LOGINข่าวเริ่มเกาะกับเหตุการณ์จริงทีละชิ้นเหมือนเถาวัลย์ที่เลื้อยตามกำแพง ยิ่งมีของจริงให้เกาะ มันยิ่ง
ข่าวเริ่มเกาะกับเหตุการณ์จริงทีละชิ้นเหมือนเถาวัลย์ที่เลื้อยตามกำแพง ยิ่งมีของจริงให้เกาะ มันยิ่งเติบโตเร็วในที่สุดเรื่องไปถึงท้องพระโรงขุนนางคนหนึ่งกล่าวระหว่างประชุมว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าควรจัดการข่าวลือโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ มิฉะนั้นจะกระทบพระเกียรติของราชวงศ์”“จัดการอย่างไร” เยี่ยนจิ่งเฉินนั่งอยู่เหนือท้องพระโรง สีหน้าเย็นลง“จับผู้ปล่อยข่าวมาลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างพ่ะย่ะค่ะ”ขุนนางอีกคนเห็นด้วย “ข่าวกล่าวหาว่าฮองเฮาทรงแทรกแซงราชกิจ นับเป็นการหมิ่นพระเกียรติอย่างร้ายแรง”เยี่ยนจิ่งเฉินยังไม่ตอบหลินเวยซึ่งเข้าร่วมการหารือเรื่องระบบตรวจสอบในวันนี้กล่าวขึ้นก่อน“ไม่ต้องจับ”ขุนนางหลายคนหันมองคนแรกรีบกล่าว “แต่ฮองเฮาเพคะ หากปล่อยไว้…”“ยิ่งจับยิ่งเหมือนเรากลัว” นางตอบ “คนพูดตามกันเป็นพัน เจ้าจะจับทั้งหมดหรือ”“แต่ต้นทาง…”“ต้นทางต้องสืบแต่คนที่ได้ยินแล้วพูดต่อ ไม่
จวนของฉินเหวินเซิงไม่ได้ใหญ่โต แม้ดำรงตำแหน่งรองเจ้ากรมเสบียงทหาร แต่บ้านของเขายังคงเรียบง่ายกว่าจวนขุนนางระดับเดียวกันมาก ทว่าบรรยากาศวันนี้กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ภรรยาของฉินเหวินเซิงร้องไห้จนแทบหมดสติ บุตรชายสองคนคุกเข่าอยู่ข้างมารดา ข้ารับใช้ทุกคนถูกเจ้าหน้าที่แยกสอบถามเมื่อหลินเวยเดินเข้าไป ทุกคนรีบคุกเข่า“ถวายพระพรฮองเฮา”หลินเวยไม่ได้สนใจพิธีการ “ศพอยู่ที่ใด”เฉินอวี้นำทางไปยังห้องหนังสือ ทันทีที่เข้าไป กลิ่นกระดาษเก่าและหมึกจาง ๆ ก็ลอยเข้าจมูก ศพของฉินเหวินเซิงถูกนำลงจากคานแล้ว แต่ยังไม่ได้เคลื่อนออกจากห้อง หมอชันสูตรกำลังตรวจร่างอย่างละเอียด หลินเวยมองชายที่เคยยืนต่อหน้านางเมื่อหนึ่งปีก่อน ตอนนั้นฉินเหวินเซิงเป็นเพียงขุนนางชั้นกลางที่ไม่มีผู้ใดสนใจ เขากล้าเสนอในท้องพระโรงว่าการส่งเสบียงทหารมีการสูญเสียระหว่างทางสูงผิดปกติ และเสนอระบบตรวจรับสามฝ่ายความคิดนั้นทำให้หลินเวยจำเขาได้ นางจึงเป็นคนเสนอชื่อเขาเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญแต่วันนี้ชายคนนั้นนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น“ตรวจพบอะไร”หมอชันสูตรรีบถวายคำนับ “ทูลฮองเฮา รอยเชือกบริเวณลำคอมีความผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”“อย่างไร”“หากแขวนคอตายเอง
