไป กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกจาง ๆ ก็ลอยเข้าจมูก ศพของฉินเหวินเซิงถูกนำลงจากคานแล้ว แต่ยังไม่ได้เคลื่อนออกจากห้อง หมอชันสูตรกำลังตรวจร่างอย่างละเอียด หลินเวยมองชายที่เคยยืนต่อหน้านางเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนนั้นฉินเหวินเซิงเป็นเพียงขุนนางชั้นกลางที่ไม่มีผู้ใดสนใจ เขากล้าเสนอในท้องพระโรงว่าการส่งเสบียงทหารมีการสูญเสียระหว่างทางสูงผิดปกติ และเสนอระบบตรวจรับสามฝ่ายความคิดนั้นทำให้หลินเวยจำเขาได้ นางจึงเป็นคนเสนอชื่อเขาเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญแต่วันนี้ชายคนนั้นนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น“ตรวจพบอะไร”หมอชันสูตรรีบถวายคำนับ “ทูลฮองเฮา รอยเชือกบริเวณลำคอมีความผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”“อย่างไร”“หากแขวนคอตายเอง
เสนาบดีกรมกลาโหมขมวดคิ้ว “หมายความว่า...”“คนร้ายไม่ได้กลัวระบบของเรา” หลินเวยตอบ “ตรงกันข้าม มันกำลังเรียนรู้ระบบของเรา”ห้องทั้งห้องเงียบกริบเยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรนางอย่างจริงจัง “เจ้าคิดว่ามีคนจงใจท้าทายเรา?”“ยังไม่รู้เพคะ” หลินเวยส่ายหน้า “บางทีอาจเป็นเพียงคนโลภที่ฉลาด แต่หม่อมฉันไม่ชอบความบังเอิญ”“เราก็ไม่ชอบ” เยี่ยนจิ่งเฉินยิ้มเล็กน้อย พระองค์หันไปทางเฉินอวี้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล “ส่งคนไปชิงโจวอย่างลับ ๆ อย่าใช้คนของสำนักตรวจการ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ตรวจทั้งคลังเสบียง ร้านค้า ผู้ว่าการ และนายทหารที่รับของ”เฉินอวี้ประสานมือ “กระหม่อมจะจัดการทันที”หลินเวยเสริม “และอย่าเพิ่งจับใคร”เฉินอวี้มองนาง “ฮองเฮาหมายถึง...”“ปล่อยให้พวกเขาคิดว่าเราไม่รู้” นางยิ้ม “หากรีบจับปลาเล็ก เราจะไม่มีวันรู้ว่าใครถือแหอยู่”เยี่ยนจิ่งเฉินหัวเราะเบา ๆ “ผ่านไปหนึ่งปี เจ้ายังเหมือนเดิม”หลินเวยหันมองพระองค์ “ฝ่าบาทผิดหวังหรือเพคะ”“ตรงกันข้าม” เยี่ยนจิ่งเฉินยกถ้วยชาขึ้น “ถ้าเจ้ากลายเป็นคนใจอ่อน เราคงต้องเริ่มกังวล”นางหัวเราะ บรรยากาศตึงเครียดคลายลงเล็กน้อยหลังเหล่าขุนนางออกไปแล้ว ภายในตำหนักเหลือเพียงคนสนิ