เสนาบดีกรมกลาโหมขมวดคิ้ว “หมายความว่า...”“คนร้ายไม่ได้กลัวระบบของเรา” หลินเวยตอบ “ตรงกันข้าม มันกำลังเรียนรู้ระบบของเรา”ห้องทั้งห้องเงียบกริบเยี่ยนจิ่งเฉินทอดพระเนตรนางอย่างจริงจัง “เจ้าคิดว่ามีคนจงใจท้าทายเรา?”“ยังไม่รู้เพคะ” หลินเวยส่ายหน้า “บางทีอาจเป็นเพียงคนโลภที่ฉลาด แต่หม่อมฉันไม่ชอบความบังเอิญ”“เราก็ไม่ชอบ” เยี่ยนจิ่งเฉินยิ้มเล็กน้อย พระองค์หันไปทางเฉินอวี้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล “ส่งคนไปชิงโจวอย่างลับ ๆ อย่าใช้คนของสำนักตรวจการ”“พ่ะย่ะค่ะ”“ตรวจทั้งคลังเสบียง ร้านค้า ผู้ว่าการ และนายทหารที่รับของ”เฉินอวี้ประสานมือ “กระหม่อมจะจัดการทันที”หลินเวยเสริม “และอย่าเพิ่งจับใคร”เฉินอวี้มองนาง “ฮองเฮาหมายถึง...”“ปล่อยให้พวกเขาคิดว่าเราไม่รู้” นางยิ้ม “หากรีบจับปลาเล็ก เราจะไม่มีวันรู้ว่าใครถือแหอยู่”เยี่ยนจิ่งเฉินหัวเราะเบา ๆ “ผ่านไปหนึ่งปี เจ้ายังเหมือนเดิม”หลินเวยหันมองพระองค์ “ฝ่าบาทผิดหวังหรือเพคะ”“ตรงกันข้าม” เยี่ยนจิ่งเฉินยกถ้วยชาขึ้น “ถ้าเจ้ากลายเป็นคนใจอ่อน เราคงต้องเริ่มกังวล”นางหัวเราะ บรรยากาศตึงเครียดคลายลงเล็กน้อยหลังเหล่าขุนนางออกไปแล้ว ภายในตำหนักเหลือเพียงคนสนิ
หนึ่งปีหลังพายุหนึ่งปีผ่านไปนับตั้งแต่ไทเฮาถูกกักบริเวณในตำหนักฉือหนิง ราชครูเกาถูกปลดจากตำแหน่งและตระกูลใหญ่ที่เคยอาศัยอำนาจในเงามืดถูกกวาดล้างออกจากราชสำนักทีละส่วน พระราชวังต้าเยี่ยนที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยข่าวลือ ยาพิษ และการแย่งชิงอำนาจกลับสงบลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเช้าวันนั้น แสงอาทิตย์สาดผ่านม่านบางของตำหนักคุนหนิง หลินเวยนั่งอยู่หน้าโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยสมุดบัญชีและรายงานจากหัวเมืองต่าง ๆ ข้างกายนางมีชิงหลัวกำลังจัดเอกสารเป็นหมวดหมู่ ขณะที่ขันทีจากฝ่ายตรวจการหลวงรอถวายรายงานอยู่ด้านนอกหลังการปฏิรูประบบตรวจสอบขุนนางในปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์เริ่มเห็นชัดขึ้นอย่างรวดเร็ว เงินภาษีที่เคยรั่วไหลลดลง การเบิกจ่ายเสบียงและเงินหลวงต้องมีหลักฐานมากกว่าหนึ่งฝ่ายรับรอง ขุนนางซึ่งเคยสามารถใช้อำนาจตำแหน่งปกปิดเรื่องของตนได้ง่าย ๆ เริ่มระมัดระวังมากขึ้นรายได้แผ่นดินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เงินช่วยเหลือภัยแล้งถูกส่งถึงหัวเมืองครบถ้วนกว่าปีก่อน คลังหลวงมีเงินเหลือพอสำหรับซ่อมแซมเขื่อนและขยายเส้นทางการค้ากระทั่งบรรดาขุนนางที่เคยคัดค้านหลินเวยอย่างหนักก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าระบบที่นางเสนอทำให้การบ
กลับดังก้องในความทรงจำ ตามมาด้วยภาพของฮ่องเต้ในวัยเด็ก ที่เคยยิ้มให้พระนางอย่างไร้เดียงสา ไทเฮาปิดพระพักตร์ด้วยสองมือ พระอังสาสั่นเทา ครั้งแรก...นับตั้งแต่สูญเสียอำนาจ พระนางมิได้ร้องไห้เพราะถูกกักบริเวณ มิได้ร้องไห้เพราะพ่ายแพ้แต่ร้องไห้...เพราะเพิ่งตระหนักว่า สิ่งที่สูญเสียไปตลอดทางของการไขว่คว้าอำนาจ ไม่ใช่บัลลังก์ ไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือหัวใจของลูกชายเพียงคนเดียวด้านนอกตำหนักฉือหนิง สายฝนค่อย ๆ ซาลง ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มเริ่มมีแสงอาทิตย์ส่องผ่านเมฆ แต่สำหรับไทเฮา...ต่อให้ฟ้าจะสว่างเพียงใด โลกของพระนางก็ไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้วเพราะอำนาจที่พระนางไล่ตามมาทั้งชีวิต สุดท้ายกลับแลกมาด้วยความโดดเดี่ยว และความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ่งใดเติมเต็มได้อีกฮองเฮาร้ายสุดขั้วแห่งต้าเยี่ยนแสงอรุณของวันแรกในฤดูร้อนทอดผ่านหลังคาพระราชวังต้าเยี่ยน กระเบื้องเคลือบสีทองสะท้อนประกายอาบไปทั่วพระนคร เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นกังวาน ขุนนางทั้งราชสำนักแต่งกายเต็มยศทยอยเดินเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความเคารพวันนี้ไม่ใช่วันประชุมราชสำนักธ
หลินเวยมองมือที่ถูกกุมไว้ ก่อนยิ้มอย่างสงบ จากหญิงสาวผู้เคยถูกหักหลังจนสิ้นชีวิต จากฮองเฮาที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง วันนี้...นางได้ยืนอยู่ด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่ใช่ใต้เงาของผู้ใดแต่ในฐานะสตรีผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงแผ่นดินด้วยสติปัญญา ความกล้าหาญ และหัวใจที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับชะตากรรมอีกต่อไป.ไทเฮาสำนึกหรือพ่ายแพ้สายฝนโปรยปรายลงเหนือพระราชวังต้าเยี่ยนตั้งแต่ยามเช้า หยดฝนกระทบกระเบื้องหลังคาตำหนักฉือหนิงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แต่ตำหนักที่เคยคึกคักกลับเงียบงันราวกับถูกโลกทั้งใบทอดทิ้งประตูตำหนักถูกปิดผนึกด้วยตราพระราชโองการ องครักษ์หลวงผลัดเวรกันเฝ้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ไม่มีขุนนางผู้ใดเข้าเฝ้า ไม่มีสนมผู้ใดมาคารวะ แม้แต่นางกำนัลจำนวนมากก็ถูกย้ายออกไป เหลือเพียงคนรับใช้ชราสองสามคนคอยดูแลเรื่องอาหารและเครื่องใช้จำเป็นไทเฮาประทับอยู่ลำพังภายในห้องโถงใหญ่ พระนางทอดพระเนตรเก้าอี้ว่างเปล่ารอบด้าน เมื่อก่อน...ตรงนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของขุนนางผู้ประจบสอพลอ ตรงนั้นเคยเป็นที่ยืนของราชครูเกา ด้านหน้าคือเหล่าแม่นมและขันทีที่ต่างรีบร้อน







